Google Website Translator

Wednesday, March 17, 2010

Opportunities for Thai Trade & Investment: Jewelry market in Mexico

ข้อมูลตลาดสินค้าอุตสาหกรรมเครื่องประดับในเม็กซิโก

1. ภาวะตลาด
1.1.  การบิรโภค
รูปแบบสินค้า: ชาวเม็กซิกันนิยมการซื้อเครื่องประดับแหวนทองเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นเครื่องประดับที่ซื้อกันเป็นประจำสำหรับงานหมั้นและงานแต่งงาน นอกจากนี้แล้ว ยังมีงานฉลองการออกวัยสาวอายุ 15 ปี ซึ่งจะนิยมซื้อเครื่องประดับเป็นแหวน สร้อยคอ สร้อยมือ หรือจี้เป็นของขวัญให้เจ้าของงาน รองจากแหวนทองงานหมั้นหรืองานแต่ง หญิงสูงอายุระหว่าง 40-60 จะนิยมซื้อแหวนทองที่มีหินมีค่า หรือแหวนที่ออกแบบทันสมันเป็นเครื่องประดับเพิ่มเติม หญิงสาววัยน้อยกว่า 40 หรือผู้ที่มีรายได้ปานกลางจะนิยมซื้อเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับที่เป็นที่นิยมรองจากแหวน ได้แก่ สร้อยคอ จี้ และสร้อยข้อมือ
ชาวเม็กซิกันทั้งหญิงและชายนิยมซื้อเครื่องประดับ เป็นที่สังเกตว่าชายชาวเม็กซิกันนิยมใส่แหวนหรือสร้อยคอมากกว่าชายชาวเอเชีย
เครื่องประดับเงิน: การซื้อใช้เครื่องประดับเป็นคุณค่าที่มีมาแต่ดั้งเดิมตั้งแต่ยุคอารยธรรมพื้นเมืองโบราณ ทั้งนี้ มีการขุดเหมืองแร่เงินและทองมาเป็นกว่า 700 ปี และมีการแกะลายหิน obsidian และ jadite เป็นเครื่องประดับและเครื่องมือหลากลายประเภทสืบทอดมาเป็นพันปี ในปัจจุบันยังคงมีการผลิตและมีความนิยมซื้อสร้อยทองและเครื่องประดับเงินในรูปแบบโบราณอยู่ โดยเฉพาะในชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย  สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงได้เริ่มมีความนิยมแสวงหาเครื่องประดับที่มีการออกแบบโดดเด่น และมีความนิยมเครื่องประดับยี่ห้อต่าง ๆ ที่นำเข้าจากยุโรปและสหรัฐฯ  โดยมียี่ห้อที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Tous, Tiffany, Gucci, Cartier, Christian Dior, Swatch และยี่ห้อเม็กซิกัน Tane และ Taxco
นอกจากแหล่งการค้าดั้งเดิมที่เมือง Taxco แล้ว เมือง Guadalajara และ Puebla ได้เริ่มพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขายเงิน ช่างเครื่องประดับเงินของเม็กซิโกที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ (vintage silver) ที่เป็นที่นิยมของผู้ที่สะสมเครื่องประดับเงินจากเม็กซิโกได้ สามารถหาซื้อได้จากเวปไซท์ขายเครื่องเงิน และตามร้านขายเงินในเมือง Taxco ได้แก่ William Spratling,  Margot de Taxco, Antonio Pineda (Plaza Borda), Sigi Pineda, Hector Aguilar, Los Castillo (Plazuela Bernal 10) และ Los Ballesteros
ยี่ห้อเครื่องประดับเงินนำสมัยที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีร้านบูติกหรือแฟรนไชส์กระจายทั่วประเทศเม็กซิโกหลายแห่ง ได้แก่
Daniel Espinosa,   Tane,   Berger,  Bizarro และ  Tanya Moss
เครื่องประดับทอง  ส่วนใหญ่จะนิยมทอง 18K  เพราะราคารย่อมเยากว่า ทอง 22K ซึ่งอาจจะมีขายในร้านระดับสูง หรือมียี่ห้อ ไม่มีทอง 24K ขาย
อัมพัน เมือง Chiapas ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลให้เป็นศูนย์กลางการขายอัมพันและเครื่องจากอัมพัน (amber) โดยรัฐ Chiapas มีการผลิตอัมพันมากที่สุดในประเทศ

1.2.  พฤติกรรมผู้บริโภค
การกำหนดราคาขาย: ราคาเงินและทองจะแปรปรวนตามราคาตลาดโลก ร้านทองจะมีการประกาศราคาทองต่อวันหน้าร้าน ร้านเงินไม่มีการประกาศราคา แต่จะทำการคำณวนให้เห็นกับเครื่องคิดเลข ลูกค้าต้องติดตามราคาเอง

1.3.  การผลิต
สำนักส่งเสริมการส่งออกเม็กซิโก (Promexico) ได้รายงานว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจขายเครื่องประดับประมาณ 12,000 แห่ง โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นผู้ส่งออกประมาณ 1,500 ราย รัฐที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับ ได้แก่ รัฐฮาลิสโก เกอเรโร พัวเอบลา ฮัวนาวัดโต นัวโว ลีออน กรุงเม็กซิโก และรัฐเม็กซิโก
การผลิตเครื่องประดับในรัฐฮาลิสโกเป็นการผลิตในรูปแบบดีไซน์เม็กซิกันดั้งเดิม และผู้ผลิตมักจะเป็นผู้ประกอบการช่างฝีมือขนาดเล็ก
การประเมินมูลค่าของเครื่องประดับที่ผลิตภายในประเทศในปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 72.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

1.4.  แหล่งวัตถุดิบ เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตเงินอันดับสองของโลกรองจากประเทศเปรู ปริมาณการผลิตประมาณ 104 ล้านเอานซ์ หรือประมาณร้อยละ 15 ของโลก  ผู้ผลิตแร่เงินรายใหญ่ของเม็กซิโก ได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมม Peñoles,  Sombrerete และ Fresnillo เหมืองขุดเงินสำคัญ ๆ ตั้งอยู่ที่รัฐ Zacatecas เป็นส่วนใหญ่ บริษัททั้งสามแห่งนี้ มีการขุดแร่ประเภทอื่น เช่น ทองคำ และทองแดงควบคู่ไปกับการผลิตแร่เงิน โดยในปี 2522 เม็กซิโกผลิตแร่เงินได้จำนวน 99.2 ล้านออนซ์ (3085 ตัน) ในปี 2547 ผลิตกทองแดงได้ 318500 ตัน และในปี 2549 ผลิตทองได้ 35 ตัน  รัฐเชียพัสเป็นแหล่งที่ให้ผลผลิตอัมพันอันมีค่าแห่งหนึ่ง 
การส่งเสริมจากรัฐ  รัฐบาลเม็กซิโกพึ่งมาตื่นตัวเกี่ยวกับการเสริมผู้ผลิตเครื่องประดับในไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการส่งเสริมด้านดีโซน์ และการพาผู้ส่งออก ผู้ผลิตไปร่วมงานแสดงในต่างประเทศ รายงานของกระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก ได้รายงานว่าตลาดภายในประเทศไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ และมีแนวโน้มในตลาดโลกว่า การส่งออกเครื่องประดับจะมีแนวโน้มลดน้อยลง ในขณะที่ประเทศที่ตลาดภายในที่เข้มแข็ง เช่น จีน รัสเซีย มีแนวโน้มว่าจะเน้นการพัฒนาตลาดภายในเพิ่มขึ้น เม็กซิโกจึงควรจะให้ความสนใจกับตลาดภายในมากขึ้น  นอกจากนี้แล้ว ผู้ผลิตและผู้ค้าเครื่องประดับเม็กซิกันขาดประสงการณ์ในการประสานงานปริมาณเก็บในสต็อกกับความต้องการตลาด ผนวกกับขาดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มของราคาของเงินและทองในระดับโลก ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญของผู้ค้าขายเครื่องประดับในยุคปัจจุบัน

