Google Website Translator

Showing posts with label trade investment news. Show all posts
Showing posts with label trade investment news. Show all posts

Wednesday, July 18, 2012

Effect of Euro crisis on Mexico

ผลกระทบของวิกฤตการณ์ยูโรในเม็กซิโก

นาย Augustin Carstens ผู้ว่าแบงค์ชาติแห่งเม็กซิโก ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโก โดยกล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์การเงินของสหภาพยุโรป ว่าเศรษฐกิจของเม็กซิโกยังได้รับผลกระทบไม่มากนัก และจะคงรักษาภาวะเศรษฐกิจที่ดีต่อไปได้ หากสถานการณ์การเงินของยุโรปไม่ถดถอยจนเกิดเหตุการณ์วิกฤต 2 ประการที่จะส่งผลกระทบต่อเม็กซิโก อันได้แก่ 


1. ภาวะหนี้ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมีภาวะที่รุนแรงมากขึ้นจนสภาพคล่องทางการเงินของภูมิภาคยุโรปอยู่ในขั้นวิกฤต ปริมาณเงินทุนไหลเวียนจากยุโรปไปสู่ตลาดเกิดใหม่น้อยลง 



2. สภาวะของยุโรปเกิดผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของเม็กซิโก 


ปัจจัยที่ช่วยต้านทานวิกฤการณ์การเงินของเงินยูโรสำหรับเม็กซิโก ได้แก่
  • เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมทั้งความสามารถเบิกเครดิตฉุกเฉิน ที่มีกับองค์กรการเงินระหว่างประเทศ เป็นมูลค่ารวม 200 พันล้านเหรยีญสหรัฐฯ 
  • อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่ควบคุมในอัตราร้อยละ 3 
  • ดุลบัญชีด้านต่างประเทศที่มีสภาพสมดุล
  • โครงสร้างระบบการเงินที่มีความมั่นคง และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี 
  • ภาวะการผลิตในไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 2012 ที่แสดงการขยายตัวที่ดี ถึงแม้ว่าจะแสดงการชลอตัวลงเล็กน้อยในตอนท้ายไตรมาสฯ 
  • ภาวะการผลิตที่สอดคล้องกับภาวะส่งออกที่ยังคงอยู่ในระดับปกติ 
  • ภาคธนาคารของเม็กซิโกมีเงินทุนเพียงพอ และภาวะหนี้สินยังคงอยู่ในสภาวะที่มั่นคง ผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดขึ้น อาจจะมาจากระบบการเงินไม่ใช่การส่งออก เนื่องจากธนาคารของเม็กซิโกหลายแห่ง มีความสัมพันธ์กับธนาคาร BBVA Bancomer และธนาคารSantander ของสเปน 
ผลกระทบต่อการส่งออก

สภาความมั่งคงของระบบการเงิน (CESF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์การเงินของเม็กซิโกอย่างสม่ำเสมอภายหลังวิกฤตการณ์การเงินปี 1997 และสำนักงานสถิติแห่งชาติของเม็กซิโก (INEGI) ได้รายงานว่า การส่งออกของเม็กซิโกไปยังสหภาพยุโรปในไตรมาสแรกปีนี้ มีสัดส่วนร้อยละ 6.7 โดยมีเพียงร้อยละ 2 ที่เป็นการส่งออกไปยังประเทศที่มีปัญหาการเงินกลุ่ม PIGS (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน) ในขณะที่การส่งออกโดยส่วนใหญ่ของเม็กซิโกเป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 77.2 นอกจากนี้แล้ว เม็กซิโกมีการส่งออกไปยังแหล่งอื่นๆ อันได้แก่ ภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริเบียน ร้อยละ 11.1 ประเทศในทวีปเอเชีย ร้อยละ 4.5 กลุ่มประเทศโอเซียเนีย ร้อยละ 0.3 ประเทศในทวีปแอฟริกา ร้อยละ 0.1 และกลุ่มประเทศอาหรับร้อยละ 0.1 

การส่งออกของเม็กซิโกไปสหภาพยุโรปจึงเป็นสัดส่วนที่ไม่สำคัญมาก และการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบกับการไหลเวียนของแหล่งเงินทุนภายในประเทศ ล้วนปัจจัยที่ปกป้องเศรษฐกิจของเม็กซิโกจากสถานการณ์การเงินของยุโรป และเป็นตัวชี้ไปในทางบวกสำหรับเศรษฐกิจของเม็กซิโก 

สภา CESF ได้แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินของยุโรป แต่ก็เป็นส่วนที่จำกัดในส่วนผลกระทบที่อาจจะมีต่อภาวะเศรษฐกิจของโลกโดยรวม และในกรณีย์ที่จะเกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงินในยุโรป ไม่มีข้อกังวลในผลกระทบต่อการส่งออกเม็กซิโกโดยตรง 

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 

สำหรับผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวนั้น ก็ยังไม่ปรากฎผลกระทบในทางลบ เนื่องจากค่าเงินของเม็กซิโกที่อ่อนตัวกว่าค่าเงินยูโร เป็นปัจจัยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวจากยุโรป ยังคงพิจารณาการเดินทางมาท่องเที่ยวในเม็กซิโกได้อยู่ เม็กซิโกรับนักท่องเที่ยวจากยุโรปในสัดส่วนร้อยละ 15 ในขณะที่รับนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 60 จากลาตินอเมริการ้อยละ 15 และจากเอเชียร้อยละ 5 ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากยุโรปมักจะมีความนิยมท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งทะเลแคริเบียน หาดทรายฝั่งRiviera Maya และกรุงเม็กซิโก 

ผลกระทบต่อภาวะการลงทุน 

ภาวะวิกฤตการณ์ในยุโรป จะเป็นปัจจัยชักจูงให้นักธุรกิจยุโรป ย้ายถิ่นฐานมาที่เม็กซิโกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศสเปน ในปัจจุบันมีบริษัทจากสเปนที่ดำเนินการลงทุนในเม็กซิโก มีจำนวน ประมาณ 4,000 บริษัท 

ร้อยละ 37 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเม็กซิโก มีแหล่งเงินทุนมาจากสหภาพยุโรป เยอรมันเป็นผู้ลงทุนสำคัญ และได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ใหม่ของยีห้อโวล์สวาเก็น ในปี 2011 

มูลค่าการลงทุนในปี 2011 มีมูลค่ารวม 19,439.8 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2010 เป็นการลงทุน ในภาคการผลิตร้อยละ 44.1 ด้านบริการการเงินและประกันร้อยละ 18 ภาคการค้าร้อยละ 9.5 ภาคก่อสร้างร้อยละ 6.4 ภาคข้อมูลสารสนเทศและสื่อสาร ร้อยะล 5.7 และภาคอื่นๆ ร้อยละ 16.3 

ส่วนแหล่งเงินทุนโดยตรงระหว่างประเทศในปี 2011 มีมาจากสหรัฐฯ ร้อยละ 55 จากสเปนร้อยละ 15 จากเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 6.7 สิวสเซอร์แลนด์ร้อยละ 6.3 แคนาดาร้อยละ 3.4 ญี่ปุ่นร้อยละ 3.4 และประเทศอื่นๆ ร้อยละ 10

Wednesday, October 26, 2011

Pirelli invests in tire factory in Mexico

บริษัท Pirelli ลงทุนสร้างโรงงานผลิตยางรถยนต์ในเม็กซิโก


ผู้ผลิตยางรถยนต์ที่สำคัญจากอิตาลี บริษัท Pirelli ได้แถลงข่าวการลงทุนสร้างโรงงานผลิตยางรถยนต์ที่เมืองสิเลา รัฐฮัวนาวฮัตโต ประเทศเม็กซิโก เมื่อกลางปี 2011 มูลค่าการลงทุน 210 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยโรงงานดังกล่าวจะมีความสามารถในการผลิตยางได้ประมาณ 3-5 ล้านเส้นต่อปี กำลังการผลิตในขั้นต้น 10,500 เส้นต่อวัน จะจ้างคนงานใหม่ประมาณ 1,000 คน และจะเริ่มการผลิตยางรถยนต์เพื่อการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอเมริกาเหนือ และประเทศอื่น ๆ ในต้นปี 2012

บริษัท Pirelli เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์อันดับห้าของโลก มีโรงงานทั้งหมด 24 โรงงานใน 12 ประเทศ สำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งมีบราซิลเป็นตลาดที่สำคัญ บริษัท Pirelli มีโรงงานผลิตยางอยู่ 5 แห่ง และอีก 1 โรงงานในอาร์เจนตินา ส่วนตลาดเม็กซิโกนั้น มีศักยภาพในการขยายตัวสูง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีนาฟต้า โดยยอดขายสำหรับภูมิภาคอมริกาเหนือของบริษัท Pirelli ได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 25 ในปี 2010 มีสัดส่วนของตลาดทั้งหมดของบริษัทฯ เป็นร้อยละ 10 มูลค่ายอดขาย ประมาณ 630 ล้านเหรียญฯ นอกจากการลงทุนในเม็กซิโกแล้ว บริษัท Pirelli ยังได้ขยายกำลังการผลิตในประเทศจีน โรเมเนีย และรัสเซีย ในปี 2011 นี้

ปัจจัยที่ดึงดูดการตัดสินใจของบริษัท Pirelli สำหรับลงทุนในเม็กซิโก เนื่องจากเห็นว่า เม็กซิโกมีความพร้องด้านสถาบันการศึกษาในรัฐฮัวนาวฮัตโต การฝึกแรงงานที่มีฝีมือมีความจำเป็นสำหรับการผลิตยางคุณภาพสูง การออกแบบเพื่อการผลิตยางรถยนต์ ต้องใช้ความรู้ด้านเภสัชประกอบกับความเชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ อีกทั้ง ยังต้องมีการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต ในขณะนี้ บริษัท Pirelli ได้เริ่มการฝึกวิศวกรเฉพาะด้าน 17 คน และช่างอีก 150 คน เพื่อรับหน้าที่ในการควบคุมการผลิตที่จะเริ่มในปี 2012

