Google Website Translator

Saturday, July 4, 2009

Energy consumption in Mexico

สัดส่วนการใช้พลังงานภายในประเทศเม็กซิโก

ในปี 2006 การบริโภคพลังงานของเม็กซิโกแบ่งสัดส่วนได้ตามภาพดังนี้


แหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของเม็กซิโกได้แก่ นำ้มัน ซึ่งมีส่วนแบ่งของแหล่งพลังงานเท่ากับร้อยละ 55 ในปี 2007 การบริโภคน้ำมันเท่ากับ 2.1 พันล้านบาเรลต่อวัน แหล่งพลังงานรองลงมาได้แก่ แก๊ซธรรมชาติซึ่งในปีเดียงกันได้มีปริิมาณการบริโภคเท่ากับ 2.2 พันล้านคูบิกฟุต โดยการบริโภคแก๊๊ซได้เพิ่มขึ้นในช่วงปีหลัง ๆ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้หันไปใช้แก๊ซเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ประเทศเม็กซิโกไม่สามารถผลิตแก๊ซธรรมชาติได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยในปี 2007 ได้นำเข้าแก๊ซธรรมชาติปริมาณ 308 พันล้านคูบิกฟุต

แหล่งพลังงานอันดับสามของเม็กซิโกได้แก่ ถ่านหินซึ่งมีปริมาณการบริโภคเท่ากับ 19.8 ล้านตัน ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศเช่นกัน รัฐบาลของนายเคลเดรอนได้เริ่มให้ความสนใจส่งเสริมการลงทุนในภาคพลังงานทดแทนได้ อันได้แก่พลังงานจากลม และพลัังงานจากแสงอาทิตย์

ที่มาของข้อมูล: http://tonto.eia.doe.gov/country/country_energy_data.cfm?fips=MX

Wednesday, June 24, 2009

Mexico's recession: mid-year review, 2009

สรุปภาวะเศรษฐกิจเม็กซิโกครึ่งปี 2009

ดัชนีเศรษฐกิจต่าง ๆ จากสิ้นปี 2008 และต้นปี 2009 ได้เริ่มแสดงภาพว่า ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้เขยิบเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างแน่นอน โดยในไตรมาสแรกของปี 2009 ผลรวมประชาชาติมีอัตราลดลงร้อยละ 8.2 มากกว่าการหดตัวของประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ เป็นสี่เท่า

ธนาคารกลางเม็กซิโกได้ปรับการคาดคะเนเกี่ยวภาวะของเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับปี 2009 ทั้งปีใหม่ นั่นคือ คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวทั้งปีประมาณร้อยละ 5.8 ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่เม็กซิโกประสบวิกฤตการณ์การเงิน tequila crisis โดยในปี 1995 ภาวะเศรษฐกิจหดตัวสูงสุดที่อัตราร้อยละ 6 และหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจต่าง ๆ ลงความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกคงจะไม่สามารถฟื้นตัวได้จนกว่าไตรมาสที่สองของปี 2010

ปัจจัยที่ได้มีผลดึงให้ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกแย่ลง สืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในปี 2007-2008 ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดต่อการส่งออกของเม็กซิโกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 90 การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปี 2008 ได้ลดลงร้อยละ 36 ปัจจัยอีกประการหนึ่งได้แก่ ค่าเงินที่ลดลงเกือบหนึ่งส่วนสามของมูลค่าช่วยปลายปี 2008 จากอัตราที่เคยแลกได้ 11-12 เปโซต่อเหรียญ เป็น 15 เปโซต่อเหรียญในช่วงที่ต่ำที่สุด ปัจจุบันได้คงระดับได้ที่ประมาณ 13 เปโซต่อเหรียญ เนื่องจาก IMF ได้อนุญาติให้เม็กซิโกสามารถขอกู้เงินฉุกเฉินในวงเงิน 40 พันล้านเหรียญฯ และสหรัฐฯ ได้ยื่นความร่วมมือความตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรา swap อีก 30 พันล้านเหรียญฯ