1.5. การนำเข้า
การนำเข้าเครื่องประดับโลหะมีค่า: HS 7113 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ

2007

2008

2009

2007

สัดส่วน

2009
อัตราการเปลี่ยนแปลง
2008
-  09/08 
0
--โลก--             
357.913
290.617
372.853
100
100
100
28.3
1
สหรัฐฯ       
242.685
198.496
307.397
67.81
68.3
82.45
54.86
2
อิตาลี        
58.616
28.530
26.785
16.38
9.82
7.18
-6.12
3
เสปน             
18.731
23.297
12.593
5.23
8.02
3.38
-45.95
11
ไทย                
1.945
1.755
1.135
0.54
0.6
0.3
-35.33

การนำเข้าทองคำ: HS 7108 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ
 การนำเข้า
 สัดส่วน (%)
% Change
2007
2008
2009
2007
2008
2009
-  09/08  -
0
-- โลก --
344.988
317.603
144.202
100
100
100
-54.6
1
สหรัฐฯ
120.744
106.013
96.035
35
33.38
66.6
-9.41
2
กัวเตมาลา
103.339
114.326
17.746
29.95
36
12.31
-84.48
3
สิงคโปร์
12.264
14.961
13.897
3.56
4.71
9.64
-7.11



การนำเข้าเพชร: HS 7102 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ

2007

2008

2009
สัดส่วน (%)
2007
2008
2009
0
-- โลก --             
191.207
154.838
107.020
100
100
100
1
อินเดีย                 
129.216
102.470
60.487
67.58
66.18
56.52
2
สหรัฐฯ         
37.506
23.645
18.404
19.62
15.27
17.2
3
แคนาดา             
19.525
24.017
17.610
10.21
15.51
16.46
14
ไทย              
0.000
0.018
0.003
0
0.01
0

การนำเข้าเครื่องประดับเลียนแบบ: HS 7117 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ
 การนำเข้า 
 % สัดส่วน
2007
2008
2009
2007
2008
2009
0
--โลก--
59.617
68.952
57.907
100
100
100
1
จีน
35.191
38.991
31.776
59.03
56.55
54.87
2
สเปน
4.061
6.383
6.329
6.81
9.26
10.93
3
สหรัฐฯ
6.668
6.381
4.712
11.19
9.25
8.14
4
ไทย
1.146
1.860
2.717
1.92
2.7
4.69

การนำเข้าเงิน: HS 7106 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ
  การนำเข้า 
 % สัดส่วน 
2007
2008
2009
2007
2008
2009
0
--โลก--             
65.350755
86.898249
45.81443
100
100
100
1
สหรัฐฯ          
25.68431
31.849369
20.719965
39.3
36.65
45.23
2
สหราชอาณาจักร        
0.093943
0.084029
16.569903
0.14
0.1
36.17
3
โบลีเลีย         
0
9.066496
4.56901
0
10.43
9.97
25
ไทย            
0
0
0.000153
0
0
0

2.6. การส่งออก
ในปี 2552 เม็กซิโกเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับอันดับที่ 16 ของโลก มูลค่าการส่งออก 5.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

2. ช่องทางการตลาด
การกระจายการขายสินค้าเครื่องประดับจากผู้นำเข้าและผู้ผลิต ต้องผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก ร้านค้าเครื่องประดับที่มีเครือข่ายยีห้อ ศูนย์การจำหน่ายเครื่องประดับตามเมืองใหญ่ ๆ และ aboneros ในกรุงเม็กซิโก มีศูนย์จำหน่ายสำคัญ คือ ร้านค้าในลานกลางเมือง (Zocalo) ตลาด San Angel ตลาดในย่าน Zona Rosa และร้านค้าในถนน President Masaryk และตลาด Cuidadela

3.  เงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า
3.1. มาตรฐานสินค้าและภาษีนำเข้า
ประเทศที่มีข้อตกลงการค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ได้แก่ แคนาดา สหรัฐฯ โบลีเวีย ชิลี คอสตาริกา และนิคารากัว
ประเทศโคลัมเบียบและเวเนซูเอลา เสียภาษีร้อยละ 2.8-3.6
ภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในหมวด HS 71 สำหรับประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย ร้อยละ 16
 แหล่งตรวจสอบอัตราภาษี ได้แก่  http://www.siicex-caaarem.org.mx/

4. โอกาสทางการค้าของไทย

ตลาดเครื่องประดับในเม็กซิโก เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง  มีการแข่งขันสูงโดยยี่ห้อที่มีซื่อเสียงครองตลาดอยู่ แต่เป็นตลาดที่กำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบการขยายสมัยใหม่ ที่การสร้างแบรนด์ การติดตามความนิยมของลูกค้า และการเสนอแบบดีไซน์ที่ประทับใจเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีผู้ที่เข้ามาใหม่สามารถเจาะเข้าตลาดได้ง่ายขึ้นหากจับจุดการขายได้ถูกจุด  อีกทั้ง ไม่ควรมองข้ามการขายผ่านตัวแทนการขาย

5.  รายชื่อห้างสรรพสินค้าเม็กซิกันที่นำเข้าเครื่องประดับ
  
6.1. SERVICIOS LIVERPOOL, S.A. DE C.V.
Contact person: Mr.Rafael Alatriste / Purchase Manager
Address: Mariano Escobedo 425, piso 1, Col. Chapultepec Morales, México, D.F. 11560

Tel. (55) 53 28 65 00, 53 28 64 00 Ext. 6720
Fax: (55) 55 31 72 54


6.2. EL PALACIO DE HIERRO
Contact person: Mr. Marco A. Amezcua / Manager
Address: Durango 230, Col. Roma, México, D.F. 06700
Tel. (55) 55 25 90 00
Fax. (55) 55 33 01 77
Website: www.elpalaciodehierro.com


