Google Website Translator

Monday, November 29, 2010

Increase in taxes for energy drinks in Mexico

รัฐสภาเม็กซิโกผลักดันกฏหมายขึ้นภาษีเครื่องดื่มประเภท Energy Drink

คณะกรรมาธิการฝ่ายสรรพกรของรัฐสภาเม็กซิโก ได้ลงมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ให้มีการเก็บภาษี IEPS (Impuesto Especial sobre Producción y Servicio) สำหรับการผลิตและบริการต่าง ๆ เช่น การขนส่ง การจำหน่าย และการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มประเภท energy drink ในอัตราร้อยละ 25 รวมทั้งการเพิ่มภาษีของบุหรี่ จากซองละ 10 สตางค์ เป็นซองละ 35 สตางค์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อการป้องกันสุขภาพของพลเมือง โดยเฉพาะเยาวชนเม็กซิกันที่นิยมนำเครื่องดื่มเติมกำลังไปผสมกับเหล้า และได้เกิดการเสียชีวิตไปเป็นบางราย การเพิ่มภาษีสำหรับเครื่องดื่มเติมกำลังร้อยละ 25 นี้ มีผลทำให้ราคาของเครื่องดื่มเติมกำลังเพิ่มอีกเป็นประมาณ 6 เปโซต่อกระป๋อง และภาษีดังกล่าวมีผลเก็บได้จากเครื่องดื่มเติมกำลังที่ขายในรูปแบบผง (ในซอง) สำหรับผสมในน้ำดื่มเอง รวมทั้งที่ขายเป็น concentrate สำหรับการผสม

สมาชิกสภาที่เป็นผู้ผลักดันมติดังกล่าวเป็นสมาชิกของพรรคเขียวของเม็กซิโก (PVEM-Partido Verde Ecologista de Mexico) นาง Adriana Sarur นาย Juan José Guerra Abud และนาย Francisco Agundis Arias ได้ผลัดกันผลักดันมติดังกล่างตั้งแต่เมื่อปี 2552 โดยสื่อมวลชนเม็กซิกันได้ออกข่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดระยะเวลา 2-3 ปี่ที่ผ่านมาเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการดื่มเครื่องดื่มเติมกำลังไปผสมกับเหล้า หรือการดื่มเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันซึ่งได้แก่ประมาณ 500 มิลิลิตรต่อวัน

การกำหนดเก็บภาษี IEPS ดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรการที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อกำหนดบังคับเกี่ยวกับการผลิดและการขายเครื่องดื่มเติมกำลังที่ได้กำหนดตั้งแต่ปี 2552 (Norma Oficial Mexicana PROY-NOM-218-SSA1-2009) จะมีผลกระทบต่อผู้ขายเครื่องดื่มเติมกำลังทุกราย ซึ่งในเม็กซิโกมีกว่า 50 ยี่ห้อ รวมทั้ง Red Bull ตรายี่ห้อของเครื่องดื่มเติมกำลังในเม็กซิโกที่ครองตลาดส่วนใหญ่ (ร้อยละ 95) มีรวม 10 ยี่ห้อ อันได้แก่ Red Bull, Monster, Boost, Dark Dog, La Bomba, Rockstar, Cult, Blue Shot, Tribu และ Cafe Olé ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการศึกาเกี่ยวกับการปรับกฏระเบียบ ได้แจ้งว่ามาตรฐานที่ควบคุมการผลิตเครื่องดื่มเติมกำลังได้กำหนดปริมาณคาเฟอินต่อ 100 มิลิลิตรไว้ไม่เกิน 33 มิลิกรัม แต่ได้มีผู้ผลิตเครื่องดื่มเติมกำลังบางรายได้มีปริมาณคาเฟอินถึง 82 มิลิกรัมต่อ 100 มิลิลิตร ซึ่งย่อมเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่ซื้อดื่มโดยไม่กำจัดปริมาณ หรือนำไปผสมกับเหล้าซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม

นอกจากนี้แล้ว รัฐ Queretaro ได้ออกกฏหมายประจำรัฐห้ามการขายเครื่องดื่มเติมกำลังทุกประเภทในแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน เช่น บาร์และดิสโก้ ในพื้นที่เขตรัฐเคเร็ตตาโร่

แหล่งข่าวอ้างอิง:
http://eleconomista.com.mx/sistema-financiero/2010/10/20/red-bull-pagara-mas-impuestos
http://www.provincia.com.mx/17-10-2010/92040

Monday, November 22, 2010

Opportunities for Thai Trade & Investment: Air Conditioning Market in Mexico

ข้อมูลตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโก

1. รหัส HS ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครื่องปรับอากาศ
  • H.S. code 8415 หมวดครื่องปรับอากาศโดยรวม
  • H.S. code 841510 เครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งบนฝาผนังระบบครบวงจร
  • H.S. code 841581 หน่วยทำความเย็น ระบบปรับอากาศร้อนเย็น
  • H.S. code 841582 เครื่องปรับอากาศชนิดอื่น ๆ ที่มีหน่วยทำความเย็น 
  • H.S. code 841583 เครื่องปรับอากาศที่ไม่มีหน่วยทำความเย็น
  • H.S. code 841590 ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ
2. ภาวะการผลิต

ตลาดของเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโกสามารถจัดแบ่งเป็น 3 ส่วน อันได้แก่ เครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านเรือน สำหรับอาคาร และสำหรับรถยนต์ ตลาดของเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโกได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับการกระตุ้นจากการเปิดเขตการค้าเสรีจากสหรัฐฯ ซึ่งเดิมเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศมายังเม็กซิโกที่สำคัญที่สุด โดยได้มีการเติบโตระหว่างปี 2546 และ 2547 ในอัตราร้อยละ 6 มูลค่าการส่งออกมายังเม็กซิโก เพิ่มจาก 962 ล้านเหรียญ เป็น 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ในปัจจุบันผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศที่สำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ เช่น York, Trane และ Carrier ได้ตั้งโรงงานเพื่อทำการผลิตภายในเม็กซิโก ซึ่งทำให้มีการนำเข้าลดลง ถึงแม้ว่าแนวโน้มของการติดตั้งเครื่องปรับอากาศจะเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตที่สำคัญรองลงมาได้แก่ บริษัท Samsung, LG และ Mirage ซึ่งมาเปิดโรงงานทำการผลิตเพื่อตลาดเม็กซิโก รวมทั้งเพื่อการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกา

3. การบริโภค

ใน 5 ปีที่ผ่านมา การก่อสร้างบ้านเรือนได้เติบโตอย่างสม่ำเสมอในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปจะประสบปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลของเม็กซิโกได้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน และเพื่อการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ จึงได้มีการเปิดโครงการบ้านอาคารสงเคราะห์ขนาดใหญ่หลายโครงการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด รัฐที่ได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษได้แก่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ รัฐเม็กซิโก โตลูกา กัวดาราฮาร่า มอนเตอเร เคเร็กตาโร และพาชูกา นอกจากอาคารบ้านเรือนแล้ว ยังมีการส่งเสริมการก่อสร้างอาคารที่ทำงาน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล โรงหนัง โรงแรม และพิพิฒภัณฑ์

การลงทุนสำหรับภาคก่อสร้างในปี 2551 มีมูลค่ารวมประมาณ 64 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่การก่อสร้างในปี 2549 ได้มีการลงทุนเพื่อการสร้างบ้านเรือนมูลค่า 26 พันล้านเหรียญสหรัฐ

บริษัทรับเหมาก่อสร้างสำคัญของเม็กซิโกที่รับก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท ICA, GEO, ARA, HOGAR, SARE, HOMEX และ URBI ทั้งนี้ บริษัท GEO และบริษัท HOMEX นับว่าเป็นบริษัทก่อสร้างบ้านรายใหญ่ของเม็กซิโก

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผบต่อการซื้อขายเครื่องปรับอากาศได้แก่ ค่าไฟฟ้า ซึ่งในประเทศเม็กซิโกได้เพิ่มขึ้นตลอดมาทุก ๆ ปีตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ในระหว่างปี 2552 และ 2553 ค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เนื่องจากการขาดการลงทุนเพื่อขยายความสามารถในการผลิต และถึงแม้ว่ารัฐบาลเม็กซิโกจะมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า แต่ผู้บริโภคยังคงเป็นผู้ที่แบกภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนของภาคการผลิตไฟฟ้าในเม็กซิโก ครอบครัวชนชั้นกลางโดยทั่วไปจะเสียค่าไฟฟ้าประมาณ 800-900 เปโซต่อเดือน
ในเขตกรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเม็กซิโก ซึ่งเป็นที่ราบสูง จะไม่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเรือนโดยส่วนใหญ่ จะมีการติดระบบเครื่องปรับอากาศเฉพาะในอาคารทำงาน โรงแรม และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่บางแห่ง โดยส่วนใหญ่ห้างสรรพสินค้าใหม่ ๆ จะออกแบบเป็นลักษณะเปิดรับลม เพื่อจำกัดบริเวณที่ต้องใช้ระบบปรับอากาศ อย่างไรก็ตามในเขตพื้นที่ตามชายฝั่งทะเล ในภาคเหนือ และในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ อากาศร้อน มีการขยายตัวของการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น แต่โดยที่ค่าไฟเป็นปัจจัยที่ผู้ใช้จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ จึงมีการเน้นการแสวงหาระบบที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน

4. การนำเข้า

ได้มีการนำเข้าเครื่องปรับอากาศประเภทต่าง ๆ (หมวดรวมรหัส HS 8415) ในปี 2552 มูลค่ารวม 561 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2552 ซึ่งได้มีการนำเข้ามูลค่า 719 ล้านเหรียญฯ แสดงผลกระทบจากภาวะวิกฤตการณ์การเงินอย่างเห็นได้ชัด การนำเข้าเฉพาะเครื่องปรับอากาศในบ้านเรือน (HS 841510) มีมูลค่า 208 ล้านเหรียญฯ ในปี 2552 เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 124 ล้านเหรียญฯ ในปี 2551 ในรอบห้าปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเข้าเครื่องปรับอากาศสูงประเภทต่าง ๆ สุดในปี 2550 ในมูลค่า 764 ล้านเหรียญฯ
 

แหล่งนำเข้าที่สำคัญที่สุดสำหรับเครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านเรือน ได้แก่ ประเทศจีน เกาหลี และสหรัฐฯ ได้มีการนำเข้าจากประเทศไทยในปริมาณที่สำคัญเล็กน้อย โดยในปี 2552 ได้มีการนำเข้ามูลค่า 3.2 ล้านเหรียญฯ รองจากสหรัญฯ ซึ่งได้ส่งเครื่องปรับอากาศมายังเม็กซิโกในมูลค่า 4.6 ล้านเหรียญฯ ในปีเดียวกัน

5. การส่งออก

การที่ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศสำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ จีนและเกาหลี ได้เปิดโรงงานทำการผลิตในเม็กซิโก ทำให้การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคละตินอเมริกามีความสำคัญมากขึ้น ในปี 2552 ได้มีการส่งออกรวม 908 ล้านเหรียญฯ โดยการส่งออกชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศมีความสำคัญมากกว่าการส่งออกเครื่องปรับอากาศทั้งตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นสำคัญ

