Google Website Translator

Showing posts with label Panama. Show all posts
Showing posts with label Panama. Show all posts

Monday, March 12, 2012

Panama and Honduras rice import 2012

ประเทศปานามาและฮอนดูรัสต้องการนำเข้าข้าว

ปานามา นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการข้าวในประเทศปานามาและฮอนดูรัสได้คาดคะเนว่า ทั้งสองประเทศดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวในปี 2012 เนื่องจากสต็อคข้าวที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ 

นาย Oscar McKay รองผู้อำนวยการสถาบันการตลาดภาคเกษตร (Institute of Agricultural Marketing -IMA) ประเทศปานามา ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว Prensa.com ว่า ข้าวคงคลังของปานามาที่มีอยู่ 2.7 แสนตัน เป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับความต้องการบริโภคภายในประเทศได้ถึงเดือนมิถุนายน 2012 และเนื่องจากผลผลิตข้าวภายในประเทศปานามาไม่เพียงพอกับความต้องการรวมประจำปี จึงคาดว่าจะต้องมีการอนุมัติโควต้าการนำเข้าข้าวในปริมาณประมาณ 1.5 แสนตันใกล้เคัยงกับปริมาณโควต้าที่ได้อนุมัติการนำเข้าในปี 2010 ทั้งนี้ในปี 2009 ปานามาได้นำเข้าข้าวเพื่อชดเชยผลผลิตที่ไม่เพียงพอในปริมาณ 2 แสนตัน 

ต้นทุนการผลิตข้าวสำหรับชาวเกษตรกรปานามาได้เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 20 โดยต้นทุนการเพาะปลูกข้าวสำหรับพื้นที่ 1 เฮกตาร์ (6 ไร่กับ 1 งาน) มีมูลค่าประมาณ 2,050 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับราคาขายข้าวเพียว 20.25 เหีรยญฯ ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ในปี 2010 ได้มีการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่รวม 64,400 เฮกตาร์ โดยมีผลผลิต 1.2 ล้านบูเชล์ แต่ในปี 2011 ได้มีการเพาะปลูกลดลงเหลือเพียง 57,456 เฮกตาร์ รวมทั้งผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากฝนตกหนักกว่าปกติ จึงคาดว่าข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดภายในปี 2011 จะมีปริมาณรวมประมาณ 5.6 ล้านบูเชล์ ในขณะที่การบริโภคข้าวของปานมามีประมาณ 7.5 ล้านบูเชล์ 

ปริมาณการบริโภคข้าวโดยเฉลี่ยของชาวปานามาต่อหัวเท่ากับ 70 กิโลกรัมต่อคน ปานามีมีประชากรรวม 3 ล้านคน 


ฮอนดูรัส สำหรับประเทศฮอนดูรัส กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าฮอนดูรัสได้ประเมินผลผลิตข้าวเปลือกสิ้นปี 2011 ปริมาณ 91,500 ตัน โดยราคาข้าวภายในประเทศฮอนดูรัสมีราคาประมาณ 18.36 เหรียญสหรัฐต่อคินตัล ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20 เหรียญต่อคินตัลภายในสองปีข้างหน้า กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าฮอนดูรัสคาดว่า ความต้องการบริโภคข้าวภายปีประเทศฮอนดูรัสสำหรับปี 2012 จะมีความต้องการประมาณ 3 แสนตัน และ กำลังพิจารณาโควต้าการนำเข้าข้าวเปลือกปริมาณหนึ่งแสนตัน โดยจะเป็นการนำเข้าภายใช้สิทธิพิเศษของความตกลง DR-CAFTA 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องการการนำเข้าข้าวปานามา
1. Mr. Humberto Bermudez
National Director of Food Imports Regulations
Tel: (507) 522-0003
Fax: (507) 522-0014
Email: hbermudez@aupsa.gob.pa
Ministry of Agricultural Development, MIDA

2. Dr. Cesar Maure
Executive Director of Agricultural Quarantine
Tel: (507) 232-5340
Fax: (507) 507-0877
Email: cmaure@mida.gob.pa

3. Mr. Abraham Ducreux
Chief of Food Protection Department
Ministry of Health, MINSA
Tel: (507) 512-9180
Fax: (507) 512-9114
Email: aducreux@minsa.gob.pa



4. National Authority of Customs
P.O. Box 0819-07729
Panama, Panama
Tel: (507) 506-6407
Fax: (507) 506-6240
Contact: Dr. Gloria Moreno de Lopez, Director
E-Mail: Maritza.delopez@ana.gob.pa
Website: www.aduanas.gob.pa

5. สมาคมโรงสีข้าวปานามา
Asociación Nacional de Molineros
Ave. Ricardo J. Alfaro, Century Tower, Tercer Piso, Office # 321
Website: http://www.analmo.org/
Tel: 236-2106 Fax :279-1909

Monday, April 18, 2011

Country Profile: Panama 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศปานามา


อยู่ทางใต้สุดของภูมิภคาอเมริกากลาง มีอาณาเขตจรดประเทศคอสตาริกาทางทิศตะวันตก และจรดประเทศโคลอมเบียทางทิศตะวันออก

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐปานามา (ภาษาสเปน: República de Panamá)
1.3 เมืองหลวง/เมืองสำคัญ

Panama City (เมืองหลวง) บริการการเงิน การค้าและการท่องเที่ยว

Colon (เมืองท่าและเขตการค้าเสรี) อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาและเภสัช เหล้า ยาสูบ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า ของเด็กเล่น เครื่องประดับ