6.3. CARREFOUR DE MÉXICO, S.A. DE C.V.
Contact person: Mr. Laurent Bendavid / Purchase Manager
Address: 16 de Septiembre 346, piso 2, Centro, Cuautitlán, México, 54800
Tel. (55) 58 99 26 00 Ext. 2697, 58 99 26 97
Fax: (55) 58 99 26 12
Website: http://www.carrefour.com.mx


6.4. BODEGA AURRERÁ
Contact person: Ms. Gabriela Calderón Orozco / Imports Coordinator
Address: Av. Universidad 936 A, Col. Santa Cruz Atoyac, México, D.F. 003310
Tel. (55) 54 20 02 00 Ext. 5087
Fax. (55) 54 20 03 56


7. รายชื่อผู้ทำการค้าเครื่องประดับเงินสำคัญ

7.1. Daniel Espinosa
Address: Moliere 222, Collosmorales, Sección Palmes, Mexico DF. 11520
Tel: 52 83 72 00 ext. 7115
Website: www.danielespinosa.com


7.2. Tane
Address: President Masaryk 430, Col. Polanco, Mexico DF. 11560
Tel: 5282 6200
Website: www.tane.com.mx


7.3. Berger
Address: President Masaryk 438, Polanco, Mexico DF 11560
Tel. 5281 4122
Website: www.berger.com.mx


7.4. Bizzarro
Address: Av. Juárez # 76 Loc. B 22 PB. Col. Centro, México, D.F. 06050
Tel: (01-55) 55.18.70.15
Website: http://www.joyeriasbizzarro.com/

7.5. Tanya Moss
Address: Bosques de Duraznos 39, Loc C4, Bosques de las Lomas, México. DF CP 11700
Tel: 52 45 24 39
Website: http://www.tanyamoss.com/


7.6. Ezequiel Tapia
Address: Plaza Borda No. 7 Centro, Taxco, Guerrero, México. 40200
Tel.: +52 (762) 622-1187 y 622-0288
Fax. +52 (762) 627-4257
Website: www.ezequiel-tapia.com


7.7. Vibe Joyas
Address: Centro Joyero Galería, República #50 Local 226, Col. Centro, Guadalajara, Jalisco, México 44360
Tel +52 (33) 3837 1226
Fax: +52 (33) 3837 1227


8. รายชื่องานแสดงสินค้าเครื่องประดับที่สำคัญ

8.1. PRIMERA SEMANA DE DISEÑO DE JOYERIA
Dates: July every year
Site: Guadalajara, Jalisco (México)
Telephone: 52 (33) 31 21 92 38 Ext. 127

Fax. 52 (33) 31 21 02 99 / 36 47 00 39
Organizer: Cámara de Joyería de Guadalajara, Jalisco (México)
Contact person: Ms. Rubí Cibrián

E-mail: exposiciones@camaradecomercio.com.mx
Homepage:www.camaradejoyeria.com.mx

8.2. JOYA 2002
Date: October every year
Site: Centro de Exposiciones Expo-Guadalajara
Telephone: 52 (33) 31 21 92 38 Ext. 108
Fax: 52 (33) 31 21 02 99 / 36 47 00 39
Organizer: Cámara de Joyería de Guadalajara, Jalisco (México)
Contact person: Ms. Mabel Guzmán
E-mails: crijpej@infosel.net.mx / crijpej@vianet.com.mx/desarrolloindustrial@camaradejoyeria.com.mx
Homepage: www.camaradejoyeria.com.mx / www.camaradejoyeria.com.mx/expo


8.3. EXPO AMBAR
Date: July/August every year
Site: San Cristóbal de las Casas, Chiapas
Telephone: (962) 6 25 56 55 Ext. 2100
Organizer: Secretaría de Desarrollo Económico
Contact person: Ms. Ana Núñez / Tel. (962) 6 25 56 55 Ext. 2100
E-mails: amng@sde-chiapas.gob.mx
Homepage: www.expo-ambar.com.mx


9. รายชื่อหอการค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ

9.1. CANACO – CAMARA NACIONAL DE COMERCIO DE LA CIUDAD DE MEXICO
Address: Paseo de la Reforma No. 42, Centro, México, Distrito Federal 06048
Tel. (55) 55 92 26 77
Fax. (55) 57 03 29 58
E-mail: desacom@ccmexico.com.mx
Website: http://www.ccmexico.com.mx


9.2. CONCANACO- CONFEDERACION DE CAMARAS NACIONALES DE COMERCIO, SERVICIOS Y TURISMO
Address: Balderas No. 144 piso 3, Col. Centro, México, Distrito Federal 06079
Tel. (55) 57 09 04 33 / 0373 / 1117 / 1164
Fax. (55) 57 09 11 77
E-mail: concanaco@uninet.net.mx


9.3. COMCE- CONSEJO MEXICANO DE COMERCIO EXTERIOR (Mexican Council Of External Commerce)
Address: Eugenio Sue No. 9, Col. Polanco, México, Distrito Federal 11560
Tel. (55) 52 81 05 95 / 52 81 10 06 / 52 81 10 14
Fax. (55) 52 81 29 18 / 52 81 28 51/ (55) 52 81 59 08
E-mail: comce@comce.org.mx

9.4. ANIERM – ASOCIACION MEXIANA DE IMPORTADORES Y EXPORTADORES DE LA REPUBLICA MEXICANA / National Association of Mexican Importers and Exporters
Address: Monterrey No. 130, Col. Roma, México, Distrito Federal 06700
Tel. (55) 55 64 86 18 / (55) 55 84 95 22
Fax. (55) 55 84 53 17
E-mail: anierm@interconection.com
Website: http://www.anierm.interconection.com


9.5. CAMARA REGIONAL DE LA INDUSTRIA DE JOYERIA Y PLATERIA DEL ESTADO DE JALISCO – CRIJPEJ DE GUADALAJARA / Regional Chamber of Jewellery Industry and Silver of Jalisco State – CRIJPEJ de Guadalajara
Address: Topacio No. 2486, Col. Fracc. Verde Valle
Telephone: 52 (33) 31 21 92 38 / 31 21 92 69
Fax. 52 (33) 36 47 00 39
Contact person: Ms. Rubí Cibirán Suárez
E-mail: capacitacion@camaradejoyeria.com.mx
Hompage: www.camaradejoyeria.com.mx


9.6. CAMARA NACIONAL DE PLATA Y JOYERIA / National Chamber of Silver and Jewellery
Address: Reynosa No. 13, Col. Condesa, México, D.F. 06100
Tel. (55) 55 16 17 71
Fax. (55) 55 16 10 67
E-mail: mailto:plater%C3%ADa@df1.telmex.net.mx