การนำเข้าและส่งออกยางรถยนต์ในเม็กซิโก

นาย Rubén López ผู้อำนวยการสมาคมผู้จัดจำหน่ายยางรถยต์แห่งเม็กซิโก (Andellac) ได้รายงานในงานแสดงสินค้า Expo ANDELLAC ครั้งที่ 37 ที่เมือง Acapulco เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2011 ว่า การขายยางที่ใช้แล้วจากสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นใน 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีการขายยางใช้แล้วที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ประมาณปีละ 2 ล้านเส้น รวมทั้งยังได้มีการลักลอบการนำเข้ายางรถยนต์จากประเทศจีนอีกด้วย ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการขายยางที่ผลิตในเม็กซิโกที่มียอดขายลดลงจากประมาณ 25 ล้านเส้นต่อปี เป็น 21 ล้านเส้นค่อปี ร้อยละ 80 ของยางรถยนต์ที่ขายภายในประเทศ เป็นยางสำหรับรถโดยสารส่วนบุคคล ส่วนที่เหลือเป็นสำหรับรถบรรทุก การขายยางรถยนต์ในเม็กซิโกเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยมียี่ห้อของยางที่ขายทั้งหมดประมาณ 100 ยี่ห้อ โดยส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

ผู้ผลิตยางที่สำคัญในเม็กซิโกเป็นบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในเม็กซิโก มีบริษัท Bridgestone- Firestone ซึ่งมีโรงงานอยู่ 2 แห่ง ที่ Cuernavaca และ Monterrey บริษัท Continental ประเทศเยอรมันมีโรงงาน 1 แห่ง ที่ San Luis Potosi บริษัท Michellin มีโรงงานอยู่ที่รัฐ Queretaro บริษัท Corporación de Occidente ของ Cooper Tire สหรัฐ มีโรงงานอยู่หนึ่งแห่ง ส่วนผู้ผลิตยางที่มีเจ้าของเป็นเม็กซิกันมีเพียงบริษัท คือ บริษัท Hurela Tornel ก่อตั้งเมื่อปี 1937 ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 3 แห่งใน Estado de Mexicoได้ถูกขายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท JK Tyre ประเทศอินเดียเมื่อปี 2008

เม็กซิโกพึ่งการนำเข้ายางรถยนต์จากต่างประเทศ โดยในปี 2010 ได้นำเข้ายางรถยนต์เป็นมูลค่ารวม 1,933.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ในสัดส่วนร้อยละ 43.48 การนำเข้าปี 2009 มูลค่า 1,347.6 ล้านเหรียญสหรัฐ แหล่งนำเข้าสำคัญคือ สหรัฐฯ ในปี 2010 มีสัดส่วนการนำเข้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 51 มูลค่า 986.3 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาได้แก่ การนำเข้าจากจีนในสัดส่วนร้อยละ 18 มูลค่า 352 ล้านเหรียญสหรัฐ แหล่งนำเข้าอื่น ๆ ได้แก่ ประเทศบราซิล แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และสเปน การนำเข้ายางสำหรับรถบรรทุกมีมากกว่าการนำเข้ายางสำหรับรถโดยสารส่วนบุคคล

เม็กซิโกมีการส่งออกยางเล็กน้อย ในปี 2010 ได้มีการส่งออกมูลค่า 448 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกไปยังสหรัฐเป็นส่วนใหญ่

ภาวะอุตสากรรมผลิตยางในระดับโลก

การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์การเงินปี 2009 ได้แสดงตัวให้เห็นในอุตสาหกรรมรถยนต์ของโลกเป็นอันดับแรก โดยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตยาง พลาสติก และเหล็ก ก็ได้รับการกระตุ้นอย่างเงียบๆ อุตสาหกรรมการการผลิตยางรถยนต์เป็นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง โดยวัฏจักรการผลิตยางมีความสลับซับซ้อนในหลายระดับ ตั้งแต่ขั้นวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติที่มาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ที่เกี่ยวข้องกับเกษตกรรายเล็กผู้ปลูกต้นยาง ไปยังผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมที่ต้องทำการแปรสภาพเพื่อส่งไปยังโรงงานที่ผลิตยางที่มีอยู่ทั่วโลก รวมทั้งการผลิตยางสังเคราะห์ กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีอย่างสูง จนถึงขั้นสุดท้ายของการจัดจำหน่าย ที่เกี่ยวข้องกับร้านขายยางรถยนต์รายเล็กที่มีกระจัดกระจายไปทั่วโลก

การผลิตยางรถยนต์ทั่วโลกมีปริมาณประมาณ 1 พันล้านเส้น และมีโรงงานทั้งหมดประมาณ 400 แห่ง ผู้ผลิตยางที่สำคัญ 3 อันดับแรก มีสัดส่วนการครองตลาด ประมาณร้อยละ 60 ของตลาดทั้งหมด

ในสหรัฐฯ มีบริษัทผู้ผลิตยางประมาณ 100 แห่ง รายได้ต่อปีรวม 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีบริษัทสำคัญคือ Goodyear, Bridgestone, Michelin และ Cooper ที่ครองตลาดในสหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 75 ยอดขายยางในสหรัฐฯ ในปี 2010 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ประมาณ 7 ล้านเส้น และได้มีการคาดว่าในปี 2011 จะมียอดขายประมาณ 275 ล้านเส้น

ความต้องการสำหรับยางรถยนต์ประเภทรถบรรทุกเล็กและใหญ่จากประเทศกำลังพัฒนาเป็นปัจจัยที่กระตุ้นการผลิตยางในภาวะปัจจุบัน ได้มีการคาดคะเนว่า อัตราการขยายตัวสำหรับการผลิตยางรถยนต์จะขยายตัวมากกว่าการขยายตัวของการผลิตรถยนต์ใน 10 ปีข้างหน้า อนาคตของการผลิตยางรถยนต์ขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบ การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสำหรับการรีไซเคิ้ลยางที่ใช้แล้วเป็นสำคัญ ปัจจัยที่เป็นตัวกดในทางลดสำหรับการขยายตัวของการผลิตยาง ได้แก่ คุณภาพของยางที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีคงทนกว่าเก่า และการชลอตัวของการซื้อรถยนต์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง


Expo Andellac:




Tuesday, August 30, 2011

Metalsa Autoparts Investment Project in Thailand

การลงทุนผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทยโดยบริษัท Metalsa S.A. de C.V.


บริษัท Metalsa S.A. de C.V. เป็นบริษัทเม็กซิกันที่ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุกเบา รถบรรทุกประเภท CUV-SUV และ LCV รวมทั้งรถบบรรทุกขนาดกลางและหนักและรถเมล์

บริษัท Metalsa มีฐานะเป็นซัพพลายเออร์ระดับโลกของโวล์โว มีโรงงานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ในหลายประเทศ เช่น ที่ประเทศอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา เยอร์มัน อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเวเนซูเอลา

ในปี 2011 บริษัท Metalsa มียอกขายมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตสำหรับรถบรรทุกเบา ได้แก่ light duty frames, space frames, cradles, body structures, suspension structures, fuel tanks และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตสำหรับรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถบรรทุกหนัก ได้แก่ medium & heavy trucks frames, bus frames, customized side rails & cross members

บริษัท Metalsa S.A. de C.V. เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจเม็กซิกันที่มีชื่อว่า Grupo Proeza ที่กิจกรรมด้านอื่น ๆ เช่น การผลิตน้ำผลไม้ การบริการด้านสารสนเทศ และการบริการด้านสุขภาพ ทั้งนี้ รายได้จากการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เป็นรายได้สำคัญของ Grupo Proeza โดยมีสัดส่วนของรายได้รวมเท่ากับร้อยละ 80 ตลาดที่สำคัญของบริษัทฯ ได้แก่ ตลาดอเมริกาเหนือหรือนาฟต้า ที่มีสัดส่วนความสำคัญเป็นร้อยละ 44 ของยอดขายรวมของบริษัทฯ โดยในปี 2007 มียอดขายในสหรัฐ 370,000 หน่วย และในปี 2009 มียอดขายเท่ากับ 230,000 หน่วย และคาดว่าในปี 2012 จะมียอดขายเท่ากับ 300,000 หน่วย การขยายตัวของยอดขายสำหรับภูมิภาคเหนือในปี 2010 มีอัตราการขยายตัวเท่ากับร้อยละ 10 มากกว่าที่ได้คาดไว้ที่ประมาณ 5-7 และคาดจะขยายตัวอย่างเข้มแข็งต่อไปในปี 2011 และ 2012

สำหรับธุรกิจด้านชิ้นส่วนรถยนต์นั้น ตลาดในประเทศบราซิลมีความสำคัญมากกว่าตลาดในสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนร้อยละ 55 ของยอดขายรวม โดยบริษัท Metalsa มีโรงงานถึง 2 แห่งในประเทศบราซิล ที่ Campo Largo และที่ Orasco โดยชิ้นส่วนที่ผลิตในบราซิลได้แก่ siderails, frame assembly for commercial vehicles and pickup และ heavy truck assembly lines

จากพื้นฐานความสัมพันธ์เดิมที่บริษัท Metalsa มีกับบริษัทโวล์โว จึงมีความต้องการขยายฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยผู้บริหารของบริษัท Metalsa ได้เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของการเปิดโรงงานใหม่ในประเทศไทยเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถบรรทุกขนาดหนักของโวล์โว และสำหรับรถบรรทุกขนาดกลาง หรือ 39 ตัน รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในประเทศไทย

นาย Juan Cortes ผู้จัดการฝ่ายการพัฒนาธุรกิจสำหรับภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และบราซิล ได้รายงานว่า บริษัท Metalsa ได้พิจารณาทั้งโอกาสการลงทุนในประเทศไทยและอินเดีย ซึ่งในประเทศอินเดียนั้น มีตลาดรองรับสินค้าของบริษัทฯ แต่ขาดเทคโนโลยีที่จะนำสินค้าของบรัษัทฯ ไปใช้ต่อ ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่บริษัทฯ ประสงค์จะนำมาใช้ในการผลิต แต่มีโอกาสการเปิดตลาดใหม่ ประกอบการการยกเว้นภาษีการนำเข้าวัตถุดิบที่ประเทศไทยส่งเสริมสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นปัจจัยที่ดึงดูดความสนใจของบริษัทฯ

บริษัท Metalsa มีความต้องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภท straight side rail, roll forming, plasma or laser cut, heat treatment, hole punching, paint offset, sequencing, ladder assembly, bolting, torque & weld, sequencing services และ bus modules assembly ซึ่งเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ที่บริษัทฯ ทำการผลิตอยู่แล้วในประเทศเม็กซิโก สหรัฐ บราซิล และอินเดีย

คาดว่าโรงงานที่จะเปิดในประเทศไทยจะสามารถผลิต 2,820 หน่วย ในปี 2013 จนขยายได้ถึง 13,620 หน่วยในปี 2016 ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าว จะต้องมีเขตพื้นที่ free zone เนื่องจากจะมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อทำการผลิตเพื่อการส่งออก โดยจะมีการนำเข้าเหล็ก และชิ้นส่วนบางประเภท เช่น สี stamping components vase side rail และ steel coils จากประเทศอินเดีย โดยจากปี 2015 เป็นต้นไป โรงงานในประเทศไทยจะทำการผลิต full side rail ได้เอง

โครงการลงทุนของบริษัทฯ คาดว่าจะมีมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสามารถแยกการลงทุนเป็น 2 ช่วง คือ ในช่วงแรก (22.3 ล้านเหรียญฯ ) จะเป็นการลงทุนเพื่อ
  • การซื้อที่ดิน 
  • การก่อสร้างอาคารโรงงาน 
  • การซื้อเครื่องจักร Soenen Punching Equipment 
  • Front & Rear Robotic Cut 
  • Rear Ramp Process 
  • Paint Line 
  • Off Set Stamping Press 
การลงทุนช่วงที่ 2 (7 ล้านเหรียญฯ) จะเป็นเดือนสิงหาคม 2011 เพื่อส่วนที่ติดตั้งระบบ Stamp Roll forming โดยคาดว่า โครงการลงทุนจะเริ่มดำเนินการได้จากการเริ่มการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2013

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

Monday, August 29, 2011

FDI Mexico, Inbound and Outbound

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเม็กซิโก

รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเม็กซิโก นาย Bruno Ferrari ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2011 แจ้งว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเม็กซิโกสำหรับปี 2011 จะมีมูลค่าประมาณ 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ถึงร้อยละ 11 หรือเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านเหรียญ โดยมีปัจจัยชักจูงการลงทุนจากต่างชาติ คือ ค่าแรงงานที่แข่งขันเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกาด้วยกัน รวมทั้งทำเลที่ตั้งที่ใกล้ชิดกับตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตโดยรวมในเม็กซิโกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 25 นอกจากนี้แล้ว เม็กซิโกยังมีความสามารถในการผลิตวิศวกรได้มากกว่าประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ อีกทั้งยังขยายเครือข่ายการค้าเสรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับหลาย ๆ ประเทศ

ในปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเม็กซิโกมีเป้าหมายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นสำคัญ โดยมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติที่ได้ขยายลงทุนในเม็กซิโกในปีที่ผ่านมา ได้แก่ บริษัท Volkswagen AG (VOW), Nissan Motor, Mazda Motor และบริษัท General Motors โดยแต่ละบริษัทดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยสำหรับปี 2010 ประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

นาย Bruno Ferrari ได้กล่าวว่า มีแนวโน้มที่จะมีโครงการลงทุนอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงปลายปี 2011 ทั้งนี้ บริษัทฮอนดาได้ประกาศเมื่อต้นปี 2011 ว่า จะเริ่มต้นการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานใหม่ มูลค่า 800 ล้านเหรียญฯ ในเมือง Celaya รัฐ Guanajuato ภายในปี 2014

ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโกได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปี 2008-2009 เนื่องจากได้รับผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมาหาต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ในปี 2010 จึงมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 64.9 พันล้านเหรียญฯ เป็นครั้งแรกที่การส่งออกรถยนต์เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศที่มูลค่าเกินกว่ารายได้จากการส่งออกน้ำมัน การส่งเงินกลับจากต่างประเทศ และรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่า 41.7, 21.3 และ 11.9 พันล้านเหรียญฯ ตามลำดับ

การโอนเงินส่งกลับจากต่างประเทศไปยังเม็กซิโกได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 4-5 ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2011 และคาดว่ามูลค่ารวมเงินทุนส่งกลับจากต่างประเทศในปี 2011 จะมีมูลค่ารวมใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา นั่นคือ ประมาณ 21.2-22 พันล้านเหรียญ

เศรษฐกิจของเม็กซิโกได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 3.3 ในครึ่งปีแรกของปี 2011 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้ลดลงได้แก่ ภาคเกษตร และภาคเหมืองแร่ และคาดว่าอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยตลอดปี 2011 จะอยู่ระหว่างร้อยละ 4-5 และคาดว่าการขยายตัวในปี 2012 จะมีแนวโน้มชละตัวลงมากกว่าอัตราดังกล่าวเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 3-4.5

นอกจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศแล้ว เม็กซิโกยังจะได้รับเงินลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นอีกประมาณ 20 พันล้าน จากต้นปี 2011 เป็นต้นมา พันธบัตรเงินเปโซกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากการคาดการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาโดยทั่วไปจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อในเม็กซิโก และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะลดลงอีกด้วย ซึ่งย่อมทำให้พันธบัตรมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเม็กซิโก

World Investment Report 2011 ของ UNCTAD ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริเบียนว่า ในปี 2010 ภูมิภาคดังกล่าวได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยรวม 159 พันล้านเหรียญฯ รองจากการลงทุนโดยตรงในภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมูลค่า 300 พันล้านเหรียญฯ และยังเป็นภูมิภาคที่เป็นต้นกำเนิดของเงินลงทุนโดยตรงไหลออกไปยังประเทศอื่นเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ

ประเทศบราซิลเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมูลค่าประมาณ 43 พันล้านเหรียญฯ ตามด้วยกลุ่มประเทศอเมริกากลางที่ได้รับการลงทุนโดยตรงรวมมูลค่า 25 พันล้านเหรียญฯ และเม็กซิโกซึ่งได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมูลค่า 19 พันล้านเหรียญในปี 2010 ในขณะที่กลุ่มประเทศแคริเบียนได้รับเงินลงทุนฯ ลดลงเป็นมูลค่า 48 พันล้านเหรียญฯ การลงทุนโดยตรงในภูมิภาคละตินอเมริกาโดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในลักษณะ mergers & acquisitions และเป็นการลงทุนโดยตรงที่มีแหล่งทุนมาจากประเทศจีนและอินเดียเป็นสำคัญ

ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดความสนใจในการลงทุนจากต่างประเทศในเม็กซิโก ได้แก่ ตลาดนาฟต้า ความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ค่อนข้างมั่นคง การปรับโครงสร้างด้านภาษี พลังงาน และโครงสร้างบำนาญ และการปรับปรุงด้านแรงงานและการศึกษา

ในปี 2008 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าในเม็กซิโกมีมูลค่า 18.6 พันล้านเหรียญ โดยร้อยละ 41 ของยอดดังกล่าว เป็นการลงทุนโดยตรงจากสหรัฐฯ มูลค่า 8.9 พันล้านเหรียญ ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในลักษณะมาคิลาดอราด้านการผลิตและการประกอบชิ้นส่วน และมักกระจุกตัวในภาคเหนือของเม็กซิโก และรองลงมาได้แก่การลงทุนในด้านบริการการเงินและธนาคาร โดยมีเป้าหมายการลงทุนที่ให้ประโยชน์กับบริษัทในเม็กซิโกประมาณ 21,139 แห่ง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเม็กซิโกมักจะเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศอันดับสามของประเทศ และมีมูลค่าประมาณ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


เม็กซิโกมีความตกลงเพื่อส่งเสริมและปกป้องการลงทุนร่วม (APPRIs) กับ 27 ประเทศ และมีความตกลงการยกเว้นภาษีซ้อนกับ 34 ประเทศ

การลงทุนโดยตรงของเม็กซิโกในต่างประเทศ

ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เม็กซิโกเป็นประเทศที่ลงทุนในต่างประเทศมากที่สุด ในปี 2010 ได้มีมูลค่าการลงทุนในประเทศอื่น 12.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปี 2009 บริษัทเม็กซิกันสำคัญที่ลงทุนในต่างประเทศได้แก่ Grupo Televisa Mexico, Sigma Alimentos, Metalsa, Inmobiliaria Carso, Bimbo, Mexichem, Femsa, Gruma และ Cemex ได้ทำการลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯ อเมริกาใต้ และยุโรป ในธุรกิจหลายด้าน เช่น การสื่อสาร การผลิตอาหาร การผลิตรถยนต์ และในภาคบริการเป็นต้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://stats.oecd.org/Index.aspx?DataSetCode=FDI_FLOW_INDUSTRY http://www.bloomberg.com/news/2011-08-22/mexico-raises-forecast-for-direct-investment-11-to-20-billion.html

Wednesday, June 9, 2010

Americans in Mexico

ชาวอเมริกันไม่หวั่นสงครามปราบยาเสพติด ย้ายถิ่นฐานไปอยู่เม็กซิโกมากขึ้น

ในจำนวนชาวอเมริกันที่มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในต่างประเทศทั้งหมดที่มี ประมาณ 5.25 ล้านคน คาดว่ามีชาวอเมริกันในวัยเกษียน หรือผู้ที่ต้องการแสวงหาวิถีชีวิตทางเลือกใหม่ ย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในประเทศเม็กซิโก จำนวนประมาณ 1 ล้านคน นอกจากนี้แล้ว คาดว่ามีชาวแคเนเดี่ยนอีก 2 ล้านคน ที่เลือกใช้วันเกษียณในต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง และมีแนวโน้มว่า จำนวนชาวอเมริกันและแคนาดารุ่น Baby Boomers ประมาณ 100 ล้านคนกำลังถึงวัยเกษียนในช่วงระยะดังกล่าว มีความสนใจลงทุนในที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนการครองชีพช่วงปั้นปลายชีวิต