6. ช่องทางการตลาด

การจำหน่ายเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโกมีหลายรูปแบบ มีทั้งการขายตรงต่อลูกค้าผ่านเครือข่ายของผู้แทยจำหน่ายของยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งการวางขายตามร้านค้าย่อยซึ่งให้บริการการซ่อมเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้แล้ว ยังมีการขายผ่านในห้างขายปลีก
เมืองมอนเตอเรเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศุนย์กลางสำหรับเขตภาคเหนือ ที่มีอากาศร้อนและเย็นและมีความจำเป็นต้องใช้เครืองปรับอากาศมากกว่าภาคอื่นๆ

มีการจัดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับการปรับอากาศในเม็กซิโกทุก 2 ปี ที่ชื่อว่า AHR Expo de aire acondicionado, calefacción, ventilación y refrigeración จัดแสดงงานสลับกันระหว่างเมืองมอนเตอรเรย์ และกรุงเม็กซิโกซิตี้ โดยงานฯ ในปี 2553 ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ที่ World Trade Center ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2553 ได้มีบริษัทเข้าร่วมงานประมาณ 350 รายจาก 17 ประเทศ โดยมีผู้เข้าชมดูงานประมาณ 11,000 คน

 7. เงื่อนไขและกฎระเบียบทางการค้า

ประเทศเม็กซิโกได้เริ่มกำหนดมาตรฐานการประหยับพลังงานตั้งแต่ปี 2537 และในปัจจุบันมีมาตรฐานเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานทั้งหมดมากกว่า 20 มาตรฐาน หรือ NOM มาตรฐานที่มีผลกระทบต่อการติดตั้งระบบการปรับอากาศมากที่สุดมี 3 มาตรฐาน (http://www.economia-noms.gob.mx/noms/consultasAction.do) คือ  
  •  PROY-NOM-023-ENER-2008: Energy Efficiency in Air Conditioners, Split Type without air ducts
  •  NOM-011-ENER-2006: Energy Efficiency in Central Air Conditioners Type, Package or Splits
  •  NOM-021-ENER/SCFI-2008: Energy Efficiency and Safety Standards for Room Air Conditioning
สินค้าไฟฟ้าที่ต้องติดฉลากมาตรฐานสินค้าในเม็กซิโก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง ปั้ม และเครื่องต้มน้ำที่ใช้แก๊ซ แสดงตัวอย่างฉลาก และตรารับประกันการประหยัดพลังงาน ดังต่อไปนี้

8. ภาษีนำเข้า

อัตราภาษีนำเข้าของประเทศเม็กซิโกเก็บจากราคา CIF โดยมีอัตราโดยเฉลี่ย ดังนี้  (H.S. code/Description/ อัตราภาษีนำเข้า)

  • 841510 เครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งบนฝาผนัง (ระบบครบวงจร): ยกเว้นภาษีนำเข้า
  • 841581 หน่วยทำความเย็น ที่มีระบบปรับอากาศร้อน/เย็น: 15%
  • 841582 เครื่องปรับอากาศชนิดอื่น ๆ ที่มีหน่วยทำความเย็น: 15%
  • 841583 เครื่องปรับอากาศที่ไม่มีหน่วยทำความเย็น: 10%
  • 841590 ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ: ยกเว้นภาษีนำเข้า
9. โอกาสทางการค้าของไทย

เครื่องปรับอากาศจากประเทศไทยน่าจะมีโอกาสการแข่งขันในตลาดราคาปานกลาง ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาแบบตั้งหรือแขวนที่มีคุณสมบัติที่มีความคงทน เนื่องมีการนำเข้าเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กจากประเทศจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำจำนวนมาก ในขณะที่สหรัฐฯ เน้นการขายเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่สำหรับอาคารพาณิชย์ และญี่ปุ่นและเกาหลีมุ่งขายเครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพราคาแพงผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศไทยควรเน้นการหาช่องทางการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ที่รับซื้อเพื่อการขายในปริมาณมากเพื่อส่งขายกับห้างขายปลีกใหญ่ ๆ เช่น Walmart/Bodega หรือมุ่งหาตัวแทนจำหน่ายที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทก่อสร้างที่บริหารโครงการการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โรงแรม และโรงพยาบาล หรือแสวงหาผู้แทนจำหน่ายที่มีประสบการณ์และเครือข่ายการบริการลูกค้าที่กว้างขวางอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้ว อาจจะมีช่องทางเพื่อการผลิตในลักษณะ OEM เพื่อให้ฝ่ายเม็กซิกันทำการตลาดเอง

10. กิจกรรมส่งเสริมการส่งออก  

ผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศไทย บริษัท Bitwise Co. Ltd. ได้เดินทางมาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า AHR Expo ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2553 และเดินทางไปเยือนลูกค้าต่อในประเทศบราซิล พารากวัย และฮอนดูรัส โดยสำนักงานส่งเสิรมการค้าฯ ได้เอื้ออำนวยความสะดวกและได้จัดนัดหมายให้บริษัทฯ ได้เข้าพบกับผู้นำเข้าที่ได้แสดงสนใจที่จะนำเข้าเครื่องปรับอากาศจากประเทศไทย

12. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

12.1. งานแสดงสินค้า AHR EXPO (http://www.ashraecdmexico.org/)
Contact: asistente@ashraecdmexico.org
Tel: (55 )5669-1367, 5669-0863