1.4 ขนาดพื้นที่ 75,420 ตารางเมตร (ใกล้เคียงกับประเทศไอร์แลนด์ ใหญ่กว่าสิวสเซอร์แลนด์)
1.5 ประชากร มีประชากร 3,232,000 คน
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ ทองแดง ป่าไม้มาฮอกกานี กุ้ง พลังงานไฟฟ้าจากน้ำ
1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศปานามาได้รับเอกราชจากประเทศสเปนในปี คศ. 1826 ได้รวมประเทศกับประเทศโคลัมเบีย เอควาดอร์และเวเนซูเอลาเป็นสาธารณรัฐแห่งโคลัมเบีย ซึ่งได้สลายสถานะในปี คศ. 1830 แต่ประเทศปานามายังคงเป็นส่วนหนึ่งของโคลัมเบีย ซึ่งต่อมาด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ได้รับอิสระสามารถแยกตัวออกจากโคลัมเบียได้ในปี คศ. 1903 แต่ในขณะเดียวกันได้ลงนามความตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อการสร้างช่องเดินเรือปานามา โดยมอบสิทธิที่ดินเรียบสองชายฝั่งช่องเดินเรือให้แก่สหรัฐฯ จนกระทั่งปี คศ. 1999 สหรัฐฯ ได้คืนสิทธิทั้งที่ดินและช่องเดินเรือปานามาให้แก่ประเทศปานามา และในปี คศ. 2006 รัฐบาลปานามาได้เริ่มโครงการลงทุนเพื่อขยายความสามารถในการขนถ่ายของทางเดินเรือปานามาเพื่ออำนวยการผ่านของรือเดินทะเลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กำหนดจะเสร็จสิ้นในปี คศ. 2014-2015

1.8 เชื้อชาติ

ร้อยละ 70 เป็นพวกเมสติโซ (เผ่าพันธ์ผสมระหว่างผิวขาวชาวยุโรปและชนพื้นเมืองอินเดียน) เป็นพวกผิวดำ (เป็นประชากรที่อพยพมาจากหมู่เกาะอินดีสตะวันตก) ร้อยละ 14 ร้อยละ 10 เป็นชาวสเปน ส่วนที่เหลือเป็นชนพื้นเมืองอินเดียน ร้อยละ 6 ปัจจุบันชนพื้นเมืองอินเดียน แบ่งออกได้ 3 เผ่าใหญ่ ได้แก่ เผ่าคูนา (Cuna)อาศัยอยู่ในหมู่เกาะมูลาตาสในทะเลแคริบเบียน ชนเผ่ามีอำนาจในการปกครองตัวเอง แต่ยังคงอยู่ในอำนาจของรัฐบาลกลาง เผ่ากายมี (Guaymi)อาศัยอยู่ในจังหวัดชีรีกี จังหวัดโบกัสเดลโตโร และ จังหวัดเบรากวัส เผ่าโชโก (Choco)อาศัยอยู่ในป่าภายในจังหวัดดาเวียงทรัพยากรธรรมช

1.9 ศาสนา คริสแคทอลิค ร้อยละ 85
1.10 ภาษา ภาษาสเปน

1.11 ระบอบการปกครอง

ปานามาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบสภาเดียว คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาต ประกอบด้วย สมาชิก 72 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ฝ่ายบริหาร ได้แก่ ประธานาธิบดี เป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้แก่ นาย Ricardo MARTINELLI Berrocal ได้รับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 คณะรัฐมนตรีจะได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาการศาลสูงสุดมาจากการเสนอชื่อของประธานาธิบดี และดำรงตำแหน่งวาระละ 10 ปี พรรคการเมืองที่สำคัญ ๆ มี 3 พรรค

ปานามาแบ่งออกเขตการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด (provincias - provincias) และ 5 ดินแดน (indigenous territories - comarcas indígenas) และพื้นที่พิเศษ 1 แห่ง

1.12 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีโครงสร้างถนนรวม 11,978 กิโลเมตร ทางเดินรถไฟ 76 กิโลเมตร สนามบิน 118 แห่ง ท่าเฮลิปอร์ท 3 แห่ง ท่าเรือ 3 แห่ง และทางเดินน้ำ 800 กิโลเมตร

ปานามาเป็นประเทศที่มีเรือพาณิชย์เดินทะเลจดทะเบียนในประเทศเป็นอันดับหนึ่งของโลก จำนวนทั้งหมด 6,323 ลำ โดยเป็นเรือพาณิชย์ชาติ 5,394 ลำ ซึ่งในจำนวนนั้น มีเรือเดินทะเลของไทยจำนวน 10 ลำ ของสิงคโปร์ 100 ลำ อินโดนีเซีย 31 ลำ เวียดนาม 30 ลำ มาเลเซีย 12 ฟิลิปปินส์ 7 ฮ่องกง 130 ลำ จีน 532 ลำ และ ญี่ปุ่น 2335

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป

2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศปานามา

ในปี 2553 ปานามามีผลผลิตรวมของประเทศมูลค่า 4.482 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อหัว 12,397 เหรียญฯ แต่มีประชากรยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานการยังชีพขั้นนต่ำประมาณร้อยละ 29 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2553 ร้อยละ 7.5 และอัตราเงินเฟ้อในปีเดียวกันร้อยละ 2.4

เศรษฐกิจของประเทศปานามาได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการลงทุนขยายการขุดคลองปานามา ทำให้มีการก่อสร้างและการขยายด้านการบิรการมาก องค์การ Panama Economy Insight ได้พยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจของปานามาในปี 2554 ว่าจะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 9.2 ส่วนปี 2555 และ 2556 จะมีอัตราการขยายตัวในอัตราร้อยละ 13 และ 11 ตามลำดับ


2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปลายปี 2553 ประเทศปานามามีเงินทุนสำรองฯ มูลค่า 3.525 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศ

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของปานามา ได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณสามในสี่ของผลผลิตรวมของประเทศ โดยธุรกิจบริการที่สำคัญ ได้แก่ บริการคลองเดินเรือปานามา บริการธนาคาร บริการเขตพื้นที่การค้าพิเศษปลอดภาษีคอโลน (Colon Free Trade Zone) บรบริการประกันภัย บริการการท่าขนถ่ายคอนเทเนอร์ บริการทะเบียนเรือ บริการท่องเที่ยว

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนในผลผลิตรวมประมาณร้อยละ 18 โดยมีกิจกรรมอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้าง การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การผลิตซีเม็นต์และวัสดุก่อสร้าง และการกลั่นน้ำตาล

ภาคเกษตรมีสัดส่วนในผลผลิตรวมร้อยละ 15 มีสินค้าเกษตรที่สำคัญได้แก่ กล้วย ข้าว ข้าวโพด กาแฟ น้ำตาล ผัก ปศุสัตว์ และ กุ้ง