เมืองที่เคยดึงดูดชาวอเมริกันไปสร้างบ้านพักบั้นปลายชีวิต หรือเป็นบ้านพักสำรอง ได้แก่ เมือง San Miguel de Allende  (มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ประมาณ 12,000 คน) รัฐ Guanajuato หรือแถบบริเวณ Lake Chapala (มีชุมชนอเมริกันอาศัยอยู่ประมาณ 30,000 คน) และตามเมืองต่าง ๆ ในแถบชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เช่น เมือง Laredo หรือในพื้นที่ ๆ มีเขตพื้นที่อุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ในรัฐ Guadalajara เป็นต้น

ในช่วงหลังเมื่อไม่นานมานี้ ชาวอเมริกันหรือต่างชาติจำนวนหนึ่ง มีความสนใจตั้งถิ่นฐานใหม่ ในพื้นที่ ๆ ไม่เคยมีชาวต่างชาติอยู่มาก่อน เช่น เมืองเมริดา (Merida) เมืองหลวงของรัฐยูคาตัน (Yucatan) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉัยงใต้ของเม็กซิโก โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้พิจารณาพื้นที่ใหม่ ๆ เช่น เมริดา คือ ค่าครองชีพที่ต่ำกว่า วัฒนธรรมของคนพื้นเมืองที่มีความเป็นมิตรและให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่าในสหรัฐฯ บริการที่อุดหนุนการรวมตัวของชุมชน เช่น โรงเรียน โบสถ์ แม้กระทั่งห้องสมุดที่ให้บริการเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้ง นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เอื้ออำนวยให้สามารถเบิกใช้ medicare ในเม็กซิโกได้ ปัจจัยที่สนับสนุนอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การที่ชาวอเมริกันและต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้รวมตัวกันสร้างเว็ปไซด์ที่ให้ข้อมูลที่แตกฉานหลากหลายด้านเกี่ยวกับ วิธีปรับตัวกับถิ่นที่อยู่ใหม่ การเข้าใจวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ข้อแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการใช้ชีวิตประจำวันในต่างแดน การแสดงตัวอย่างหรือสัมภาษณ์ประสบการณ์ของผู้ที่ย้ายถิ่นฐานรายอื่น ๆ ดังเช่น yucatanliving.com, mexconnect.com, mexicolive.com, mexexperience.com และ solutionsabroad.com

ผู้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เมืองเมริดา เช่น นาย Bill Engle ที่เพิ่งซื้อและกำลังบูรณะบ้านเก่าสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมศตวรรษที่ 18 ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Christian Science Monitor เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 แสดงความคิดเห็นว่า ความรุนแรงที่ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศสงครามเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ซึ่งทำให้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในพื้นที่พ่อค้ายาเสพติดควบคุม เช่น ที่เมือง Juarez พื้นที่ต่าง ๆ ใน รัฐ Sinaloa รัฐ Tamaulipas รัฐ Michoacan และรัฐ Estado de Mexico และปรากฏข่าวการฆ่าประหารตำรวจ ทหาร และพ่อค้ายาเสพติด จำนวนมากอยู่เป็นประจำในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างควาท้อถอย หรือความหวาดกลัว ในการย้ายถิ่นฐานไปอยู่เม็กซิโก และในเขตพื้นที่บางแห่ง เช่น ที่เมืองเมริดา กลับมีความรู้สึกที่ปลอดภัยกว่าการใช้ชีวิต อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ในประเทศอเมริกาเสียอีก

ส่วนหนังสือพิมพ์ The New York Times ได้รายงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 เปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาสำหรับผู้ที่สนใจใช้วัยเกษียณในประเทศเหล่านี้ อยู่ที่ประมาณ 1,200-2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน และค่ารักษาพยาบาลต่ำกว่าหนึ่งในสามของค่าใช้จ่ายในสหรัฐฯ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญการแนะนำเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศในวัยเกษียณ ได้กล่าวว่า ประเทศที่น่าสนใจได้เปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจและการเมือง เดิมเคยได้แนะนำประเทศไอร์แลนด์ ไทย และคอสตาริกา แต่ภาวะต่าง ๆ ในประเทศเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป เช่น ต้นทุนค่าครองชีพในไอร์แลนด์สูงขึ้น มีความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นในประเทศไทย และอาชกรรมในคอสตาริกาได้เพิ่มขึ้น แนวโน้มประเทศที่น่าอยู่ในวัยเกษียณในปัจจุบันได้กลายเป็นประเทศละตินอเมริกา นอกจากละตินอเมริกา แหล่งที่อยู่อาศัยวัยเกษียณที่ได้รับความสนใจมากในขณะนี้ได้แก่ ฝรั่งเศส โครเอเชีย และมาเลเซีย

รายงานข่าวการเงินของ Yahoo ได้แจ้งรายการเมืองที่น่าอยู่ 8 แห่ง สำหรับผู้ที่สนใจใช้วัยเกษียณในประเทศอื่น ซึ่งรวมเมืองเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าสนใจ โดยแจ้งข้อได้เปรียบว่า เป็นสถานที่ ๆ นิยมสำหรับการท่องเที่ยวด้านการรักษาพยาบาล ที่ให้บริการด้านสุขภาพในคุณภาพสูงแต่ราคาย่อมเยา และได้กล่าวว่า ชาวต่างชาติสามารถซื้อคอนโด หรืออพาร์ทเม็นต์ได้แต่ไม่สามารถซ้อที่ดินได้

แหล่งข้อมูล:
New York Times, May 18, 2010: “American who seek out retirement homes overseas”
Christian Science Monitor, June 4, 2100: “Mexico drug war doesn’t stop Americans from moving south of the border”
Yahoo Finance News, “8 Great places to retire you’ve never heard of”

Thursday, December 10, 2009

Dubai World and Devaluation of Vietnamese Dong on Mexican economy

ประเมินผลกระทบของการเลื่อนกำหนดการจ่ายผลประโยชน์ของพันธบัตร Dubai World และการลดค่าเงินดองเวียดนาม ต่อเศรษฐกิจเม็กซิโก

1. ผลกระทบของ Dubai World

ตัวแทนของสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนต่างประเทศของเม็กซิโก (Promexico) ได้เดินทางไดเยือนรัฐดูไบเมื่อเดือนพฤศภาคม 2552 โดยได้รายงานว่า เม็กซิโกเป็นคู่ค้ากับดูไบอันดับที่ 64 โดยในปี 2551 มีมูลค่าการค้า 23 ล้านเหรียญสหรัฐอาหรัฐฯ และมีบริษัทเม็กซิกันที่มีกิจการในรัฐดูไบ 22 แห่ง หอการค้าดูไบได้เชิญชวนให้มีการเปิดเส้นทางการบินโดยตรงจากเม็กซิโกไปยังดูไบ

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2552 รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิริต ได้เยือนเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ และได้เข้าพบกับประธานาธิบดีแคเดรอนของเม็กซิโก โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงความสนใจที่จะขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการทุน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอาหรับฯ ได้เชิญชวนเม็กซิโกเข้าร่วมเป็นสมาชิก และร่วมการประชุม International Renewable Energy Authority (Irena) ในเดือนมกราคม 2553 นอกจากนี้แล้ว ได้ชักชวนให้เม็กซิโกสนับสนุนการใช้บริการท่าเรือของ Dubai World Port

ไม่ปรากฎข้อมูลว่า ภาคการเงินของเม็กซิโกได้ลงทุนในพันธบัตรของดูไบ จึงไม่เกิดผลกระบต่อภาคการเงินเม็กซิโกอย่างชัดเจน เพียงแค่ค่าเงินของเม็กซิโกและตลาดหลักทรัพย์ของเม็กซิโกได้อ่อนตัวลงเล็กน้อยในวันที่บริษัทดูไบเวิล์ดได้ประกาศข่าวขอยื่นระยะเวลาการจ่ายผลประโยชน์กองทุนออกไป หากดูไบเวิล์ดไม่สามารถเจรจาการผ่อนปรนหนี้ออกไปได้ใน 6 เดือนข้างหน้า อาจจะมีผลกระทบทางอ้อมในระยะยาวจากความอ่อนแอของระบบการเงินโลกโดยรวม โดยธนาคารต่างชาติที่มีเครือข่ายสำคัญในเม็กซิโก ซึ่งได้แก่ ธนาคาร HSBC ของอังกฤษซึ่งเป็นธนาคารอันดับ 5 ในสหรัฐอาหรับเอมิริต เป็นธนาคารที่มีสาขามากที่สุดในเม็กซิโก และธนาคาร Citigroup ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นธนาคารอันดับที่ 14 ของรัฐดูไบ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับธนาคาร Banamex ของเม็กซิโก อาจจะได้รับผลกระทบต่อการดำเนินการในทางอ้อมบ้าง แต่สาขาเม็กซิโกของธนาคารทั้งสองดังกล่าวเป็นสาขาที่เข้มแข็ง เนื่องจากสามารถระดมทุนและค่าบริการจากผู้ฝากเงินภายในประเทศได้ในอัตราที่สูงกว่าสาขาใหญ่ในสหรัฐฯ หรืออังกฤษ จึงคาดว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเม็กซิโกมีน้อยมาก