12.2. ANDIRA (Asociacion Nacional de Distribuidores-สมาคมผู้แทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น) (http://www.andira.org.mx/)
Email: Fruiz@mereti.com.mx (Francisco Ruiz)
Tel: 5510-0909

12.3. ANFIR (Asociacion Nacional de Fabricantes para la Industria de la Refrigeracion-สมาคมผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น) http://www.anfir.com/
Address: Insurgentes Sur No. 686-1001 Col. Del Valle, Mexico D.F. C.P. 03100
Tel: 5536-6217, 5669-1040

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

http://www.aireacondicionadomexico.org/
http://www.aireclima.com/
http://www.mundohvacr.com.mx/
http://www.profeco.gob.mx/encuesta/brujula/bruj_2006/bol20_aire_acon.asp
http://www.caloryfrio.com/200809232406/noticias/ferias-y-congresos/feria-ahr-de-aire-acondicionado-calefaccion-ventilacion-y-refrigeracion-en-mexico.html
http://www.eventseye.com/fairs/f-ahr-expo-mexico-3104-1.html
http://www.ashraecdmexico.org/sesiones%20tecnicas/2009-2010/sesion_tecnica_junio_2010.pdf

Wednesday, November 17, 2010

Thai Restaurants in Mexico

รายชื่อร้านอาหารไทยในเม็กซิโก

1. Mexico City

BANGKOK GARDEN
Plaza Galerías Local 5,
Melchor Ocampo 193,
Col. Verónica Anzures,
C.P. 17000,
México D.F.
Tel. 5260 3305

ERAWAN
Plaza Antara
Ejército Nacional 843-B, piso 2 (debajo de las salas de cine),
Col. Polanco.
México D.F.
Tel. 5281-3181

PAD THAI
Avenida Sonora 49-1,
Col. Condesa,
Mexico D.F.
Tel. 5256-4518
padthai.com.mx

SUKHOTHAI
Copenhage No. 30,
Zona Rosa,
(entre Reforma y Hamburgo)
Col. Juarez, Mexico D.F. 066000
Tel. 5280-4870

THAI GARDENS (POLANCO)
Calderón de La Barca, 72,
Colonia Polanco,
México D.F.
Tel. 5281 3850/56
http://www.thai-gardens.com/

THAI GARDENS (CONDESA)
Tamaulipas 100,
Colonia Condesa,
México D.F.
Tel.
http://www.facebook.com/pages/Thai-Gardens-Condesa-DF/184428833917?v=wall

2. Acapulco

SAFFRON
Banyan Tree Cabo Marques
Col. Punta Diamante
Acapulco, Guerrero 39907
Tel. (+52) 744 434 0100
http://www.banyantree.com/en/cabomarques/resort_facilities/dining/saffron/

3. Cancun:

SASI THAI
Marriot-CasaMagna
Blvd. Kukulcan Km. 12.5 Zona Hotelera,
Plaza La Isla, Cancún, México
Tel. (+52) 998 8812001
http://www.sasi-thai.com/

THAI LOUNGE
Interactive Aquarium Cancún,
Plaza La Isla, Z.H. Km. 12.5,
77500 Cancún
Tel./Fax (998) 8831401
http://www.thai.com.mx/

4. Los Cabos:

BAAN THAI
Historic Downtown,
San José,
Los Cabos,
Baja California Sur, Mexico
Tel. (624) 1434830

5. Monterrey:

BAAN MAI THAI
Plaza Tanarah, Avenida Vasconcelos
#345 Ote., Local 237
San Pedro Garca Garcia, Nuevo Leon
Tel. (81) 1642 4949 y 1642 4942
http://www.baanmaithai.com/

6. Vera Cruz:

KRUA THAI
Boulevard Miguel Aleman
(esq. Ballena, a 2 min. de WTC, hacia el corazon de Boca del Rio)
Fraccionamento los Delfines,
Vera Cruz, Mexico
Tel. (01) 229-202-0235 y 229-202-0234
http://www.kruathai.com.mx/

Friday, November 5, 2010

Mexico wants to impose import control for rice

ผู้ผลิตข้าวเม็กซิกันเรียกร้องการควบคุมการนำเข้าข้าว

นาย Pedro Alejandro Díaz Hartz ประธานสภาข้าวของเม็กซิโก (Comité Nacional del Sistema Producto Arroz) ได้ออกข่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 เรียกร้องให้มีการควบคุมการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในเม็กซิโก รวมทั้งการกำหนดราคาของปัจจัยการผลิตที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตข้าวในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ

นาย Pedro ได้กล่าวว่า ผู้ผลิตข้าวภายในประเทศเม็กซิโก ที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ราย เป็นจำนวนที่ลดลงจากผู้ผลิตประมาณ 25,000 รายที่เคยทำการผลิตเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศเม็กซิโกมีความต้องการบริโภคข้าวประมาณปีละ 800,000 ตันต่อปี แต่ความสามารถในการผลิตข้าวในปัจจุบันมีเพียงประมาณ 300,000 ตัน ทั้ง ๆ ที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวมากพอ เช่น ในเขตรัฐ Vera Cruz, Campeche และ Chiapas เป็นต้น พื้นที่การเพาะปลูกข้าวในเม็กซิโกนับวันจะลดลง และเมื่อปีทีผ่านมา ทั้งวิกฤตการณ์การเงินและสภาวะอากาศได้บีบให้มีเกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวน้อยลงถึง 24,000 เฮ็กตาร์ จึงมีความเสี่ยงสูงสำหรับการผลิตข้าวภายในประเทศที่อาจจะหายสาปสูญไปในวันข้างหน้า

