Google Website Translator

Tuesday, July 15, 2008

ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศอเมริกากลาง

กลุ่มประเทศอเมริกากลาง 7 ประเทศ (กัวเตมาลา เอลซาวาดอร์ ฮอนดูรัส นิการากัว คอสตาริกา ปานามา และ เบลิซ) มีพื้นที่รวมเท่ากับ 523,780 ตารางกิโลเมตร (ใกล้เคียงกับพื้นที่ของประเทศไทย และใหญ่กว่า พื้นที่ของประเทศสเปน เล็กน้อย) และมีประชากรรวมประมาณ 40.5 ล้าน มีข้อได้เปรียบสำคัญในเชิงกลยุทธคือ มีที่ตั้งเปรียบเสมือน ประตูหลังของตลาดที่สำคัญที่สุดของโลก อันได้แก่สหรัฐอเมริกา


Source: http://en.wikipedia.org/wiki/Central_America

ประเทศกลุ่มอเมริกากลาง ได้มีความคืบหน้า ในการพัฒนาประเทศในรอบ 10-15 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างดี เนื่องจากการเมืองภาย ในประเทศต่าง ๆ และในระดับภูมิภาค เริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น อันเป็นผลให้ประเทศต่าง ๆ สามารถหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และความยากจน กลายเป็นกลุ่มประเทศ ที่กำลังได้รับความสนใจ ลงทุนจากต่างประเทศพอสมควร อาทิ เช่น การลงทุนในโรรงานผลิตไมโครชิป ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท Intel ในประเทศคอสตาริกา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก ประมาณร้อยละ 20 ของการส่งออกรวม ซึ่งมีประมาณ 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี คศ. 1999 เป็นต้น

อนึ่ง เป็นที่น่าสนใจว่า กลุ่มประเทศอเมริกากลางทั้งหมด ยกเว้น ประเทศคอสตาริกา เป็นกลุ่มประเทศสำคัญ ที่มีความสัมพันธ์ทางการเมือง กับไต้หวัน และได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สำคัญ ๆ จากไต้หวัน

เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคแล้ว กลุ่มประเทศอเมริกากลาง ได้รับการจัดอันดับ Global Competitiveness Index โดย World Economic Forum ที่สูงกว่า ภูมิภาคลาตินอเมริกา คาริเบี่ยน และเอเชียใต้ และใกล้เคียงกับ ดัชนีแข่งขัน ของกล่มประเทศยุโรปตะวันออก และยุโรปกลาง ปัจจัยที่สนับสนุน ให้กลุ่มประเทศอเมริกากลาง มีความได้เปรียบมากขึ้น ได้แก่ การปรับนโยบายศรษฐกิจการค้า ให้มีเสรีภาพมากขึ้น ขั้นนตอนการเปิดธุรกิจลดลง การบริหารภาครัฐบาล มีประสิทธภาพมากขึ้น และมีการส่งเสริมการลงทุน ของต่างประเทศ ให้มีสิทธิประโยชน ์และความสะดวกมากขึ้น การพัฒนาสนามบินและท่าเรือ การพัฒนาสถาบันการเงิน และตลาดหลักทรัพย์ และการส่งเสริมเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาบุคคลากรและการศึกษา

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่สนับสนุนให้ชาวต่างชาติ มีความสนใจลงทุน ในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ได้แก่ ความตกลงในระดับภูมิภาค และเขตการค้าเสรีสำคัญ ๆ ที่กลุ่มประเทศอเมริกากลาง ได้เจรจาไว้ และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา อันได้แก่ Sistema para la Integración Centroamericana (SICA), Central American Parliament, Central American Bank for Economic Integration, Central American Common Market, เขตการค้าเสรีกับสหรัญ - Central America Free Trade Agreement, และกับแคนาดา - Canada Central American Free Trade Agreement โดยประเทศคอสตาริกา เป็นประเทศ ที่มีความตกลงระหว่างประเทศ ที่เอื้ออำนวยการค้ามากที่สุด ในกลุ่มดังกล่าว และในประเทศปานามา มีเขตการค้าเสรีพิเศษ Colon Free Zone ซึ่งเป็นศูนย์การส่งออกปลอดภาษี ที่มีพื่นที่ใหญ่อันดับสองของโลก