2. ผลกระทบของการลดค่าเงินดองเวียดนาม

การลดค่าเงินดองจะมีผลส่งเสริมการส่งออกจากเวียดนามโดยทั่วไป เนื่องจากมีผลลดราคาสินค้าส่งออกของเวียดนาม สำหรับการส่งออกของเวียดนามไปยังเม็กซิโก ในปี 2551 มีมูลค่าการค้ารวม 683.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โดยมูลค่าการนำเข้าของเม็กซิโกจากเวียดนามเท่ากับ 614. 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการส่งออกจากเม็กซิโกไปยังเวียดนามเท่ากับ 68.76 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตัวเลขการค้าบ่งชี้ว่า เม็กซิโกจะสามารถส่งออกไปยังเวียดนามได้มากขึ้นในปี 2552 โดยมูล่าการส่งออกจากเดือนมกราคมถึงสิงหาคมปีนี้ มีมูลค่า 80.85 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมาร้อยละ 59 ในขณะที่ยอดนำเข้าจากเวียดนามช่วง มค.- สค. เท่ากับ 376.14 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการนำเข้าปีก่อนเพียงเล็กน้อย

สินค้าที่เวียดนามส่งออกไปยังเม็กซิโกที่แข็งขันกับสินค้าส่งออกของไทย ได้แก่ รองเท้า เสื้อผ้าประเภทถักทอ เฟอร์นิเจอร์ และของเด็กเล่น ทั้งนี้ การส่งออกของไทยไปยังเม็กซิโกมีมูลค่าเป็นสามเท่าของการส่งออกของเวียดนาม นั่นคือ มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเม็กซิโกในปี 2551 มีมูลค่ารวมเท่ากับ 2,343.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การนำเข้าของเม็กซิโกจากไทยเท่ากับ 2,214.69 ล้านเหรียญฯ และการส่งออกของเม็กซิโกไปยังประเทศไทยเท่ากับ 129.30 ล้านเหรียญฯ

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกที่ซบเซาในปี 2552 ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการ์ณการเงินของสหรัฐฯ คาดว่าการส่งออกของไทยไปยังเม็กซิโก อาจจะลดลงหรือมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย รวมทั้งการลดค่าเงินดอง อาจจะมีผลให้ผู้นำเข้าหันไปนำเข้าจากเวียดนามในหมวดสินค้าที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าของเม็กซิโกจากไทยสำหรับช่วง มค.- สค. ปี 2552 มีมูลค่า 1,174.26 ล้านเหรียญฯ และการส่งออกจากเม็กซิโกไปยังประเทศไทยในช่วงเดียวกันเท่ากับ 66.93 ล้านเหรียญฯ

Tuesday, September 29, 2009

Switzerland, Mexico Sign Revised Double Tax Agreement

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์แก้ไขความตกลงยกเว้นภาษีซ้อนกับเม็กซิโก
 
รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ได้ให้ข่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2009 ว่าได้ลงนามความตกลงของแก้ไขความตกลงภาษีซ้อนระหว่างสวิสเซอร์แลนด์และเม็กซิโก ในเรื่องภาษีรายได้ รวมทั้งได้มีข้อตกลงที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เกี่ยวกับความช่วยเหลือในการบริหาและการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่ 7 ที่สวิสเซอร์แลนด์ได้ขอแก้ไขความตกลงการยกเว้นภาษีซ้อนให้สะท้อนมาตรฐานใหม่ดังกล่าว
 
ทั้งนี้ เงื่อนไขใหม่สำหรับการเก็บภาษี ได้แก่
  1. เงินปันผลของหุ้นส่วนที่ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 จะเก็บภาษีในประเทศถิ่นที่อยู่ของผู้ถือหุ้น (ซึ่งเป็นการให้เปรียบแก่ผู้ถือหุ้นสิวส) และจะต้องลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย (withholding tax) เป็นร้อยละ 5 และ 10 แทน 
  2. นักลงทุนสวิสเซอร์แลนด์จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเปรียบเสมือนชาวเม็กซิกัน ในการรับจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (license fees)
ประเทศเม็กซิโกมีความตกลงการยกเว้นภาษีซ้อนกับประเทศสำคัญๆ ได้แก่ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักรฯ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และอินเดีย

แหล่งข่าว:  NASDAQ, "Switzerland, Mexico Sign Revised Double Tax Agreement"

Wednesday, June 3, 2009

Mexichem considers expansions overseas

กฏหมายป้องกันการผูกขาดผลักดันให้บริษัทพลาสติก Mexichem หันไปขยายกิจการในต่างประเทศแทน

บริษัท Mexichem SAB เป็นผู้ผลิตท่อ PVC ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา (ยอดขายในปี 2008 มีมูลค่า 30.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ได้พจิารณาว่าจะหยุดการขยายตัวภายในประเทศเม็กซิโก เนื่องจากศาลเพ่งได้ใช้อำนาจของกฏหมายป้องการผูกขาดห้ามให้บริษัท Mexichem ซื้อกิจการอื่นเพิ่มเติม เป็นเหตุให้ฝ่ายวางแผนกลยุทธของบริษัทแถลงข่าวว่าจะหันไปซื้อกิจการเกี่ยวกับพลาสติกในต่างประเทศแทน

เมื่อเดือนเมษายน 2008 บริษัท Mexichem ได้เจรจาการซื้อบริษัท Policyd SA และ Plasticos Rex SA จากกลุ่ม Cydsa ในมูลค่าประมาณ $125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ศาลเพ่งเม็กซิโกไม่อนุมัติการซื้อขายโดยเห็นว่าเป็นการรวมอำนาจธุรกิจของกิจการพลาสติกในมือของบริษัทเดียวมากเกินไป โดยบริษัท Mexichem ได้ซื้อกิจการอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมพลาสติกทั้งหมด 15 แห่งแล้ว ตั้งแต่ปี 2007 โดยเกือบครึ่งหนื่งเป็นกิจการที่ได้ซื้อในประเทศเม็กซิโก

บริษัท Policyd เป็นผู้ผลิตเมล็ดเรซิน polyvinyl chloride หรือ PVC อันดับสองของประเทศ Policyd และบริษัท Plasticos Rex เป็นผู้ขายท่องพีวีซีอันดับสองหรือสามของประเทศ

ผลการดำเนินการของบริษัท Mexichem ได้แสดงกำไรลดลงร้อยละ 9.3 ในไตรมาสแรกของปี 2009 โดยมีมูลค่ากำไร 400.4 ล้าน pesos (30 ล้านหรียญสหรัฐฯ) เนื่องจากค่าเงินเปโซที่ลดลงเกีอบร้อยละ 30 จากปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าว Bloomberg News, June 2

Monday, April 27, 2009

Swine Flu outbreak

ไข้หวัดหมูระบาดในเม็กซิโก

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2009 รัฐบาลเม็กซิโกได้ประกาศปิดโรงเรียนทุกระดับทั่วกรุงเม็กซิโก และให้ระงับการจัดงานใหญ่ในที่สาธารณะประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากหน่วยตรวจสอบโรคระบาดของเม็กซิโกได้ยืนยันข้อมูลจากโรงพยาบาลหลายแห่งแจ้วว่า ได้มีผู้ป่วยจากอาการไข้หวัดสาหัสได้เสียชีวิตประมาณ 86 ราย โดยรายแรกที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เมษายน เป็นหญิงอายุ 39 ที่เมือง San Luis Potosi ได้เสียชีวิตจากอาการปอดบวมอักเสบเนื่องจากเชื้อไวรัส หลังจากการสืบสวนเพิ่มเติม ได้พบว่ามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตในลักษณะอาการเดียวกันอีก 4 ราย เป็นเหตุให้รัฐบาลเม็กฺซิโกแจ้งสถานะการระบาดของโรคจากเชื้อไข้หวัดหมู แก่องค์กรอนามัยภูมิภาอเมริกา (Pan American Health Organization-PAHO) เมื่อวันที่ 16 เมษายน โดยในวันที่ 20 เมษายน หน่วยตรวจสอบโรคระบาดของเม็กซิโกได้ส่งตัวอย่างผลตรวจคอและปอดของคนไข้ไปให้ National Micrbiology Laboratory ที่ Winnipeg แคนาดา และ Center for Disease Control and Prevention ที่เมือง Atlanta สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานการตรวจสอบเชื้ดหวัดของ WHO ทำการทดสอบเพิ่มเติม และได้รับการยืนยันว่าเชื้อที่ค้นพบเป็นเชื้อไขหวัดหมู

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2009 ได้มีรายงานข่าว การสำรวจโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเม็กซิโก ได้พบว่ามีผู้ป่วยจากไข้หวัดหมูจำนวน 1,400 ราย และมีรายงานจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐฯ จำนวน 20 รายโดยเมืองที่ได้รายงานการพบผู้ป่วยได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย แคนซัส นิวยอร์ค โอไฮโอ และเท็กซัส นอกจากนี้ ได้มีข่าวว่าได้ค้นพบผู้ป่วยจากอาการไขหวัดสืบเนื่องจากผู้เดินทางไปจากม็กซิโก เป็นนักเรียน 10 รายที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้ป่วย 3 รายที่ประเทศเสปน และอีกหนึ่งรายที่ประเทศอิซราเอล

หน่วยป้องกันโรคระบาดของเม็กซิโกได้แนะนำให้โรงพยาบาลใช้ยาฆ่าเชื้อ oseltamivir ในการรักษาผู้ติดเชื้อ และกำลังทดสอบว่า flu vaccine ที่มีอยู่สามารถป้องกันการติดเชื้อไว้หวัดหมูได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันต้องใช้เวลาพัฒนา vaccine ตัวไหม่ขึ้นมา อาการของผู้ติดเชื้อไข้หวัดหมูจะมีไข้สูงกระทันหัน ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ และมีการอาเจียนหรือท้องร่วงมากกว่าผู้มีเชื้อหวัดปกติ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงเพราะมีภูมิต้านทานต่ำหรืออาจจะมีอาการแทรกซ้อนของอาการป่วยอื่น ๆ

ประเทศต่าง ๆ เช่น ฮ่องกง รัสเซีย เกาหลีใต้ อิตาลี โปแลนด์ และเวเนซูเอลา ได้ประกาศมาตการตรวจสอบผู้เดินทางจากเม็กซิโก ว่ามีอาการไข้หรือไม่ และให้มีการกัก quarantine หากพบว่ามีไข้หรืออาการของไข้หวัด

