Google Website Translator

Monday, July 13, 2009

Trade and Investment Opportunities between Thailand and Mexico

ภาพรวมเศรษฐกิจเม็กซิโกกับผลกระทบของวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2008-2009

ประเทศเม็กซิโก เป็นสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจ OECD และเป็นเศรษฐกิจอันอับที่ 13 ของโลก โดยมีผลผลิตแห่งชาติรวม 1,134 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5 เท่าของผลผลิตรวมของไทย) และมีรายได้ต่อหัวสูงสุดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศเม็กซิโกพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ นั่นคือ ร้อยละ 90 ของการส่งออก และถึงแม้ว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจเม็กซิโกจะได้พัฒนาพื้นฐานให้เข้มแข็งขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์การเงินของเม็กซิโกในปี 1994-5 พื้นฐานเศรษฐกิจของเม็กซิโกยังมีจุดอ่อนหลายประการอื่น ๆ อันได้แก่
  • การพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบเป็นรายได้สำคัญของงบประมาณแผ่นดิน การผันผวนของค่าน้ำมันได้มีผลทำให้รัฐบาลเม็กซิโกประเมินรายได้และงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผิดพลาดไปในปีที่ผ่านมา
  • แหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศอันดับสองของเม็กซิโก ได้แก่ เงินส่งกลับจากต่างประเทศจากแรงงานที่ไปทำงานในสหรัฐฯ ย่อมลดลงในปริมาณมากเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซบเซา
  • ค่าเงินของเม็กซิโกยังคงมีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดอย่างสูง ถึงแม้ว่าจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศในปริมาณที่เพียงพอ อันเป็นผลให้ค่าเงินเปโซมีมูลค่าลดลงเกือบหนึ่งส่วนสามของมูลค่าเดิม โดยในช่วงปลายปี 2008 อัตราแลกเปลี่ยนตกจากที่เคยแลกได้ 11-12 เปโซต่อเหรียญฯ เป็น 15 เปโซต่อเหรียญฯ
  • ผลกระทบของการระบาดไข้หวัดหมู N1H1 โดยมีการประเมินผลเสียหายจากการปิดธุรกิจร้านอาหารและหน่วยงานรัฐบาลระยะเวลา 2 สัปดาห์ในช่วงเดือนเมษายน 2009 รวมทั้งผลกระทบต่อตลาดการท่องเที่ยว ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
เศรษฐกิจเม็กซิโกจึงได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินปี 2008 ที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด โดยธนาคารกลางของเม็กซิโกคาดว่า เศรษฐกิจของเม็กซิโกจะหดตัวในปี 2009 ประมาณร้อยละ 5.8 ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุด ตั้งแต่เม็กซิโกประสบวิกฤตการณ์การเงิน tequila crisis ในปี 1995 ซึ่งในปีนั้น เศรษฐกิจได้หดตัวสูงสุดที่อัตราร้อยละ 6 ทั้งนี้ หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจต่าง ๆ ได้ลงความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกคงจะไม่สามารถฟื้นตัวได้ก่อนไตรมาสที่สองของปี 2010

โอกาสการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคกลุ่มประเทศละตินอเมริกา 569 ล้านคน ผ่านการเจาะตลาดสำคัญของเม็กซิโก 109 ล้านคน

โดยที่เม็กซิโกได้พัฒนาเป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิดต่อการค้าและการลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากมีอุดมการณ์ส่งเสริมการค้าเสรีอย่างเข้มแข็ง ตั้งแต่ยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี Zedillo ได้ลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี (NAFTA) กับรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา จึงเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่สำคัญ โดยบริษัทต่างชาติระดับโลกสำคญ ๆ จากสหรัฐฯ ยุโรป อเมริกาใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน มีฐานการผลิตการค้าในประเทศเม็กซิโกเม็กซิโก