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

การลงทุนจากต่างประเทศในปานามาในปี 2553 มีมูลค่าประมาณ 2.362 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ในอัตราร้อยละ 33 ในปี 2553 ได้มีการลงทุนเพื่อทำการขยายคลองปานามาในมูลค่า 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลของปานามาจะเริ่มการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายแรกของปานามาในปี 2554 โดยได้จัดสรรเงินลงทุนจำนวน 1.45 ล้านเหรียญสำหรับปีนั้น และจะมีการก่อสร้างเหมืองทองแดงในจำนวนเงินลงทุน 4.320 พันล้านเหรียญฯ และจะมีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าโดยมีการลงทุนเป็นระยะในรอบ 6 ปีข้างหน้า นอกจากนี้แล้ว สมาคมโรงแรมแห่งปานามาได้คาดการณ์ว่า จะมีการลงทุนในด้านโรงแรมระหว่างปี 2553-2555 มูลค่า 2.387 ล้านเหรียญ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศปานามา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศปานามา

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ปานามาได้มีการส่งออกในปี 2553 มูลค่า 710.79 ล้านเหรียญฯ มีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กล้วย กุ้ง น้ำตาล กาแฟ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป ประเทศที่ส่งออกสำคัญคือ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ คอสตาริกา สเปน ไต้หวัน สวีเดน และประเทศ

ส่วนสินค้าที่ประเทศปานามานำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันและเชื้อเพลิง สินค้าทุน สินค้าอาหาร สินค้าบริโภค และเคมีภัณฑ์ โดยในปี 2553 มีมูลค่าการนำเข้ารวม 8.9 พันล้านเหรียญฯ ประเทศแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ประเทศคอสตาริกา ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

มีภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 5 โดยยกเว้นสำหรับสินค้ายาและเภสัช อาหาร และคุรุภัณฑ์ ในด้านการเก็บภาษีนำเข้า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาแล้ว ปานามาเป็นประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าที่ต่ำที่สุด เฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 9 นอกจากนี้แล้ว ปานามายังได้แก้ไขปรับปรุงมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ผู้นำเข้าไม่ต้องขอใบอนุญาตการนำเข้า เป็นต้น ปานามามีการอุดหนุนการส่งออก 3 ประเภท คือ Processing Zones (ZPE) Tax Credit Certificate (CAT) และ Official National Industry Registry (ROIN)

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

ปานามาได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกเมื่อปี คศ. 1997 และมีความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เป็นพิเศษ มีประวัติดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี คศ. 1982 เพื่อการพัฒนาคลองเดินเรือ ในปี คศ. 2007 ปานามาได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้ผลปฏิบัติ นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ปานามาได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง (2010) กับไต้หวัน (2003) สิงค์โปร์ (2006) ชิลี (2006) และแคนาดา (2010) อีกทั้งยังมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้าสำหรับประเทศเม็กซิโก (1985) โคลัมเบีย (1993) และสาธารณรัฐดอมินิกัน (1985)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและปานามามีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2553 มูลค่า 212.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 30 โดยการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 223 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนาเข้า 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับปานามา 212.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

4.2 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศปานามา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากปานามา

ในปี 2553 การส่งออกมีมูลค่า 223.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 63.97 สินค้าส่งออกสาคัญของไทยไปยังปานามา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, เสื้อผ้าสาเร็จรูป, รองเท้าและชิ้นส่วน, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, เครื่องซักผ้า เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบเคมีภัณฑ์, ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ, และผลิตภัณฑ์ยาง
ในปี 2553 ไทยนำเข้าสินค้าจากปานามามูลค่า 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดจากจากปี 2552 ร้อยละ 52 สินค้านาเข้าที่สาคัญ ได้แก่ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้า, เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, สัตว์น้าสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสาเร็จรูป, เคมีภัณฑ์, กาแฟ ชา เครื่องเทศ, ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมผลิตภัณฑ์สิ่งทอและอื่นๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

4.3 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศปานามา

นอกจากสินค้าที่ส่งออกไปประเทศปานามาดั้งเดิม ที่มีโอกาสการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ตามรายการที่กล่าวข้างต้นแล้ว สินค้าส่งออกใหม่ที่ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาการร่วมลงทุนในด้านบริการ เช่น ในด้านการขนส่งทางเรือ และด้านการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โรงแรม และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านการนำเข้าไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าแร่ทองแดงจากเหมืองที่กำลังเปิดใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย

ขณะนี้ไทยยังไม่มีความตกลงทางการค้ากับปานามา แต่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2525 โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก มีอาณาเขตครอบคลุมปานามา และแต่งตั้งนาย Carlos Alberto Janon F. เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจาปานามา และปานามาได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจาประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2538

4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

นักธุรกิจไทยอาจจะไม่สนใจทำธุรกิจกับปานามาเนื่องจากความห่างไกลในระยะทางการเดินทางขนส่ง อีกทั้งปานามายังเป็นประเทศที่มีตลาดภายในที่จำกัด แต่หากพิจารณประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ต่างได้ไปตั้งกิจการในปานามาเป็นหลักแหล่งกันแล้ว โดยนักลงทุนของประเทศเหล่านี้ เล็งเห็นความสะดวกในการดำเนินกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษของปานามาทีเอื้ออำนวยทั้งการนำเข้า และการส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้แล้ว ยังไม่มีปัญหาข้อจำกัดด้านภาษาในการติดต่อโดยมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางราชการ การเจรจาความตกลงคุ้มครองการลงทุนและการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนเป็นพื้นฐานที่ต้องปูเอาไว้เพื่อให้นักลงทุนไทยมีความสนใจบ้าง การเจรจาการค้าเสรีกับปานามาก็น่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มละตินอเมริกา

4.6 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยควรพิจารณาการร่วมลงทุนในด้านบริการ เช่น ในด้านการขนส่งทางเรือ และด้านการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โรงแรม และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านการนำเข้าไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าแร่ทองแดงจากเหมืองที่กำลังเปิดใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า

