ผลกระทบของการระบาดของเชื้อไข้หวัด N1H1
รัฐบาลเม็กซิโกได้สั่งปิดโรงเรียน ที่ทำงาน ธุรกิจร้านค้า และแหล่งบรรเทิงสาธารณะ จากวันที่ 28 เมษายนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัด N1H1 ย่อมต้องมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโก ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชลอตัวเนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินอยู่แล้ว โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า รายได้ประชาชาติโดยรวมในปีนี้จะหายไปร้อยละ 0.3 เนื่องจา กิจกรรมเศรษฐกิจในเมืองเม็กซิโกซิตี้ และรัฐเม็กซิโก มีมูลค่าสัดส่วนของรายได้ประชาชาติร้อยละ 30 มีนักเศรษฐศาสตร์เม็กซิกันประเมินว่า ประมาณ 0.5 พันล้านเหรียญต่อวัน การปิดทำการหนึ่งสัปดาห์อาจมีผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญฯ นั่นคือ ร้อยละ 0.3 ของรายได้ประชาชาติ นั้นเอง
ผลเสียหายที่เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพิจารณาตัวเลขเลย ได้แก่ การที่ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกเที่ยวบินที่บินเข้าเม็กซิโกในช่วงระยะปลายเดือนเมษายน กิจการการท่องเที่ยวทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ได้มีบางประเทศได้เปลี่ยนกฏการเข้าเมือง เช่น ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่กำหนดให้ชาวเม็กซิกันต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ จากเดิมไม่จำเป็นต้องขอ
นอกจากนี้แล้ว ยังมีคู่ค้าประมาณ 20 ประเทศ ได้ระงับการนำเข้าเนื้อหมู และผลิตภัณฑ์หมูจากเม็กซิโก สหรัฐฯ และแคนาดา โดยไม่ได้แจ้งให้องค์การค้าโลกหรือประเทศคู่ค้าได้ทราบล่วงหน้า ซึ่งผิดกับแนวทางปฏิบัติทางการค้าภายใต้ข้อบังคับของ WTO ผลักดันให้สามประเทศในเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือร่วมมือกันประท้วงต่อคู่ค้า โดยเฉพาะกับประเทศจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก ซึ่งหากมีการระงับการนำเข้ายืดเยื้อออกไป อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการทางการค้าโต้ตอบกัน ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีในภาวะเศรษฐกิจมีปัญหาทั่วโลก ทั้งนี้มูลค่าการค้าเนื้อหมูในระดับโลกมีมูลค่าประมาณ 26 พันล้านเหรียญฯ
มาตรการช่วยเหลือ
รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่กิจการขนาดกลางและย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดเชื้อไข้หวัด N1H1 โดยกำหนดงบประมาณความช่วยเหลือฉุกเฉินประมาณ 840 ล้านเหรียญฯ หรือ 11 พันล้านเปโซ โดยกำหนดส่วนที่จะให้กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวจำนวน 2 พันล้านเปโซ ความช่วยเหลือแก่สายการบิน 3 พันล้านเปโซ และ อีกหนึ่งพันกว่าล้านเปโซสำหรับฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศเม็กซิโก
งบความช่วยเหลือฉุกเฉินดังกล่าวจะจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ Nacional Financiera (Nafinsa) โดยมีธนาคารเอกชนทั่วไป 11 แห่งร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว สามารถให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 โดยสามารถขอผ่อนผันไม่เสียดอกเบี้ยชั่วระยะหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำ คาดว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาการเดินเงินของธุรจกิจขนาดกลางได้ 5,000 และธุรกิจขนาดย่อย ๆ อีก 12,000 กิจการ
ได้มีการประเมินว่า ความเสียหายในภาคการท่องเที่ยวเกิดขึ้นประมาณ 4 พันล้านเหรียญฯ และจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานที่อาจสูญเสียไป 200,000 ตำแหน่ง
ผลกระทบทางการเมือง