วิกฤตการณ์การเงินครั้งนี้ น่าจะส่งผลผลักดันให้รัฐบาลเม็กซิโกเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องค้นหาตลาดการส่งออกและนำเข้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ภาครัฐบาลของไทยและเม็กซิโก ควรเป็นฝ่ายนำภาคเอกชน ให้มีการกระจายตลาด ผลักดันให้ขยายปริมาณการค้าระหว่างไทยและเม็กซิโก และการส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน โดยนอกจากการส่งเสริมการค้าเพียงอย่างเดียว ควรแสวงหานักลงทุนเม็กซิกันไปลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งการชี้แนะให้นักลงทุนไทยที่พอมีกำลังอาจพิจารณาเข้าซึ้อกิจกรรมของเม็กซิโก (merger & acquisition) เพื่อปูฐานการผลิตเพื่อเจาะเข้าตลาดได้ทั้ง ตลาดสหรัฐฯ 300 ล้าน ตลาดเม็กซิโก 109 ล้าน และตลาดละตินอเมริกาอีก 569 ล้านคน

ตลาดหลายขนาด กลุ่มผู้บริโภคสินค้าที่หลากหลาย

ประเทศเม็กซิโกมีประชากรจำนวน 109 ล้านคน มีรัฐและเมืองที่เป็นศูนย์กลางอุตสหากรรมหลายแห่ง และรายได้ของประชากร มีความแตกต่างกันมาก ขนาดมีเศรษฐีเงินพันล้านเหรียญฯ หลายคน ในขณะที่มีคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอการยังชีพเป็นหลายสิบล้านคน การเจาะตลาดเม็กซิโกจึงควรคำนึงการหาตลาดเป้าหมายที่เหมาะสม โดยมีการวางแผนการตลาดที่แตกต่างกันสำหรับ
  • ตลาดใหญ่ประเภทบริษัทข้ามชาติ ซึ่งสามารถทำการค้ากับบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศและมีเครือข่ายที่ประเทศไทย เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลาย
  • ตลาดที่ต้องเข้าร่วมกับผู้ที่มีอำนาจผูกขาดหรือต่อสู้กับผู้ที่มีอำนาจตลาดสูง เช่น กลุ่มธุรกิจ Carso ของนาย Carlos Slim
  • ตลาดชนชั้นกลาง ทั้งที่มีรายได้สูงกลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง ที่สามารถวางขายสินค้าได้ตามห้างสรรพสินค้า กับร้านค้าบูติก
  • และ ตลาดผู้มีรายได้น้อยแต่ขายได้ปริมาณมาก ที่มีเครือข่ายการวางตลาดในหมู่ธุรกิจขนาดย่อย ซึ่งมีโครงการสนันสนุนของรัฐบาลรองรับที่เรียกว่า PyMEs


การท่องเที่ยวเม็กซิโก ตลาดที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับผู้นำตลาดการท่องเที่ยวกลุ่มละตินอเมริกา นั่นคือ ประเทศสเปน

ภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโก เป็นภาคที่นำเข้ารายได้ต่างประเทศเป็นอันดับสามของประเทศรองจากน้ำมันและเงินส่งกลับจากต่างประเทศ และเป็นภาคการผลิตที่มีส่วนแบ่งเป็นร้อยละ 8 ของผลผลิตรวมประชาชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีประมาณ 20 ล้านคน โดยมีอัตราขยายตัวประมาณปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันดับ 10 ของโลก

รัฐบาลของเม็กซิโกได้เริ่มแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เมื่อปี 1973 โดยการแต่งตั้งกองทุน FONATUR (www.fonatur.gob.mx) ซึ่งดำเนินกิจการในลักษณะรัฐวิสาหกิจ ที่ได้มีบทบาทในการพัฒนาเขตท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของเม็กซิโก เช่น ฝั่งชายทะเล Cancún, Los Cabos, Ixtapa, Loreto และอ่าว Huatulco ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงกับ FONATUR โดยองค์กรดังกล่าวสามารถจัดหาแหล่งลงทุนให้กับนักลงทุนในต้นทุนต่ำที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเม็กซิโก

นอกจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการท่องเที่ยวเม็กซิโกได้แก่ บริษัทการบินภายในประเทศสำคัญสองบริษัท คือ Mexicana และ Aeroméxico และบริษัทผู้ที่ครอบครองเครือข่ายโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก อันได้แก่ Grupo Posadas ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนเม็กซิกันที่มีเครือโรงแรมที่มีชื่อว่า Fiesta Americana และกลุ่ม Sol Meliá ของประเทศสเปน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศสเปนเป็นผู้ลงทุนสำคัญในภาคการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาทั้งหมด เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯ เท่านั้น

ภาคการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโก จึ่งเป็นภาคที่น่าสนใจสำหรับการขยายความร่วมมือ และการลงทุน เนื่องจากเป็นภาคที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ และหน่วยงานที่เป็นตัวกลางเอื้ออำนวยความสะดวกในการลงทุนดังกล่าวข้างต้น โดยมีศักยภาพเป็นสะพานเชื่อมไปยังตลาดการท่องเที่ยวของสเปนและกลุ่มละตินอเมริกาทั้งหมด

สินค้าไทยที่มีศักยภาพเจาะเข้าตลาดเม็กซิโกได้เพิ่มขึ้น

- ตลาดการส่งออกข้าวหอมมะลิ ไปยังประเทศเม็กซิโก ยังพอมีช่องทางขยายตัวได้อีกมาก ถึงแม้ว่าเม็กซิโกจะมีความสามารถในการผลิดข้าวได้เอง และนิยมการบริโภคข้าวแบบ American Long Grain ที่แข็งกว่าข้าวหอมมะลิ และลักษณะการปรุงแต่งอาหารเม็กซิกันจะเหมาะกับข้าว long grain มากกว่า แต่รสนิยมของชนชั้นกลาง ที่ได้เดินทางไปต่างประเทศเริ่มมีรสนิยมการบริโภคใหม่ ๆ เห็นได้จากการที่ร้านอาหาร ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และเปรู ได้รับความนิยมสูงในขณะนี้

อุปสรรคที่ต้องฝั่นฝ่าสำหรับตลาดข้าวไทย ได้แก่ มาตรฐานสุขลักษณะที่กำหนดให้มีการรมควันฆ่าแมลงและมอดถึง 2 ครั้ง อันเป็นผลทำให้ผู้นำเข้าข้าวสหรัฐฯได้เปรียบกว่า และผลกำไรเป็นของผู้นำเข้าสหรัฐฯ มากกว่าผู้นำเข้าเม็กซิโกโดยตรง ดังนั้น ผู้ส่งออกข้าวไทยมายังตลาดข้าวเม็กซิโก จึงควรได้รับการกระตุ้นให้เห็นศักยภาพของตลาดเม็กซิโกเป็นพิเศษ และควรได้รับการชี้แนะและความช่วยเหลือของกรมส่งเสริมการส่งออกในการแสวงหาผู้ที่สนใจตลาดข้าวเม็กซิโกอย่างใกล้ชิด

- การส่งออกผลิตภัณฒ์อาหาร รวมทั้งการบรรจุภัณฑ์ มีลู่ทางการขยายตลาดใหม่ โดยประเทศเม็กซิโกไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเปิดการค้าเสรี ได้ละเลยการลงทุนในภาคการเกษตร อุตสหากรรมการเกษตร การเพาะปลูกผักและผลไม้ ล้วนแต่ไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง เป็นผลให้เกษตรกรรายเล็กค่อย ๆ หายตัวไป ภาคการเกษตรจึงเป็นภาคที่เหมาะกับการลงโดยพ่อค้านักลงทุนไทยที่มีประสบการณ์การตลาดที่กว้างขวางที่ประสงค์จะหาตลาดใหม่

ในเขต Yucatán และ Chiapas ซึ่งเป็นภาคใต้ของประเทศเม็กซิโก มีลักษณะภูมิอากาศเหมือนประเทศไทย มีศักยภาพการผลิตผักและผลไม้ ได้ทั้งเพื่อส่งขายในตลาดภายในที่ค่อยข้างใหญ่ของเม็กซิโก และเพื่อการส่งออกไปยังตลาดสำคัญสหรัฐฯ ที่ได้รับสิทธิทางภาษีตามเขตการค้าเสรี NAFTA และเพื่อเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศอเมริกากลางที่มีชายแดนเชื่อมโยงได้ทางถนน อันได้แก่ ประเทศกัวเตมาลา เอลซาวาดอร์ คอสต้าริกา ฮอนดูรัส นิคารากัว ปานามา และเบลิซ อีกทั้ง สามารถเป็นหัวหอกการเจาะเข้าตลาดอเมริกาใต้ ที่มีความสัมพันธ์ที่มีวัฒนธรรม รสนิยมใกล้ชิดกับของเม็กซิโก เนื่องจากใช้ภาษาเสปนร่วมกัน มีความตกลงการค้าร่วมกันหลายรูปแบบ