5. บริษัท 10 อันดับแรก

บริษัทสำคัญ 10 อันดับแรกของปานามาได้แก่ บริษัท McDermott International (ที่ปรึกษาก่อสร้าง), Panmaco (ผลิตเบียร์), Wilbros Group (ที่ปรึกษาก่อสร้าง), BLADEX (ธนาคารส่งเสริมการส่งออก), Excony Interamerica (), Aguas de Panama (ผลิตน้ำ), Bahia Las Minas (เหมือง), Banaprest (ธนาคาร), Banco Continental (ธนาคาร), Banco Iboamerica (ธนาคาร)

6. การวิเคราะห์แนวโน้ม

มีศักยภาพสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเนื่องจากการก่อสร้างขยายคลองปานามา
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-รถยนต์และเครื่องจักร
-บริการด้านการเดินเรือ
-บริการโรงแรม
-บริการด้านสุขภาพและแพทย์
-บริการที่พักอยู่อาศัย

7. SWOT Analysis

Strength
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-ระบบการค้าเสรีและส่งเสริมการส่งออก
-ใช้ภาษาอังกฤษในภูมิภาคที่พูดภาษาสเปน

Weakness
-ห่างไกลจากประเทศไทย
-ตลาดภายในประเทศไม่ใหญ่

Opportunities
-การขยายคลองปานามาให้เรือขนาดใหญ่ขึ้นสามารถเดินผ่านได้

Threat
-เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกและการบริการคลองปานามาเป็นส่วนใหญ่

8. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ

8.1. กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมปานามา
Ministerio de Comercio e Industria
Plaza Edison, Sector El Paical, Pisos 2 y 3..
Tel: (507) 560-0600, (507) 560-0700. Fax: (507) 261-1942.

8.2. กระทรวงการต่างประเทศปานามา
Ministerio de Relaciones Exteriores, San Felipe. Calle 3. Palacio Bolívar.
Ciudad de Panamá. Zona Postal San Felipe, Panamá 4
Tel: (507) 511-4100 / (507) 511-4200
Fax: (507) 511-4022

8.3. องค์กรการท่องเที่ยวปานามา
Autoridad de Tourismo Panama
Samuel Lewis Ave. and Gerardo Ortego Str., Central Bldg., Panama City
Tel: (507) 526-7000

9. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

Embassy of Panama
1168/37 Lumpini Tower Building, 16th Floor
Tungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120, Thailand

Wednesday, August 18, 2010

Central American online coffee auction

ผู้ผลิตกาแฟอเมริกากลางขายกาแฟผ่านระบบการประมูลในอินเตอร์เน็ต

กาแฟเป็นสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานและพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย มีการเพาะปลูกกาแฟเพื่อการบริโภคและส่งออกในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก กว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตกาแฟของโลกมาจากประเทศบราซิล (22.5 ล้านกระสอบ) โคลัมเบีย (10.5 ล้านกระสอบ) อินโดนีเซีย (6.7 ล้านกระสอบ) และเวียดนาม (5.8 ล้านกระสอบ) ในขณะที่ประเทศเม็กซิโกผลิตได้ประมาณ 5 ล้านกระสอบ และประเทศในกลุ่มอเมริกากลางเป็นผู้ผลิตในอันดับ 10-15 ของโลก ในช่วง 12 เดือนถึงเดือน พค. 2553 ผลผลิตกาแฟของโลกมีปริมาณ 124 ล้านกระสอบ (60 กิโลกรัมต่อกระสอบ) ราคาขายเฉลี่ยในเดือน มิย. 2553 ที่ประมาณ 1.55 เหรียญต่อปอนด์

ภาพเปรียบผลผลิตกาแฟของโลก
แหล่งข้อมูล: worldmapper.org

การผลิตกาแฟในประเทศอเมริกากลาง

การประมูลซื้อ/ขายกาแฟผ่ายอินเตอร์เน็ต

การประมูลซื้อ/ขายกาแฟผ่ายอินเตอร์เน็ตได้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2542 สืบเนื่องมาจากโครงการ Gourmet ที่ได้รับการส่งเสริมโดยองค์กรกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (ITC) และกองทุนสหประชาชาติเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ (UN Common Fund for Commodities) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมให้ประเทศผู้ผลิตกาแฟสามารถขายกาแฟได้ในราคาที่ดีขึ้น อันส่งผลให้เกิดการรวมตัวของผู้ชิมกาแฟ (cuppers) ผู้อบคั่วเมล็กกาแฟ (roasters) และผู้นำเข้ากาแฟจากสหรัฐฯ เพื่อทดสอบชิมคุณภาพของกาแฟและทำการประมูลซื้อกาแฟจากเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟที่มีคุณภาพสูงในประเทศบราซิลโดยตรงเป็นครั้งแรก เป็นพื้นฐานการเกิดองค์กรที่มีชื่อว่า Cup of Excellence ซึ่งได้พัฒนาเวปไซท์ขึ้นในปี 2546 เพื่อเอื้ออำนวยการประมูลซื้อขายกาแฟที่มีคุณภาพโดยตรงจากผู้ผลิต

ปัจจุบันการประมูลซื้อ/ขายกาแฟผ่ายอินเตอร์เน็ตที่ Cup of Excellence (COE) เป็นผู้ดำเนินการมีประเทศที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก 9 ประเทศอันได้แก่ โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย คอสตาริกา เอลซาวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส นิคารากัว และระวันดา ผู้ที่มีความประสงค์ซื้อกาแฟคุณภาพสามารถแจ้งขอสมัครเป็นสมาชิกการประมูลผ่านเวปไซท์ http://www.cupofexcellence.org/ โดย COE ได้รวบรวมข้อมูลรายละเอียดของผลผลิตกาแฟของประเทศสมาชิกต่าง ๆ ในแต่ละปี โดยมีการจัดระดับคุณภาพโดยคณะกรรมการตัดสินคุณภาพกาแฟของ COE รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย และจะจัดส่งตัวอย่างเมล็ดกาแฟต่างๆ ที่อยู่ในบัญชีให้ผู้สนใจประมูลทำการชิม (cupping) ด้วยตัวเองเพื่อตัดสินใจว่าจะมีความสนใจจะประมูลซื้อกาแฟชุดไหน แล้ว COE จะประกาศวันประมูล และผู้ที่ประมูลราคาซื้อสูงสุดจะเป็นผู้ที่สามารถสั่งการนำเข้ากาแฟที่ได้รับชนะการประมูล การคัดซื้อกาแฟคุณภาพสูงในระบบดังกล่าวได้ช่วยส่งเสริมให้ผู้ผลิตกาแฟในประเทศกำลังพัฒนามีความสนใจพัฒนาและรักษาคุณภาพของกาแฟที่ผลิต ได้เป็นที่รู้จักในตลาดผู้ซื้อและได้รับราคาที่สูงกว่าราคากาแฟในตลาดโดยทั่วไป และในขณะเดียวกันได้ช่วยให้ผู้ซื้อกาแฟที่เน้นคุณภาพของกาแฟสามารถจัดหากาแฟคุณภาพสูงได้สะดวกขึ้น

