Google Website Translator

Wednesday, January 19, 2011

Medical tourism in Mexico and Central America

การท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ในเม็กซิโกและอเมริกากลาง

การท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ (medical tourism) เป็นภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีประมาณ 50 ประเทศที่ได้ประกาศส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อบริการทางการแพทย์ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป้าหมายสำคัญ

สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อบริการการแพทย์แห่งสหรัฐฯ (Medical Tourism Association) ได้ร่วมมือทำรายงานการศึกษาธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทที่ปรึกษา Deloitte และได้รายงานว่า มีผู้ที่เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ในปี คศ. 2007 มีจำนวนประมาณ 9 ล้านคน โดยขนาดของตลาดโลกการท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์มีมูลค่าประมาณ 60 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี คศ. 2008 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าประมาณ 100 พันล้านเหรียญฯ ในปี คศ. 2010

ผู้ที่เดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศจากสหรัฐฯ มีประมาณ 750,000 คน ในปี คศ. 2007 โดยบริษัทดีลอยท์คาดการณ์ว่า ผู้ที่เดินทางไปแสวงหาบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณเป็นหลายล้านคนภายในปี คศ. 2010 เนื่องจากภาวะค่าบริการทางการแพทย์ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าครองชีพ) และประชากรสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วมรับบริการประกันสุขภาพ จึงต้องแสวงหาค่าบริการที่ถูกกว่า โดยบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับจะมีต้นทุนต่ำกว่าประมาณร้อยละ 30-40 ของค่าบริการฯ ในสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริการทางการแพทย์ในต่างประเทศที่เป็นที่นิยม ได้แก่ การผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติก ทันตกรรม การเปลี่ยนข้อหัวเข่า การผ่าตัดหัวใจ เป็นต้น

ประชาชนของสหรัฐฯ นิยมเดินทางข้ามชายแดนไปรับบริการการแพทย์ในประเทศเม็กซิโกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเพื่อการทำฟัน ซึ่งถูกกว่าเป็นหนึ่งในห้าของค่าทำฟันในสหรัฐฯ หรือการซื้อยาโดยใบสั่งแพทย์ซึ่งมีราคาครึ่งหนึ่งของราคาในสหรัฐฯ เมืองชายแดนที่มีบริการการแพทย์พื้นฐานสำหรับชาวอเมริกันในรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ได้แก่ เมือง Tijuana เมือง Mexicali และเมือง Laredo สำหรับการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง จะอยู่ในกรุงเม็กซิโก เมืองกัวดาราฮาร่า และมอนเตอเรย์

โรงพยาบาลในเม็กซิโกที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรรับรองมาตรฐานการแพทย์ของสหรัฐฯ (JCI) ได้แก่ American British Cowdray Medical Center IAP ซึ่งมีสาขา อยู่ 2 แห่งในกรุงเม็กซิโก โรงพยาบาล Christus Muguerza Alta Especialidad เมื่อง Monterrey โรงพยาบาล Clinica Cumbres เมือง Chihuahua โรงพยาบาล CIMA ซึ่งมีสาขา อยู่ 2 แห่งคือเมือง Hermosillo รัฐโซโนรา และที่รัฐมอนเตอเรย์ โรงพยาบาล Mexico Americano เมือง Guadalajara รัฐ Jalisco โรงพยาบาล San Jose Tec de Monterrey และกลุ่ม OCA ในเมือง Monterrey รัฐ Nuevo Leon

เปรียบเทียบค่าบริการการแพทย์ในสหรัฐฯ กับเม็กซิโก


นอกจากเม็กซิโกแล้ว ประเทศกลุ่มอเมริกากลางซึ่งมีทำเลที่ตั้งใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีประชากรส่วนหนึ่งของทั้งสองประเทศที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในทั้งสองแห่ง กำลังรณรงค์ปรับปรุงและส่งเสริมบริการทางการแพทย์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง โดยประเทศคอสตาริกาเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ มีสถาบันที่ได้รับการรับรองบริการการแพทย์โดยองค์กรฯ ในสหรัฐฯ (JCI) รวม 3 แห่ง คือ โรงพยาบาล CIMA คลีนิค Biblica และโรงพยาบาล La Catolica

ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกากลาง เช่น กัวเตมาลา ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อรับนักท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์ในปี คศ. 2012 จำนวน 5,000 ราย โดยคาดคะเนว่า นักท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์จำนวนนี้ จะทำรายได้ให้กับประเทศกัวเตมาลาได้ 464 ล้านคินตัล ประเทศนิคารากัว มีโรงพยาบาลทีได้รับการรับรองโดย JCI หนึ่งแห่ง ได้แก่ Hospital Metropolitano และโรงพยาบาล Vivian Pellas