- ภาคสินค้าอื่น ๆ ที่ศักยภาพสำหรับการส่งออก หรือร่วมลงทุนระหว่างไทยและเม็กซิโก ได้แก่ ภาคการสำรวจขุดเจาะน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติ รวมทั้งการบริการอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊ซ ภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอุปกรณ์ อะไหล่และเครื่องยนต์ สำหรับรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดย่อม รวมทั้ง เครื่องจักรระดับกลาง เช่นเครื่องจักรการเกษตร เครื่องจักาสิ่งทอ เครื่องจักรอุตสาหกรรมพลาสติก ภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลทำให้ผู้ที่ไม่สามารถแข่งขันได้เริ่มขายโรงงาน จึงมีโอกาสการเข้าซื้อกิจกรรมที่ดำเนินงานมาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นวิธีลัดในการเข้าหาลูกค้า ซึ่งธุรกิจเดิมมีอยู่แล้ว การลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นจากการก่อสร้างโรงงานใหม่

- กิจการขนาดกลางและย่อม รวมทั้งแฟรนไชส์ เป็นตลาดที่น่าใจโดยในขั้นแรก น่าจะมีตัวแทนไทยมาร่วมงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในเม็กซิโก เช่น งานแสดงเครื่องเขียน (stationary) เครื่องเรือน และงานแสดงสินค้าของขวัญ

ปัญหาอุปสรรคต่อการเจาะตลาด

ในระดับความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ยังขาดความสัมพันธ์อันความใกล้ชิดสนิทสนมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับเม็กซิโก ยกตัวอย่างเช่น การขาดความตกลงการเก็บภาษีซ้อน การไม่มีการเปิดช่องทางการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับเม็กซิโก ไม่มีหอการค้าทวิภาคี ผู้แทนการค้าไทยมองข้างการเดินทางมาประเทศเม็กซิโกทั้ง ๆ ที่เป็นตลาดที่ใกล้ชิดกับและสำคัญสำหรับสหรัฐฯ

ในระดับธุระกิจ ปัญหาหลัก คืออุปสรรคด้านภาษา เนื่องจากประเทศเม็กซิโกใช้ภาษาเสปนิซเป็นหลัก การกระตุ้นให้นักธุรกิจไทยมีความสนใจระดมหาบุคคลากรที่ความถนัดด้านภาษาเสปนนิซ จะเป็นการวางรากฐานการเข้าถึงตลาดใหญ่ที่นับวันจะเพิ่มความสำคัญในอนาคต แม้กระทั่งประเทศจีนเอง ก็เข้ามาหาช่องทางธุรกิจในประเทศเม็กซิโกและกลุ่มละตินอมเริกา นักธุรกิจไทยจึงอาจเกาะหลังธุรกิจจีนเข้าตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงนี้ได้

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่ กฏระเบียบที่สลับซับซ้อนและหลายหลายที่ต้องสร้างความคุ้นเคยใหม่ สร้างความจำเป็นต้องมีการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจเม็กซิกัน หรือต้องจ้างบริษัทเม็กซิกันเป็นตัวกลางการค้าการลงทุน ในทั้งในระดับธุรกิจไหญ่ เพื่อให้มีผลทางการเมือง และในระดับธุรกิจขนาดกลางและย่อมเพื่อเข้าตลาดได้อย่างกว้างขวาง

Monday, July 6, 2009

LNG investments

โครงลงทุนเกี่ยวกับแก๊ซธรรมชาติ

องค์กรการไฟฟ้าของเม็กซิโก (Federal ElectricityCommission, CFE) ได้เซ็นต์สัญญาซื้อแก๊ซเหลว (liquefied natural gas, LNG) จากบริษัท Repsol ของประเทศเสปน เมื่อปี 2007 ซึ่งจะนำเข้าแก๊ซธรรมชาติที่ผลิตจากบ่อ Camisea ประเทศเปรู และในปี 2008 ได้มีการเปิดประมูลเพื่อการสร้างท่านำเข้า LNG ในฝั่งชายมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อป้อนแก๊ซให้กับโรงผลิตไฟฟ้าที่เมือง Manzanillo รัฐ Guadalajara โดยบริษัทผู้ได้รับสัญญาก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท Korea Gas, Samsung, และ Mitsui ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการแปรสภาพ LNG กลับเป็นแก๊ซ โดยคาดว่าท่าเรือดังกล่าวสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 2011