นอกจากนี้แล้ว ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอเมริกากลางยังได้แข่งขันกัน พัฒนาเขตนิคมอุตสาหกรรม อย่างหลากหลาย

Sunday, July 13, 2008

ตลาดหลักทรัพย์เม็กซิโก ออกหุ้นให้ผู้ลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์เม็กซิโก Bolsa Mexicana de Valores หรือ BMV เป็นตลาดหุ้น และตลาด derivative มีบริษัทสมาชิกนายหน้าขายหุ้นจำนวน 24 บริษัท ได้ออกหุ้น IPO เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2008 โดยธนาคาร UBS และ BBVA Bancomer เป็นผู้ให้คำแนะนำการออกหุ้น
การออกหุ้นของตลาดหลักทรัพย์เม็กซิโก มีผลเปลี่ยนสถานะ BMV จากผู้ดำเนินการควบคุมการลงทุนในตลาด ให้เป็นผู้ลงทุนร่วมในตลาดรายหนึ่ง และคาดว่า หุ้นออกใหม่ของ BMV จะรณรงค์ทุนได้ประมาณ 444 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการออกหุ้น 121 ล้านหุ้นสำหรับการขายภายในเม็กซิโก และอีก 158 ล้านหุ้น ในตลาดอื่นๆ ราคาหุ้นละ 14-19 เปโซต่อหุ้น

Saturday, July 12, 2008

ภาวะอุตสาหกรรมน้ำมันเม็กซิโก

ภาวะการผลิต ส่งออก และบริโภคน้ำมันในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันอันดับที่ 7 ของโลก (2008) และเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบอันดับ 10 โดยมีการส่งออกในปี คศ. 2006 ปริมาณ 1.68 ล้านบาเรลต่อวัน และปริมาณการผลิตจำนวน 3.7 ล้านบาเรลต่อวัน

เม็กซโกมีแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว 15.5 พันล้านบาเรล ซึ่งเกือบร้อยละ 90 เป็นการผลิตน้ำมันดิบ โดยมีความสามารถกลั่นน้ำมันภายในประเทศได้เพียง 1.6 ล้านบาเรลต่อวัน ในขณะที่การบริโภคน้ำมันภายในประเทศเกือบ 2 ล้านบาเรลต่อวัน (สรุปข้อมูลภาคพลังงานของเม็กซิโก

แหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก ชื่อว่า Cantarell เริ่มให้ผลผลิตที่ลดลง โดยคาดว่าจะลดลงร้อยละ 20 ในปี 2008 จากเคยผลิตได้วันละ 1.5 ล้านบาเรล ลดลงเป็นวันละ 1.2 ล้านบารเล เนื่องจากบ่อใกล้จะหมดอายุ

การส่งออกน้ำมันของประเทศเม็กซิโก ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเม็กซิโกเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันอันดับที่สามของสหรัฐฯ อัตราร้อยละ 14.9 รองจากแคนาดา และซาอุดิอาราเบีย

ภูมิหลังบริษัท PEMEX

บริษัท Petroleos Mexicanos (PEMEX) เป็นรัฐวิสาหกิจและบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเพียงผู้เดียวในประเทศเม็กซิโก โดยวารสาร Fortune 500 จัดอันดับให้ PEMEX เป็นบริษัทสำคัญอันดับที่ 34 ของโลก และเป็นบริษัทน้ำมันที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่ 10 ของโลก บริษัท PEMEX มีประวัติการก่อตั้งสืบเนื่องมาจากการยึดแหล่งการสำรวจและผลิตน้ำมันจากบริษัทเอกชนต่างชาติ (nationalization) เมื่อปี 1938