นาย Pedro ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลเม็กซิโกไม่ได้ใส่ใจควบคุมดูแลการนำเข้า เป็นเหตุให้มีการลักลอกการนำเข้าข้าวและถั่ว โดยร้อยละ 75 ของข้าวที่นำเข้ามาในเม็กซิโกโดยความเห็นชอบของกรมสรรพกร เป็นการนำเข้าที่ไม่เป็นไปตามกฏระเบียบของรัฐ เมื่อ 15 ปีที่แล้วเม็กซิโกมีความสามารถในการผลิตข้าวได้อย่างเพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ แต่การเปิดตลาดการนำเข้าโดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ได้มีผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตและได้ทำลายระบบการเชื่อมโยงที่ควรมีระหว่างผู้ผลิดภายในถึงตลาดผู้บริโภค จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่รัฐบาลของเม็กซิโกต้องหันมาใส่ใจดูส่งเสริมการผลิตข้าวภายในประเทศ



Source: World Trade Atlas


แหล่งข่าวอ้างอิง: http://www.jornada.unam.mx/2010/11/03/index.php?section=economia&article=026n1eco

Friday, October 15, 2010

Autoindustry Mexico Review 2010

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 9 ของโลก และมีความสามารถผลิตได้ประมาณ 2 ล้านหน่วยต่อปี โดยได้มีการคาดคะเนว่าเม็กซิโกจะมีความสามารถเพิ่มการผลิตและจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 5 ของโลกได้ภายในปี 2554-55 เที่ยบระดับการแข่งขันได้เท่าเทียมกับผู้ผลิตสำคัญ ๆ ของโลก เช่น สหรัฐฯ จีน อินเดีย และโสลวาเกีย อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเม็กซิโก โดยมีส่วนแบ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของการส่งออก และมีสัดส่วนในผลผลิตรวมแห่งชาติร้อยละ 24 รวมทั้งมีการจ้างแรงงานทางตรงและทางออ้มทั้งหมดประมาณ 1.9 ล้านคน

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโกได้เติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากได้รับการกระตุ้นจาก ความตกลงเขตการค้าเสรีนาฟต้า อันเป็นผลให้เม็กซิโกได้รับการลงทุงใหม่จากต่างประเทศระหว่างปี 2537 และ 2544 เป็นหลายหมื่นล้านเหรียญฯ เป็นการลงทุนระยะยาวในการสร้างโรงงานและการลงทุนซื้อหรือปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ อันเป็นผลให้โรงงานในเขตภาคเหนือและภายกลางของเม็กซโก เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ทันสมัยที่สุดในระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก และได้มีการเกิดกลุ่มการผลิตเฉพาะ (specialized cluster) ในพื้นที่รอบข้างโรงงานผลิตรถยนต์รายใหญ่ ๆ การมี supply chain ที่เข้มแข็ง และการขยายธรุกิจรองรับในแนวนอน (vertical integration)

โรงงานผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่ ๆ ในเม็กซิโกมี 7 ราย อาทิ General Motors, Daimler-Chrysler, Volkswagen, Nissan, Ford, Honda, และ Seat กระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้แล้ว มีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีกจำนวนราว 1,000 ราย โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 70 เป็นบริษัทผู้ผลิตของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งโรงงานในเม็กซิโก โดยชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเม็กซิโกมีการส่งออกไปยังผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก 32 ประเทศ

ภาวะวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐฯ ในปี 2552 ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดต่อภาคผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของเม็กซิโก โดยได้มีการไล่คนงานออกจากภาคการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จำนวน 18,000 ในระยะเวลา 14 เดือน ในช่วงระหว่างปี 2549-2551 เม็กซิโกเคยผลิตรถยนต์ได้ราว 2 ล้านคัน แต่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2552 ได้มีผลให้การผลิตลดลงเหลือเพียง 1.5 ล้านคัน และได้มีการคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นได้ 1.7 ล้านคันในปี 2553 แต่จะไม่สามารถเพิ่มการผลิตถึงระดับ 2 ล้านคันต่อปีจนกว่าจะถึงปี 2554 หากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงรักษาระดับการขยายตัวที่ดี

ยอดขายรถยนต์ใหม่ภายในประเทศของเม็กซิโกได้มีปริมาณสูงสุดในปี 2548 ประมาณ 1.1 ล้านคัน วิกฤตการณ์การเงินจากสหรัฐฯ ได้สร้างผลกระทบต่อตลาดการขายรถยนต์ในเม็กซิโก ทำให้ยอดขายในปี 2552 ตกลงเหลือเพียง 750,000 คันในปีนั้น และได้มีการประเมินว่ายอดการขายรถยนต์ในตลาดเม็กซิโกจะไม่กลับไปสู่ยอด 1 ล้านคันต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า

ตลาดชิ้นส่วนและส่วนประกอบรถนยต์มีสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโก และยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสการขยายตัวสูง ปัจจุบันการผลิตชิ้นส่วนฯ มีมูลค่าการผลิตประมาณ 20 พันล้านเหรียญ มี ผู้ supply ชิ้นส่วนรถยนต์ ประมาณ 1,000 บริษัท สองส่วนสามเป็นบริษัทต่างชาติ อีกหนึ่งส่วนสามเป็นบริษัทเม็กซิกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยอาจจะมีโอกาสการเจาะเข้าตลาดซัพพลายด้าน OEM และส่วนประกอบ และสำหรับการบริการหลังการขาย โดยมีโอกาสสำหรับมีสินค้าที่มีความต้องการสูงได้แก่ ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมส่วนเสียหาที่เกิดจากการชนปะทะ ส่วนประกอบของรถยนต์ดัดแปลง ระบบป้องกันการสั่นสะเทือน ชิ้นส่วน stamping อุปกรณ์อิเลคตรอนนิกส์ เครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะด้าน อุปกรณ์ที่ช่วยลดสารเป็นพิษในระบบท่อไอเสีย พวงมาลัย ระบบเสียง ระบบนำทาง GPS ส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องประดับรถยนต์ เป็นต้น