นอกจากนี้แล้ว ประเทศคูบายังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์ที่มีประวัติการให้บริการสำหรับคนไข้ในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นเวลา 40 กว่าปี มีราคาค่าบริการการแพทย์ที่ถูกกว่าค่าบริการในสหรัฐฯ กว่าครึ่งราคา มีบริการรักษาโรคมะเร็ง การผ่าตัดตา และการรักษาการติดยา เป็นต้น

ปัจจัยสำคัญที่ประเทศอเมริกากลางคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้รองรับนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ได้มากขึ้น ได้แก่ การขอการรับรองมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์โดยสถาบันผุ้ให้การรับรองในสหรัฐฯ ในประเทศคอสตาริกา ได้มีคลินิคที่ให้บริการการแพทย์แก่ชาวต่างชาติที่ได้รับการรับรองจาก Aaaasf (American Association for Accreditation of Ambulatory Surgery Facilities) 3 แห่งคือ คลินค Unibe ที่ให้บริการผ่าตัด คลินิค Sonrisa para Todos ที่ให้บริการทันตกรรม และคลินิค Pino ที่เน้นให้บริการด้านศัลยกรรมตกแต่ง ทั้งนี้ ได้มีการคาดว่าคลินิคทั้งสามแห่งนี้ ให้บริการทางการแพทย์แก่ต่างชาติราว ๆ 25,000 คน และคาดว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ใช้จ่ายประมาณ 400-500 เหรียญฯ ต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็น 4-5 เท่าของนักท่องเที่ยวธรรมดา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.deloitte.com/assets/Dcom-UnitedStates/Local%20Assets/Documents/us_chs_MedicalTourismStudy(3).pdf
http://www.prensalibre.com/economia/Turismo-salud-genera-expectativas_0_348565150.html
http://wvw.nacion.com/ln_ee/2009/octubre/02/economia2109776.html
http://www.health-tourism.com/medical-tourism/industry-certifications/
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Guatemala_Commits_to_US_Medical_Tourism
http://en.wikipedia.org/wiki/International_healthcare_accreditation
http://en.wikipedia.org/wiki/Medical_tourism
http://www.medicaltourismassociation.com/en/about-the-mta.html
http://www.aaaasf.org/

Wednesday, January 5, 2011

Mexico Competitiveness ranks 66th in World Economic Forum Global Competitiveness

ขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของเม็กซิโก

รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ (Global Competitiveness Report) ของ World Economic Forum ปี คศ. 2010 ได้จัดอันดับคะแนนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจให้กับเม็กซิโกเท่ากับ 4.19 จัดเป็นอันดับที่ 66 จากประเทศที่ได้รับการจัดคะแนนความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศทั้งหมด 139 ประเทศ (ประเทศไทยได้รับคะแนน 4.51 เป็นอันดับที่ 38)

ปัจจัยในเชิงบวกสำหรับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจของเม็กซิโกได้แก่ ขนาดของตลาดที่ใหญ่ (อันดับที่ 12) ความเข้มแข็งของภาคเอกชน (อันดับที่ 67 สำหรับความช่ำชองทางธุรกิจ และอันดับที่ 78 สำหรับนวัตกรรม) ความช่ำชองในการพัฒนาการรวมกลุ่มวิสาหกิจ (well-developed clusters) จัดเป็นอันดับที่ 50 และสำหรับการดำเนินธุรกิจตามกระบวนการสร้างมูลค่า (value chain) จัดเป็นอันดับที่ 49

คะแนนขีดความสามารถในการแข่งขันของเม็กซิโกไม่ได้พัฒนาขึ้นจากเมื่อสองปีก่อน ซึ่งมีผลทำให้อันดับความแข่งขันฯ ร่วงลงไปถึง 6 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีการพัฒนาปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอย่อมมีผลทำให้มีความแข่งขันลดน้อยลง

เศรษฐกิจของเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในปี คศ. 2008 มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกา เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของเม็กซิโกมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ทั้งในด้านการเงินการธนาคาร การค้า และการรับเงินโอนจากแรงงานในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์กเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่ร้ายแรงท่ากับครั้งปี คศ. 1994 เนื่องจากรัฐบาลเม็กซิกันได้บริหารความมั่นคงด้านเศรษฐกิจมหาภาคได้ดีกว่าครั้งก่อน (จัดอันดับการบริหารภาคเศรษฐกิจมหาภาคเป็นที่ 28) โดยได้ดำเนินการแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลดี ผลผลิตมวลรวมประชาชาติหดตัวลงเพียงร้อยละ 6.5 ในปี คศ. 2009 แต่ได้ฟื้นตัวขึ้นได้ในอัตราร้อยละ 4.2 ในปี คศ. 2010