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนว่า รัฐบาลของนายคาลเดรอน ปิดบังและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการระบาดของไขหวัด N1H1 โดยได้ชลอการประกาศให้สาธารณชนระมัดระวังตัวช้า หรือในอีกทางหนึ่งได้กระจายความหลาดกลัวเกี่ยวกับการระบาดของเชื้ดไข้หวัดเกินเหตุ ทั้งหมดเพื่อหวังผลทางการเมื่อง เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งระดับผู้แทนครึ่งเทอมซึ่งผลการเลือกตั้งดังกล่าวย่อมบ่งชี้แนวโน้มของผู้ทีมีสิทธิชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนต่อไปในอีกสามปีข้างหน้า
การสั่งปิดโรงเรียน ที่ทำการและธุรกิจทั่วกรุงเม็กซิโกซิตี้ มีส่วนสร้างความตึงเครียดระหว่างนาย เอบราด ผู้ว่ากรุงเม็กซิโก ซึ่งสมาชิกพรรา PRD และผู้หวังเข้ารับคัดเลือกเป็นประธานาธิบดีในสมัยหน้า กับประธานาธบดีคาลเดรอน ซึ่งเป็นสมาชิก PAN โดยก่อนหน้านี้ ได้มีความแย้งทางการเมืองกันเกี่ยวกับการบริหารเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเมืองหลวง เช่น ความปลอดภัย และล่าสุดเรื่องการขนส่งน้ำไม่เพียงพอ
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นาย Fidel Castro อดีตประธานาธิบดีของคิวบา ได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวต่างชาติว่า หน่วยข่าวกรองของคิวบามีหลักฐานว่า รัฐบาลเม็กซิโกมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยจากเชื้อไข้หวัด N1H1 แต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เนื่องจากไม่ต้องการให้มีผลกระทบต่อการเยือนของนายโอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เมื่อกลางเดือนเมษายน
ข่าวการค้าการลงทุนเม็กซิโกและภมิภาคอเมริกากลาง สำหรับนักธุรกิจ นักลงทุนไทย ที่สนใจโอกาสการค้า การลงทุนในเม็กซิโกและอเมริกากลาง
Google Website Translator
Showing posts with label pork industry. Show all posts
Showing posts with label pork industry. Show all posts
Wednesday, May 13, 2009
The Pork Industry of North America (Part 2-Mexico)
ภาวะการผลิต การส่งออก และการนำเข้าเนื้อหมูและหมูเป็น ประเทศเม็กซิโก
แหล่งข้อมูล:http://www.ers.usda.gov/publications/agoutlook/sep1999/ao264i.pdf
http://www.comecarne.org/
การเลี้ยงหมู และการผลิตเนื้อหมูและผลิตภัฑ์จากเนื้อหมูในประเทศเม็กซิโก ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา เนื่องจากได้เริ่มมีการนำความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากิจกรรมในภาคการเลี้ยงหมูและการผลิตเนื้อหมู ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพุนธ์หมู การปรับปรุงวิธีการออกแบบคอกหมูในลักษณะโรงงาน การขนส่ง การแช่แข็ง และการเชือดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผนวกกับการสนับสนุนที่ได้รับจากรัฐบาล เข่น การอุดหนุนราคาข้าวฟ่างช่วยลดต้นทุนราคาอาหารหมู และการบังคับใช้มาตรฐานโรงเชือด TIF (Tipo Inspection Federal) สำหรับเนื้อหมูเพื่อการส่งออก
ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ได้มีผลส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงทางการตลาดในอุตสาหกรรมหมูมากขึ้น โดยทั้งสามประเทศคู่ค้าได้มีทั้งการส่งออกและนำเข้าระหว่างกันและกัน ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุด แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้าหมูเป็นจากแคนาดา และมีการนำเข้าเนื้อหมูจากเม็กซิโกเนื่องจากได้มีบริษัทผู้เลี้ยงและผลิตเนื้อหมูไปร่วมลงทุนกับเม็กซิโกเพื่อการส่งออก ส่วนประเทศเม็กซิโกมีความสามารถผลิตเนื้อหมูได้ประมาณ 1 ล้านเมตริกตันต่อปี ในขณะที่ปริมาณการการบริโภคมีประมาณ 1.5 ล้านเมตริกตันต่อปี ผนวกกับการผลิตส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เป็นเหตุให้เม็กซิโกต้องนำเข้าเนื้อหมูสำหรับส่วนที่ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ
จากปี 1990 เป็นต้นมา ได้มีการเปิดตลาดให้มีการนำเข้าได้ทั้งหมูเป็น ผลิตภัณต์เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์ไก่ซึ่งเข้ามาแข็งขันกับการผลิตเนื้อสัตว์ภายในประเทศ โดยมีการนำเข้าส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ ในปริมาณที่ทำให้ เม็กซิโกเป็นตลาดสำคัญสำหรับการส่งออกผลิตกภัณฑ์เนื้อสัตว์สำหรับสหรัฐฯ