ปัจจุบันช่องทางการขายสินค้าชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ของเม็กซิโกจะขายผ่านผู้กระจายสินค้าที่มีอยู่ราว 300 ราย โดยในจำนวนนี้ 30 รายนับเป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ อาทิ Auto Zone, California และ Rogelio สำหรับในระดับค้าปลีกมีผู้ประกอบการอยู่ราว 39,410 รายมีกำลังแรงงานในธุรกิจค้าปลีกนี้ราว 167,809 คน และในส่วนของอู่ซ่อมรถยนต์มีอยู่ราว 146,720 แห่ง มีกำลังแรงงานในธุรกิจนี้ราว 322,784 คน

เม็กซิโกมีการนำเข้าสินค้ารถยนต์จากประเทศไทยสามประเภท ได้แก่ รถบรรทุก ชิ้นส่วนรถยนต์ และยางรถยนต์ โดยในปี 2552 ได้มีการนำเข้ารถบรรทุกมูลค่า 16.5 ล้านเหรียญฯ คาดว่าเป็นการนำเข้าโดยบริษัท Hino ซึ่งได้มาเปิดโรงงานประกอบรถบรรทุกที่รัฐ Guanajuato เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา การนำเข้าชิ้นส่วนในปี 2552 มีมูลค่า 13.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้ายางรถยนต์ในปีเดียวกันมีมูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้แล้ว ในระยะสามปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเข้ารถมอเตอร์ไซค์จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2550 2551 และ 2552 ได้มีการนำเข้ามูลค่า 0.611 2.964 และ 1.552 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ

Monday, October 11, 2010

War on drugs affects Mexico's tourism

ผลกระทบของสงครามปราบปรามยาเสพติดต่อภาวะการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศการเตือนภัยเกี่ยวการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก เมื่อต้นปี 2553 เมื่อเจ้าหน้ากงศลของสหรัฐฯ ถูกสังหาร 3 คน ในระหว่างการเดินทางในเมืองชายแดน Tijuana โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการเตือนภัยฯ ทุก 90 วัน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งเมื่อครบ 180 วันแล้ว จะต้องมีการพิจารณาถอนคำเตือนฯ จึงได้มีประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเม็กซิโก (Travel Warning) ลงวันที่ 10 กันยายน 2553 ในหน้าเวปของกรมกงศุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยกเลิกการงดประจำการของเจ้าหน้าที่กงศุลสหรัฐฯ ในเมือง Tijuana, Nogales, Ciudad Juarez, Nuevo Laredo, Monterrey และ Matamoros แต่ยังคงรักษาการเตือนเพื่อตักเตือนห้ามการเดินทางสำหรับเด็กหรือเยาชนสัญชาติอเมริกันในรัฐ Monterrey เนื่องจากได้มีระเบิดเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับโรงเรียนอเมริกันในเมืองนั้น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม

การเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางสำหรับประเทศเม็กซิโกดังกล่าวข้างต้น ได้มีการกระจายข่าวไปยังโรงเรียน มหาวิทยาลัย และบริษัทที่จัดทัวร์และขายตั๋วเครื่องบินในสหรัฐฯทั้งหลาย และได้มีผลให้มีนักท่องเที่ยวอเมริกันหลายคนพิจารณางดการเดินทาง หรือเปลี่ยนแผนการเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น ๆ แทน

เหตุของการเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเม็กซิโก มาจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ที่เป็นนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีเม็กซิโก ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 โดยมีการส่งกองกำลังของทหารไปเสริมการทำงานของตำรวจในท้องที่ ๆ เป็นพื้นที่ ๆ กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดควบคุมอยู่ อันได้แก่ รัฐ Michoacán และรัฐ Tamaulipas รวมทั้งรัฐข้างเคียง อันได้แก่ รัฐ Chihuahua, Sinaloa, Durango และ Coahuila และตามจุดผ่านชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก

การไล่จับตัวเจ้าพ่อกลุ่มค้ายาเสพติดที่สำคัญๆ ทำให้เกิดการยิงสู้รบกับกลางถนน ระหว่างเจ้าหน้าที่และคนร้าย รวมทั้งระหว่างกลุ่มคนร้ายด้วยกันเอง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือของเม็กซิโก เช่น ที่เมือง Ciudad Juarez, Tijuana, Chihuahua City, Nogales, Nuevo Laredo, Piedras Negras, Reynosa, Matamoros และ Monterrey ในช่วงหลังๆ การยิงสู้รบกันกลางถนนได้ขยายไปในเขตที่ไม่ได้เป็นถิ่นเดิมของกลุ่มค้ายาเสพติด เช่น ที่รัฐ Nayarit, Jalisco และ Colima

รัฐบาลเม็กซิโกได้ประสบผลสำเร็จ จับตัวหัวหน้ากลุ่มค้ายาเสพติดสำคัญๆ ได้หลายรายแล้ว เช่น The Barbie และ El Chopo จากกลุ่ม Sinaloa Cartel และ El Teo พ่อค้ากัญชาและยาบ้าตัวฉกันจากเมือง Tijuana