ในปี 2553 ได้มีการประมูลกาแฟคุณภาพสูงของกลุ่มประะเทศอเมริกากลางที่เป็นสมาชิก COE ได้แก่ การประมูลกาแฟผ่านระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศกัวเตมาลา ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2533 โดยกาแฟที่ได้ชนะการประมูลได้แก่ กาแฟของไร่ El Ejerto ราคาขายได้ปอนด์ละ 22.10 เหรียญฯ การประมูลของ COE กัวเตมาลาขายกาแฟได้ทั้งหมด 34,980 กิโลกรัม มูลค่ารวม 712,234 เหรียญฯ ซึ่งคำณวนราคาเฉลี่ยได้ 8.92 เหรียญฯ ต่อปอนด์ การประมูลฯของประเทศเอลซาวาดอร์ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 กาแฟที่ได้รับชนะการประมูลได้แก่ กาแฟของไร่ Suiza ขายได้ในราคา 28 เหรียญฯต่อปอนด์ (ประมาณ 18 เท่าของราคาตลาดโลก) ยอดขายในการประมูลสำหรับเอลซาวาดอร์รวมทั้งหมด 718,838 กิโลกรัม การประมูลซื้อขายกาแฟโดยระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศฮอนดูรัสจัดขึ้นเมื่อวัมที่ 7 กรกฏาคม 2553 ผู้ชนะคือไร่ Don Amado ขายได้ราคา 22.05 เหรียญฯ ต่อปอนด์ การประมูลกาแฟของประเทสนิคารากัวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553 ผู้ชนะการประมูลได้แก่ไร่ El Esfuerza ขายให้กับกลุ่มผู้ซื้อจากประเทศญี่ปุ่น Maruyama Coffee for Mikatajuku Group ในราคา 35.65 เหรียญฯ ต่อปอนด์

ส่วนประเทศคอสตาริกาได้จัดการประมูลต่างหาก (Subasta Costa Rica) โดยสมาคมกาแฟคุณภาพสูงแห่งคอสตาริกา SCACR เมื่อวันที่ 11-19 พฤษภาคม 2553 เนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุนเพื่อเข้าร่วมประมูลในระบบออนไลน์ของ COE ผู้ที่ชนะการประมูลได้แก่ไร่ Las Palomas สามารถขายกาแฟได้ในราคา 281 เหรียญต่อ quintel (46 กิโลกรัม) SCARC ได้กล่าวว่า การประมูลซื้อขายกแฟผ่านระบบออนไลน์ของ COE ในปี 2552 ได้รับราคาประมูลที่ต่ำทำให้สมาคมฯ ซึ่งเป็นผู้จัดการประมูลขาดทุนในการจัด จึงต้องพยายามหาวิธีการประมูลที่มีต้นทุนต่ำลง จึงได้พัฒนาระบบการประมูลของตนเองขึ้นโดยจะสลับกับการประมูลภายในประเทศกับการประมูลระหว่างประเทศในแต่ละปีต่อไป

แหล่งข้อมูล:
http://www.coffeeresearch.org/coffee/mexicoca.htm
http://www.allbusiness.com/sales/internet-ebay/168694-1.html
http://www.ico.org/
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Guatemalan_Coffee_to_be_Auctioned_Online
http://www.coffeefair.com/coffee-facts-production.htm
http://www.scacr.com/en/who_we_are.php
http://www.allbusiness.com/manufacturing/food-manufacturing-food-coffee-tea/203473-1.html
http://coffeegeek.com/resources/pressreleases/scaajuly172004
http://www.fao.org/docrep/006/y5143e/y5143e0v.htm#TopOfPage

Tuesday, July 13, 2010

Panama Basic Indicators

ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศปานามา

ข้อมูลทั่วไป

ประเทศปานามาได้รับเอกราชจากประเทศสเปนในปี คศ. 1826 และได้รวมประเทศกับประเทศโคลัมเบีย เอควาดอร์และเวเนซูเอลาเป็นสาธารณรัฐแห่งโคลัมเบีย ซึ่งได้สลายสถานะในปี คศ. 1830 แต่ประเทศปานามายังคงเป็นส่วนหนึ่งของโคลัมเบีย ซึ่งต่อมาด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ได้รับอิสระสามารถแยกตัวออกจากโคลัมเบียได้ในปี คศ. 1903 แต่ในขณะเดียวกันได้ลงนามความตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อการสร้างช่องเดินเรือปานามา โดยมอบสิทธิที่ดินเรียบสองชายฝั่งช่องเดินเรือให้แก่สหรัฐฯ จนกระทั่งปี คศ. 1999 สหรัฐฯ ได้คืนสิทธิทั้งที่ดินและช่องเดินเรือปานามาให้แก่ประเทศปานามา และในปี คศ. 2006 รัฐบาลปานามาได้เริ่มโครงการลงทุนเพื่อขยายความสามารถในการขนถ่ายของทางเดินเรือปานามาเพื่ออำนวยการผ่านของรือเดินทะเลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กำหนดจะเสร็จสิ้นในปี คศ. 2014-2015