ถึงแม้ว่า เม็กซิโกจะได้ดำเนินการมาตรการเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพความสามรถในการแข่งขันโดยทั่วไปแล้วยังคงมีปัจจัยด้านตลาดและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีความยืดหยุ่น และไม่ตอบสนองต่อมาตรการปรับปรุงในระยะยาว (rigid market factors and structural impediments for growth over the long term) ยกตัวอย่างเช่น
  • การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งได้รับคะแนนความแข่งขันเท่ากับ 3.75 จัดเป็นอันดับที่ 75
  • ความมั่นคงเชื่อถือได้และคุณภาพบริการของสถาบันต่าง ๆ อยู่ในอันดับต่ำที่ 106
  • ปัญหาด้านความปลอดภัยที่ได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากสงครามการปราบปรามยาเสพติด ทำให้อันดับความมั่นคงลดลง 9 ตำแหน่งเป็นที่ 134
  • ปัจจัยด้านแรงงาน ซึ่งได้ถูกจัดอันดับเป็นที่ 103 เนื่องจากมีกฏระเบียบที่เคร่งครัดสลับซับซ้อนที่ควบคุมกาาจ้างงาน การเก็บภาษีเงินเดือนและเงินสมทบด้านสังคมสูง และมีความยืดหยุ่นสำหรับการเลิกจ้างน้อย ทั้งนี้ เม็กซิโก ได้ถูกจัดอันดับด้านความแข่งขันในการใช้แรงงาน เป็นอันดับที่ 122 จาก 137 ประเทศ
  • การศึกษาและการฝึกฝน ได้ถูกจับอันดับเป็นที่ 79 เนื่องจากนักธุรกิจต่าง ๆ มีความเห็นว่า ประเทศเม็กซิโกไม่สามารถผลิตแรงงานที่มีคุณภาพได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะด้านนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร
  • การปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้ถูกจัดอันดับเป็นที่ 89

The Global Competitiveness Report 2010-2011

Wednesday, December 22, 2010

IDB long term funding for Mexico's Alternative Energy sector

เงินกู้ระยะยาวเป็นหัวใจของการพัฒนาพลังงานทดแทนในเม็กซิโก

ภาคพลังงานทดแทนในเม็กซิโกได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในสองสามปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยส่งเสริมสำคัญคือ มาตราการส่งเสริมระยะยาว เงินกู้ระยะยาวจากองค์กรหรือธนาคารเพื่อการพัฒนา รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบต่างๆ

การเริ่มต้นโครงการพลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานกังหันลม หรือการผลิตเชื้อเพลิงจากอินทรีย์สาร ล้วนเป็นโครงการที่ต้องการเงินลงทุนในระยะแรกสูง เพื่อการก่อสร้างโรงงานใหม่ การซื้ออุปกรณ์ที่ก้าวหน้า รวมทั้งเพื่อการพัฒนาโครงสร้างรองรับ ไม่เหมือนกับการเริ่มต้นโครงการพลังงานที่ใช้น้ำมันและแก๊ซเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีสาธารณูปโภครองรับมากมายโดยทั่วไป

ในปี คศ 2008ที่ผ่านมา  รัฐ Oaxacaได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคาร IDB มูลค่า 102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนในโครงการสร้างโรงงานผลิตพลังงานกังหันลม ที่จะมีความสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณ 318 MW และจะมีผลช่วยให้ประเทศเม็กซิโกบรรลุเป้าหมายการลดมลภาวะ ได้ถึงร้อยละ 50  จากระดับปี คศ. 2000 ภายในปี คศ. 2050

โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการการผลิตพลังงานจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา เป็นการลงทุนโดยบริษัท Acciona Energía México (AEM) ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของบริษัท Acciona ของสเปน ร่วมกับบริษัทปูนซีเมนต์แห่งเม็กซิโก (CEMEX) ซึ่งจะมีสิทธิซื้อพลังงานที่ต้องการทั้งหมดจากโครงการดังกล่าวในระยะเวลา 20 ปีเมื่อการก่อสร้างได้เสร็จสิ้น

เม็กซิโกได้ริเริ่มแผนงานการทดแทนน้ำมัน และกระจายสัดส่วนแหล่งพลังงาน โดยการออกกฎหมายการพัฒนาแรงงาน (Special Program to Exploit Renewable Energy and Special Climate Change Program)  เมื่อเดือนพฤศจิกายน คศ. 2008 แผนงานดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับการลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังมีผลพลอยได้ต่อเศรษฐกิจเพ่มเติม คือการจ้างงาน และสร้างรายได้ในพื้นที่ ชุมชนที่มีรายได้ต่ำ 