การส่งเงินกลับจากต่างประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวซึ่งล้วนเป็นรายได้สำคัญของประเทศ ต้องลดลงอย่างเห็นได้ชัดตลอดปี 2009 รวมทั้งผลกระทบจากการระบาดของไข้หวัด N1H1 ยังต้องแสดงผลซึ่งจะเห็นผลเป็นตัวเลขในรายเศรษฐกิจไตรมาสที่สองหรือสาม

ค่าเงินที่ลดลงทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าสูงขึ้น และมีแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเม็กซิโกได้ประกาศลดอัตราดคอกเบี้ยลง 5 ครั้งในปี 2009 และในเดือนมิถุนายน ได้ลดลงเหลือร้อยละ 4.75 ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดที่เคยปรากฏในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางเม็กซิโกคาดว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมของปี 2009 จะมีอัตราประมาณร้อยละ 4 ทั้งปี โดยธนาคารฯ มีเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปี 2010

รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2009 แสดงให้เห็นว่ามาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคาลเดรอนที่ได้เริ่มเมื่อปี 2008 ไม่เพียงพอที่จะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่คาดหวังไว้ และรัฐบาลเม็กซิโกมีข้อจำกัดในการขอกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลไม่ได้แสดงผลขยายตัว การเก็บภาษีได้แค่ร้อยละ 10 ของผลผลิตชาติ

ข้อมูลเพิ่มเติม:
"Deeper Plunge", The Economist, May 27
"Mexico Budget Gap Fuels Debt Sales, Ratings Concern" by Valerie Rota, Bloomberg, June 22.
http://www.forbes.com/feeds/ap/2009/06/19/ap6564930.html
"IMF Aid Boosts Mexico's Credibility", Forbes, 04/03/09.
"IMF Approves $47 Billion Credit Line for Mexico", imf.org.
Summary of OECD outlook for Mexican Economy

Wednesday, June 10, 2009

Breadmaker Grupo Bimbo

บริษัทผู้ผลิตขนมปังเม็กซิกัน กลุ่มบิมโบ (Grupo Bimbo)

กลุ่มบิมโบ เป็นผู้ผลิตขนมปังที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก และผู้นำตลาดขนมปังในเม็กซิโกและกลุ่มละตินอเมริกา โดยมีเครือข่ายการขายในทุกประเทศในกลุ่มละตินรวมทั้งประเทศเสปน ได้ก่อตั้งเมื่อปีคศ. 1945 โดยนาย Lorenzo Servitje นาย Jose T. Mata และนาย Jaime Jorba

ปัจจุบันกลุ่มบิมโบเป็นยักษย์ใหญ่แห่งผู้ผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรมอันดับ 4 ของโลก รองจากบริษัท Unilever, Sara Lee, Kraft Foods และ Nestle และกรรมการผู้บริษัทกลุ่มบิมโบ ได้ประกาศเป้าหมายการขยายตัวเพื่อเป็นผู้ผลิตขนมปังที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2010 โดยจะเจาะเข้าสู่ตลาดประเทศจีนเพื่อเพิ่มยอดขายโลก ยอดขายในปี 2006 มีมูลค่า 5.26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2007 ประมาณ 7.7 พันล้านเหรียญฯ

กลุ่มบิมโบ ทำการอบขนมปังในระดับอุตสาหกรรม โดยมีสินค้าขนมปังประมาณ 5,000 ประเภท มียี่ห้อในเครือมากกว่า 100 ยี่ห้อ และมีการประกอบสร้างเครื่องจักรสำหรับโรงงานอบขนมปัง และเครื่องจักรบรรจุห่อถุงพลาสติดของตนเอง

ในปี 2008 บิมโบได้ซื้อกิจการของกลุ่มบริษัท George Weston ของแคนาดา ในราคา 2.4 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นผู้ถือยี่ห้อ Arnold, Boboli, Brownberry และ Thomas มีโรงงาน 22 แห่ง จ้างงาน 8,000 คน และเส้นทางการขนส่งขนมปัง 4,000 สาย และในปีที่ผ่าน ๆ มา ได้ซื้อกิจการในประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ และในประเทศจีนเพื่อลดการพึ่งตลาดเม็กซิโกเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้ยอดขายในตลาดเม็กซิโกมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 67 ของยอดขายในปี 2008 และยอดขายจากตลาดในสหรัฐฯ อีกร้อยละ 22