ประเทศปานามามีประชากรจำนวน 3.4 ล้านคน จำนวนแรงงาน 1.4 ล้านคน และปริมาณพื้นที่ 75,420 ตารางเมตร (ใกล้เคียงกับประเทศไอร์แลนด์ ใหญ่กว่าสิวสเซอร์แลนด์)

ประธานาธิบดีของปานามา นาย Ricardo MARTINELLI Berrocal ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 มีวาระการครองตำแหน่ง 5 ปี พรรคการเมืองที่สำคัญ ๆ มี 3 พรรค และมีการแบ่งพื้นที่การปกครองเป็น 11 จังหวัด และพื้นที่พิเศษ 1 แห่ง


ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศปานามา

ในปี 2552 ปานามามีผลผลิตรวมของประเทศมูลค่า 40.32 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อหัวเท่ากับ 11,900 เหรียญฯ แต่มีประชากรยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานการยังชีพขั้นนต่ำประมาณร้อยละ 29 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2552 ร้อยละ 2.4 และอัตราเงินเฟ้อในปีเดียวกันร้อยละ 2.4

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของปานามา ได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณสามในสี่ของผลผลิตรวมของประเทศ โดยธุรกิจบริการที่สำคัญ ได้แก่ บริการคลองเดินเรือปานามา บริการธนาคาร บริการเขตพื้นที่การค้าพิเศษปลอดภาษีคอโลน (Colon Free Trade Zone) บรบริการประกันภัย บริการการท่าขนถ่ายคอนเทเนอร์ บริการทะเบียนเรือ บริการท่องเที่ยว

ปานามาเป็นประเทศที่มีเรือพาณิชย์เดินทะเลจดทะเบียนในประเทศเป็นอันดับหนึ่งของโลก จำนวนทั้งหมด 6,323 ลำ โดยเป็นเรือพาณิชย์ชาติ 5,394 ลำ ซึ่งในจำนวนนั้น มีเรือเดินทะเลของไทยจำนวน 10 ลำ ของสิงคโปร์ 100 ลำ อินโดนีเซีย 31 ลำ เวียดนาม 30 ลำ มาเลเซีย 12 ฟิลิปปินส์ 7 ฮ่องกง 130 ลำ จีน 532 ลำ และ ญี่ปุ่น 2335

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนในผลผลิตรวมประมาณร้อยละ 18 โดยมีกิจกรรมอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้าง การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การผลิตซีเม็นต์และวัสดุก่อสร้าง และการกลั่นน้ำตาล

ภาคเกษตรมีสัดส่วนในผลผลิตรวมร้อยละ 15 มีสินค้าเกษตรที่สำคัญได้แก่ กล้วย ข้าว ข้าวโพด กาแฟ น้ำตาล ผัก ปศุสัตว์ และ กุ้ง

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ปานามาได้มีการส่งออกในปี 2552 มูลค่า 10.9 พันล้านเหรียญฯ และการนำเข้ามูลค่า 12.9 พันล้านเหรียญมีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กล้วย กุ้ง น้ำตาล กาแฟ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยในปี 2551 มีประเทศเป้าหมายการส่งออกสำคัญคือ สหรัฐฯ ร้อยละ 39.2 เนเธอร์แลนด์ร้อยละ 10.7 คอสตาริการ้อยละ 5.8 สวีเดนร้อยละ 5.4% อังกฤษร้อยละ 5.4 สเปนร้อยละ 5 ไต้หวันร้อยละ 4.3 และประเทศจีนร้อยละ 4.1

ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันและเชื้อเพลิง สินค้าทุน สินค้าอาหาร สินค้าบริโภค และเคมีภัณฑ์ โดยในปี 2551 มีประเทศแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 29.6 ประเทศคอสตาริการ้อยละ 5 ประเทศจีนร้อยละ 5 และประเทศญี่ปุ่นร้อยละ Japan 4.2

Monday, June 21, 2010

Korea and Singapore invests in copper mining in Panama

เกาหลีและสิงคโปร์ลงทุนเพื่อการผลิตทองแดงในปานามา

centralamerica.com ได้รายงานเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2553 ว่า บริษัท Ellington Investments Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มลงทุน Temasek Holdings ของสิงคโปร์ ได้ลงทุนร่วมกับกลุ่มเหมืองแร่ INMET จากประเทศแคนาดา ในโครงการสำรวจขุดเหมืองแร่ทองแดงในประเทศปานามา โครงการลงทุนดังกล่าวมีมูลค่าโดยรวม 3.5 พันล้านเหรียญฯ โดยบริษัท Ellington ได้ดำเนินการชำระเงินลงทุนในโครงการฯ เป็นสัดส่วนร้อยละ 14 จำนวนเงินทุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ครบแล้ว โครงการลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มมีผลผลิตทองแดงได้ในปี 2014 และคาดว่าจะมีผลทำให้ประเทศปานามาเป็นผู้ผลิตทองแดงอันดับต้น ๆ ของโลกได้อีกแหล่งหนึ่ง

เมื่อปี 2552 บริษัท INMET ได้เริ่มการเจรจากับบริษัท LS-Nikko ของประเทศเกาหลี ซึ่งได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนกับ INMET เช่นกัน โดยได้แจ้งความสนใจถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 20 แต่ฝ่ายเกาหลีไม่สามารถทำการตกลงกับ INMET ได้เกี่ยวกับโครงสร้างรูปแบบการถือหุ้น ทั้งนี้ ประเทศเกาหลีให้ความสำคัญกับการลงทุนดังกล่าวนี้อย่างมาก โดยประธานาธิบดีของเกาหลีใต้มีกำหนดการเดินทางไปเยือนปานามาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28-30 มิถุนายน 2553 และคาดว่า จะมีการยกประเด็นการร่วมลงทุนในโครงการแร่ทองแดงดังกล่าว โดยประเด็นปัญหาอุปสรรคของการลงทุนสำคัญคือ กฏหมายของปานามาที่ไม่อนุมัติให้รัฐบาลต่างชาติร่วมลงทุนในด้านเหมืองแร่ ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นประเทศผู้บริโภคทองแดงเป็นอันดับ 6 ของโลก