นอกจากเงินกู้จากธนาคาร  IDB แล้ว โครงการพลังงานลม Eurus ยังต้องระดมทุนจากแหล่งเงินกู้ทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคีทั้งจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ต้นทุนการก่อสร้างทั้งหมดรวม 600 ล้านเหรียญ

รัฐบาลเม็กซิโกคาดว่า ปริมาณการลงทุนทั้งหมดจะมีมูลค่ารวม 5 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 4 ปี และจะทำการผลิตพลังงานได้ในสัดส่วนร้อยละ 4 ของความต้องการไฟฟ้ารวมของประเทศ จะสร้างงานได้ 10,000 ตำแหน่งทางตรงและทางอ้อมในช่วงการก่อสร้าง และจะมีตำแหน่งานถาวรรวม 374 ตำแหน่งสำหรับการดูแลรักษาต่อไป

นอกจากโครงการพลังงานกังหันลม Eurus ในรัฐ Oaxaca แล้ว ธนาคาร IDB ยังได้อนุมัติเงินกู้อีกจำนวนหนึ่งให้แก่ โครงการพัลงงานกังหันลมอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Eléctrica del Valle de México, S. de R.L. de C.V., (EVM) บริษัทในเครือของบริษัท EDF Energies Nouvelles ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะทำการผลิตไฟฟ้าได้ 67.5 MW โครงการ EVM มีสัญญาการขายไฟฟ้าให้กับบริษัท Wal-Mart เป็นระยะเวลา 15 ปี


แหล่งข้อมูล
http://www.iadb.org/am/2010/pages.cfm?language=en&id=6688
http://www.iadb.org/news-releases/2009-12/english/idb-to-finance-historic-expansion-of-wind-power-in-mexico--6118.html
http://www.iadb.org/en/projects/project,1303.html?id=ME-L1068

Monday, December 20, 2010

PEMEX contracts foreign companies

รูปแบบสัญญาจ้างบริษัทต่างชาติสำหรับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเม็กซิโก

บริษัท PEMEX รัฐวิสาหกิจน้ำมันของเม็กซิโก ได้อนุมัติสัญญาว่าจ้างบริษัทต่างชาติในรูปแบบใหม่สำหรับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเม็กซิโก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากแผนงานปฎิรูปพลังงานที่ประธานาธิบดีแคลดารอนได้ริเริ่มเมื่อสองปีที่ผ่านมา สัญญารูปแบบใหม่ดังกล่าวจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ผู้พัฒนาในรูปแบบ on a per-barrel fee นอกเหนือจากการคืนทุน recovery cost แต่ยังคงยึดถือหลักการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของเม็กซิโก นั่นคือน้ำมันที่ผลิตได้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของเม็กซิโกเท่านั้น การเปิดรับประมูลบริษัทต่างชาติสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำมันในรูปแบบใหม่ดังกล่าว จะขยายไปสู่การพัฒนาแหล่งสัมปทานบ่อมีอายุในพื้นที่อื่น ๆ และจะขยายรวมไปยังพื้นที่สัมปทานในอ่าวเม็กซิโกในระยะต่อไปด้วย

การปรับปรุงสัญญาว่าจ้างบริษัทต่างชาติในรูปแบบใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บริษัทน้ำมันต่างชาติลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยก้าวหน้ามาใช้ เพื่อยกระดับผลผลิตน้ำมันในบ่อน้ำมันทางตอนใต้ของเม็กซิโก ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันที่เริ่มจะหมดสภาวะการผลิตสูง (mature oilfields) ปัจจุบันมีสัดส่วนของผลผลิตเป็นหนึ่งส่วนสามของผลผลิตน้ำมันรวมของเม็กซิโก โดยมีเป้าหมายการชักจูงสำคัญกับบริษัท ExxonMobil, Royal Dutch Shell และ BP

บ่อน้ำมันในภาคใต้ของเม็กซิโกที่เป็นบ่อมีอายุมีทั้งหมด 40 แห่งและจัดแบ่งเป็นพื้นที่สัมปทานได้ 8 บล็อค ปริมาณน้ำมันสำรองรวม 420 mm เบเรล โดยบริษัท PEMEX ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาในพื้นที่สัมปทาน 3 แห่งในขั้นแรด อันได้แก่ Magallanes, Santuario และ Carrizo ซึ่งเป็นพื้นที่ 312 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำมันสำรองเฉลี่ยประมาณ 207 mm boe ความสามารถผลผลิต่อวันประมาณ 14 ล้านเบเรลต่อวัน และได้กำหนดกระบวนการจัดประมูลสัมปทานดังต่อไปนี้