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 บริษัท TransCanada Corp ได้รับสัญญาโครงการก่อสร้างท่อลำเลียงแก๊ซจากท่าเรือไปยังเมืองกัวการาฮารา มูลค่าการลงทุน 294.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมกับสัญญาการซื้อส่งแก๊ซผ่านท่อดังกล่าวระยะ 25 ปี

CFE มีโครงการที่จะก่อสร้างโรงงานใฟฟ้าใหม่ที่เมือง Guadalajara ในปี 2015 ทั้งนี้เพราะ CFE ต้องการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเป็นแก๊ซธรรมชาติเพื่อตอบสนองกับข้อผูกมัดในการลดมลภาวะของรัฐบาล CFE จะเปิดการประมูลในขั้นต่อไปเพื่อการเปลี่ยนเครื่องปั่นไฟฟ้าจากน้ำมันเป็นแก๊ซ ซึ่งคาดว่าจะมีช่วงการประมูลในปี 2011, 2012, 2013, 2017 และ 2018

บริษัท TransCanada Corp ได้เริ่มลงทุนในประเทศเม็กซิโกครั้งแรกเมือปี 1990 โดยได้ลงทุนสร้างท่อส่งแก๊ซสาย Mayakan ซึ่งเชื่อมเมืองCampeche กับรัฐ Yucatan เป็นท่อส่งแก๊ซเอกชนสายแรกในเม็กซิโก และต่อมาได้สร้างท่อสงแก๊ซสาย El Bajío ในส่วนกลางของเม็กซิโก และท่อส่ง Tamazunchale จาก Narnjos, Veracruz ถึง San Luis Potosí รวมแล้วระยะส่งแก๊ซทั้งหมดที่ TransCanada บริหารควบคุมท่ากับ 440 กิโลเมตร ทำให้เป็นบริษัทสำคัญในการขนส่งแก๊ซในเม็กซิโก

Saturday, July 4, 2009

Energy consumption in Mexico

สัดส่วนการใช้พลังงานภายในประเทศเม็กซิโก

ในปี 2006 การบริโภคพลังงานของเม็กซิโกแบ่งสัดส่วนได้ตามภาพดังนี้


แหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของเม็กซิโกได้แก่ นำ้มัน ซึ่งมีส่วนแบ่งของแหล่งพลังงานเท่ากับร้อยละ 55 ในปี 2007 การบริโภคน้ำมันเท่ากับ 2.1 พันล้านบาเรลต่อวัน แหล่งพลังงานรองลงมาได้แก่ แก๊ซธรรมชาติซึ่งในปีเดียงกันได้มีปริิมาณการบริโภคเท่ากับ 2.2 พันล้านคูบิกฟุต โดยการบริโภคแก๊๊ซได้เพิ่มขึ้นในช่วงปีหลัง ๆ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้หันไปใช้แก๊ซเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ประเทศเม็กซิโกไม่สามารถผลิตแก๊ซธรรมชาติได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยในปี 2007 ได้นำเข้าแก๊ซธรรมชาติปริมาณ 308 พันล้านคูบิกฟุต

แหล่งพลังงานอันดับสามของเม็กซิโกได้แก่ ถ่านหินซึ่งมีปริมาณการบริโภคเท่ากับ 19.8 ล้านตัน ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศเช่นกัน รัฐบาลของนายเคลเดรอนได้เริ่มให้ความสนใจส่งเสริมการลงทุนในภาคพลังงานทดแทนได้ อันได้แก่พลังงานจากลม และพลัังงานจากแสงอาทิตย์

ที่มาของข้อมูล: http://tonto.eia.doe.gov/country/country_energy_data.cfm?fips=MX

Wednesday, June 24, 2009

Mexico's recession: mid-year review, 2009

สรุปภาวะเศรษฐกิจเม็กซิโกครึ่งปี 2009

ดัชนีเศรษฐกิจต่าง ๆ จากสิ้นปี 2008 และต้นปี 2009 ได้เริ่มแสดงภาพว่า ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้เขยิบเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างแน่นอน โดยในไตรมาสแรกของปี 2009 ผลรวมประชาชาติมีอัตราลดลงร้อยละ 8.2 มากกว่าการหดตัวของประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ เป็นสี่เท่า