การเลี้ยงหมูเป็นและการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อหมูมีทำเลการผลิตกระจายไปทั่วประเทศเม็กซิโก แต่เขตพื้นที่ที่มีการเลี้ยงหมูจำนวนมากในประเทศเม็กซิโก ได้แก่ รัฐ Jalisco, Sonora, Chiapas, Veracruz, และ Yucatan ในระยะหลังนี้ ได้เริ่มมีการขยายการผลิตไปในพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจากแผนการรณรงค์เขตปลอดโรคของรัฐบาล ได้ช่วยส่งเสริมให้มีการเลี้ยงหมูกระจายไปตามเขตปลอดโรคไข้หมูที่รัฐ ได้ประเทศใหม่ 11 รัฐ
ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อแหล่งที่ตั้งโรงเลี้ยงหมู ได้แก่ความใกล้ชิดกับเขตชุมชนขนาดใหญ่ และตลาดที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ การกำหนดมาตรฐานการเชือดหมูแบบ TIF (Tipo Inspection Federal) เป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงหมูทำการขนส่งหมูเป็นข้ามรัฐ เพื่อส่งไปเชือดในโรงเชื่อดหมูในเขตเมือง รัฐที่ใกล้ชิดกับกรุงเม็กซิโกซิตี้ เช่น Jalisco, Sonora, Guanajuato, Puebla, Yucatan และ Michoacan จึงมีความได้เปรียบ และมีส่วนแบ่งการครองตลาดสูงถึงร้อยละ 75 ของการผลิตเนื้อหมูทั้งประเทศ
ในปี 1997 โรงเชือดหมูระบบ TIF มีจำนวน 33 โรงงาน ความสามารถการเชือดได้ 3.7 ล้านหัว หรือประมาณหนึ่งส่วนสามของการเชือดหมูทั่วประเทศ โรงเชือดหมูในระบบ TIF จะกำหนดมาตรฐานน้ำหนักและสุขภาพหมูที่สูงกว่าโรงเชือดที่ไม่ได้อยู่ในระบบดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูกิจการใหญ่ ซึ่งเลี้ยงหมูได้ระหว่าง 300-1,000 ตัว ใช้การคัดแม่พันธุ์ที่ดี การออกแบบโรงเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ มีต้นทุนค่ายารักษาสุขภาพหมูสูง แต่มีต้นทุนค่าอาหารต่ำกว่าผู้เลี้ยงขนาดกลางและเล็ก และเป็นกลุ่มที่สามารถส่งหมูไปเชือดในโรงเชือดมาตรฐาน TIF ได้เท่านั้น กิจการขนาดใหญ่เหล่านี้จะเป็นผู้ส่งออก หรือจัดส่งขายไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขายหมูเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ
ผู้เลี้ยงหมูขนาดกลางซึ่งเลี้ยงหมูได้ระหว่าง 150-500 ตัว และผู้เลี้ยงหมูขนาดย่อยหรือตามบ้านเรือน ซึ่งมีหมูเลี้ยงประมาณ 10-50 ตัว จะส่งหมูไปเชือดในโรงเชือดระดับเทศบาลที่มีมาตรฐานเรื่องน้ำหนักและสุขภาพต่ำกว่า ซึ่งโรงเชือดระดับเทศบาลมีความสามารถเชือดได้ประมาณ 4 ล้านหัว และให้ผลผลิตเนื้อหมูได้ประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตทั้งประเทศ ผู้เลี้ยงหมูตามบ้านเรือนอาจทำการเชือดเองภายในบ้านเรือนเอง ทั้งผู้เลี้ยงหมูขนาดกลางและย่อยจะส่งเนื้อหมูไปขายตามตลาดสด หรือตลาดชาวบ้านตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่
ระหว่างปี 1990-1994 กว่าร้อยละ 90 ของการเลี้ยงหมูทั้งหมด เป็นการเลี้ยงในฟาร์มที่เลี้ยงได้ไม่เกิน 20 ตัวต่อฟาร์ม และมีจำนวนฟาร์มเลี้ยงหมูอยู่ประมาณ 1.9 ล้านแห่ง ในขณะที่การเลี้ยงหมูเป็นโรงเลี้ยงขนาดใหญ่เทียบเป็นเพียงแค่ร้อยละ 1 ของจำนวนฟาร์ม แต่โรงเลี้ยงขนาดใหญ่นี้ เลี้ยงหมูเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนหมูเป็นที่มีการเลี้ยงทั่วประเทศ
ความได้เปรียบด้านต้นทุนและขนาดดังกล่าวซึ่งให้ผลกำไรแก่ผู้เลี้ยงหมูในลักษณะกิจการใหญ่ต้นทุนสูงมากกว่า กิจการเลี้ยงหมูขนาดกล่างและย่อยซึ่งมีต้นทุนค่าอาหารสูง และมักมีปัญหาการจัดหาเงินทุน ทำให้มีแนวโน้มว่าผู้ผลิตรายย่อยจะค่อย ๆ หายไป รัฐบาลเม็กซิกันจึงกำลังสนับสนุนให้ผู้ผลิตรายย่อย มีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายใหญ่ให้มีความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อการพัฒนาคุณภาพ หรือให้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์ให้มีกำลังเงินเงินรวมกันมากขึ้น
การบริโภคเนื้อหมูมีความอ่อนไหวต่อระดับรายได้ของประชากร โดยในอดีตเมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปริมาณการบริโภคเนื้อหมูจะลดลง ทั้งนี้ เนื้อหมูสดแพงมีราคาแพงกว่าเนื้อไก่