พื้นที่ ๆ บริษัท INMET ครอบครองสัมปทานการทำเหมืองทองแดง อยู่บริเวณกลุ่มเทีอกเขา Nguodo Tain ซึ่งแปลได้ว่า เขาแดงจากภาษาพื้นเมืองของชาวเขาที่เคยอยู่ในพื้นที่นี้มาแด่โบราณ พื้นที่ดังกล่าวได้เคยมีการทำเหมืองมาแล้วในช่วงระหว่างปี 2521-2528 โดยบริษัท Rio Tinto ของอังกฤษเป็นผู้ดำเนินโครงการ แต่ราคาทองแดงโลกได้ตกต่ำผนวกกับแรงกดดันต่อต้านการทำเหมืองของคนพื้นเมืองได้มีผลให้เหมืองเก่านี้ต้องปิดไป

การสำรวจในเบื้องต้นของบริษัท INMET ได้มีผลคาดคะเนว่า แร่ทองแดงสำรองในปานามามีปริมาณ 20 พันล้านปอนด์ ซึ่งเท่ากับเป็นแหล่งแร่ทองแดงสำรองอันดับ 5 ของโลก นอกจากนี้แล้ว ปานามายังมีแหล่งทองคำ ที่ได้รับการพัฒนาและเริ่มให้ผลผลิตแล้ว คาดการณ์ปริมาณสำรองที่ 5 ล้านออนซ์ โดยมีมูลค่าการผลิตในปี 2552 เท่ากับ 16 ล้านเหรียญฯ และได้มีการส่งออกทองคำปริมาณ 1.6 ล้านตัน

แหล่งข้อมูล:

http://www.marketwatch.com/story/inmet-announces-closing-of-private-placement-of-500-million-of-subscription-receipts-to-wholly-owned-subsidiary-of-temasek-holdings-2010-04-23?reflink=MW_news_stmp

สถานะภาวะการผลิตและการค้าทองแดงโลก

แร่ทองแดงนับวันจะมีความสำคัญและมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตวัสดุการสื่อไฟฟ้าและความร้อนในอุปกรณ์การสื่อสารและโทรคมนาคม ในสินค้าด้านอีเล็กตรอนนิกส์ สำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ รถไฟ เรือและเครื่องบิน ในการผลิตเครื่องจักรและในการสร้างเครื่องจักร โรงงาน และถังบรรจุระดับอุตสาหกรรม ในท่อส่งน้ำและแก๊ซ ในการก่อสร้าง เช่น หลังคา และท่อระบายน้ำ ในส่วนผสมอาหารสัตว์ และปุ๋ยบำรุงพืช เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในงานศิลปกรรม เช่น รูปปั้น และในสินค้าอุปโภคบริโภคโดยทั่วไป

แร่งทองแดงเป็น วัตถุที่มีการสูญเสียสภาพทางเคมีน้อยมากเมื่อนำไปใช้ในการผลิตต่างๆ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการหมุนเวียนแปรสภาพทองแดงเก่ามาใช้ได้อีก (recycle) เป็นจำนวนมาก ในปี 2550 ร้อยละ 30 ของทองแดงที่บริโภค มาจากการนำทองแดงเก่าไปหมุนเวียนผลิตเป็นทองแดงใหม่ โดยทวีปยุโรปเป็นผู้นำในหมุนเวียการใช้ทองแดงมากที่สุด

รายงาน World Copper Factbook 2009 ได้รายงานว่า การใช้ทองแดงในปี 2551 มีปริมาณรวมเท่ากับ 23,947 ตัน โดยผู้ที่ใช้ทองแดงมากที่สุดในโลกได้แก่ ประเทศจีน ปริมาณ 6,937 ตัน ส่วนผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกได้แก่ ประเทศชิลี ราคาทองแดงในปัจจุบันเป็นราคาที่สูงสุดในประวัติ ที่ประมาณ 7,000 เหรียญฯ ต่อตัน

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตทองแดงในระดับกลาง และมีแหล่งการผลิตทองแดงในรัฐทางเหนือ อันได้แก่ รัฐ Sonora และรัฐ Zacatecas การทำเหมืองแร่เป็นภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของเม็กซิโก โดยมีกลุ่มการลงทุนหลายกลุ่ม เช่น Grupo Mexico, Industrial Minera, Fresnillo, Peñoles และกลุ่ม Empresas Friscos บริษัทเหล่านี้มีการทำเหมืองแร่หลาย ๆ ประเภท เช่น การผลิตทองและเงิน รวมในกิจการเดียวกัน รวมทั้งมีการทำเหมืองและการผลิตแร่เหล่านี้ในประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

ในปี 2552 เม็กซิโกผลิตแร่ทองแดงได้ 247,000 เมตริกตัน และมีการแปรสภาพอีก 295,000 เมตริกตัน เป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศซึ่งมีปริมาณ 325,000 เมตริกตันในปีเดียวกันนั้น นอกจากนี้แล้ว เม็กซิโกยังเป็นสมาชิกของกลุ่มศึกษาทองแดงระหว่างประเทศ (ICSG) ประเทศหนึ่งด้วย

แหล่งข้อมูล: สามารถดาวน์โลด์รายงาน World Copper Factbook 2009 ได้จากเวปไซค์ http://www.icsg.org/

การนำเข้าผลิตภัณฑ์ทองแดงของไทย และโอกาสการพัฒนา

เป็นที่สังเกตว่าประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าแร่ทองแดงสำคัญประเทศหนึ่ง โดยปริมาณการนำเข้าของไทยในปี 2552 ปริมาณ 240,000 เมตริกตัน เท่ากับร้อยละ 4 ของการนำเข้ารวมของโลก

กระบวนการพัฒนาของประเทศจะส่งผลให้ปริมาณการบริโภคทองแดงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ การสำรวจหาแหล่งทองแดงภายในประเทศ เพื่อการผลิตแร่ในสภาพวัตถุดิบ รวมทั้งการลงทุนในการแปรสภาพ (refine) และการหหมุนเวียนการแปรสภาพแร่ที่ใช้แล้ให้มาเป็นแร่ทองแดงที่ใช้ได้ใหม่ (recycle) หรือการไปลงทุนในต่างประเทศจึงประเด็นที่ต้องพิจารณาในอนาคตอันใกล้นี้ ดังเช่น ที่ประเทศเกาหลีและสิงคโปร์ได้เริ่มดำเนินการแล้ว