ธนาคารกลางเม็กซิโกได้ปรับการคาดคะเนเกี่ยวภาวะของเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับปี 2009 ทั้งปีใหม่ นั่นคือ คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวทั้งปีประมาณร้อยละ 5.8 ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่เม็กซิโกประสบวิกฤตการณ์การเงิน tequila crisis โดยในปี 1995 ภาวะเศรษฐกิจหดตัวสูงสุดที่อัตราร้อยละ 6 และหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจต่าง ๆ ลงความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกคงจะไม่สามารถฟื้นตัวได้จนกว่าไตรมาสที่สองของปี 2010

ปัจจัยที่ได้มีผลดึงให้ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกแย่ลง สืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในปี 2007-2008 ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดต่อการส่งออกของเม็กซิโกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 90 การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปี 2008 ได้ลดลงร้อยละ 36 ปัจจัยอีกประการหนึ่งได้แก่ ค่าเงินที่ลดลงเกือบหนึ่งส่วนสามของมูลค่าช่วยปลายปี 2008 จากอัตราที่เคยแลกได้ 11-12 เปโซต่อเหรียญ เป็น 15 เปโซต่อเหรียญในช่วงที่ต่ำที่สุด ปัจจุบันได้คงระดับได้ที่ประมาณ 13 เปโซต่อเหรียญ เนื่องจาก IMF ได้อนุญาติให้เม็กซิโกสามารถขอกู้เงินฉุกเฉินในวงเงิน 40 พันล้านเหรียญฯ และสหรัฐฯ ได้ยื่นความร่วมมือความตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรา swap อีก 30 พันล้านเหรียญฯ

การส่งเงินกลับจากต่างประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวซึ่งล้วนเป็นรายได้สำคัญของประเทศ ต้องลดลงอย่างเห็นได้ชัดตลอดปี 2009 รวมทั้งผลกระทบจากการระบาดของไข้หวัด N1H1 ยังต้องแสดงผลซึ่งจะเห็นผลเป็นตัวเลขในรายเศรษฐกิจไตรมาสที่สองหรือสาม

ค่าเงินที่ลดลงทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าสูงขึ้น และมีแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเม็กซิโกได้ประกาศลดอัตราดคอกเบี้ยลง 5 ครั้งในปี 2009 และในเดือนมิถุนายน ได้ลดลงเหลือร้อยละ 4.75 ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดที่เคยปรากฏในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางเม็กซิโกคาดว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมของปี 2009 จะมีอัตราประมาณร้อยละ 4 ทั้งปี โดยธนาคารฯ มีเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปี 2010

รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2009 แสดงให้เห็นว่ามาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคาลเดรอนที่ได้เริ่มเมื่อปี 2008 ไม่เพียงพอที่จะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่คาดหวังไว้ และรัฐบาลเม็กซิโกมีข้อจำกัดในการขอกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลไม่ได้แสดงผลขยายตัว การเก็บภาษีได้แค่ร้อยละ 10 ของผลผลิตชาติ

ข้อมูลเพิ่มเติม:
"Deeper Plunge", The Economist, May 27
"Mexico Budget Gap Fuels Debt Sales, Ratings Concern" by Valerie Rota, Bloomberg, June 22.
http://www.forbes.com/feeds/ap/2009/06/19/ap6564930.html
"IMF Aid Boosts Mexico's Credibility", Forbes, 04/03/09.
"IMF Approves $47 Billion Credit Line for Mexico", imf.org.
Summary of OECD outlook for Mexican Economy

Wednesday, June 10, 2009

Breadmaker Grupo Bimbo

บริษัทผู้ผลิตขนมปังเม็กซิกัน กลุ่มบิมโบ (Grupo Bimbo)

กลุ่มบิมโบ เป็นผู้ผลิตขนมปังที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก และผู้นำตลาดขนมปังในเม็กซิโกและกลุ่มละตินอเมริกา โดยมีเครือข่ายการขายในทุกประเทศในกลุ่มละตินรวมทั้งประเทศเสปน ได้ก่อตั้งเมื่อปีคศ. 1945 โดยนาย Lorenzo Servitje นาย Jose T. Mata และนาย Jaime Jorba