แหล่งข้อมูล:http://www.ers.usda.gov/publications/agoutlook/sep1999/ao264i.pdf
http://www.comecarne.org/
Friday, May 8, 2009
The Pork Industry of North America (Part 1)
อุตสาหกรรมผลิตเนื้อหมูในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก
การค้าผลิตภัณต์หมูในตลาดโลกมีมูลค่าประมาณปีละ 26 พันล้านเหรียญฯ โดยกลุ่มประเทศในเขตการค้าเสรีเหนือ หรือ NAFTA ครองตลาดโลกมากกว่าครึ่ง โดยประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง มีสัดส่วนการครองตลาดส่งออกเนื้อหมู ร้อยละ 39 รองลงมาได้แคนาดา มีสัดส่วนการส่งออกร้ยอละ 17.38 กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ร้อยละ 24.66 และบราซิลร้อยละ 10.92
สำหรับประเทศผู้นำเข้าเนื้อหมูสำคัญในโลก ได้แก่ ประเทศรัสเซีย ยูเครน และจีน รวมการนำเข้าสามประเทศเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของการนำเข้าเนื้อหมู
ตามรายงาน World Pork Trade Oveview ของ http://www.thepigsite.com/ คาดว่า การค้าเนื้อหมูในตลาดโลกสำหรับปี 2009 จะลดลงค่อนข้างมากเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชลอตัวทั่วโลก ประเทศรัสเซียได้เพิ่มภาษีการนำเข้าเนื้อหมูอย่างสูง และประเทศจีนได้เพิ่มการผลิตภายในประเทศได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ และบราซิลได้ลดการส่งออก เนื่องจากภาวะวิกฤตการณ์การเงิน และนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าที่ไม่เอื้ออำนวยการส่งออก
ตลาดส่งออกอันดับสองสำหรับเนื้อหมูของสหรัฐฯ คือประเทศเม็กซิโก ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกมีการเพิ่มหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโก โดยในช่วงเศรษฐกิจดีจะมีการนำเข้ามากขึ้น
การค้าผลิตภัณต์หมูในตลาดโลกมีมูลค่าประมาณปีละ 26 พันล้านเหรียญฯ โดยกลุ่มประเทศในเขตการค้าเสรีเหนือ หรือ NAFTA ครองตลาดโลกมากกว่าครึ่ง โดยประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง มีสัดส่วนการครองตลาดส่งออกเนื้อหมู ร้อยละ 39 รองลงมาได้แคนาดา มีสัดส่วนการส่งออกร้ยอละ 17.38 กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ร้อยละ 24.66 และบราซิลร้อยละ 10.92
สำหรับประเทศผู้นำเข้าเนื้อหมูสำคัญในโลก ได้แก่ ประเทศรัสเซีย ยูเครน และจีน รวมการนำเข้าสามประเทศเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของการนำเข้าเนื้อหมู
ตามรายงาน World Pork Trade Oveview ของ http://www.thepigsite.com/ คาดว่า การค้าเนื้อหมูในตลาดโลกสำหรับปี 2009 จะลดลงค่อนข้างมากเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชลอตัวทั่วโลก ประเทศรัสเซียได้เพิ่มภาษีการนำเข้าเนื้อหมูอย่างสูง และประเทศจีนได้เพิ่มการผลิตภายในประเทศได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ และบราซิลได้ลดการส่งออก เนื่องจากภาวะวิกฤตการณ์การเงิน และนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าที่ไม่เอื้ออำนวยการส่งออก
ภาวะการผลิต การส่งออก และการนำเข้าเนื้อหมูและหมูเป็นของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เป็นผู้นำการส่งออกเนื้อหมูในตลาดโลกเป็นเวลานาน โดยแต่เดิมการเลี้ยงหมู และการผลิตเนื้อหมู และผลิตภัณต์หมู ได้มีโครงสร้างกระจายในหมูผู้ประกอบการขนาดเล็กหลายกิจการ ซึ่งมีวัฏจักรการเชือดหมูช่วงฤดูใบไม้ร่วมและฤดูหนาว จนกระทั่งประมาณปี 1985 ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เริ่มบีบกิจการขนาดเล็กออกไป และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ส่งเสริมให้การผลิตเนื้อหมูไม่ขาดตอน มีการเชือดหมูและทำการผลิตเนื้อหมูได้ตลอดปี การควบคุมปริมาณและพัฒนาคุณภาพของแม่พันธ์หมู การประหยัดต้นทุนเนื่องจาก economy of scale เทคโนโลยีด้านการบริหารข้อมูลและการจัดการ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้การส่งออกขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปีตลาดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ตลาดสำคัญของเนื้อหมูส่งออกของสหรัฐฯ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าหนึ่งในสามของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของสหรัฐฯ ตลาดส่งออกเนื้อหมูสำคัญต่อมาได้แก่ประเทศแคนาดาและเม็กซิโก โดยคู่แข็งสำคัญในตลาดทั้งสามนี้ ได้แก่ ประเทศแคนากา เดนมาร์ก และบราซิล