พฤจิกายน 2553  ประกาศขั้นตอนการประมูลและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ
กุมภาพันธุ์ 2554  การประกาศการรับประมูลอย่างเป็นทางการ
กพ.-เม.ย. 2554   ขายเอกสาร package การประมูล
กพ.-มิ.ย. 2554    Workshop และการเยือนแหล่งสัมปทาน
กพ.-มิ.ย. 2554    สัมมนาเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดที่กรุงลอนดอน คัลการี และฮูสตัน
มิ.ย. 2554           ตรวจสอบคูณสมบัติผู้ประมูลในขั้นแรก
สัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2554  การประกาศผู้ได้รับสัมปทาน

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านเวปไซท์ได้ที่ http://www.pep.pemex.com:8080/contratos/eng/eventos.html

แหล่งข้อมูล
http://www.zacks.com/stock/news/43915/Pemex+OKs+New+Contract+Model
http://www.pep.pemex.com:8080/contratos/eng/cmaduros.html

Monday, December 6, 2010

Mexichem mulls acquisitions in Americas and Europe

บริษัท Mexichem ขยายการผลิต PVC
ในภูมิภาคละตินอเมริกา

บริษัท Mexichem เป็นบริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก ก่อตั้งเมื่อปี 2541 จากการรวมตัวของบริษัท Química Pennwalt และบริษัท Polímeros de México โดยได้รับการลงทุนเพิ่มจากผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ บริษัท Elf Atochem จากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับกลุ่มนักลงทุนชาวเม็กซิกันในนามบริษัท Grupo Empresarial Privado Mexicano และในปีถัดมาได้ร่วมทุนเพิ่มกับกลุ่มอุตสาหกรรม Camesa

สินค้าเคมีภัณฑ์ที่บริษัท Mexichem ประสบความสำเร็จด้านการตลาดในตอนต้น ๆ ได้แก่ สินค้าเคมีที่ใช้ในการผลิตแก๊ซและน้ำมัน การผลิตเหล็ก และที่ใช้กับเครื่องมือผลิตภัณฑ์ด้านการสื่อสาร นอกจากนี้แล้ว ยังมีการผลิตสินค้า PVC และโซดาไฟ ซึ่งในระยะแรกมีราคาที่ไม่แข่งขันเท่าไหร่ เนื่องจากวัตถุดิบที่มีราคาสูง รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซาในตลาดภายในของเม็กซิโกและสหรัฐฯ ในช่วงปี 2543-2532 ได้ผลักดันให้บริษัทฯ หันไปให้ความสนใจในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และได้มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรม Camesa ได้ร่วมทุกับบริษัท Total ประเทศฝรั่งเศส ซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นเดิม และได้ขยายกิจการเพิ่มเติมโดยการซื้อกิจการของบริษัท Química Flúor และบริษัท Compañía Minera Las Cuevas ซึ่งเป็นเหมืองแร่ fluorite ในรัฐ San Luis Potosi และผู้ผลิต fluorspar ที่สำคัญของโลก ทำให้บริษัท Mexichem เป็นผู้ผลิต hydrofluoric acid ที่ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาทั้งสอง ส่วนกิจการด้านการผลิต PVC ได้มีการขยายตัวโดยการการซื้อกิจการบริษัท Grupo Primex ซึ่งเป็นผู้ผลิต PVC ที่สำคัญในเม็กซิโก และการซื้อกิจการของคู่แข่งในตลาด บริษัท Plásticos Rex และผู้ผลิตเมล็ดPVC บริษัท Policyd

การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบริษัท Mexichem โดยการซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องการกับผลิตสารเคมีต่าง ๆ ในประเทศเม็กซิโก รวมทั้งการซื้อกิจการในประเทศบราซิล โคลัมเบีย และอาร์เจนตินา และการขยายสินค้าไปครอบคลุมการผลิตสารเคมี fluorite และสารทำความเย็นต่างๆ ทำให้บริษัท Mexichem ลดต้นทุนการผลิตและจัดการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้บริษัทฯ รักษาการแข่งขันภายในตลาดที่กว้างใหญ่ได้ ทั้งนี้ ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาบริษัท Mexichem ได้ใช้ทุนในการซื้อกิจการต่าง ๆ ประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2552 ศาลแพ่งของเม็กซิโกได้ไต่สวนคัดค้านการซื้อกิจกการด้าน PVC เพิ่มในเม็กซิโก โดยอ้างกฏหมายป้องกันการรวมตัวของกิจการในลักษณะผูกขาด แต่ในที่สุดบริษัท Mexichem ก็สามารถซื้อกิจการเพิ่มได้อีก 2 แห่งในปีนั้น โดยได้มีข้อตกลงว่าจะไม่ทำขยายการผลิตในด้านการผลิตท่อ PVC ในตลาดเม็กซิโกเพิ่มเติม บริษัทฯ จึงหันไปแสวงหาโอกาสการขยายตัวในการผลิต PVC ในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค และได้เข้าซื้อกิจการด้าน PVC ในประเทศเปรูในปี 2553 ซึ่งยกสถานะให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตสินค้า PVC และ vinyl resins ที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงานการผลิตสารเคมีทั้งหมด 40 กว่าแห่ง รวมทั้งโรงงานในสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่นและไต้หวัน

บริษัท Mexichem ได้แถลงข่าวในเดือนพฤศจิกายน 2553 ว่าได้เตรียมแผนงานการขยายตัวต่อไปในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปในอนาคต ยอดขายของบริษัทฯ ในไตรมาสแรกของปี 2553 มีมูลค่า 2.157 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2552

แหล่งข่าว:
http://www.mexichem.com/English/historia.html
http://www.plasticsnews.com/headlines2.html?id=20432

Grupo Bimbo acquires Sara Lee

บริษัท Bimbo ซื้อกิจการด้านการาผลิตขนมปัง Sara Lee ของสหรัฐฯ

Grupo Bimbo SAB เป็นบริษัทผู้ผลิตขนมปังสำคัญของเม็กซิโก ที่มีเครือข่ายการลงทุนด้านการผลิตขนมปังใน ภูมิภาคละตินอเมริกา จัดได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่คุมตลาดการผลิตขนมปังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2552 มีรายได้รวม 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตรายี่ห้อขนมปังที่สำคัญอันได้แก่ Bimbo และ Lara มีโรงงานผลิตขนมปังทั่วโลก 98 แห่ง ซึ่งรวมโรงงานขนมปังในสหรัฐฯ 39 โรงงาน มีลูกจ้างรวม 102,000 คน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 กลุ่ม Bimbo ประกาศข่าวว่าได้เสนอราคาซื้อกิจการด้านการผลิตขนมปังของบริษัท Sara Lee ของสหรัฐฯ ในมูลค่า 959 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมสิทธิการขายขนมปังในยี่ห้อ Sara Lee, Grandma Sycamore’s, Heiner’s และ Rainbo ในตลาดสหรัฐฯ และสามารถขายขนมปังในยี่ห้อ Sara Lee ได้ในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ยกเว้นในสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ กิจการการผลิตขนมปังของ Sara Lee มีโรงงานผลิตขนมปังทั้งหมด 41 โรง เส้นทางการขนส่งขนมปัง 4,800 สาย และคนงาน 13,000 คน แต่ประสบภาวะการแข่งขันจากคู่แข่งในระดับท้องถิ่นที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ยอดขายในปีที่ผ่าน ๆ มาได้หดตัว การขายกิจการด้านการผลิตขนมปังให้แก่ Bimbo จึงจะช่วยลดภาระของบริษัท Sara Lee ให้สามารถหันไปพัฒนาการขายสินค้าอาหารด้านเนื้อวัวและกาแฟอย่างเต็มตัวแทน

กลุ่ม Bimbo ได้ซื้อกิจการผลิตขนมปังในสหรัฐฯ บริษัท George Weston เมื่อปี 2551 ในมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อรวมกับกิจการ Sara Lee แล้ว จะทำให้ตลาดการขายขนมปังในสหรัฐฯ กลายเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของกลุ่ม Bimbo แทนตลาดภายในเม็กซิโกซึ่งเป็นฐานตลาดสำคัญเดิม

กลุ่ม Bimbo มีแผนงานที่จะลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพในกิจการการผลิตขนมปังในสหรัฐฯ เป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลช่วยให้บริษัทลดต้นทุนการผลิตรวมได้ถึง 200 ล้านเหรียญภายในปี 2553 และมีค่า Ebitda อัตราร้อยละ 12 ในปีนั้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
http://www.bloomberg.com/news/2010-11-09/sara-lee-sells-north-american-fresh-bakery-to-grupo-bimbo-for-959-million.html
http://www.grupobimbo.com.mx/
http://en.wikipedia.org/wiki/Grupo_Bimbo
http://en.wikipedia.org/wiki/Sara_Lee_Corporation