ถึงแม้ว่า บริษัท PEMEX จะมีรายได้มากถึง 198 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณสองส่วนสามของรายได้ของบริษัทฯ ต้องจ่ายเป็นภาษีและ royalties แก่รัฐบาลเม็กซิกัน ทำให้ PEMEX ขาดแคลนเงินทุนเพียงพอเพื่อขยายการลงทุนในการสำรวจขุดเจาะหาแหล่งน้ำมันใหม่ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ และในปัจจุบันบริษัทฯ มีหนี้เงินกู้จำนวน 42.5พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

คณะบิรหารของบริษัท PEMEX ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ซึ่งเปลี่ยนวาระทุก 6 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารที่มาจากภาครัฐบาล และตัวแทนสหภาพแรงงาน ไม่ได้เป็นนักลงทุนหรือนักบริหารที่มีประสบการณ์ด้านน้ำมันมืออาชีพ รายได้จากการส่งออกน้ำมันของบริษัท จึงเป็นแห่ลงรายได้สำคัญของรัฐบาล ถึงร้อยละ 7 (ในช่วงปี 1960 มีส่วนเป็นรายได้ของรัฐถึงร้อยละ 60)

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ PEMEX ไม่มีความคล่องตัวในการบิรหารคือ สหภาพแรงงานที่มีอิทธิพลและได้รับผลประโยชน์สูง ทั้งนี้ บริษัทฯ มีลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพฯ ทั้งหมดประมาณ 150,000 คน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2008 เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของ PEMEX นาย Jesus Reyes Heroles กรรการผู้จักการใหญ่ ได้ให้ข่าวว่า PEMEX มีความจำเป็นต้องปรัปปรุงโครงสร้างกฎระเบียบที่ควบคุมการดำเนินการในระดับพื้นฐาน โดยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่รัฐบาลบริหารน้ำมันและผลผลิตน้ำมัน ทั้งนี้ บริษัทฯ จะต้องมีการปรับปรุงด้านการบัญชีให้มีความโปร่งใส และป้องกันคอรรัปชั่นมากขึ้น ต้องเอื้ออำนวยให้บริษัทอื่นๆ ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นในแหล่งสำรวจต่างๆ และต้องปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้มีสัดส่วนที่เป็นไปตามเกณฑ์การลงทุนในระดับที่แข่งขันได้กับต่างชาติ โดยไม่ให้ส่งผลกระทบในทางลบต่องบประมาณของรัฐบาล

ข้อเสนอของรัฐบาล Calderon เพื่อการแก่ไขกฏหมายให้ชาวต่างชาติสามารถลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมัน

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2008 นาย Felipe Calderon ประธานาธิบดีของเม็กซิโก ได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา โดยใช้ชื่อว่าเป็นข้อเสนอการปรับโครงสร้างพลังงาน (Energy Reform) แต่ความเป็นจริง เป็นแค่การขอแก้กฏหมาย เพื่ออนุญาติให้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในการสำรวจขุดเจาะหาแหล่งน้ำมันใหม่ในเขตทะเลน้ำลึก ซึ่งได้รับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งจาก นาย Lopez Obrador แห่งพรรค PRD (Partido de la Revolucion Democratica)

ข้อเสนอของประธานาธิบดี Calderon มีประเด็นที่แจ้งต่อสภา 6 ประการกล่าวคือ
• ได้เสนอว่า PEMEX ควรจะสามารถดำเนินการด้านเงินและขั้นตอนการประกอบการเป็นอิสระจากภาครัฐบาล
• ให้มีการปรับปรุงกฏระเบียบเกี่ยวกับการบริหารในการจัดทำข้อตกลงร่วมกับคู่สัญญาและการจัดซื้อ
• ให้ PEMEX จ้างบริษัทที่มีความสามารถเฉพาะเพื่อการสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่
• ให้มีการปรับปรุงด้านการเปิดชี้แจงบัญชี
• ให้มีการออกพันธบัตรประชาชน (citizen bond) ที่จะแบ่งผลกำไรของ PEMEX ให้กับประชาชน
• ให้ปรับปรุงความสามารถของหน่วยงานต่างๆ ที่ควบคุมดูแลภาคพลังงาน