Thursday, November 19, 2009

Mexico and Panama sign Tax Agreement

เม็กซิโกและปานามาลงนามความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน

รัฐบาลใหม่ของปานามาได้ลงนามความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับเม็กซิโก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2009 โดยความตกลงดังกล่าวมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีระหว่างสองฝ่าย มีผลถอนประเทศปานามาออกจากบัญชีดำด้านภาษีของเม็กซิโก

นอกจากนี้แล้ว ได้เริ่มขอเจรจาความตกลงฯ กับเสปน อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ตามข้อเสนอและกรอบความตกลงฯ ขององค์กร OECD ซึ่งได้จัดลำดับให้ประเทศปานามาเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นเขตกำบังภาษี (tax haven) ทั้งนี้ ปานามาจะต้องเจรจาและลงนามในความตกลงการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน 12 ฉบับถึงจะได้รับการถอนชื่อออกจากบัญชีประเทศกำบังภาษีของ OECD ประเทศอื่น ๆ ที่มีความสนใจลงนามความตกลงกับปานามาได้แก่ เบลเยี่ยม และโปแลนด์

การที่ปานามาได้ลงนามความตกลงดังกล่าวกับเม็กซิโก เป็นขั้นตอนแรกสำหรับการเริ่มการเจรจาด้านการเงินการคลังอื่น ๆ กับเม็กซิโก และเป็นการปูทางไปสู่กระบวนการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างสองประเทศในอนาคต

เมื่อปี 2008 รัฐบาลเม็กซิโกได้ยกเว้นการขอวีซ่าสำหรับชาวปานามาที่ประสงค์จะเดินทางเข้าเม็กซิโกเพื่อเอื้ออำนวยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2009 บริษัทวิเคราะห์ฐานะการเงิน Standard & Poor's ได้ยกระดับของ credit rating ของปานาจัดให้อยู่ในระดับ investment grade BB+ (positive) ทั้งนี้รัฐบาลปานามาได้ออกพันธบัตรจำนวน 323 ล้านเหรียญเมื่อเดือนมีนาคม 2009 โดยเสนออัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 7.25 และในเดือนพฤศจิกายนได้ออกพันธบัตรอีก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

แหล่งข้อมูล:
http://www.centralamericadata.com/
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20602085&sid=a_21VC5dqDfY

Tuesday, October 27, 2009

InterAmerian Development Bank lends 2 Million for development in Panama

กลุ่มธุรกิจชื่อ The City of Knowledge ประเทศปานามา ได้ลงนามความตกลงกับธนาคาร InterAmerican Development Bank(MIF - IDB) เพื่อกู้เงินจำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อปรับปรุงบรรยาการการประกอบธุรกิจในประเทศปานามา โดยการกำหนดแผนงานเพื่อการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่

โครงการพัฒนาบรรยากาศการประกอบธุรกิจดังกล่าว มีปัจจัยสำคัญ คือ การฝึกบุคลลากร และการจ้างผู้เชี่ยวชาญใหม่ ในหมาวิทยาลัย วิทยาลัยธุรกิจ องค์กรธุรกิจและสหภาพแรงงาน เพื่อให้มีความสามารถในการวิเคราะห์โครงการลงทุนที่เหมะสม ( financiallly sustainable) และเพื่อพัฒนาให้สถาบันเหล่านี้ มีความสามารถในการเพาะบ่มธุรกิจใหม่ โดยการเชื่อมโยงสถาบันเหล่านี้กับสถาบันอื่น ๆ ในต่างประเทศที่มีประสบการณ์ในการเพาะบ่มธุรกิจหใหม่ รวมทั้งเพื่อให้มีช่องทางสำหรับตลาดการส่งออก การสร้างเครือข่ายผู้ลงทุน (angel investor) การจัดงานสัมนนาเพื่อระดมความคิดเห็น และจับคู่นักลงทุน การคิดวางกำหนดนโยบายที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ เพื่อคัดเลือกโครงการลงทุนที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด การริเริ่มตลาดทุนทางเลือก และการจัดตั้งกองทุนทุนริเริ่ม (seed capital co-investment fund)

แหล่งข่าว:

Thursday, September 3, 2009

Heineken sets up new headquarters in Panama

บริษัท Heineken ตั้งฐานการผลิตและสำนักงานภูมิภาคที่ปานามา

นาย Roberto Henríquez รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมประเทศปานามาได้ให้ข่าวว่า เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนในประเทศปานามาได้มีผลชักจูงให้บริษัท Heineken ของประเทศเนเธอร์แลนต์ พิจารณาการสร้างโรงงานที่ปานามาเพื่อผลิตเบียร์สำหรับตลาดภูมิภาคอเมริกากลาง โดยจะเปิดสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคที่กรุงปานามาด้วย

ส่วนบริษัท Heineken ได้แจ้งข่าวว่า จะลงทุนเพิ่มร่วมกับบริษัท Florida Ice and Farm Co. ของประเทศคอสตาริกา เพื่อซื้อกิจการของกลุ่มผู้ผลิตเบียร์ Cervecerias Baru-Panama S.A. ซึ่งมีส่วนแบ่งการครองตลาดหนึ่งส่วนสี่ของตลาดปานามา มีกำลังการผลิตเท่ากับ 350,000 hectolitres จ้างงานประมาณ 650 คน ยี่ห้อที่วางขายได้แก่ Soberana, Panama และ Cristal โดยยอดขายประมาณ 26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ประเทศคอสตาริกา นิคารากัว และปานามามีประชากรรวมกันแล้วเท่ากับ 11.3 ล้านคน และมีค่าเฉลี่ยการดื่มเบียร์ประมาณ 28 ลิตรต่อหัว ซึ่งเท่ากับยอดขายประมาณ 3.2 ล้าน hectolitres ต่อปี

ข้อมูลเพิ่มเติม:
"Heineken will Set Up Base in Panama"
"Public offer in Panama"