Monday, November 29, 2010

Opportunities for Thai Trade and Investment: Construction Sector in Mexico

ภาวะตลาดอุตสาหกรรมก่อสร้างในเม็กซิโก

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ประธานาธิบดีของเม็กซิโก นายเฟลิเป คัลเดรอน ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเม็กซิโก เพื่อเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยต้องการยกระดัลให้เป็นอันดับที่ 20 ในดัชนีโครงสร้างพื้นฐานของ World Economic Forum ภายในปี คศ. 2012 จึงได้มีการเร่งการลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของโครงสร้างที่มีอยู่ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐได้สร้างภาวะเศรษฐกิจซบเซาในเม็กซิโก และได้มีผลทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยภาคเอกชนได้ถูกเลื่อนกำหนดออกไป แต่การก่อสร้างไม่ได้ถึงกับหยุดชะงับ โดยบริษัทก่อสร้างเอกชนได้หันทำการก่อสร้างในขนาดกลางแทน เช่น การสร้างศูนย์พาณิชย์ หรือโรงแรม เป็นต้น ในขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การบูรณะปรับปรุงเขื่อน การสร้างหรือบูรณะโรงผลิตไฟฟ้าและการประปา การตัดเส้นทางถนนใหม่ การปรับปรุงระบบทางเดินรถไฟ และการปรับปรุงสนามบินและท่าเรือ การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่พาณิชย์ในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ โครงการก่อสร้างเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยการก่อสร้างโดยส่วนใหญ่มักจะรวมตัวในพื้นที่เมืองใหญ่ๆ เช่น ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ และในพื้นที่ของรัฐ Puerto Vallarta, Baja California, Monterrey, San Miguel de Allende, Guadalajara และ Riviera Maya

นอกจากการจัดสรรงบประมาณภาครัฐแล้ว รัฐบาลเม็กซิโกของเม็กซิโกยังได้รับความช่วงเหลือจากแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น จากธนาคารโลก ธนาคาร North American Development Bank, Interamerican Development Bank, OPIC, USTDA, ExIm Bank, USAID, Banobras และ FONADIN เป็นต้น

การขยายตัวของการเคหะ

ในด้านการเคหะในเม็กซิโกนั้น ปรากฏว่าได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาก ประมาณปีละ 4.5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณทั้งในระดับชาติ ระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น รวมทั้งได้มีการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุน เพื่อสร้างบ้านเรือนให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำ เพื่อเป็นการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลของเม็กซิโกมีสถานบันที่ให้สินเชื่อเพื่อการเคหะสองสถาบันสำคัญ อันได้แก่ Infonavit (สถาบันสินเชื่อเพื่อการเคหะสำหรับแรงงานในภาคเอกชน) และ Fovissste (สถาบันสินเชื่อการเคหะสำหรับพนักงานในภาครัฐ) โดยกฎหมายแรงงานได้บังคับให้ลูกจ้างทุกรายต้องสมทบทุนร้อยละ 5 ของค่าจ้างเข้ากองทุนดังกล่าว และเมื่อลูกจ้างที่ได้สะสมเงินออมได้ระดับหนึ่งก็จะสามารถขอเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้

บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเม็กซิโกที่เป็นขนาดใหญ่ ได้แก่ ICA, GEO, ARA, HOGAR, SARE, HOMEX และ URBI โดยเฉพาะบริษัท GEO และ บริษัท HOMEX นับว่าเป็นบริษัทก่อสร้างโครงการการเคหะที่ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการการเคหะขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับการพัฒนา มีขนาดหมู่บ้านละ 10,000-20,000 หลังในพื้นที่เดียว โดยตลาดที่พักอาศัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุด ได้แก่ บ้านเรือนระดัลกลางซึ่งมีราคาอยู่ในระดับราคาระหว่าง 28,000-50,000 เหรียญสหรัฐฯต่อหลัง

การขยายตัวของการเคหะดังกล่าวทำให้ความต้องการสำรหรับวัตถุดิบ และอุปกรณ์การก่อสร้างขยายตัวในอัตราที่เทียบได้หรือมากกว่าอัตราการขยายตัวของการก่อสร้าง สภาหอการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งเม็กซิโก (CMIC) ได้รายงานว่า มีบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับการก่อสร้างภายในประเทศ ที่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก (ลูกจ้างน้อยกว่า 50 คน) จำนวนกว่า 7,000 ราย และมีกำลังจ้างแรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 6.8 ล้านคน