กลุ่มค้ายาเสพติดของเม็กซิโกได้ขยายอำนาจควบคุมเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปี คศ. 1990 เมื่อกลุ่มค้ายาเสพติดของโคลัมเบียมีอำนาจลดลง จากการร่วมปราปรามโดยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีกลุ่มลักลอบค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ที่ควบคุมเส้นทางการลักลอบขนถ่ายข้ามแดน รวมทั้งควบคุมตลาดการขายยาเสพติดในสหรัฐฯ มีสองฝ่ายใหญ่ ๆ คือฝ่าย Juárez Cartel, Tijuana Cartel, Los Zetas และ Beltrán-Leyva Cartel และฝ่ายตรงกันข้ามมีการวมตัวกันของกลุ่ม Gulf Cartel, Sinaloa Cartel และ La Familia Cartel

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประเมินมูลค่าของการค้าโคเคนที่ถูกลักลอบเข้าสหรัฐฯ โดยผ่านเม็กซิโก ว่ามีมูลค่าระหว่าง 1.3 ถึง 4.8 หมื่นล้านเหรียญฯ ต่อปี

ความรุนแรงที่สืบเนื่องมาจากการปราบปรามยาเสพติดที่นับวันจะทวีขึ้น เกิดจากการไล่ฆ่าล้างแค้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ระหว่างกลุ่มค้ายาเสพติดกันเอง ได้มีนายกเทศมนตรี ผู้บัญชาการทหาร และหัวหน้าตำรวจสืบสวน ถูกลอบสังหารไปแล้วหลายคน ในการสู้รบที่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ได้มีประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเช่นกัน รายงานข่าวของตำรวจเม็กซิโก ได้แจ้งว่า ผู้ที่เสียชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด (ทั้งเจ้าหน้าที่ คนร้ายและประชาชน) ตั้งแต่ปี 2549 มีจำนวนประมาณ 22,700 คน และในเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายน 2553 ได้มีการค้นพบกองศพการสังหารหมู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่มีศพกองอยู่รวม 76 ศพ



โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ให้ข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ห้ามการเดินทางไปยังเม็กซิโก แต่ต้องแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวอเมริกันมีความระมัดระวังในการเดินทางไปยังรัฐบางแห่ลในเม็กซิโก รวมทั้งในบริเวณชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่ อื่น ๆ ในเม็กซิโกจะมีสภาวะปกติที่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ มักจะไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายของความรุนแรง ยกเว้น เมือง Cancún ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการลักลอบขนยาเสพ และได้มีการสังหารนายทหารที่ควบคุมการกวาดล้างในพื้นที่ไปผู้หนึ่ง และในเขตเมือง Cancún กลุ่มค้ายาเสพติดอาจจะมีการแอบอ้างตัวเป็นตำรวจ หรือการเจาะเข้าไปทำงานในกองตำรวจของพื้นที่

องค์การท่องเที่ยวโลก (UNTWO) ได้จัดอันดับประเทศเม็กซิโก เป็นประเทศที่รับนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลกในปี 2552 โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโกในปีนั้นจำนวน 21.5 ล้านคน การท่องเที่ยวของเม็กซิโกเป็นแหล่งรายได้อันดับสามของประเทศ รองจากน้ำมันและเงินส่งกลับจากต่างประเทศ โดยการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับเม็กซิโกประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญต่อปี นอกจากนี้แล้วมีการการเดินทางไปกลับข้ามชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกวันละหลายหมื่นคน และมีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกประมาณ 1 ล้านคน

กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกได้รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเม็กซิโกรวม 7.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 ของช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยมีนักท่องเที่ยว 4.3 ล้านคนที่เดินทางมากจากสหรัฐฯ อีก 1.3 ล้านคนเดินทางมาจากแคนาดา และ 200,513 คนจากประเทศสเปน

แหล่งข่าว:
http://travel.state.gov/travel/cis_pa_tw/tw/tw_4755.html
http://www.bajainsider.com/baja-california-travel/mexico-travel-warning.htm
http://online.wsj.com/article/NA_WSJ_PUB:SB123931839488506787.html
http://travel.usatoday.com/destinations/dispatches/post/2010/08/cancun-bar-mexico-travel-safety/110694/1?csp=hf
http://worldblog.msnbc.msn.com/_news/2010/09/08/5069426-mexican-blog-sheds-grim-light-on-drug-war
http://www.dallasnews.com/sharedcontent/dws/news/world/stories/DN-mexicotourism_11bus.ART.State.Edition1.47662b3.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Mexican_Drug_War
http://en.wikipedia.org/wiki/World_Tourism_rankings

Friday, October 1, 2010

Nicaragua seeking investment in hotels from Spain

นิคารากัวส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว

ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจนิคารากัว

ประเทศนิคารากัวมีผลผลิตแห่งชาติในปี 2551 มูลค่า 17.37 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีประชากรเกือบ 6 ล้านคน เมืองหลวงซึ่งได้แก่ เมืองมานากัว เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรประมาณ 2 ล้านคน

นิคารากัวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดอันดับสองของภูมิภาคละตินอเมริกา (รองจากไฮติ) รายได้ต่อหัวเฉลี่ยเท่ากับ 2,627 เหรียญต่อปี ค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จำนวนแรงงานประมาณ 2.32 ล้านคน ซึ่งทำงานในภาคบริการเป็นส่วนใหญ่ และรองลงมาได้แก่การทำงานในภาคเกษตรกรรม ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากร้อยละ 60 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าเกษตร มูลค่าการส่งออกประมาณ 300 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ต่อปี และสินค้าเกษตรส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจขึ้นพื้นฐาน เช่น กล้วย กาแฟ น้ำตาล เนื้อและยาสูบ สินค้าส่งออกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่ เหล้า rum ตรา Flor de Caña