Wednesday, March 18, 2009

Cancellation of Cross Border Trucking Pilot between US and Mexico leads to trade dispute

รัฐบาลเม็กซิโกประกาศมาตรการภาษีโต้ตอบสำหรับสินค้าเกษตรส่งออกของสหรัฐฯ เนื่องจากการยกเลิกโครงการนำร่องให้รถบรรทุกเม็กซิกันข้ามชายแดนสหรัฐฯ
จากปี 2001 เป็นต้นมา เม็กซิโกได้คัดค้านการที่สหรัฐฯ กีดกันไม่ให้รถบรรทุกเม็กซิกันสามารถขับข้ามชายแดนเกิน 25 ไมล์ โดยให้เหตุผลว่าขัดกับหลักการของเขตการค้าเสรี NAFTA เป็นผลให้ประธานาธบดี Bush ริเริ่มโครงการนำร่องให้รถบรรทุกเม็กซิกันสามารถขับข้ามชายแดนได้และเดินทางได้อยางเสรีทั่วสหรัฐฯ และได้มีผลปฏิบัติมาแล้วหนึ่งปีครึ่ง โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ขับรถบรรทุกและสภาหอการค้าของอเมริกัน โดยได้มีบริษัทขนส่งเม็กซิกันที่ได้รับประโยชน์ร่วมร้อยบริษัทฯ รถบรรทุกจำนวน 500 คัน และในหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ได้มีการเดินรถบรรทุกไปกลับอย่างเสรีระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ แล้ว 45,000 เที่ยว

โครงการนำร่องดังกล่าวได้ถูกยกเลิกโดยถูกตัดออกไปจากงบประมาณการเงินประจำปี 2009 ของนาย Obama ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

โครงการนำร่องดังกว่าว ได้รัการต่อต้านสหภาพแรงงานของผู้ขับรับบรรทุกฝ่ายสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลเรื่องมาตรฐานการฝึกการขับรถบรรทุกและนโยบายการประกันรถบรรทุกของเม็กซิโกไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐฯ

ประธานาธิบีเม็กซิโก นาย Calderon ได้กล่าวต่อกลุ่มนักธุรกิจสภาหอการค้าอเมริกันที่เม็กซิโกในวันพุทธ ที่ 18 มีนาคม แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการกีดกันกาค้าที่อาจเกิดขึ้นสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ
ฝ่ายเม็กซิโกมองเห็นว่า การห้ามมิให้รถบรรทุกเม็กซิกันข้างชายแดนได้อย่างเสรี เป็นการกีดกันการค้า โดยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2009 รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโก นาย Gerardo Ruiz ได้ประกาศการเริ่มใช้มาตรการโต้ตอบทางภาษี ขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราระหว่างร้อยละ 10 ถึง 45 สำหรับรายการสินค้าเกษตรรวม 90 รายการ รวมผักผลไม้ ไวน์ และน้ำผลไม้ ซึ่งนำเข้าจาก 40 รัฐของอเมริกา มูลค่าประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับรายการอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี และผลิตภัณท์เนื้อ เริ่มบังตับวันพฤหัสที่ 19 มีนาคม 2009
เม็กซิโกเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสหรัฐฯ โดยมีมูลค่าประมาณ 368 พันล้านเหรียญต่อปี
ข้อพิพาททางการค้าที่กำลังก่อตัวครั้งนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ประธานาธดีสหรัฐฯ นาย Obama คาดไม่ถึง แต่อาจจะเป็นการสะท้อนท่าทีของ Obama ที่ได้แสดงความคิดเห็นในการรณรงค์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ต้องการให้มีการเจรจาแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรี NAFTA อย่างไรก็ตาม การตอบรับมาตรการดังกล่าวในขั้นแรก ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการปรับปรุงโครงการอนุญาติให้รถบรรทุกเม็กซิกันได้มีมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มขึ้น

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Barrack Obama มีกำหนดการเยือนเม็กซิโกระหว่างวันที่ 16-17 เมษายน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ นาง Hillary Clinton จะเดินทางมาเยือนก่อนระหว่างวันที่ 25-26 มีนาคม ประเด็นที่คาดว่านาง Clinton จะยกขึ้นพูดระหว่างการเยือนจะเน้นเกี่ยวกับความมั่นคงร่วมระหว่างสองประเทศภายใต้ Merida Initiative และผลกระทบของสงครามการปราบปรามยาเสพติดในเม็กซิโก
รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง:
  1. จาก Financial Times, "Mexico to impose sanctions on US exports "
  2. จาก Reuters, "Mexico slaps tariffs on US good in truck fued"

Tuesday, October 28, 2008

Investments in alternative energy in Mexico

การลงทุนด้านพลังานทางเลือก

บริษัท Q-Cell

เมือเดือนมิถุนายน 2008 บริษัท Q-Cell แห่งประเทศเยอรมัน ได้ประกาศแผนการลงทุด้านพลังงานสำคัญในโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นไฟล์มแปลงพลังแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้า ที่เมือง Mexicali รัฐ Baja California เงินลงทุนจำนวน 3.5 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งจะมีระยะเวลาการสร้างและขยายโรงงานระหว่าง 3 ถึง 5 ปี โดยคาดว่าจะมีการจ้างงานสืบเนื่องประมาณ4,500 ตำแหน่งโดย และการจ้างงานในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 13,000 ตำแหน่ง

เทคโนโลยีที่บริษัท Q-Cell พัฒนาเป็นเทคโนโลยีแผ่นไฟล์มบาง (thin film technology) ซึ่งกำลังก้าวเป็นส่วนสำคัญของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ โดยในปัจจุบัน บริษัท Q-Cell มีสัดส่วนแบ่งการครองตลาดอยู่ร้อยละ 10 ของตลาดแผงผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์

โครงการลงทุนของบริษัท Q-Cell เป็นแผนการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดที่ได้ประกาศในรอบปี 2008 ทั้งนี้ โครงการลงทุนใหญ่อีก 2 โครงการได้แก่ โครงการลงทุนของบริษัท Ford จำนวน 2.4 พันล้านเหรียญฯ และโครงการลงทุนของบริษัท Bombardier จำนวน 250 ล้านเหรียญฯ

รองประธานบริษัท Q-Cell นาย Leo Van der Holst ได้กล่าวว่า บริษัท Q-Cell มีเป้าหมายการผลิตเพื่อป้อนตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และลาตินอเมริกา

ประธานาธบดีเม็กซิโก นายคาลเดรอนได้แสดงความยินดีต้อนรับการลงทุนดังกล่าวและได้กล่าวว่ารัฐบาลเม็กซิโกจะสนับสนุนการลงทุนในพลังงานททางเลือกโดยมาตรการด้านภาษี และการสนับสนุนผู้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ให้สามารถขายพลังงานส่วนเกินให้กับการไฟฟ้าของเม็กซิโกได้

แหล่งข่าว: The News (06/06/08, 06/11/08) และ "Q-Cells largest producers in 2007"
หน้าเวปที่เกี่ยวข้อง:
การไฟฟ้าของเม็กซิโก (CFE) Comision Federal de Electricidad,
Fideicomiso para el Ahorra de Energia Electrica
Asociacion Nacional para Energia Solar และ
บทความเกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงานในเม็กซิโก Energy Efficiency

กองทุนสนับสนุนที่อยู่อาศัยคนงาน ให้เงินกู้แก่เจ้าของบ้านเรือนเพื่อการติตั้งหม้อต้มน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์

กองทุนสนับสนุนที่อยู่อาศัยคนงาน (Infonavit) มีโครงการเพิ่มเติมเงินกู้สำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่จำนวนหลังละประมาณ 15,000 เปโซ สำหรับการติดตั้งหม้อต้มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อช่วยประหยังค่าพลังงาน โดยกองทุนฯ มีเป้าหมายที่จะให้เงินกู้เพื่อพลังงานดังกล่าวทั้งหมด 50,000 รายในสิ้นปี 2008 และเพิ่มเป็น 200,000 รายต่อปีในปีถัดไป

บริษัท GISSA (Grupo Industrial Saltillo) ได้ประกาศว่าจะเพิ่มการผลิตหม้อต้มน้ำพลังแสงอาทิตย์ยี่ห้อ Solei เป็น 100,000 หน่วยต่อปี เพื่อรองรับนโยบายดังกล่าวข้างต้น

ข่าว The News 08/26/08

บริษัท Energias de Portugal สนใจลงทุนในการผลิตพลังงานจากลมในเม็กซิโก

บริษัทพลังงานของประเทศโปรตุเกส ซึ่งกลายเป็นผู้ผลิตพลังงานจากลมอันดับ 4 ของโลกเมื่อปี 2007 หลังจากการซื้อบริษัท Horizon Wind Energy ของรัฐ Texus ได้ออกหุ้นเพื่อระดุมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2008 จำนวนหุ้น 225 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 8 พันล้านเหรียญยูโร เพื่อขยายพื้นที่การผลิตพลังงานงานจากลมในประเทศโปแลดนด์และสหรัฐฯ และได้ประกาศว่า บริษัท EDP มีความสนใจขยายการลงทุนในประเทศแคนาดาและเม็กซิโกต่อไป

บริษัท Gamesa ของประเทศเสปน ขายเครื่องปั่นไฟสำหรับแปลงพลังงานจกาลมให้กับบริษัท Iberdrola Renovables เพื่อป้อนพลังงานจากลมให้กับประเทศเม็กซิโกและสาธารณรัฐดอมินิกัน โดยในประเทศเม็กซิโก ได้ผลิตพลังาน ได้ 29.813 ล้าน khW ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 11 ของพลังงานทั้งหมดในเม็กซิโก โดย Iberdrola ได้ลงทุนจำวน 288 ล้านยูโรในประเทศเม็กซิโกในปี 2007

ข่าว The News (05/22/08, 06/19/08)