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://biz.yahoo.com/ic/95/95052.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Grupo_Bimbo

http://www.bloomberg.co.jp/apps/news?pid=conewsstory&refer=conews&tkr=BIMBOA%3AMM&sid=a1Txt69Vz6Ng

Wednesday, June 3, 2009

Mexichem considers expansions overseas

กฏหมายป้องกันการผูกขาดผลักดันให้บริษัทพลาสติก Mexichem หันไปขยายกิจการในต่างประเทศแทน

บริษัท Mexichem SAB เป็นผู้ผลิตท่อ PVC ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา (ยอดขายในปี 2008 มีมูลค่า 30.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ได้พจิารณาว่าจะหยุดการขยายตัวภายในประเทศเม็กซิโก เนื่องจากศาลเพ่งได้ใช้อำนาจของกฏหมายป้องการผูกขาดห้ามให้บริษัท Mexichem ซื้อกิจการอื่นเพิ่มเติม เป็นเหตุให้ฝ่ายวางแผนกลยุทธของบริษัทแถลงข่าวว่าจะหันไปซื้อกิจการเกี่ยวกับพลาสติกในต่างประเทศแทน

เมื่อเดือนเมษายน 2008 บริษัท Mexichem ได้เจรจาการซื้อบริษัท Policyd SA และ Plasticos Rex SA จากกลุ่ม Cydsa ในมูลค่าประมาณ $125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ศาลเพ่งเม็กซิโกไม่อนุมัติการซื้อขายโดยเห็นว่าเป็นการรวมอำนาจธุรกิจของกิจการพลาสติกในมือของบริษัทเดียวมากเกินไป โดยบริษัท Mexichem ได้ซื้อกิจการอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมพลาสติกทั้งหมด 15 แห่งแล้ว ตั้งแต่ปี 2007 โดยเกือบครึ่งหนื่งเป็นกิจการที่ได้ซื้อในประเทศเม็กซิโก

บริษัท Policyd เป็นผู้ผลิตเมล็ดเรซิน polyvinyl chloride หรือ PVC อันดับสองของประเทศ Policyd และบริษัท Plasticos Rex เป็นผู้ขายท่องพีวีซีอันดับสองหรือสามของประเทศ

ผลการดำเนินการของบริษัท Mexichem ได้แสดงกำไรลดลงร้อยละ 9.3 ในไตรมาสแรกของปี 2009 โดยมีมูลค่ากำไร 400.4 ล้าน pesos (30 ล้านหรียญสหรัฐฯ) เนื่องจากค่าเงินเปโซที่ลดลงเกีอบร้อยละ 30 จากปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าว Bloomberg News, June 2

Tuesday, June 2, 2009

Opportunities for Thai Trade and Investment: Plastic Industry in Mexico

อุตสาหกรรมพลาสติดในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้บริโภคสินค้าพลาสติกจัดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา และอันดับที่ 14 ของโลก ปริมาณการบริโภคประมาณสามล้านตันต่อปี หรือจำนวนการบริโภคต่อรายได้ประชาชาติปริมาณ 40 กิโลกรัมต่อปี

สถิติเม็กซิโกได้บันทึกสถิตบริษัทผลิตภัณฒ์พลาสติกจำนวน 4,500 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก และประมาณร้อยละ 4 เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ผลิตผลิตภัณฒ์พลาสติกมีที่ตั้งโรงงานในเขตรัฐเม็กซิโกและเมืองเม็กซิโกซิตี้ โดยมีอีกส่วนน้อยส่วนหนึ่งมีที่ตั้งกระจุกตัวอยู่ที่รัฐ Nuevo Leon และรัฐ Jalisco

อุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศเม็กซิโก มีการจ้างแรงงานจำนวนประมาณ 181,000 ตำแหน่งโดยตรง และประมาณ 700,000 ตำแหน่งต่อเนื่อง โดยโรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฒ์พลาสติกขนาดใหญ่เป็นผู้จ้างรายใหญ่และจ้างงานกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวข้างต้น

ในกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฒ์ทั้งหมด สามารถแบ่งสัดส่วนของวัสดุบรรจุภัฒน์ ดังนี้ ร้อยละ 60 เป็นขวดและสิ่งบรรจุภัณฒ์ที่เป็นพลาสติก ร้อยละ 27 เป็นผลิตภัณฒ์บรรจุจากเหล็ก ร้อยละ 10 เป็นสินค้าบรรจุภัณฒ์จากกระดาษ และร้อยละ 4 เป็นขวดแก้ว

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมพลาสติกของเม็กซิโกเป็นอุตสหการรมที่ใหญ่พอประมาณและได้พัฒนามาแล้วประมาณ 50ปี แต่ผู้ผลิตผลิตภัณฒ์พลาสติกในเม็กซิโกมีความจำเป็นต้องยกระดับเทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ การฝึกแรงงาน และการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกกรรมพลาสิติกแห่งแม็กซิโก (ANIPAC) ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมพลาสติกของเม็กซิโก เคยขยายตัวได้ร้อยละ10 ก่อนปี 1990 แต่ในช่วงหลังนี้ขยายตัวได้แค่ร้อยละ 3-4) ฉะนี้น จึงคาดว่า ในระยะสิบปีข้างหน้า จะต้องมีการลงทุนเพื่อปรับปรุงพัฒนาการผลิตประมาณ 7-8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ถึงแม้ว่าเม็กซิโกจะมีการผลิตวัตถุดิบต่อเนื่องจากน้ำมัน แต่ขาดเท็คโนโลยีในการแปรสภาพวตถุเหล่านี้ จึงต้องส่งออกผลิตภัณฒ์กึ่งแปรรูปเพื่อทำการแปรรูปในสหรัฐฯ และนำเข้าผลิตภัณฒ์แปรรูปในราคาแพง

วัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าพลาสติกส่วนใหญ่ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2004 ได้แก่ plate, sheet, polyesther, epoxide, olefin, primary, tubing, piping, hoses และเครื่องจักรซึ่งเดิมนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ อันได้แก่ injection molding machinery, blow molding machinery, extruders, vacuum molding machinery, equipment for rubber work – plastic และชิ้นส่วน ในปุจจุบันเริ่มมีการนำเข้าจากยุโรปมากขึ้น

งานแสดงสินค้าสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก ได้แก่

General Industrial Packaging Materials
http://www.expopack.com.mx/
และ

Plastimagen
Plastic show – machinery, equipment and raw materials.
http://www.plastimagen.com.mx/

หน่วยงานติดต่อสำคัญ ได้แก่

National Association of Plastic Industrialists (ANIPAC)
http://www.anipac.com.mx/

อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cipad.org/files/files/mexico_2006.pdf

Wednesday, May 13, 2009

Economic and political consequences of swine flu epidemic

ผลกระทบของการระบาดของเชื้อไข้หวัด N1H1

รัฐบาลเม็กซิโกได้สั่งปิดโรงเรียน ที่ทำงาน ธุรกิจร้านค้า และแหล่งบรรเทิงสาธารณะ จากวันที่ 28 เมษายนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัด N1H1 ย่อมต้องมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโก ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชลอตัวเนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินอยู่แล้ว โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า รายได้ประชาชาติโดยรวมในปีนี้จะหายไปร้อยละ 0.3 เนื่องจา กิจกรรมเศรษฐกิจในเมืองเม็กซิโกซิตี้ และรัฐเม็กซิโก มีมูลค่าสัดส่วนของรายได้ประชาชาติร้อยละ 30 มีนักเศรษฐศาสตร์เม็กซิกันประเมินว่า ประมาณ 0.5 พันล้านเหรียญต่อวัน การปิดทำการหนึ่งสัปดาห์อาจมีผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญฯ นั่นคือ ร้อยละ 0.3 ของรายได้ประชาชาติ นั้นเอง

ผลเสียหายที่เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพิจารณาตัวเลขเลย ได้แก่ การที่ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกเที่ยวบินที่บินเข้าเม็กซิโกในช่วงระยะปลายเดือนเมษายน กิจการการท่องเที่ยวทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ได้มีบางประเทศได้เปลี่ยนกฏการเข้าเมือง เช่น ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่กำหนดให้ชาวเม็กซิกันต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ จากเดิมไม่จำเป็นต้องขอ