สัดส่วนของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ในผลผลิตประชาชาติ ได้แก่ ร้อยละ 56.9 มาจากภาคบริการ ร้อยละ 26.1 จากภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17 จากภาคเกษตร และร้อยละ 15 จากเงินโอนกลับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญฯ 

ภาคอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และมักเป็นการผลิตภายใต้การส่งเสริมเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป

โครงสร้างพื้นฐานของนิคารากัวยังขาดการพัฒนาอีกมาก เครือข่ายการเดินรถไฟและถนนทางหลวงมีบริการแค่ในภาคฝั่งแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและประชากรจะอาศัยอยู่ ไม่มีถนนทางหลวงหลักที่เชื่อมชายฝั่งแปซิฟิกกับชายฝั่งแคริเบี่ยน และจะต้องทำการเดินทางในส่วนที่เหลือโดยทางเรือร่องแม่น้ำ Río Escondido จากเมืองรามา มีท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวที่เมือง Corinto ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีโครงการความช่วยเหลือที่อาจพิจารณาการสร้างช่องเดินเรือตัดผ่านสองฝั่งหมาสมุทรเพื่อเป็นทางเดินเรือสำรองรองจากช่องเดินเรือปานามา

การส่งออกนิคารากัว (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
          แหล่งข้อมูล: World Trade Atlas

รัฐมนตรีการท่องเที่ยวนิคารากัวเยือนประเทศสเปนเพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านโรงแรม

รัฐมนตรีการท่องเที่ยว นาย Mario Salinas ได้เดินทางไปเยือนประเทศสเปน เพื่อการชักจูงการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจด้านโรงแรมของสเปน ร่วมทั้งเพื่อการดูงานเกี่ยวกับระบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศสเปน ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อว่า Paradores  ที่บริหารโรงแรมในเครือรวม 80 แห่ง ประมาณ 10,000 ห้อง รวมทั้งมีสถาบันการฝึกอบรมบุคลลาการเพื่อการท่องเที่ยว โดยนาย Salinas มีความสนใจที่จะนำระบบดังกล่าวมาพัฒนาใช้ประเทศนิคารกัว

นาย Salinas ได้กล่าวว่า โอกาสการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของนิคารากัว ยังต้องการการลงทุนอีกมาก เนื่องจากในปัจจุบันมีห้องพักเพียง 7,800 ห้อง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น คอสตาริกา มีถึง 38,000 ห้อง กลุ่มโรงแรมของประเทศสเปนที่ได้ทำการลงทุนในประเทศนิคารากัวแล้ว ได้แก่ กลุ่ม Barceló Managua, Hoteles Globales ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม Sol Meliá อีกกลุ่มหนึ่ง หากนักลงทุนต่างชาติมีความสนใจที่จะลงทุนด้านธุรกิจโรงแรมในนิคารากัว จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการก่อตั้งกิจการรวมทั้งการได้รับสิทธิพิเศษด้าภาษีต่าง ๆ โดยผ่านหน่วยงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของนิคารากัว Pronicaragua

แผนงานการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศนิคารากัว

การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศนิคารากัว ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของนิคารากัวได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 10-16 ต่อปี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ และยุโรป แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดได้แก่ เมือง Granada ส่วนแหล่งที่เป็นที่นิยมอื่น ๆ ได้แก่ เมือง León, Masaya, Rivas และเมือง San Juan del Sur ส่วนแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติได้แก่ แม่น้ำ San Juan River เกาะ Ometepe ซึ่งอยู่ในทะเลสาป Cocibolca ภูเขาไฟ Mombacho หมู่เกาะ Corn Islands หาดทราย และเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงาม

ร้อยละ 60 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศนิคารากัวมาจากกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ร้อยละ 30 จากสหรัฐฯ และร้อยละ 10 จากยุโรป ปัจจุบันมีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในนิคารากัวประมาณ 5,300 คน 

หน่วยงานส่งเสริมการค้านิคารากัว Pronicaragua และ Intur กำลังรณรงค์การชักจูงนักท่องเที่ยววัยเกษียนของสหรัฐฯ และได้จัดงานแสดงการท่องเที่ยว "Nicaragua: A Paradise Within your Grasp" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมงานรวม 24.000 คน ได้มีการเสนอโครงการทั้งหมด 24 โครงการ ซึ่งรวมการแสดงโครงการพิเศษของ Montecristo, Gran Pacífica, Guacalito de la Isla, Rancho Santana, La Talanguera, El Encanto del Sur, Parque Marítimo El Coco, Barceló Montelimar, Hacienda Iguana, Colinas de San Juan, Laguna Sol, Remax de Nicaragua, Desarrollos Sooner และ Hotel Seminole

นอกจากนี้แล้ว หน่วยงาน ProNicaragua สามารถชักจูงให้รายการโทรทัศน์ reality show "Survivor" ทำการถ่ายทำ "Survivor Nicaragua" ในประเทศนิคารากัว ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ชมถึง 13 ล้านคนในสหรัฐฯ เป็นการโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับนิคารากัว ซึ่งมีงบประมาณการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพียงปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 


แหล่งข้อมูล:
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_Promotes_Itself_in_Europe
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/What_Can_Survivor_TV_Do_for_Nicaraguan_Tourism
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_10Years_Tax_Breaks_for_Hotels
http://www.hosteltur.com/noticias/69086_nicaragua-busca-inversion-hoteleras-espanolas-planea-importar-modelo-paradores.html
http://www.elnuevodiario.com.ni/economia/40019
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_Promoted_as_Retirement_Destination
http://www.pronicaragua.org/
http://en.wikipedia.org/wiki/Nicaragua