Monday, October 20, 2008

Mexico phases out anti-dumping taxes for Chinese imports

เม็กซิโกยกเลิกภาษีป้องกันการทุ่มตลาดสินค้านำเข้าจากจีนบางรายการ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม คศ. 2008 กระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโกได้ประกาศอย่างเป็นทางการ การมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 ตุลาคม คศ. 2008 การยกเลิกมาตรการการป้องกันการทุ่มตลาดสำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน ที่ประเทศเม็กซิโกได้กำหนดมาตรการป้องกันการทุ่นตลาดเพื่อปกป้องกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก เมื่อปี 2001 จำนวนทั้งสิ้น 953 รายการ

ทั้งนี้ หมวดสินค้า 749 รายการเป็นการยกเลิกการเก็บภาษีพิเศษโดยสิ้นเชิง ให้มีการเก็บภาษีตามอัตราภาษีปกติ และสำหรับสินค้าอีก 204 รายการ ให้มีมาตรการปรับลดหย่อนภาษีเป็นระยะ โดยมีกำหนดระยะการปรับลดให้สิ้นสุดภายในวันที่ 11 ธันวาคม คศ. 2011 สำหรับกลุ่มสินค้าที่รัฐบาลเม็กซิโกถือว่ามีความอ่อนไหวพิเศษ เช่น กลุ่มสิ่งทอ กลุ่มอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน หม้อแปลง ลิ้นปิดเปิดสำหรับเครื่องยนต์ บาหลาด ไฟเช็ค และดินสอ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกยังมิได้ประกาศกฏกระทรวงฯ เพื่อการยกเลิกมาตรการการป้องกันการทุ่นตลาดจากประเทศจีนจำนวน 953 รายการดังกล่าว และยังต้องมีการออกประกาศอย่างเป็นทางการ แจ้งรายละเดียดของความตกลงพิเศษที่ได้ลงนามไว้กับจีนเมื่อเดือนมิถุนายน คศ. 2008 รวมทั้งการประกาศกฏระเบียบชั่วคราวสำหรับมาตรการปรับลดหย่อนภาษีเป็นระยะ และยังต้องมีการประกาศยกเลิกมาตรการด้านศุลกากร 15 ประการ ที่เป็นขั้นตอนการดำเนินการของหน่วยงานศุลกากรที่ใช้ในการพิจารณาว่า สินค้าจีนที่นำเข้านั้นมีราคานำเข้าที่ไม่ได้รับการอุดหนุนและเป็นธรรม

ตัวอย่างภาษีป้องกันการทุ่มตลาดที่จะยกเลิกไป ได้แก่ สำหรับสินค้ารองเท้า ซึ่งเดิมมีภาษีป้องกันการทุ่มตลาดระหว่างร้อยละ 232 ถึง 1105 จะปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 100

สำหรับด้ายปั่นและด้ายสำหรับถักทอ เดิมมีภาษีป้องกันร้อยละ 501 แต่การเจรจากับรัฐบาลจีนให้ลดลงเหลือร้อยละ 78 ภายในปี 2011 แต่จะเริ่มลดลงโดยทันทีเป็นภาษีร้อยละ 110 แล้วค่อย ๆ ปรับลดลงใน 3 ปีข้างหน้า

สำหรับดินสอเดิมมีภาษีป้องกันร้อยละ 451 ลดลงเป็นร้อยละ 350 จักรยานเดิมมีภาษีร้อยละ 144 ลดลงเป็นร้อยละ 80 เครื่องมืออุปกรณ์ ลดจากร้อยละ 312 เป็นร้อยละ 100 ของเล่น จากร้อยละ 351 เป็นร้อยละ 100 เครื่องใช้ไฟฟ้า จากภาษีร้อยละ 129 ลดเหลือร้อยละ 80

ภายหลังวันที่ 11 ธันวาคม คศ. 2011 สินค้านำเข้าจากประเทศจีนจะได้รับการปรับลดภาษี ให้เหลืออัตราภาษีตามปกติ สำหรับสินค้าที่มาจากประเทศที่ไม่ได้มีความตลกลงการค้าเสรีกับเม็กซิโก นั่นคือ ร้อยละ 35 สำหรับสินค้า จักรยาน ล็อค เครื่องมืออุปกรณ์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ของเล่น เครื่องไฟฟ้า สารเคมี รองเท้า เทียนไข ลิ้นปิดเปิด ไฟเช็ค ดินสอ บาหลาด และเครื่องยนต์

Wednesday, September 17, 2008

Baja California gas plant may loose gas supplies to PTT Pcl Thailand

นาย Djoko Harsono รองกรรมการฝ่ายการเงินและการตลาด ของหน่วยงานควบคุมการค้าน้ำมันและแก๊ซของอินโดนีเซีย (BPMigas) ได้ให้ข่าวว่า บริษัท BP Plc. ซึ่งกำลังขยายการผลิตแก๊ซในอินโดนีเซีย กำลังพิจารณาการจำหน่ายแก๊ซ จำนวน 500,000 เมตริกตัน ให้กับการปิโตรเลียมประเทศไทย (PTT Plc.) หรืออาจจะขายแก๊ซจำนวนดังกล่าว ซึ่งเดิมได้มีเป้าหมายว่าจะขายให้กับโรงกลั่นแก๊ซที่ Baja California ของบริษัท Sempra ให้กับประเทศไทย หรือบริษัทผลิตปุ่ยในอินโดนีเซียแทน เนื่องจากทั้งสองบริษัทดังกล่าวได้เสนอราคาซื้อที่สูงกว่าราคาของบริษัท Sempra

ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเซียกำลังพิจารณาการขยายการผลิตแก๊ซ เนื่องจากแหล่งเดิมที่มีอยู่กำลังหมดอายุและไม่ได้มีการขุดเจาะเพิ่ม หรือลงทุนการขยายความสามารถในการกลั่นแก็ซเพิ่ม

แหล่งข่าว The News, 08/12/08

Mexico and Chile Stock Exchanges Opens Cross Border Trading

ตลาดหลักทรัพย์เม็กซิโกและชิลีร่วมพัฒนาการขายหุ้นระหว่างตลาดทั้งสอง

ตลาดหลักทรัพย์ชิลีและเม็กซิโก ได้ลงนามความตกลงร่วมเมื่อเดือนมิถุนายน 2008 เพื่ออำนวยให้บริษัทตัวแทนการขายหุ้นในตลาดทั้งสองสามารถซื้อขายหุ้นระหว่างทั้งสองตลาด โดยคาดว่าจะมีการออกหุ้น IPO ประมาณเดือนตุลาคม ให้นักลงทุนในชิลีสามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทเหมืองแร่ของเม็กซิโก Grupo Mexico

นาย Guillermo Prieto ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เม็กซิโก (BMV) ได้ไปเยือนประเทศชิลี และได้ให้ข่าวเกี่ยวการลงนามความตกลงเพื่อเอี้ออำนวนการซื้อขายระหว่างตลาดทั้งสอง (Framework Agreement for Cross-Border Trading Arrangement)

ตลาดหลักทรัพย์ของเม็กซิโกและชิลีเป็นตลาดอันดับสองและสามในภูมิภาคละตินอเมริกา (รองจากตลาดหลักทรัพย์บราซิล) โดยมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นต่อวันในระดับ 530 ล้านเหรียญ และ 175 ล้านเหรียญ ต่อวัน ตามลำดับ

แหล่งข่าวจาก Bloomberg:

Latin Cross-Border Stock Trade, IPOs May Start in '08
Central American Equity Exchange May Start Next Year

Wednesday, August 27, 2008

Ford invests $2.4 billion

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2008 บริษัท Ford Motor ได้ประกาศแผนการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ในเม็กซิโก จำนวน 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อปรับโรงงานที่เมือง Cuautitlan รัฐเม็กซิโก ซึ่งเดิมผลิตรถบรรทุก F-series pickup ให้ปรับการผลิตภายในสองปี เพื่อผลิตรถนั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กรุ่น Ford Fiesta เพื่อการจำหน่ายทั่วตลาดอเมริกาเหนือ

การปรับปรุงการผลิตไปสู่รถขนาดเล็ก เป็นผลสืบเนื่องมาจากยอดขายรถบรรทุกที่ลดลงในระยะที่ผ่านมา ทำให้บริษัท Ford ขาดทุนจำนวน 15.3 พันล้านเหรียญฯ ในสองปีที่ผ่านมา

โครงการลงทุนดังกล่าว จะมีการจ้างเงินใหม่เพิ่มจำนวน 4,500 ตำแหน่ง ทั้งนี้ สหภาพแรงงานผู้ผลิตรถยนต์เม็กซิกัน ได้ตกลงลดค่าจ้างแรงงาน ให้มี 2 ระดับ โดยแรงงานใหม่ยินยอมรับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 2 เหรียญต่อชั่วโมง อัตราค่าแรงโดยปกติของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ มีอัตรา 4.5 เหรียญต่อชั่วโมง การตัดสินใจลดอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ มีผลเพิ่มความได้เปรียบด้านต้นทุนของเม็กซิโก ให้มีค่าแรงเทียบเท่ากับจีน ซึ่งเมื่อผู้ลงทุนพิจารณาประกอบกับ ปัจจัยด้านบวกของอุตสาหกรรมรถยนต์เม็กซิกัน เช่น ความใกล้ชิดกับตลาด และโครงสร้างของอุตสาหกรรมรองรับเพื่อการส่งออกที่สมบูรณ์แล้ว เป็นแรงจูงใจสำคัญ ที่สนับสนุนให้บริษัท Ford มีความมั่นใจที่จะขยายการลงทุนในเม็กซิโก

นอกจากนี้ บริษัท Ford จะร่วมลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน Getrag ที่รัฐ Guanajuato เพื่อสร้างโรงงาน transmission โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนเม็กซิกัน จะลงทุนจำนวน 600 ล้านเหรียญฯ