ประเทศญี่ปุ่นนำเข้าทั้งเนื้อหมูแช่เย็นและเนื้อหมูแช่แข็ง โดยเนื้อหมูสดนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นสำคัญ แต่การนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็งของญี่ปุ่นได้นำเข้าจากเดนมาร์กเป็นอันดับแรก โดยประเทศญี่ปุ่นจะวางขายเนื้อหมูสดตามซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนเนื้อหมูแช่แข็งนำไปแปรสภาพเป็นผลิตภัณต์หมูอื่น ๆ
ตลาดส่งออกอันดับสองสำหรับเนื้อหมูของสหรัฐฯ คือประเทศเม็กซิโก ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกมีการเพิ่มหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโก โดยในช่วงเศรษฐกิจดีจะมีการนำเข้ามากขึ้น
ตลาดสำคัญต่อมาได้แก่ประเทศแคนาดา ซึ่งการส่งออกเนื้อหมูไปยังแคนาได้เพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันการผลิตภายเนื้อหมูภายในประเทศแคนาดาเองก็ได้เพิ่มขึ้น เพราะแคนาดามีการส่งออกเนื้อหมู และราคาเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ มีราคาถูกเป็นที่นิยมของผู้บริโภค รวมทั้งได้มีการรวมตัวระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมูของทั้งสองประเทศ
สหรัฐฯ มีการนำเข้าเนื้อหมูในจำนวนที่ลดลงทุกปีจากแคนาดาและเดนมาร์ก และมีการนำเข้าหมูเป็นจากแคนาดา
สหรัฐฯ มีการส่งออกหมูเป็นไปยังประเทศเม็กซิโก ในสัดส่วนสามในสี่ของการส่งออกหมูเป็น และส่งออกอีกหนึ่งในสี่ไปยังบางประเทศในทวีปเอเชีย โดยส่วนหนึ่งประมาณร้อยละสิบเป็นการส่งออกแม่พันธุ์พ่อพันธุ์
แหล่งข้อมูล: http://www.ers.usda.gov/
Monday, April 27, 2009
Swine Flu outbreak
ไข้หวัดหมูระบาดในเม็กซิโก
เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2009 รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศปิดโรงเรียนทุกระดับทั่วกรุงเม็กซิโก และให้ระงับการจัดงานใหญ่ในที่สาธารณะประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากหน่วยตรวจสอบโรคระบาดของเม็กซิโกได้ยืนยันข้อมูลจากโรงพยาบาลหลายแห่งแจ้วว่า ได้มีผู้ป่วยจากอาการไข้หวัดสาหัสได้เสียชีวิตประมาณ 86 ราย โดยรายแรกที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เมษายน เป็นหญิงอายุ 39 ที่เมือง San Luis Potosi ได้เสียชีวิตจากอาการปอดบวมอักเสบเนื่องจากเชื้อไวรัส หลังจากการสืบสวนเพิ่มเติม ได้พบว่ามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตในลักษณะอาการเดียวกันอีก 4 ราย เป็นเหตุให้รัฐบาลเม็กฺซิโกแจ้งสถานะการระบาดของโรคจากเชื้อไข้หวัดหมู แก่องค์กรอนามัยภูมิภาอเมริกา (Pan American Health Organization-PAHO) เมื่อวันที่ 16 เมษายน โดยในวันที่ 20 เมษายน หน่วยตรวจสอบโรคระบาดของเม็กซิโกได้ส่งตัวอย่างผลตรวจคอและปอดของคนไข้ไปให้ National Micrbiology Laboratory ที่ Winnipeg แคนาดา และ Center for Disease Control and Prevention ที่เมือง Atlanta สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานการตรวจสอบเชื้ดหวัดของ WHO ทำการทดสอบเพิ่มเติม และได้รับการยืนยันว่าเชื้อที่ค้นพบเป็นเชื้อไขหวัดหมู
เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2009 ได้มีรายงานข่าว การสำรวจโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเม็กซิโก ได้พบว่ามีผู้ป่วยจากไข้หวัดหมูจำนวน 1,400 ราย และมีรายงานจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐฯ จำนวน 20 รายโดยเมืองที่ได้รายงานการพบผู้ป่วยได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย แคนซัส นิวยอร์ค โอไฮโอ และเท็กซัส นอกจากนี้ ได้มีข่าวว่าได้ค้นพบผู้ป่วยจากอาการไขหวัดสืบเนื่องจากผู้เดินทางไปจากม็กซิโก เป็นนักเรียน 10 รายที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้ป่วย 3 รายที่ประเทศเสปน และอีกหนึ่งรายที่ประเทศอิซราเอล