พรรคฝ่ายรัฐบาล หรือ PAN (Partido Action National) ได้พยายามผลักดันให้สภารับข้อเสนอการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างเร่งรับ (fast track) โดยให้มีการลงคะแนนมติก่อนสภาจะหมดสมัยในสิ้นเดือนเมษายน แต่ พรรค PRD ได้ระดมกลุ่มประชาชนเป็นหมื่นคนไปประท้วงในลานศาลากลางใหญ่ของเมืองหลวง (Zocalo) หลายรอบ และสุดท้ายได้มีการยึดสภาโดยผู้แทนพรรคฝ่ายค้านสองพรรค คือ พรรค PRD และพรรค PRI (Partido Revolucionario Institucional) อันเป็นผลให้การอภิปรายในสภา ต้องหยุดชะงักลงเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

ในที่สุดได้มีการต่อรองให้มีการยืดระยะเวลาการพิจารณาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาคพลังงานให้มีภาพกว้างไปกว่าการอนุญาติให้ชาวต่างชาติมาลงทุนในการสำรวจขุดเจาะตามข้อเสนอของประธานาธิบดี Calderon โดยให้มีการเปิดเผยอภิปรายพิเศษจนถึงเดือน กรกฎาคม คศ. 2008 ให้ประชาชนได้รับฟังอย่างเปิดเผย (การอภิปรายต้องถ่ายทอดสดในโทรทัศน์)โดยจะแบ่งการอภิปรายทั้งหมด 23 หัวข้อ

สรุปท่าทีของพรรคทั้งสามต่อการปรับปรุงภาคพลังงานดังนี้

PAN: - PEMEX และน้ำมันดินเป็นของประชาชนเม็กซิกัน และไม่ได้เสนอการปรับให้ PEMEX เป็นบริษัทเอกชน
- พรรคไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการขุดสำรวจ และไม่ได้ผูกมัดผลกำไรของอุตสาหกรรมน้ำมัน
- ต้องการให้ PEMEX มีการพัฒนาให้ทันสมัยและให้มีการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมัน 3 แห่ง

PRI: - คัดค้านแผนการ privatization ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม แต่ขอให้มีการปรัปปรุงที่ ครอบคลุม (integrated)
-ให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรอง และให้ PEMEX มีเอกเทศน์ด้านการเงิน
- ให้ PEMEX ปลดหนี้ที่ค้างอยู่ และให้มีการวิเคระห์ปรับปรุงการจัดสรรผลกำไร

PRD: - คัดค้านการ privatize และเรียกร้องให้มีการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมีการเติบโต
- คัดค้านการจ้างต่อการสำรวจ รัฐควรจะควบคุมแหล่งน้ำมันสำคัญ
- เสนอถอนอำนาจการกำหนดนโยบายน้ำมันจากกระทรวงการคลัง

ข้อสังเกต:

พรรคฝ่ายรัฐบาล หรือ PAN (Partido Action National) ซึ่งมีคะแนนเสียงส่วนน้อยในสภา ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ในการเสนอแก้ไขกฎหมายให้ชาวต่างชาติสามารถลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยมองข้ามประเด็นความสำคัญของความภาคภูมิใจที่ชาวเม็กซิโกส่วนใหญ่มีเกี่ยวกับการได้ครอบครองการผลิตน้ำมันของตนเอง และไม่ได้มีการให้ข้อมูลที่เพียงพอ หรือในบางส่วนเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความจำเป็นในการสำรวจหาแห่งน้ำมันเพิ่มเติม อันเป็นผลให้ฝ่ายค้านสามารถใช้ข้อมูลที่ขาดแคลนไป เป็นเหตุผลปลุกระดมให้ประชาชนคัดค้านข้อเสนอของประธานาธิบดี เช่น การที่เม็กซิโกยังมีแหล่งน้ำมันจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้พิสูจน์และสามารถขุดสำรวจได้ง่ายกว่าในเขตทะเลน้ำลึก และการที่ข้อเสนอขอแก้กฏหมายของ นาย Felipe Calderon เป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงไม่ได้มองภาพรวมของอุตสาหกรรมน้ำมัน เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ที่อาจมีความสนใจที่จะเป็นผู้ลงทุนรายย่อย ในการสำรวจขุดเจาะหาแห่ลงน้ำมัน หรือลงทุนในอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง petrochemical หรือ จะเป็นการให้บริการขนถ่ายน้ำมัน ก็ตาม ในความเป็นจริง บริษัท PEMEX ได้มีการ subcontract ให้บริษัทต่างชาติรรับช่วงทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ หลายรายอยู่แล้ว จึงมีช่องทางที่สามารถเข้ามาแหล่งวัตถุดิบอันสำคัญ โดยการลงทุนรับช่วงในส่วนใดส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง เช่น ด้านแก๊ซ หรือข้อพิจารณาอีกส่วน หนึ่ง ก็คือ การทำความตกลงระหว่างประเทศขอซื้อน้ำมัน โดยให้เหตุผลกับเม็กซิโก ว่าควรกระจายตลาดการส่งออกไปยังประเทศอื่น (ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลอเมริกามีแนวโน้มค่อนข้างสูงในการลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ) นอกจากนี้แล้ว ในภาวะวิกฤคิการณ์ราคาอาหารโลกสูงขึ้น อันเป็นผลให้ประเทศผู้นำเข้าอาหารหลายประเทศเริ่มมีความเดือดร้อนมากขึ้น ประเทศไทย อาจจะเสนอการแลกเปลี่ยนอาหารเพื่อซื้อน้ำมันกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เช่น เม็กซโก และเวเนซูเอลา เป็นต้น

Thursday, July 10, 2008

ข่าวการค้าและการลงทุนในประเทศเม็กซิโก - เม.ย. 2551

ปูนซีเมนต์
- นาย Hugo Chavez ประธานาธิบดีประเทศเวเนซูเอลา ได้ประกาศบังคับบริษัทผู้ลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เวนูชูเอลา ให้จัดสรรแก่รัฐบาลเวเนซูเอลาได้ครอบครองส่วนแบ่งการลงทุนร้อยละ 60 ทั้งนี้ บริษัท CEMEX ซึ่งเป็นบริษัทปูนซีเมนต์ของเม็กซิโก ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายสำคัญรายหนึ่ง ต้องเจรจากับรัฐบาลเวนูซูเอลา เพื่อจัดโครงสร้างการลงทุนใหม่ ย่อมมีผลกระทบสำคัญต่อบริษัทแม่ที่ประเทศเม็กซิโก ซึ่งในขณะนี้ มีราคาหุ้นสูงขึ้น ทั้งนี้ ประธานธิบดี Chavez จะใช้เงินทุนของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเวนูชูเอลา เป็นผู้ออกทุนการจัดสรรส่วนแบ่งการลงทุน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศเวเนชูเอ (แหล่งข่าว: The News 04/05/08)

ผู้ผลิต PVC
- บริษัท Mexichem ผู้ผลิต PVC ได้ขยายการลงทุน โดยการซื้อบริษัทการผลิต fluoride สองแห่งในประเทศเม็กซิโก โดยมีเป้าหมายเพิ่มการผลิตเป็น 80,000 ตัน ภายในหนึ่งปีข้างหน้า(แหล่งข่าว: The News 04/02/08)

ผู้ผลิตแก๊ซ
- บริษัท World GLT ผู้ลงทุนส้รางโรงงานแปรสภาพแก๊ซแห่งแรกในทวีปอเมริกา จะร่วมทุนกับบริษัท Pemex-ประเทศเม็กซิโก Petrobas-ประเทศบราซิล และ Sinopec-ประเทศจีน เพื่อการผลิตดีเซลสำหรับตลาดภูมิภาคอเมริกา(แหล่งข่าว: The News 04/02/08)