9.7. CAMARA REGIONAL DE LA ORFEBRERÍA OAXAQUEÑA / Regional Chamber of Oaxaca’s Silver-Gold Work
Address: 20 de Noviembre No. 809, Int. 3, Col. Centro, Oaxaca, México 68000
Tel. (951) 514- 54 21
Fax. (951) 5 14 -54 21


9.8. ASOCIACIÓN MEXICANA DE FABRICANTES DE JOYERIA Y DISTRIBUCIÓN DE RELOJERIA / Mexican Association of Jewellery Manufacturers and Watch Shops
Address: Fco. I. Madero No. 16-301, Col. Centro, México, D.F. 06000
Tel. (55) 55 12 17 03 / 55 12 17 04
Fax. (55) 55 12 17 18 / 55 12 17 19
E-mail: amefjo@joyasyjoyas.com



แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
"The 2009 import and export market for gold", researchandmarket.com
"Joyeria importada mexicana", raulybarra.com
www.icex.esf (pdf)
www.economia.gob.mx

Costa Rica economy update

รายงานความคืบหน้าภาวะเศรษฐกิจคอสตาริกา

1.  ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างคอสตาริกาและสิงคโปร์

ประเทศคอสตาริกาและสิงคโปร์ ได้ตกลงเริ่มการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างทั้งสองประเทศ ในระหว่างการเยือนสิงคโปร์ของประธานาธิบดีคอสตาริกา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ได้มีการเจราเกี่ยวกับรายละเอียดของความตกลงทั้งหมด 4 รอบในปี 2552 และกำหนดจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2553

สิงคโปร์ได้ตกลงเปิดตลาดเสรี ให้สินค้าจากคอสตาริกา สามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีโดยอัตโนมัติทุกรายการสินค้า ในขณะที่คอสตาริกาจะยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้าของสิงคโปร์ประมาณร้อยละ 90 ของบัญชีสินค้านำเข้าทั้งหมด ส่วนรายการสินค้าที่เหลือนั้น จะทยอยลดภาษีนำเข้าในระยะเวลา 10 ปี  ทั้งนี้ ความตกลงดังกล่าวรวมถึงการความคุ้มครองการลงทุนสองฝ่ายอีกด้ว

การค้าทวิภาคีระหว่างคอสตาริกาและสิงคโปร์ มีมูลค่า 413.7 ล้านเหรียญ ในปี 2552 เป็นการเพิ่มถึงร้อยละ 40 จากปี 2547 โดยสินค้าส่งออกสำคัญของคอสตาริกาไปยังสิงคโปร์ได้แก่ วาวฟ์อิเล็คตรอนนิกส์ และชิ้นส่วนเครื่องจักร ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากสิงคโปร์ได้แก่ เครื่องมือชั่งตวง และยางพารา

ประเทศสิงคโปร์มีความสนใจขยายการค้าและการลงทุนในภาคบริการของคอสตาริกา โดยเฉพาะในด้านโรงแรม ร้านอาหาร การศึกษาเอกชน และการก่อสร้าง

2.  ความคืบหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างคอสตาริกากับจีน

ได้มีการหารือรอบที่ 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่กรุงปักกิ่ง และได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับหัวข้อย่อยในข้อตกลงในเรื่องของการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า การออกใบรับรองสุขภาพอาหาร ความร่วมมือเกี่ยวกับทรัพสินทางปัญญา การเกลี้ยไกล่ข้อพิพาท การอำนวยกฏระเบียบการค้า การการค้าบริการ และข้อตกลงเกี่ยวกับการลงทุน ทั้งนี้ผลของการประชุมได้มีความคืบหน้าเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย และคาดว่าจะสามารถสิ้นสุดการเจรจาได้ในการหารืออีกหนึ่งรอบ

3.  ภาวะเศรษฐกิจคอสตาริกา ปี 2552 และแนวโน้มการเติโตปี 2553

เศรษฐกิจของคอสตาริกาได้หดตัวร้อยละ 1.3 ในปี 2552 โดยการบริโภคภายในประเทศได้ลดลง และการส่งออกประสบภาวะเศรษฐกิจโลกหดตัว รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศได้ลดลง  ทั้งนี้ บริษัทจัดระดับเครดิต Fitch Ratings คาดว่าหากภาวะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน การเติบโตของเศรษฐกิจคอสตาริกาในปี 2553 อาจจะมีอัตราขยายตัวได้ร้อยละ 2.9  ทั้งนี้ บริษัท Fitch ได้กำหนดระดับเครดิต IDRs ของคอสตาริกา ที่ BB สำหรับเงินกู้ต่างประเทศ BB+ สำหรับเงินกู้เงินสกุลท้องถิ่น  โดยบริษัท Fitch มีความเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของคอสตาริกาอยู่ในฐานะที่ดี โดยคอสตาริกาได้ต้านภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกซบเซาได้ดีพอสมควร โดยระบบธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์เสื่อมราคา และได้รับเงินกู้อุดหนุนทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศจำนวน 735 ล้านเหรียญฯ หรือร้อยละ 18 ของเงินสำรองระหว่างประเทศ

โครงสร้างเศรษฐกิจของคอสตาริกามีการกระจายของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่หลากหลาย และมีสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดีพอสมควร ข้ออ่อนแอของระบบเศรษฐกิจคอสตาริกา คือการมีฐานการเก็บภาษีที่แคบ ฉะนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงการเก็บภาษี นอกจากนี้แล้ว โครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่เข้มแข็ง รวมทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำถึงแม้ว่าจะได้ขยายตัวในปีที่ผ่าน ๆ มา  ความพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูง และการมีสัดส่วนการใช้เงินสกุลดอลลาร์ภายในประเทศสูง เป็นเหตุให้โครงสร้างของดุลการชำระเงินมีความอ่อนแอ รัฐบาลคอสตาริกาต้องระมัดระวังเรื่องการกู้ยืมเงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้ง ๆ ที่ควรมีนโยบายสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น

4. การเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 7  กุมภาพันธ์ 2553

มีผู้ลงสมัคร 9 คน การหาเสียงได้เน้นเรื่องความมั่นคง และเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีผู้ออกเสียง 2.8 ล้าน โดยผู้นำผลสำรวจคะแนนเสียงได้แก่  นาง Laura Chinchilla ซึ่งได้รับการสนุนจากพรรค Partido Liberacion Nacional ของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน มีคะแนนสนับสนุน ร้อยละ 40.9 อันดับสองได้แก่ นาย Otta Guevara นักกฎหมายที่เคยดำรงตำแหน่งวุฒิมา 6 สมัย และเคยสมัครเข้ารับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เป็นสมาชิกพรรคฝ่ายขวา  Movimiento Libertario มีคะแนนสนับสนุนร้อยละ 30.4 และนาย Otton Solix นักเศรษฐศาสตร์พรรคฝ่ายซ้าย Partido Accion Cuidadana ที่เคยสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยก่อนมาเหมือนกัน มีคะแนนสนับสนุนร้อยละ 13.7