หน่วยป้องกันโรคระบาดของเม็กซิโกได้แนะนำให้โรงพยาบาลใช้ยาฆ่าเชื้อ oseltamivir ในการรักษาผู้ติดเชื้อ และกำลังทดสอบว่า flu vaccine ที่มีอยู่สามารถป้องกันการติดเชื้อไว้หวัดหมูได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันต้องใช้เวลาพัฒนา vaccine ตัวไหม่ขึ้นมา อาการของผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูจะมีไข้สูงกระทันหัน ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ และมีการอาเจียนหรือท้องร่วงมากกว่าผู้มีเชื้อหวัดปกติ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงเพราะมีภูมิต้านทานต่ำหรืออาจจะมีอาการแทรกซ้อนของอาการป่วยอื่น ๆ
ประเทศต่าง ๆ เช่น ฮ่องกง รัสเซีย เกาหลีใต้ อิตาลี โปแลนด์ และเวเนซูเอลา ได้ประกาศมาตการตรวจสอบผู้เดินทางจากเม็กซิโก ว่ามีอาการไข้หรือไม่ และให้มีการกัก quarantine หากพบว่ามีไข้หรืออาการของไข้หวัด
เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2009 รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศปิดโรงเรียนทุกระดับทั่วกรุงเม็กซิโก และให้ระงับการจัดงานใหญ่ในที่สาธารณะประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากหน่วยตรวจสอบโรคระบาดของเม็กซิโกได้ยืนยันข้อมูลจากโรงพยาบาลหลายแห่งแจ้วว่า ได้มีผู้ป่วยจากอาการไข้หวัดสาหัสได้เสียชีวิตประมาณ 86 ราย โดยรายแรกที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เมษายน เป็นหญิงอายุ 39 ที่เมือง San Luis Potosi ได้เสียชีวิตจากอาการปอดบวมอักเสบเนื่องจากเชื้อไวรัส หลังจากการสืบสวนเพิ่มเติม ได้พบว่ามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตในลักษณะอาการเดียวกันอีก 4 ราย เป็นเหตุให้รัฐบาลเม็กฺซิโกแจ้งสถานะการระบาดของโรคจากเชื้อไข้หวัดหมู แก่องค์กรอนามัยภูมิภาอเมริกา (Pan American Health Organization-PAHO) เมื่อวันที่ 16 เมษายน โดยในวันที่ 20 เมษายน หน่วยตรวจสอบโรคระบาดของเม็กซิโกได้ส่งตัวอย่างผลตรวจคอและปอดของคนไข้ไปให้ National Micrbiology Laboratory ที่ Winnipeg แคนาดา และ Center for Disease Control and Prevention ที่เมือง Atlanta สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานการตรวจสอบเชื้ดหวัดของ WHO ทำการทดสอบเพิ่มเติม และได้รับการยืนยันว่าเชื้อที่ค้นพบเป็นเชื้อไขหวัดหมู
เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2009 ได้มีรายงานข่าว การสำรวจโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเม็กซิโก ได้พบว่ามีผู้ป่วยจากไข้หวัดหมูจำนวน 1,400 ราย และมีรายงานจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐฯ จำนวน 20 รายโดยเมืองที่ได้รายงานการพบผู้ป่วยได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย แคนซัส นิวยอร์ค โอไฮโอ และเท็กซัส นอกจากนี้ ได้มีข่าวว่าได้ค้นพบผู้ป่วยจากอาการไขหวัดสืบเนื่องจากผู้เดินทางไปจากม็กซิโก เป็นนักเรียน 10 รายที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้ป่วย 3 รายที่ประเทศเสปน และอีกหนึ่งรายที่ประเทศอิซราเอล
หน่วยป้องกันโรคระบาดของเม็กซิโกได้แนะนำให้โรงพยาบาลใช้ยาฆ่าเชื้อ oseltamivir ในการรักษาผู้ติดเชื้อ และกำลังทดสอบว่า flu vaccine ที่มีอยู่สามารถป้องกันการติดเชื้อไว้หวัดหมูได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันต้องใช้เวลาพัฒนา vaccine ตัวไหม่ขึ้นมา อาการของผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูจะมีไข้สูงกระทันหัน ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ และมีการอาเจียนหรือท้องร่วงมากกว่าผู้มีเชื้อหวัดปกติ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงเพราะมีภูมิต้านทานต่ำหรืออาจจะมีอาการแทรกซ้อนของอาการป่วยอื่น ๆ