ส่วนบริษัทที่เป็นผู้นำในด้านสินค้าก่อสร้างมีประมาณ 25 บริษัท อันได้แก่ บริษัท Cemex, Cementos Cruz Azul, Cementos Apasco, Eureka, Ceramica Santa Julia, Ladrillera Mecanizada, Terracon, Lamina Desplegada, Panel Rey, Vitro Fibras, Ceramica Gaya, Mosaicos Venecianos de Mexico, Fester, Laminados de Barro, Marmoles y Granitos, Cerraduras Tesa, Black and Decker, Imperquimia, Protexa, Productos Nacobre, Escaleras Rital, Vidrio Plano, Madeira Carpinteria Profesional, Recubre และ Productos Cristalum เป็นต้น

ช่องทางการตลาด

สำหรับตลาดการนำเข้าสินค้าก่อสร้างนั้น สหรัฐฯ เป็นผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งของตลาดที่สำคัญ โดยในปี 2550 ได้มีการคาดคะเนสัดส่วนการครองตลาดการนำเข้าสินค้าก่อสร้าง คือ สหรัฐฯ ร้อยละ 60 อิตาลี ร้อยละ 10 สเปน ร้อยละ 9 จีนร้อยละ 7 เกาหลี ร้อยละ 6 ไต้หวันร้อยละ 4.5 แคนาดา ร้อยละ 2 และอื่น ๆ ร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ดี ในปีหลัง ๆ ได้มีการนำเข้าาสินค้าเกี่ยวกับการก่อสร้างจากประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น

ตลาดสินค้าก่อสร้าง (มูลค่า: ล้านเหรียญหสหรัฐ)

บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเม็กซิกันกำลังค้นหาความรู้ เทคโนโลยี และวัตถุดิบทั้งในระดับราคาสูงและต่ำ ที่พร้อมติดตั้งได้สะดวกง่ายดาย และต้องการสั่งซื้อจากผู้ผลิตโดยตรงเพื่อรับราคาซื้อในระดับที่ต่ำที่สุด สินค้าก่อสร้างที่มีโอกาศในการนำเข้า (ตามระหัสสินค้า HS/ประเภทสินค้า) มีดังต่อไปนี้

7610.1001: Aluminum doors and windows
6910.10: Bathroom and kitchen fixtures
4418.1001: Windows and their frames of wood
4418.2001: Doors and their frames of wood
8512.10: Electrical fixtures
7019.9006: Electric insulating tubes
7308.3099: Steel and iron doors and windows
4418.3001: Parquet panels of wood
8203.4002: Plumbing fixtures
3925.2001: Plastic doors and windows
3920: Roofing products
7411.1001: Tubes and pipes of copper
8302.4105: Window brackets

การเจาะเข้าตลาดเม็กซิโกในขั้นแรก จำเป็นต้องหาตัวแทนจำหน่ายที่มีประสบการณ์ และเครือข่ายการขายกับบริษัทก่อสร้างอยู่แล้ว ซึ่งมักจะรวมตัวกันอยู่กันในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อสร้างสำคัญ ๆ ในขั้นต่อมาเมื่อมีประสบการณ์ในตลาดพอสมควรแล้ว สามารถเปิดสำนักงานตัวแทนจำหน่ายภายในประเทศเพี่อดูแลลูกค้าหลังการขาย

ผู้ผลิตสินค้าก่อสร้างที่ต้องการให้สินค้าของตนเป็นที่ยอมรับในการประมูลกับสถานบันที่เกี่ยวข้อง ควรจะลงทะเบียนบันทึกเป็นส่งมอบสินค้าด้านก่อสร้างไว้กับ INFONAVIT, FOVISSSTE, FONHAPO, PEMEX, CEF และสถาบันอาคารสังเคราะห์ในระดับรัฐ

ปัจจัยที่จะสนับสนุนการเจาะเข้าตลาดก่อสร้างที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา คือ การให้เงินกู้ในลักษณะเงินช่วงเหลือในการพัฒนาประเทศหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการผูกมัดเงื่อนไขการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทย

งานแสดงสินค้าสำคัญ:

CONCRETO LATIONAMERICA http://www.concretolatinoamerica.com/
Website: http://www.saiemexico.com.mxwww/

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:

Mexican Chamber for the Construction Industry: http://www.cmic.org/
National Chamber for Housing: http://www.canadevi.org.mx/
National Chamber for Consulting Firms: http://www.cnec.org.mx/
Construction and Housing Development Center: http://www.cihac.com.mx/
National Institute for Geography and Statistics: http://www.inegi.gob.mx/
Institute of National Housing Fund for Workers:
Government Housing Fund for Federal and State workers: http://www.fovissste.gob.mx/

แหล่งข้อมูล:http://www.buyusa.gov/mexico/en/building_construction.html
http://www.bis.org/ifc/publ/ifcb31c.pdf