5.  เขตการค้าเสรีต่างๆ ที่คอสตาริกาเป็นภาค และความตกลงการค้าอื่น ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา

คอสตาริกามีความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคี คือ
1. CAFTA-DR (ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประเทศอเมริกากลาง แลสาธารณรัฐคอมินิกัน กับสหรัฐอเมริกา) ลงนามเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 มีผลบังคับในคอสราริกาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอเมริกากลางเป็นตลาดส่งออกอันดับสามในกลุ่มละตินอเมริกาสำหรับสหรัฐฯ หลังจากเม็กซิโกและบราซิล การส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศ CAFTA-DR มีมูลค่า 26.3 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2551
2.  ความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับกลุ่มประเทศคาริเบียน (CARICOM) ลงนามเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 มีผลบังคับในคอสตาริกาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 โดยมีเงื่อนไขความตกลง 4 ระดับซึ่งเจรจากันระหว่างแต่ละประเทศอีกต่างหาก ได้แก่ การเปิดเสรีอัตโนมัติ การลดภาษีใน 4 ปี ข้อยกเว้นเป็นรายสินค้า และข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรตามฤดูกาล

คอสตาริกามีความตกลงเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับ เม็กซิโก (มีผลบังคับตั้งแต่ปี 2538) แคนาดา (2544)  ชิลี (2545) สาธารณรัฐดอมินิกัน (2538) และปานามา (2551)  และได้เริ่มกระบวนการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับ ประเทศจีน เมื่อปี 2550 และกับสหภาพยุโรป (AACUE) เมื่อปี 2549
            
ความตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ICC/CBI (Carribean Basin Initiative-1983), GSP-Europe และ ALCA/FTAA (Free Trade Areas of the Americas-1994)

แหล่งข้อมูล: www.comex.go.cr

US and Mexican sugar shortages

ตลาดสหรัฐฯ ขาดแคลนน้ำตาล: ความสัมพันธ์ในการผลิตและส่งออกน้ำตาลเม็กซิโก

ภาวะตลาดน้ำตาลโลก

องค์กรอาหารโลก (FAO) ได้รายงานผลผลผลิตน้ำตาลทรายโลกในปี 2551 ว่ามีปริมาณประมาณ 170 ล้านตัน และคาดว่า ความต้องการนำเข้าน้ำตาลทรายโลกในปี 2553 จะมีปริมาณประมาณ 52 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 5  เนื่องจากความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำตาลอันดับหนึ่งของโลก ได้ประสบภาวะขาดแคลนน้ำตาลในปีที่ผ่านมาและจะเป็นปัจจัยชักจูงการนำเข้าสำคัญสำหรับปีนี้ นอกจากนี้แล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบให้มีการนำเข้าน้ำตาลมากขึ้น ได้แก่ การลดลงของราคาน้ำตาลระหว่างประเทศ หรืออ่อนตัวเพิ่มของเงินสกุลดอลล่าร์

องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศ (International Sugar Organization) ได้ประเมินว่าจะมีภาวะขาดแคลนน้ำตาลในตลาดโลกสำหรับปีการผลิต 2552-2553 ในปริมาณประมาณ 9.4 ล้านตัน

ผู้ส่งออกน้ำตาลสำคัญของโลก ได้แก่ ประเทศบราซิล จะมีการส่งออกได้ประมาณ 25 ล้านตันในปี 2553 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อนถึงแม้ว่าผลผลิตจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร  ส่วนประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับสอง-สามของโลก คาดว่าจะส่งออกได้ประมาณ 5.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.2

ราคาน้ำตาลโลกเป็นราคาที่กำหนดในตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ได้เพิ่มสูงขึ้นในระยะสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น และนักลงทุนได้หันมาให้ความสนใจต่อการผลิตเชื้อเพลิงจากพืช (biofuel) โดยประเทศบราซิลได้เริ่มการผลิตเชื้อเพลิงจากต้นอ้อย และสหรัฐฯได้มีการผลิตเชื้อเพลิงจากข้าวโพด เป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ราคาอาหารถีบตัวสูงขึ้นในปี 2552  ในขณะที่การเพิ่มผลผลิตน้ำตาลทั่วโลกไม่สามารถขยายทันได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งภาวะการขาดแคลนน้ำ และภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมลงและภาวะอากาศผันผวน เช่น อุทกภัยต่างเป็นเหตุให้ปริมาณที่ผลิตขยายตัวไม่ทันความต้องการบริโภคโลกที่เพิ่มขึ้น

ภาวะตลาดน้ำตาลในสหรัฐอเมริกา

บริการข่าว Reuters เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ได้รายงานว่า กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) กำลังทำการทบทวนภาวะความต้องการและผลผลิตของน้ำตาลในตลาดสหรัฐฯ โดยอาจจะมีการพิจารณาการจัดสรรโควตาการนำเข้าน้ำตาลใหม่ ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่ออนุมัติให้มีการนำเข้าได้มากขึ้นเพราะอาจจะมีการขาดแคลนน้ำตาลภายในประเทศได้ชั่วคราว

การผลิตน้ำตาลในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การควบคุมโดยกฏหมาย Farm Bill ซึ่งได้รับการทบทวนใหม่เมื่อปี คศ. 2008 โดยกระทรวงการเกษตรสหรัฐฯ จะประเมินภาวะตลาดทุกปี และควบคุมปริมาณที่เกษตรกรสามรถผลิตได้ ซึ่งต้องเป็นปริมาณที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 ของความต้องภารบริโภคน้ำตาล และจะจัดสรรโควต้าการนำเข้าให้แก่ประเทศผู้มีสิทธิส่งน้ำตาลเข้าตลาดสหรัฐฯ 41 ประเทศ โดยปริมาณโควต้าการนำเข้าน้ำตาลกำหนดไว้ที่ 1.231 ล้านตัน  ตามข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การค้าโลก  สหรัฐฯ มีความสามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 8.1 ล้านตันต่อปี

เม็กซิโกเป็นประเทศผู้ที่มีสิทธิส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐฯ ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านโควต้า และได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี NAFTA จึงเป็นแหล่งนำเข้าน้ำตาลสำคัญแหล่งหนึ่งสำหรับสหรัฐฯ แต่นักวิเดราะห์ภาวะอุตสาหกรรมน้ำตาลในสหรัฐฯ และผู้ผลิตอาหารที่ต้องนำเข้าน้ำตาลเพื่อการผลิตอาหาร เช่น บริษัท Kraft, General Mills และบริษัท Hershey ต้องการให้มีการอนุมัติการนำเข้าน้ำตาลจากประเทศอื่นมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า จะไม่สามารถพึ่งซัพพลายจากเม็กซิโกได้อย่างมั่งคง  ทั้งนี้ ภาวะการผลิตอ้อยและการกลั่นน้ำตาลในเม็กซิโกในปี 2552 ได้มีผลผลิตลดน้อยลงถึงร้อยละ 10-15