ประเทศต่าง ๆ เช่น ฮ่องกง รัสเซีย เกาหลีใต้ อิตาลี โปแลนด์ และเวเนซูเอลา ได้ประกาศมาตการตรวจสอบผู้เดินทางจากเม็กซิโก ว่ามีอาการไข้หรือไม่ และให้มีการกัก quarantine หากพบว่ามีไข้หรืออาการของไข้หวัด
Monday, October 20, 2008
Meat export freezes
อุตสาหกรรมการผลิกและส่งออกเนื้อสัตว์ชลอการขยายตัว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ตลาดส่งออกมีปัญหา
สภาเนื้อสัตว์แห่งเม็กซิโก Consejo Mexicano de la Carne -CMC ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2008 ว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมผู้ผลิตเนื้อสัตว์ของเม็กซิโกได้ชะลอตัวลง เนื่องจากราคาอาหารเลี้ยงสัตว์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้ อาหารเลี้ยงสัตว์มีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์โดยรวม นอกจากนี้แล้ว การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เริ่มมีปัญหา เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีความสงสัยในมาตรฐานการผลิตของเม็กซิโก
ต้นทุนราคาอาหารเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นโดยคาดว่าค่าขนส่งข้าวโพดจะเพิ่มขึ้นจากตันละ 15 เหรียญ เป็น 30 เหรียญฯ ต่อตัน ในปลายปี 2008 เนื่องจากราคาค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ประเทศเม็กซิโกนำเข้าข้าวโพดเพื่ออาหารสัตว์จากต่างประเทศทั้งหมด
ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ของเม็กซิโกมีความสามารถผลิตได้ประมาณปีละ 1.6 ล้านตัน เพื่อการบริโภคภายในประเทศ และมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ประมาณปีละ 20,000 ตัน
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังสหรัฐฯ จำนวน 9 ราย จากผู้ส่งออกทั้งหมด 38 ราย ได้งดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพอาหารเข้าตรวจโรงงานอย่างเข้มงวด
แหล่งข้อมูล: The News (10/15/08) และ usatoday.com
งานวิจัยเกี่ยงกับอุตสาหกรรมเนื้อหมูของเม็กซิโก:
The Changing Structure of Pork Trade, Production and Processing in Mexico
สภาเนื้อสัตว์แห่งเม็กซิโก Consejo Mexicano de la Carne -CMC ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2008 ว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมผู้ผลิตเนื้อสัตว์ของเม็กซิโกได้ชะลอตัวลง เนื่องจากราคาอาหารเลี้ยงสัตว์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้ อาหารเลี้ยงสัตว์มีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์โดยรวม นอกจากนี้แล้ว การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เริ่มมีปัญหา เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีความสงสัยในมาตรฐานการผลิตของเม็กซิโก
ต้นทุนราคาอาหารเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นโดยคาดว่าค่าขนส่งข้าวโพดจะเพิ่มขึ้นจากตันละ 15 เหรียญ เป็น 30 เหรียญฯ ต่อตัน ในปลายปี 2008 เนื่องจากราคาค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ประเทศเม็กซิโกนำเข้าข้าวโพดเพื่ออาหารสัตว์จากต่างประเทศทั้งหมด
ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ของเม็กซิโกมีความสามารถผลิตได้ประมาณปีละ 1.6 ล้านตัน เพื่อการบริโภคภายในประเทศ และมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ประมาณปีละ 20,000 ตัน
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังสหรัฐฯ จำนวน 9 ราย จากผู้ส่งออกทั้งหมด 38 ราย ได้งดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพอาหารเข้าตรวจโรงงานอย่างเข้มงวด
แหล่งข้อมูล: The News (10/15/08) และ usatoday.com
งานวิจัยเกี่ยงกับอุตสาหกรรมเนื้อหมูของเม็กซิโก:
The Changing Structure of Pork Trade, Production and Processing in Mexico
Thursday, July 31, 2008
China-Mexico Economic and Trade Cooperation
เม็กซิโกเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้ากับจีน