นอกจากนี้แล้ว ยังมีคู่ค้าประมาณ 20 ประเทศ ได้ระงับการนำเข้าเนื้อหมู และผลิตภัณฑ์หมูจากเม็กซิโก สหรัฐฯ และแคนาดา โดยไม่ได้แจ้งให้องค์การค้าโลกหรือประเทศคู่ค้าได้ทราบล่วงหน้า ซึ่งผิดกับแนวทางปฏิบัติทางการค้าภายใต้ข้อบังคับของ WTO ผลักดันให้สามประเทศในเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือร่วมมือกันประท้วงต่อคู่ค้า โดยเฉพาะกับประเทศจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก ซึ่งหากมีการระงับการนำเข้ายืดเยื้อออกไป อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการทางการค้าโต้ตอบกัน ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีในภาวะเศรษฐกิจมีปัญหาทั่วโลก ทั้งนี้มูลค่าการค้าเนื้อหมูในระดับโลกมีมูลค่าประมาณ 26 พันล้านเหรียญฯ

มาตรการช่วยเหลือ

รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่กิจการขนาดกลางและย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดเชื้อไข้หวัด N1H1 โดยกำหนดงบประมาณความช่วยเหลือฉุกเฉินประมาณ 840 ล้านเหรียญฯ หรือ 11 พันล้านเปโซ โดยกำหนดส่วนที่จะให้กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวจำนวน 2 พันล้านเปโซ ความช่วยเหลือแก่สายการบิน 3 พันล้านเปโซ และ อีกหนึ่งพันกว่าล้านเปโซสำหรับฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศเม็กซิโก

งบความช่วยเหลือฉุกเฉินดังกล่าวจะจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ Nacional Financiera (Nafinsa) โดยมีธนาคารเอกชนทั่วไป 11 แห่งร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว สามารถให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 โดยสามารถขอผ่อนผันไม่เสียดอกเบี้ยชั่วระยะหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำ คาดว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาการเดินเงินของธุรจกิจขนาดกลางได้ 5,000 และธุรกิจขนาดย่อย ๆ อีก 12,000 กิจการ

ได้มีการประเมินว่า ความเสียหายในภาคการท่องเที่ยวเกิดขึ้นประมาณ 4 พันล้านเหรียญฯ และจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานที่อาจสูญเสียไป 200,000 ตำแหน่ง

ผลกระทบทางการเมือง

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนว่า รัฐบาลของนายคาลเดรอน ปิดบังและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการระบาดของไขหวัด N1H1 โดยได้ชลอการประกาศให้สาธารณชนระมัดระวังตัวช้า หรือในอีกทางหนึ่งได้กระจายความหลาดกลัวเกี่ยวกับการระบาดของเชื้ดไข้หวัดเกินเหตุ ทั้งหมดเพื่อหวังผลทางการเมื่อง เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งระดับผู้แทนครึ่งเทอมซึ่งผลการเลือกตั้งดังกล่าวย่อมบ่งชี้แนวโน้มของผู้ทีมีสิทธิชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนต่อไปในอีกสามปีข้างหน้า

การสั่งปิดโรงเรียน ที่ทำการและธุรกิจทั่วกรุงเม็กซิโกซิตี้ มีส่วนสร้างความตึงเครียดระหว่างนาย เอบราด ผู้ว่ากรุงเม็กซิโก ซึ่งสมาชิกพรรา PRD และผู้หวังเข้ารับคัดเลือกเป็นประธานาธิบดีในสมัยหน้า กับประธานาธบดีคาลเดรอน ซึ่งเป็นสมาชิก PAN โดยก่อนหน้านี้ ได้มีความแย้งทางการเมืองกันเกี่ยวกับการบริหารเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเมืองหลวง เช่น ความปลอดภัย และล่าสุดเรื่องการขนส่งน้ำไม่เพียงพอ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นาย Fidel Castro อดีตประธานาธิบดีของคิวบา ได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวต่างชาติว่า หน่วยข่าวกรองของคิวบามีหลักฐานว่า รัฐบาลเม็กซิโกมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยจากเชื้อไข้หวัด N1H1 แต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เนื่องจากไม่ต้องการให้มีผลกระทบต่อการเยือนของนายโอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เมื่อกลางเดือนเมษายน