Wednesday, August 20, 2008

Mexico imports Chinese cars, FAW

บริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์สาธารณรัฐประชาชนจีน First Automobile Works (FAW) จะนำเข้ารถยนต์บุคคล จำนวน 10,000 คัน ในปี 2009 เป็นสองเท่าของจำนวนรถยนต์นำเข้าจากจีนในปี 2008

บริษัท FAW ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท Elektra ของกลุ่ม Salinas เพื่อเปิดโรงงานการผลิตรถยนต์ยี่ห้อ FAW ที่รัฐ Michoacan เมื่อปลายปี 2007  การลงทุนร่วมเพื่อการผลิตภายในประเทศ เปิดทางให้บริษัท FAW สามารถนำเข้ารถยนต์จากประเทศจีน โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้ารถยนต์ที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 40

รถยนต์ยี่ห้อ FAW ที่ขายในตลาดเม็กซิโก มีอยู่ 8 รุ่น เป็นรถนั่งส่วนบุคคล ราคาระหว่าง 7,000-12,000 เหรียญฯ จัดจำหน่ายในเครือข่ายของร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน Elektra ซึ่งให้บริการด้านการเงินแก่ลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ
หน้าเวปขายรถยนต์: Elektra-transportes.com

Source: The News, 08/20/08

Tuesday, August 12, 2008

Mexican taco franchise expands in China

El Fogoncito ร้านอาหารเม็กซิกันขาย Taco เครือข่ายแฟรไชส์ ได้ให้ข่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมว่า จะเปิดร้าน สาขาที่ 2 ประเทศจีน ในย่านเจียงลูซึ่งใกล้ตลาดผ้าใหมในปักิ่ง โดยการลงทุนเพิ่มอีก 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นาย Carlos Roberts ประธานบริษัทฯ ได้ให้ความเห็นว่า งานโอสิมปิกในจีน จะมีผลกระตุ้นการขายอาหารในร้าน เนื่องจากนักท่องเที่ยวลาตินจะไปเที่ยวประเทศจีนมากขึ้น และแสวงหาอาหารที่คุ้นเคย นอกจากนี้แล้ว ผู้บริโภคจีนเริ่มคุ้นเคยกับ taco มากขึ้น จนกลายเป็นอาหารที่นิยม และในหนึ่งปีที่ได้เปิดกิจกรรม ได้มีลูกค้าประจำรายวัน ประมาณ 250 คนต่อวัน

ร้านอาหาร El Fogoncito ก่อตั้งในเม็กซิโกเมื่อ ปี 1968 และมีสาขา 8 แห่ง ในเม็กซิโก อีก 5 แห่งในอเมริกากลาง


รายงานข่าวจาก The News และมีบล็อกรายงานเกี่ยวกับอาหารในร้าน ใน jakeludington.com

Wednesday, August 6, 2008

Salmonella found in Mexican Serrano

ผู้ตรวจอาหารสหรัฐฯ ค้นพบเชื้อ Salmonella ในแปลงเพาะปลูกพริก Serrano ในเม็กซิโก

เมื่อเดือนเมษายน 2008 ได้มีผู้ล้มป่วยด้วยการติดเชื้อ Salmonella Saintpaul ในสหรัฐฯ จำนวน 1,319 คน และมีผู้เสียชีวิตบางราย ที่อาจมีผลสืบเนื่องจากการติดเชื้อดังกล่าว องค์กรควบคุมมาตรฐานอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนผู้บริโภคให้ระวังการรับประทานมะเขือเทศสด เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ให้การว่า ได้รับประทานมะเขือเทศสด แต่เมื่อได้มีการสำรวจตรวจสอบแปลงเพาะปลูกมะเขือเทศ ทั่วสหรัฐฯ และในแปลงของผู้ส่งออกรายใหญ่ของเม็กซิโก ปรากฏว่าไม่พบเชื้อดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแปลงในสหรัฐฯ หรือเม็กซิโก หลังจากการค้นหา เป็นเวลานานถึง 2 เดือน จนแระทั่งเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2008 ผู้ตรวจอาหารสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า ค้นพบเชื้อดังกล่าวข้างต้น ในแหล่งน้ำและในพื้นดินของแปลงเพาะปลูกพริก serrano ในรัฐ Tamaulipas ที่ติดกับชายแดนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นของผู้ส่งออกพริกผ่านรัฐ Nuevo Leon รายหนึ่ง ตัวแทนของกระทรวงเกษตรของเม็กซิโกได้ประท้วงเกี่ยวกับวิธีการเก็บตัวอย่างน้ำและดินว่า ไม่ถูกต้องตามวิธีวิทยาศาตร์

การประกาศเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับมะเขือเทศ ได้มีผลเสียหายต่อผู้ค้าขายและผลิตมะเขือเทศทั้งในสหรัฐฯ และเม็กซิโก โดยมีการประเมินค่าเสียหายประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ผู้ส่งออกมะเขือเทศของเม็กซิโกได้ร้องเรียนว่า มีค่าเสียรวมประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะต้องโละทิ้งผลผลิตมะเขือนเทศทั้งฤดู เพราะได้มีการงดการสั่งซื้อจากเม็กซิโกอันเป็นผลของคำประกาศที่ผิดของรัฐบาลสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับคำประท้วงเกี่ยวกับวิธีการค้นหาแหล่งการติดเชื้อ และการประกาศไม่ให้ประชาชนบริโภคมะเขือเทศซึ่ง ในที่สุดไม่ได้เป็นต้นตอของเชื้อ ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่มีประสิทธิภาพและได้สร้างความเสียหายต่อการค้ามะเขือเทศอย่างมากมาย โดยคาดว่าจะมีการฟ้องร้องเรียกคืนค่าเสียหายต่อไป และคาดว่า จะมีการปรับปรุงโครงสร้างการค้าหาแหล่งการติดเชื้อจากอาหาร ซึ่งคงจะมีผลกระทบต่อผู้ส่งออกอาหารสดจากประเทศต่าง ๆ ที่ประสงค์จะส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทั้งนี้ สามารถติตตาม ผลการพิจารณาเกี่ยวกับเชื้อ salmonella จากเม็กซิโกได้ ที่ http://www.cdc.gov/salmonella/saintpaul/ และ http://www.fda.gov/oc/opacom/hottopics/tomatoes.html

Thursday, July 31, 2008

China-Mexico Economic and Trade Cooperation

เม็กซิโกเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้ากับจีน

ประธานาธิบดีเม็กซิโก นาย Felipe Calderon ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-11 กรกฏาคม 2008 และได้มีการลงนามในความตกลง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการค้า ทั้งหมด 6 ฉะบับ ตาม รายงานจากทำเนียบประธานาธิบดี

ความตกลงที่ได้ลงนาม ได้แก่
  1. ความตกลงทั่วไป ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี ครั้งที่ 3 (Minutes of the Third Meeting of the Permanent Binational Commission)
  2. ความตกลงส่งผู้ต้องหาข้ามประเทศ (Extradition Treaty)
  3. ความตกลงเกี่ยวกับมาตรฐานการค้าเนื้อหมู (Protocol on Inspection, Quarantine and Veterinary Health Requirements for Pork Exports and Imports) ซึ่งคาดว่า จะมีผลช่วยให้เม็กซิโก สามารถส่งออกเนื้อหมู ไปยังประเทศจีนได้มากขึ้น
  4. ความร่วมมือแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคนิคด้านสวัสดิการสังคม (Technical Cooperation Agreement on Social Welfare between the Chinese Ministry of Civil Affairs and the Mexican Secretary of Social Development)
  5. ความร่วมมือ การลดภาวะยากจน (2008-2010 Cooperation Program, between the Chinese State Council Poverty Relief Office and Mexico's SEDESOL
  6. ความร่วมมือปกป้องการลงทุนทวิภาคี (Agreement on Reciprocal Promotion and Protection for Investments) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศจีน เพิ่มการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเม็กซิโก ได้กล่าวต้อนรับการลงทุนจากประเทศจีน และประสงค์ให้การลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ระหว่างปี 1999-2007 ประเทศจีนได้มีการลงทุนในเม็กซิโกจำนวนรวมเพียง 66 ล้านเหรียญ ทั้ง ๆ ที่การลงทุนในต่างประเทศของจีน ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะดังกล่าว โดยการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น จาก 36 ล้านเหรียญ ในปี 2006 เป็น 9.8 พันล้านเหรียญ ในปี 2007

บริษัท Bimbo ผู้ผลิตขนมปังรายใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก ซึ่งมีเครือข่ายทั่วกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ได้แสดงความสนใจ ที่จะไปลงทุนในประเทศจีน

นอกจากนี้แล้ว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2008 กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก ได้ ให้ข่าวว่า รัฐบาลเม็กซิโก ได้ตกลง จะค่อย ๆ ลดภาษี countervailing tax สำหรับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้า มี่นำเข้าจากประเทศจีน ในระยะ 3 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบ จากการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน และเป็นการชักจูง ให้ผู้ทำการค้านำเข้าเสื้อผ้า และรองเท้าในตลาดมืด หันมาเข้าตลาดปกติมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือให้ รัฐบาลสามารถเก็บภาษีอย่างปกติได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้า จ้างแรงงานเม็กซิกัน อยู่ประมาณ 500,000 คน

Wednesday, July 23, 2008

ค่าเงินเม็กซิโกเพิ่มขึ้น




The News วันพุทธที่ 2 ก.ค. 2008, "Peso up to strongest since 2002" (ภาพเอกสารแสดงข้างเคียง)ได้รายงานว่า ค่าเงินเม็กซิโกเพิ่มขื้น เนื่องจากตลาดเงินตราระหว่างประเทศ คาดว่า ธนาคารกลางเม็กซิโก จะประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ย CETES (Certificado de Tesorerian) เพิ่มขึ้นเป็นรอบที่สามตั้งแต่เดือนคุลาคมปีที่ผ่านมา เป็นร้อยละ 8.25 เพื่อการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกันได้มีผลดึงดูดการลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นในประเภทหลักทรัพย์รายได้ประจำ (fixed income securities)