ภาวะการผลิต การบริโภคและการส่งออกน้ำตาลของเม็กซิโก

เม็กซิโกมีความสามารถในการเพาะปลูกอ้อยเพื่อการผลิตน้ำตาลในปริมาณระหว่าง 60-70 ตันต่อเฮ็กเตอร์ ซึ่งจัดเป็นผู้มีสมรรถภาพในการผลิตน้ำตาลอันดับ 13 ของโลก และในปี 2552/3 จะมีผลผลิตน้ำตาลประมาณ 5.8 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับความต้องการของตลาดภายใน ที่มีการบริโภคน้ำตาลจากอ้อยประมาณ 5 ล้านตัน และความต้องการน้ำตาลสังเคราะห์อีก 800,000 ล้านตัน เม็กซิโกมีการส่งออกน้ำตาลประมาณ 400,000 ล้านตัน และนำเข้าน้ำตาลเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกในโครงการ INMEX จำนวน 200,000 ล้านตัน

สหภาพผู้เพาะปลูกอ้อยเม็กซิกันได้คาดะเนว่า ความต้องการบริโภคน้ำตาลในเม็กซิโกจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 ล้านตัน ในปี 2555  ทั้งนี้  การบริโภคน้ำตาลต่อคนในเม็กซิโก มีอัตราเฉลี่ยเท่ากับ 44 กิโลตอคนต่อปี

พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยทั่วประเทศเม็กซิโก มีทั้งหมดประมาณ 812,000 เฮกเตอร์ แต่การเพาะปลูกในปี 2552 ใช้พื้นที่เพียง 663,000 เฮกเตอร์  มีโรงกลั่นน้ำตาลทั้งหมด 54 แห่ง ในพื้นที่ 15 รัฐ  ทั้งนี้ ในปี 2552 ได้มีการหยุดพักการทำงานของโรงงาน 3 แห่งในรัฐเวราครูซ เนื่องจากผลผลิตของอ้อยไม่เพียงพอสำหรับการป้อนโรงงานทั้งหมด

อุตสาหกรรมน้ำตาลของเม็กซิโกมีการจ้างงานโดยตรงประมาณ 440,000 คน และสร้างานโดยทางอ้อมได้อีกประมาณ 2.5 ล้านคน แต่รายได้จากภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลมีสัดส่วนต่อรายประชาชาติเพียงร้อยละ 0.06  มีการรวมกลุ่มสหภาพแรงงนผู้ปลูกอ้อยสำคัญสองหน่วยงาน คือ  Confederacion Nacional Campesina-CNC และ Union Nacional de Cañeros-CNCPR  ผู้เพาะปลูกอ้อยจะต้องมีสัญญาการส่งมอบอ้อยกับโรงกลั่นน้ำตาล และได้รับความช่วยเหลือด้านเทคนิคและปุ๋ยเคมีจากโรงงานที่มีสัญญา และโรงกลั่งน้ำตาลจะต้องจ่ายค่าจ้างแก่ผู้เพาะปลูกอ้อย ในอัตราร้อยละ 57  ของราคาน้ำตาลที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างราคาที่รัฐบาลกำหนดและราคาตลาดเป็นเหตุให้โรงกลั่นน้ำตาลอาจการขาดแคลนเงินหมุนเวียน

กระทรวงเกษตรของเม็กซิโกมีแผนงานการปรับโครงอุตสาหกรรมน้ำตาล (Programa Nacional de la Agroindustria de la Caña de Azucar-PRONAC) ที่ได้เริ่มต้นเมื่อปี 2550 และจะสิ้นสุดโครงการในปี 2555

วิเคราะห์ภาวะแข่งขันระหว่างไทยและเม็กซิโก สำหรับการส่งออกน้ำตาลไปยังตลาดสหรัฐฯ

อตุสาหกรรมน้ำตาลเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยประเภทหนึ่ง โดยไทยเป็นผู้ผลิตอันดับ 6 ของโลก และผู้ส่งออกอันดับ 2-3 มีการส่งออกร้อยละ 60-70 ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด มูลค่าการส่งออกในปี 2552 เท่ากับ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (5 ล้านตัน) ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีพื้นที่สำหรับการขยายการผลิตอ้อยและน้ำตาลได้มากเท่าเม็กซิโก แต่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และยังไม่มีภาระในการตอบสนองปริมาณความต้องการภายในประเทศมากเท่ากับเม็กซิโก  ดังนั้น ภาวะการขาดแคลนน้ำตาลในสหรัฐฯ ในระยะสั้นในปี 2553 นี้ อาจจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยอาจขอเรียกร้องการขยายโควตาการส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

หากเม็กซิโกประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมน้ำตาล และหันไปทำการผลิตและใช้สารให้ความหวานชนิดอื่นทดแทนน้ำตาลทราย เช่น corn fructose เม็กซิโกจะกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายที่สำคัญได้อย่างกระทันหัน และกลายมาเป็นคู่แข็งเพิ่มขึ้นในตลาดการส่งออกน้ำตาล

แหล่งข้อมูล:

Thursday, February 4, 2010

Opportunities for Thai Trade & Investment: Canned Pineapple Market in Mexico

ข้อมูลตลาดสินค้าสับปะรดสด น้ำสับปะรด และสับปะรดกระป๋องในเม็กซิโก

การบริโภคและการผลิต

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตสับปะรดสดเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ในปริมาณ 540,000 ตันต่อปี ในพื้นที่การเพาะปลูก 10,500 เฮ็กเตอร์ต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนเพื่อการบริโภคภายประเทศในลักษณะผลไม้สดร้อยละ 70 อีกร้อยละ 23-25 เป็นเพื่อการผลิตน้ำสับปะรด และร้อยละ 5-7 เพี่อการส่งออกในลักษณะผลไม้สดไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

นอกจากปัญหาการควบคุมการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศแล้ว ภาคการผลิตสับปะรดในเม็กซิโกเป็นภาคการผลิตเกษตรที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังปัญหาไม่ได้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต ต้นทุนการผลิตสูง และเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดรายย่อยขาดการพัฒนาระบบส่งน้ำและพึ่งน้ำฝน ทั้งนี้ ในปี 2553 ผลผลิตมีปริมาณสูงเกินปกติ แต่ช่องทางการกระจายสินค้าไปสู่ตลาดขาดประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองเพ่งเล็งสับปะรดที่นำเข้าจากต่างประเทศ และ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 รัฐบาลเม็กซิโกได้ ประกาศกำหนดราคาประกันของสับปะรด (HS 2008.20.01) ที่นำเข้าไว้ที่ราคา 0.701 เหรียญสหรัฐฯต่อกิโลกรัม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 สาเหตุของการประกาศดังกล่าว เนื่องจากมีการประท้วงของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในเม็กซิโกเห็นว่า สับปะรดจากเอเชียมีราคาต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสับปะรดจากประเทศไทย ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นข้อกำหนดเพิ่มเติมจากเดิมที่เพียงเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 23 และผู้นำเข้าต้องมีหนังสือรับรองสุขอนามัยจากกระทรวงสาธารณสุขเม็กซิโก ซึ่งข้อกำหนดทั้งสองนี้ได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2541