ประธานาธิบดีเม็กซิโก นาย Felipe Calderon ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-11 กรกฏาคม 2008 และได้มีการลงนามในความตกลง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการค้า ทั้งหมด 6 ฉะบับ ตาม รายงานจากทำเนียบประธานาธิบดี
ความตกลงที่ได้ลงนาม ได้แก่
บริษัท Bimbo ผู้ผลิตขนมปังรายใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก ซึ่งมีเครือข่ายทั่วกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ได้แสดงความสนใจ ที่จะไปลงทุนในประเทศจีน
นอกจากนี้แล้ว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2008 กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก ได้ ให้ข่าวว่า รัฐบาลเม็กซิโก ได้ตกลง จะค่อย ๆ ลดภาษี countervailing tax สำหรับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้า มี่นำเข้าจากประเทศจีน ในระยะ 3 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบ จากการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน และเป็นการชักจูง ให้ผู้ทำการค้านำเข้าเสื้อผ้า และรองเท้าในตลาดมืด หันมาเข้าตลาดปกติมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือให้ รัฐบาลสามารถเก็บภาษีอย่างปกติได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้า จ้างแรงงานเม็กซิกัน อยู่ประมาณ 500,000 คน
ประธานาธิบดีเม็กซิโก นาย Felipe Calderon ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-11 กรกฏาคม 2008 และได้มีการลงนามในความตกลง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการค้า ทั้งหมด 6 ฉะบับ ตาม รายงานจากทำเนียบประธานาธิบดี
ความตกลงที่ได้ลงนาม ได้แก่
- ความตกลงทั่วไป ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี ครั้งที่ 3 (Minutes of the Third Meeting of the Permanent Binational Commission)
- ความตกลงส่งผู้ต้องหาข้ามประเทศ (Extradition Treaty)
- ความตกลงเกี่ยวกับมาตรฐานการค้าเนื้อหมู (Protocol on Inspection, Quarantine and Veterinary Health Requirements for Pork Exports and Imports) ซึ่งคาดว่า จะมีผลช่วยให้เม็กซิโก สามารถส่งออกเนื้อหมู ไปยังประเทศจีนได้มากขึ้น
- ความร่วมมือแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคนิคด้านสวัสดิการสังคม (Technical Cooperation Agreement on Social Welfare between the Chinese Ministry of Civil Affairs and the Mexican Secretary of Social Development)
- ความร่วมมือ การลดภาวะยากจน (2008-2010 Cooperation Program, between the Chinese State Council Poverty Relief Office and Mexico's SEDESOL
- ความร่วมมือปกป้องการลงทุนทวิภาคี (Agreement on Reciprocal Promotion and Protection for Investments) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศจีน เพิ่มการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเม็กซิโก ได้กล่าวต้อนรับการลงทุนจากประเทศจีน และประสงค์ให้การลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้น
บริษัท Bimbo ผู้ผลิตขนมปังรายใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก ซึ่งมีเครือข่ายทั่วกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ได้แสดงความสนใจ ที่จะไปลงทุนในประเทศจีน
นอกจากนี้แล้ว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2008 กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก ได้ ให้ข่าวว่า รัฐบาลเม็กซิโก ได้ตกลง จะค่อย ๆ ลดภาษี countervailing tax สำหรับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้า มี่นำเข้าจากประเทศจีน ในระยะ 3 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบ จากการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน และเป็นการชักจูง ให้ผู้ทำการค้านำเข้าเสื้อผ้า และรองเท้าในตลาดมืด หันมาเข้าตลาดปกติมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือให้ รัฐบาลสามารถเก็บภาษีอย่างปกติได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้า จ้างแรงงานเม็กซิกัน อยู่ประมาณ 500,000 คน
Subscribe to:
Posts (Atom)