The Pork Industry of North America (Part 2-Mexico)

ภาวะการผลิต การส่งออก และการนำเข้าเนื้อหมูและหมูเป็น ประเทศเม็กซิโก

การเลี้ยงหมู และการผลิตเนื้อหมูและผลิตภัฑ์จากเนื้อหมูในประเทศเม็กซิโก ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา เนื่องจากได้เริ่มมีการนำความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากิจกรรมในภาคการเลี้ยงหมูและการผลิตเนื้อหมู ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพุนธ์หมู การปรับปรุงวิธีการออกแบบคอกหมูในลักษณะโรงงาน การขนส่ง การแช่แข็ง และการเชือดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผนวกกับการสนับสนุนที่ได้รับจากรัฐบาล เข่น การอุดหนุนราคาข้าวฟ่างช่วยลดต้นทุนราคาอาหารหมู และการบังคับใช้มาตรฐานโรงเชือด TIF (Tipo Inspection Federal) สำหรับเนื้อหมูเพื่อการส่งออก

ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ได้มีผลส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงทางการตลาดในอุตสาหกรรมหมูมากขึ้น โดยทั้งสามประเทศคู่ค้าได้มีทั้งการส่งออกและนำเข้าระหว่างกันและกัน ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุด แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้าหมูเป็นจากแคนาดา และมีการนำเข้าเนื้อหมูจากเม็กซิโกเนื่องจากได้มีบริษัทผู้เลี้ยงและผลิตเนื้อหมูไปร่วมลงทุนกับเม็กซิโกเพื่อการส่งออก ส่วนประเทศเม็กซิโกมีความสามารถผลิตเนื้อหมูได้ประมาณ 1 ล้านเมตริกตันต่อปี ในขณะที่ปริมาณการการบริโภคมีประมาณ 1.5 ล้านเมตริกตันต่อปี ผนวกกับการผลิตส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เป็นเหตุให้เม็กซิโกต้องนำเข้าเนื้อหมูสำหรับส่วนที่ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ

จากปี 1990 เป็นต้นมา ได้มีการเปิดตลาดให้มีการนำเข้าได้ทั้งหมูเป็น ผลิตภัณต์เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์ไก่ซึ่งเข้ามาแข็งขันกับการผลิตเนื้อสัตว์ภายในประเทศ โดยมีการนำเข้าส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ ในปริมาณที่ทำให้ เม็กซิโกเป็นตลาดสำคัญสำหรับการส่งออกผลิตกภัณฑ์เนื้อสัตว์สำหรับสหรัฐฯ

การเลี้ยงหมูเป็นและการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อหมูมีทำเลการผลิตกระจายไปทั่วประเทศเม็กซิโก แต่เขตพื้นที่ที่มีการเลี้ยงหมูจำนวนมากในประเทศเม็กซิโก ได้แก่ รัฐ Jalisco, Sonora, Chiapas, Veracruz, และ Yucatan ในระยะหลังนี้ ได้เริ่มมีการขยายการผลิตไปในพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจากแผนการรณรงค์เขตปลอดโรคของรัฐบาล ได้ช่วยส่งเสริมให้มีการเลี้ยงหมูกระจายไปตามเขตปลอดโรคไข้หมูที่รัฐ ได้ประเทศใหม่ 11 รัฐ

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อแหล่งที่ตั้งโรงเลี้ยงหมู ได้แก่ความใกล้ชิดกับเขตชุมชนขนาดใหญ่ และตลาดที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ การกำหนดมาตรฐานการเชือดหมูแบบ TIF (Tipo Inspection Federal) เป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงหมูทำการขนส่งหมูเป็นข้ามรัฐ เพื่อส่งไปเชือดในโรงเชื่อดหมูในเขตเมือง รัฐที่ใกล้ชิดกับกรุงเม็กซิโกซิตี้ เช่น Jalisco, Sonora, Guanajuato, Puebla, Yucatan และ Michoacan จึงมีความได้เปรียบ และมีส่วนแบ่งการครองตลาดสูงถึงร้อยละ 75 ของการผลิตเนื้อหมูทั้งประเทศ