การนำเข้า/การส่งออก

ในปี 2537 ได้มีการนำเข้าสับปะรดประมาณมากที่สุด 18, 320 ตัน แต่ได้ลดลงระหว่างปี 2539 ถึง 2543 ปริมาณนำเข้าระหว่าง 533-806 ตัน และได้เพิ่มขึ้นในปี 2543 เป็น 1,367 ตัน มูลค่าเกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ





สับปะรดกระป๋องของไทยมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับของเม็กซิโก โดยประเทศไทยมีความสามรถในการพัฒนาพันธุ์ กระบวนการผลิตและการส่งออกไปยังตลาดโลกที่ค่อนข้างชำนาญการ ผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องอาจจะพิจารณาแผนการตลาด เพื่อเน้นการสั่งซื้อของห้างทรพัยสินค้า ร้านอาหารและโรงแรม หรืออาจจะพิจารณาการเข้ามาเปิดการผลิตในเม็กซิโก แนวทางการค้าระหว่างประเทศใต้ใต้ นำความรู้เกี่ยวกับการควบคุมช่วงการผลิต การบรรจุกระป๋อง หรือกล่องเน้น ตลาดสูง แปรส่วนเกินของการผลิตเป็น ส่งเข้าน้ำสับปะรดไปยังสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่กว่าสับปะรดกระป๋อง

เงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า

ผู้นำเข้าต้องขอใบอนุญาติการนำเข้าจากกระทรวงเศรษฐกิจ และต้องขอหนังสือรับรองสุขอาณามัยจากกระทรวงสาธารณสุขเม็กซิโก

สืบเนื่องจากภาวะการแข่งขันจากสินค้าไทย ผู้ผลิตรัฐวาฮาก้า ได้ขอให้รัฐบาลออกกฏระเบียบกำหนดให้ผู้นำเข้าจากประเทศเอเชียต้องแสดงใบอนุญาติการนำเข้าเดิมเป็นเงื่อนไขการอนุมัติการนำเข้าอีกขั้นตอนหนึ่ง

ภาษีนำเข้า:  MFN Rate: 45% Advalorem

ประเทศที่รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตามความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีกับเม็กซิโก สำหรับสับปะรดสดและสับปะรดแปรรูป ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี โบลิเวีย และคอสตาริกา และสหภาพยุโรป (ยกเว้น สวิสเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และไลเค็นสไตน์) ส่วนประเทศโคลัมเบียและเวนูซูเอลา ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสับปะรดกระป๋อง แต่ต้องเสียภาษีนำเข้าสับปะรดสด ร้อยละ 1.4

กลุ่มประเทศอเมริกากลาง อันได้แก่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และ เอลซาวาดอร์ เสียภาษีนำเข้าร้อย ละ 11.1 ส่วน นิคารากัว เสียร้อยละ 8.0/6.0

กลุ่มประเทศสมาชิกสิทธิพิเศษ ALADI เสียภาษีในอัตราต่างกัน โดยพารากวัย ร้อยละ 23.4 เอควาดอร์ ร้อยละ 27 คูบา ร้อยละ 32.4 อุรุกวัย ร้อยละ 32.4 อาร์เจนตินา ร้อยละ 36 และบราซิลร้อยละ 36

ราคาของสับปะรดสดภายในประเทศมีความผันผวนตามฤดูหรือภาวะการผลิตสูง โดยในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะเป็นช่วงผลผลิตขาดแ คลน ทำให้ราคาในช่วงสองเดือนนี้มีราคาสูงที่สุดระหว่างปี

มีการแบ่งประเภทสับปะรดสามประเภทในเม็กซิโก คือ เกรดเอ ซึ่งมีน้ำหนักต่อลูกประมาณ 2.5 กิโลหรือมากกว่า เป็นประเภทที่นิยมบริโภคภายในประเทศ เกรดบี มีน้ำหนักระหว่าง 1.8-2.5 กิโลต่อลูกเป็นเกรดที่ส่งป้อนโรงงานแปรรูปสับปะรด และเกรดซี ซึ่งมีน้ำหนักระหว่าง 1.5-1.8 กิโล ซึ่งแต่ก่อนสับปะรดที่ส่งออกเป็นสับปะรดที่ไม่มีคุณภาพเป็นส่วนเหลือ แต่ปัจจุบันมีผู้ผลิตทำการเพาะปลูกในขนาดน้ำหนักดังกล่าว เพราะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในต่างประเทศ

พื้นที่การผลิตสับปะรดที่สำคัญในเม็กซิโกได้แก่ รัฐ Veracruz, Oaxaca และ Tabasco มีสัดส่วนการผลิตร้อยละ 74, 12 และ 10 ตามลำดับ มีผู้ทำการเพาะปลูก 2500 รายทำการเพาะปลูกระหว่าง 2-5 เฮ็กเตอร์ต่อราย และมีผู้ที่มีพื้นที่การเพาะปลูกระหว่าง 25-300 เฮ็กเตอร์ประมาณ 100 รายและบริษัทเอกชนอีก 5 บริษัท

การควบคุมการผลิตยังขาดการประสานงานกับความต้องการของตลาด โดยมักมีปริมาณผลผลิตเกินความต้องการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม ในขณะที่ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนจะขาดผลผลิต และในช่วงตุลาคม-พฤษภาคมมีปริมาณผลผลิตตอบสนองความต้องการได้พอประมาณ

Opportunities for Thai Trade & Investment: Furniture Market

ข้อมูลตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโก

ภาวะตลาด:  การบริโภค

ประเทศเม็กซิโกมีวัฒนธรรมในการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้มาดั้งเดิม คุณภาพและฝีมือในการแกะประกอบและตกแต่งด้วยไม้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มีโครงสร้างของผู้ผลิตผู้จำหน่ายทั้งรายใหญ่และรายย่อยจนถึงผู้ผลิตในระดับครัวเรือน และมีช่องทางการตลาดที่สลับซับซ้อนโดยมีการแข่งขันสูง บริษัทที่เกี่ยวข้องในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งรวมผู้แทนจำหน่ายและผู้ขายปลีก มีอยู่ประมาณ 760 บริษัท