ปัจจุบันกลุ่มบิมโบเป็นยักษย์ใหญ่แห่งผู้ผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรมอันดับ 4 ของโลก รองจากบริษัท Unilever, Sara Lee, Kraft Foods และ Nestle และกรรมการผู้บริษัทกลุ่มบิมโบ ได้ประกาศเป้าหมายการขยายตัวเพื่อเป็นผู้ผลิตขนมปังที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2010 โดยจะเจาะเข้าสู่ตลาดประเทศจีนเพื่อเพิ่มยอดขายโลก ยอดขายในปี 2006 มีมูลค่า 5.26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2007 ประมาณ 7.7 พันล้านเหรียญฯ

กลุ่มบิมโบ ทำการอบขนมปังในระดับอุตสาหกรรม โดยมีสินค้าขนมปังประมาณ 5,000 ประเภท มียี่ห้อในเครือมากกว่า 100 ยี่ห้อ และมีการประกอบสร้างเครื่องจักรสำหรับโรงงานอบขนมปัง และเครื่องจักรบรรจุห่อถุงพลาสติดของตนเอง

ในปี 2008 บิมโบได้ซื้อกิจการของกลุ่มบริษัท George Weston ของแคนาดา ในราคา 2.4 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นผู้ถือยี่ห้อ Arnold, Boboli, Brownberry และ Thomas มีโรงงาน 22 แห่ง จ้างงาน 8,000 คน และเส้นทางการขนส่งขนมปัง 4,000 สาย และในปีที่ผ่าน ๆ มา ได้ซื้อกิจการในประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ และในประเทศจีนเพื่อลดการพึ่งตลาดเม็กซิโกเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้ยอดขายในตลาดเม็กซิโกมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 67 ของยอดขายในปี 2008 และยอดขายจากตลาดในสหรัฐฯ อีกร้อยละ 22

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://biz.yahoo.com/ic/95/95052.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Grupo_Bimbo

http://www.bloomberg.co.jp/apps/news?pid=conewsstory&refer=conews&tkr=BIMBOA%3AMM&sid=a1Txt69Vz6Ng

Wednesday, June 3, 2009

Mexichem considers expansions overseas

กฏหมายป้องกันการผูกขาดผลักดันให้บริษัทพลาสติก Mexichem หันไปขยายกิจการในต่างประเทศแทน

บริษัท Mexichem SAB เป็นผู้ผลิตท่อ PVC ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา (ยอดขายในปี 2008 มีมูลค่า 30.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ได้พจิารณาว่าจะหยุดการขยายตัวภายในประเทศเม็กซิโก เนื่องจากศาลเพ่งได้ใช้อำนาจของกฏหมายป้องการผูกขาดห้ามให้บริษัท Mexichem ซื้อกิจการอื่นเพิ่มเติม เป็นเหตุให้ฝ่ายวางแผนกลยุทธของบริษัทแถลงข่าวว่าจะหันไปซื้อกิจการเกี่ยวกับพลาสติกในต่างประเทศแทน

เมื่อเดือนเมษายน 2008 บริษัท Mexichem ได้เจรจาการซื้อบริษัท Policyd SA และ Plasticos Rex SA จากกลุ่ม Cydsa ในมูลค่าประมาณ $125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ศาลเพ่งเม็กซิโกไม่อนุมัติการซื้อขายโดยเห็นว่าเป็นการรวมอำนาจธุรกิจของกิจการพลาสติกในมือของบริษัทเดียวมากเกินไป โดยบริษัท Mexichem ได้ซื้อกิจการอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมพลาสติกทั้งหมด 15 แห่งแล้ว ตั้งแต่ปี 2007 โดยเกือบครึ่งหนื่งเป็นกิจการที่ได้ซื้อในประเทศเม็กซิโก

บริษัท Policyd เป็นผู้ผลิตเมล็ดเรซิน polyvinyl chloride หรือ PVC อันดับสองของประเทศ Policyd และบริษัท Plasticos Rex เป็นผู้ขายท่องพีวีซีอันดับสองหรือสามของประเทศ

ผลการดำเนินการของบริษัท Mexichem ได้แสดงกำไรลดลงร้อยละ 9.3 ในไตรมาสแรกของปี 2009 โดยมีมูลค่ากำไร 400.4 ล้าน pesos (30 ล้านหรียญสหรัฐฯ) เนื่องจากค่าเงินเปโซที่ลดลงเกีอบร้อยละ 30 จากปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าว Bloomberg News, June 2