ในปี 1997 โรงเชือดหมูระบบ TIF มีจำนวน 33 โรงงาน ความสามารถการเชือดได้ 3.7 ล้านหัว หรือประมาณหนึ่งส่วนสามของการเชือดหมูทั่วประเทศ โรงเชือดหมูในระบบ TIF จะกำหนดมาตรฐานน้ำหนักและสุขภาพหมูที่สูงกว่าโรงเชือดที่ไม่ได้อยู่ในระบบดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูกิจการใหญ่ ซึ่งเลี้ยงหมูได้ระหว่าง 300-1,000 ตัว ใช้การคัดแม่พันธุ์ที่ดี การออกแบบโรงเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ มีต้นทุนค่ายารักษาสุขภาพหมูสูง แต่มีต้นทุนค่าอาหารต่ำกว่าผู้เลี้ยงขนาดกลางและเล็ก และเป็นกลุ่มที่สามารถส่งหมูไปเชือดในโรงเชือดมาตรฐาน TIF ได้เท่านั้น กิจการขนาดใหญ่เหล่านี้จะเป็นผู้ส่งออก หรือจัดส่งขายไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขายหมูเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ

ผู้เลี้ยงหมูขนาดกลางซึ่งเลี้ยงหมูได้ระหว่าง 150-500 ตัว และผู้เลี้ยงหมูขนาดย่อยหรือตามบ้านเรือน ซึ่งมีหมูเลี้ยงประมาณ 10-50 ตัว จะส่งหมูไปเชือดในโรงเชือดระดับเทศบาลที่มีมาตรฐานเรื่องน้ำหนักและสุขภาพต่ำกว่า ซึ่งโรงเชือดระดับเทศบาลมีความสามารถเชือดได้ประมาณ 4 ล้านหัว และให้ผลผลิตเนื้อหมูได้ประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตทั้งประเทศ ผู้เลี้ยงหมูตามบ้านเรือนอาจทำการเชือดเองภายในบ้านเรือนเอง ทั้งผู้เลี้ยงหมูขนาดกลางและย่อยจะส่งเนื้อหมูไปขายตามตลาดสด หรือตลาดชาวบ้านตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่

ระหว่างปี 1990-1994 กว่าร้อยละ 90 ของการเลี้ยงหมูทั้งหมด เป็นการเลี้ยงในฟาร์มที่เลี้ยงได้ไม่เกิน 20 ตัวต่อฟาร์ม และมีจำนวนฟาร์มเลี้ยงหมูอยู่ประมาณ 1.9 ล้านแห่ง ในขณะที่การเลี้ยงหมูเป็นโรงเลี้ยงขนาดใหญ่เทียบเป็นเพียงแค่ร้อยละ 1 ของจำนวนฟาร์ม แต่โรงเลี้ยงขนาดใหญ่นี้ เลี้ยงหมูเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนหมูเป็นที่มีการเลี้ยงทั่วประเทศ

ความได้เปรียบด้านต้นทุนและขนาดดังกล่าวซึ่งให้ผลกำไรแก่ผู้เลี้ยงหมูในลักษณะกิจการใหญ่ต้นทุนสูงมากกว่า กิจการเลี้ยงหมูขนาดกล่างและย่อยซึ่งมีต้นทุนค่าอาหารสูง และมักมีปัญหาการจัดหาเงินทุน ทำให้มีแนวโน้มว่าผู้ผลิตรายย่อยจะค่อย ๆ หายไป รัฐบาลเม็กซิกันจึงกำลังสนับสนุนให้ผู้ผลิตรายย่อย มีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายใหญ่ให้มีความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อการพัฒนาคุณภาพ หรือให้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์ให้มีกำลังเงินเงินรวมกันมากขึ้น

การบริโภคเนื้อหมูมีความอ่อนไหวต่อระดับรายได้ของประชากร โดยในอดีตเมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปริมาณการบริโภคเนื้อหมูจะลดลง ทั้งนี้ เนื้อหมูสดแพงมีราคาแพงกว่าเนื้อไก่

แหล่งข้อมูล:http://www.ers.usda.gov/publications/agoutlook/sep1999/ao264i.pdf
http://www.comecarne.org/