มีการประเมินมูลค่าของตลาดเฟอร์นิเจอร์ ว่ามีมูลค่าประมาณ 441 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2539 ซึ่งเป็นการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง มูลค่า 201 ล้านเหรียญ โดยร้อยละ 71 เป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯ คาดว่าตลาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเม็กซิโก จะขยายตัวประมาณร้อยละ 25-30 ใน 3 ปีข้างหน้า โดยในปีที่ผ่าน ๆ มาได้มีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 7 ต่อปี ผู้บริโภคในตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์จะพิจารณาปัจจัยด้านราคาและดีไซน์ในการตัดสินใจซื้อขาย และผู้บริโภคในตลาดผู้มีรายได้สูงจะพิจารณาปัจจัยด้านคุณภาพเพิ่มอีกประการหนึ่ง

ผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ได้ตั้งตัวแทนจำหน่ายและมีฐานะที่มั่นคงในตลาดเม็กซิโก มีการเสนอราคาซื้อขายตั้งแต่ระดับราคาแพงของเบรนด์แนม จนถึงการขายในราคาต่ำและประหยัดสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นที่นิยมของตลาด แต่เริ่มมีการซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเหล็ก พลาสติก และ PVC มากขึ้น เนื่องจากสินค้าเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ มีราคาที่แข่งขันกว่า และมีการวางจำหน่ายอย่างกระจายและหลากหลายประเภท

รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเม็กซิโก สามารถแบ่งสัดส่วนการครองตลาดตามรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้
  1. เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง (ห้องรับแขกและห้องนอน)    ร้อยละ 21.4
  2. เหล็กและรูปทรงทูป (ห้องรับแขกและห้องนอน)         ร้อยละ 19.8
  3. เครื่องตกแต่ง                                                              ร้อยละ 15.9
  4. เฟอร์นิเจอร์ไม้แบบ rustic (ห้องรับแขกและห้องนอน) ร้อยละ 14.1
  5. เฟอร์นิเจอร์ไม้แบบไม้ประกอบ (ห้องรับแขกและห้องนอน) ร้อยละ 8.1
  6. เฟอร์นเจอร์ที่ทำงาน                                                   ร้อยละ 7.2
  7. เฟอร์นิเจอร์เหล็กหล่อ (ห้องรับแขกและห้องนอน)      ร้อยละ 5.2
  8. ประเภทอื่น ๆ (รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้สำหรับห้องครัว) ร้อยละ 2.3
การผลิต

การผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายในประเทศ เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศประมาณร้อยละ 70 ในปี 2545 มูลค่าผลผลิตเฟอร์ เท่ากับ 2,649 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีการบริโภคมูลค่า 2,042 ล้านเหรีญ



การนำเข้า/การส่งออก

แหล่งนำเข้าสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มว่า สัดส่วนการครองตลาดเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจะลดลงเนื่องจากมีการแข่งขันจากยุโรปและเอเชียมากขึ้น โดยความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างยุโรปกับเม็กซิโกย่อมเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ส่งออกจากยูโรป



ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากสหรัฐฯ ได้เข้ามาทำการผลิตในเม็กซิโก เพื่อตักตวงผลประโยชน์จากค่าแรงที่ต่ำกว่า และสิทธิประโยชน์จากโครงการ Maquiladora สามารถรับการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ (ไม้เนื้อแข็ง) จากสหรัฐฯ และสามารถส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยไม่เสียภาษีนำเข้า มักมีแหล่างที่ตั้งในบริเวณ รัฐฮาลิซโก อากาซ์คาลิเอนเต้ พัวเอบลา ดูรังโก และนูเอโวลีออน


ช่องทางการตลาด

วิธีการเจาะตลาดเม็กซิโกที่ดีที่สุด คือการค้นหาตัวแทนจำหน่ายที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยม และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสหภาวะตลาด รสนิยมของกลุ่มวิชาชีพออกแบบตกแต่งบ้านและสถาปนิก รวมทั้งเทรนของแฟชั่น และอำนาจการซื้อล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดเฟอร์นิเจอร์ ผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่เหล่านี้มักจะได้สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่ติดสินในในการจัดซื้อและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการแข่งขันภายใน ผู้แทนจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกมักจะไม่เป็นตัวแทนเพียงผู้เดียวให้แก่ยี่ห้อใด ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องการขายหลาย ๆ ยี่ห้อ ให้มากที่สุด

แหล่งจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ ขายผ่านห้างสรรพสินค้า เฟอร์นิเจอร์บูติก ร้านขายเฟอร์นิเจอร์พิเศษ และเครือข่ายของซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์พิเศษ ซึ่งได้เลือกทำเลในย่านของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีรายได้สูงมักจะเป็นผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง ร้านลักษณะนี้ทำการค้าหาสินค้าใหม่ ๆ เป็นประจำ และจัดซื้อจากผู้ผลิตในเม็กซิโกโดยตรง หรือจากตัวแทนจำหน่ายของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ต่างประเทศ

ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื๋อยี่ห้อ เช่น Frey, D’Europe, Hermanos Vazquez, Elektra และ Dico มักจะจำหน่ายยี่ห้อของตัวเองและมีการนำเข้าบ้าง ผู้ผลิตบางรายอาจจะมีการเปิดร้ายจำหน่ายสินค้าของตนโดยตรง ส่วนห้างสรรพสินค้ามักจะจำหน่ายทั้งยี่ห้อภายในและยี่ห้อที่นำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายยี่ห้อ

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มักจะมีตัวแทนจำหน่ายในเมืองสำคัญ ๆ ของเม็กซิโก ซึ่งนอกจากเม็กซิโกซิตี้แล้ว มีเมืองมอนเตอเร อากาซ์คาลิเอนเต้ และ กัวดาลาฮารา ที่นิยมซื้อเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศ

เงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า

ต้องขออนุมัติการนำเข้าจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (www.semarnat.gob.mx) และต้องส่งมอบใบรับรองการฉีดยาฆ่าแมลง

รหัสการนเข้า HS CODE: 9403 เสียภาษีการนำเข้า ร้อยละ 25% ทั้งนี้ มีประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรีกับเม็กซิโกที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี คอสต้าริกา โคลัมเบีย เวเนเซอูลา โบลิเวีย และอิซราเอล ประเทศที่ได้รับส่วนลดหย่อนภาษีนำเข้าเหรือร้อยละ 5 ได้แก่ สหภาพยุโรป สวิสเซอร์แลนด์ ไลค์สเต็นไทน์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ส่วนประเทศอเมริกากลาง อันได้แก่ นิคารากัว กัวเตมาลา และเอลซาวาดอร์ อัตราร้อยละ 0.6 และนิคารากัว ร้อยละ 1.2/0.9 นอกจากนี้แล้ว ประเทศบราซิล เสียภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 18 คิวบา ร้อยละ 12.5 เอควาดอร์ ร้อยละ 0.5 และปารากวัย ร้อยละ 0.5/12.5 โดยสิทธิการเป็นสมาชิกกลุ่ม ALADI (Asociación Latinoamericana de Integración) ร่วมกับเม็กซิโก