Tuesday, June 2, 2009

Opportunities for Thai Trade and Investment: Plastic Industry in Mexico

อุตสาหกรรมพลาสติดในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้บริโภคสินค้าพลาสติกจัดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา และอันดับที่ 14 ของโลก ปริมาณการบริโภคประมาณสามล้านตันต่อปี หรือจำนวนการบริโภคต่อรายได้ประชาชาติปริมาณ 40 กิโลกรัมต่อปี

สถิติเม็กซิโกได้บันทึกสถิตบริษัทผลิตภัณฒ์พลาสติกจำนวน 4,500 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก และประมาณร้อยละ 4 เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ผลิตผลิตภัณฒ์พลาสติกมีที่ตั้งโรงงานในเขตรัฐเม็กซิโกและเมืองเม็กซิโกซิตี้ โดยมีอีกส่วนน้อยส่วนหนึ่งมีที่ตั้งกระจุกตัวอยู่ที่รัฐ Nuevo Leon และรัฐ Jalisco

อุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศเม็กซิโก มีการจ้างแรงงานจำนวนประมาณ 181,000 ตำแหน่งโดยตรง และประมาณ 700,000 ตำแหน่งต่อเนื่อง โดยโรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฒ์พลาสติกขนาดใหญ่เป็นผู้จ้างรายใหญ่และจ้างงานกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวข้างต้น

ในกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฒ์ทั้งหมด สามารถแบ่งสัดส่วนของวัสดุบรรจุภัฒน์ ดังนี้ ร้อยละ 60 เป็นขวดและสิ่งบรรจุภัณฒ์ที่เป็นพลาสติก ร้อยละ 27 เป็นผลิตภัณฒ์บรรจุจากเหล็ก ร้อยละ 10 เป็นสินค้าบรรจุภัณฒ์จากกระดาษ และร้อยละ 4 เป็นขวดแก้ว

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมพลาสติกของเม็กซิโกเป็นอุตสหการรมที่ใหญ่พอประมาณและได้พัฒนามาแล้วประมาณ 50ปี แต่ผู้ผลิตผลิตภัณฒ์พลาสติกในเม็กซิโกมีความจำเป็นต้องยกระดับเทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ การฝึกแรงงาน และการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกกรรมพลาสิติกแห่งแม็กซิโก (ANIPAC) ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมพลาสติกของเม็กซิโก เคยขยายตัวได้ร้อยละ10 ก่อนปี 1990 แต่ในช่วงหลังนี้ขยายตัวได้แค่ร้อยละ 3-4) ฉะนี้น จึงคาดว่า ในระยะสิบปีข้างหน้า จะต้องมีการลงทุนเพื่อปรับปรุงพัฒนาการผลิตประมาณ 7-8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ถึงแม้ว่าเม็กซิโกจะมีการผลิตวัตถุดิบต่อเนื่องจากน้ำมัน แต่ขาดเท็คโนโลยีในการแปรสภาพวตถุเหล่านี้ จึงต้องส่งออกผลิตภัณฒ์กึ่งแปรรูปเพื่อทำการแปรรูปในสหรัฐฯ และนำเข้าผลิตภัณฒ์แปรรูปในราคาแพง

วัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าพลาสติกส่วนใหญ่ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2004 ได้แก่ plate, sheet, polyesther, epoxide, olefin, primary, tubing, piping, hoses และเครื่องจักรซึ่งเดิมนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ อันได้แก่ injection molding machinery, blow molding machinery, extruders, vacuum molding machinery, equipment for rubber work – plastic และชิ้นส่วน ในปุจจุบันเริ่มมีการนำเข้าจากยุโรปมากขึ้น

งานแสดงสินค้าสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก ได้แก่

General Industrial Packaging Materials
http://www.expopack.com.mx/
และ

Plastimagen
Plastic show – machinery, equipment and raw materials.
http://www.plastimagen.com.mx/

หน่วยงานติดต่อสำคัญ ได้แก่

National Association of Plastic Industrialists (ANIPAC)
http://www.anipac.com.mx/

อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cipad.org/files/files/mexico_2006.pdf