การผลิตนม
- ผู้เลี้ยงวัวในเม็กซิโกคาดว่า จะเพิ่มการผลิตนมอีก 3 ล้านลิตร ในปี 2550 เพิ่มเป็นจำนวน 10.6 พันล้านลิตร อันเป็นผลเนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องจากโครงการพัฒนา Contract Milking ของกระทรวงเกษตรของเม็กซิโก (แหล่งข่าว: The News 04/02/08)

บริษัท Bombardier
- บริษัท Bombardier ผู้ผลิตรถรางไฟฟฟ้าอันดับสองและผู้ผลิตเครื่องบินอันดับสามของโลก จะพิจารณาโครงการลงทุนขยายโรงงานผลิตรถรางในประเทศเม็กซิโก เพื่อรองรับความต้องการเพิ่มบริการรถไฟ และรถรางของรัฐบาลเม็กซิโกซึ่งมีความต้องการเพิ่มจำนวนรถรางรถไฟถึง 250 คันภายในปี คศ. 2012 บริษัท Bombardier มีโงงานอยู่ที่เมือง Sahagun ที่รัฐ Hidalgo ที่มีความสามารถผลิต รถจักร (locomotives) 250 คัน รถขนส่งผู้โดยสารขนาดใหญ่ 375 คัน และรถบรรทุก 3,000 คัน
นอกจากนี้แล้ว บริษัท Bombardier จะยื่นข้อเสนอการลงทุในอุตสาหกรรม aeronautics ในประเทศเม็กซิโก เพื่อการผลิตเครื่องบินอย่างครบวงจรภายในปี 2012 ปัจจุบันมีการผลิตส่วนประกอบของเครื่องบินรุ่น C-series เช่น ระบบไฟฟ้าและท่อไอเสีย ที่รัฐ Queretaro อยู่แล้ว ความสำเร็จของโครงการลงทุนดังกล่าวขึ้นอยู่กับการชักจูงให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอื่น ๆ สร้างโรงงานในเขตใกล้เคียงกัน ซึ่งรัฐ Queretaro กำลังเจรจาชักจูงการลงทุนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ 8 ราย (แหล่งข่าว: The News pg.15-03/04/08)

การลงทุนในภาคเหมืองแร่
- รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจนาย Eduardo Sojo ได้ประกาศตัวเลขการลงทุนในภาคเหมืองแร่สำหรับปี 2550 ว่ามียอดสูงเป็นประวัติถึง 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และว่ารัฐบาลของ Felipe Calderon มีเป้าหมายจะ
ลงทุนในภาคเหมืองแร่ในระยะ 6 ปี ทั้งหมด 20 พันล้านเหรียญ (แหล่งข่าว: The News pg.15-03/06/08)

การผลิตแร่เงิน
- บริษัท Industrias Penoles ผู้ผลิตแร่เงินรายให่ญ่ที่สุดในโลก ได้ออกหุ้นบริษัท Fresnillo ขายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ประกาศว่าทุนที่คาดว่าจะรณรงค์ได้จากการขายหุ้น 900 ล้านเหรียญจะเป็นการลงทุนขยายการผลิตและจ่ายคืนหนี้บริษัท บริษัท Fresnillo มีความสามารถในการผลิตแร่เงิน 34.4 ล้านออนซ์ และสามารถผลิตแร่ทองได้ 280,000 ออนซ์ ยอดขายเมื่อปี 2550 จำนวน 647.9 ล้านเหรียญฯ (แหล่งข่าว: The News (04/14/08)

บริษัทโทรคมนาคม
- บริษัท America Movil ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดในตลาดลาตินอเมริกา ซึ่งนาย Carlos Slim มหาเศรษฐีระดับโลกของเม็กซิโกเป็นเจ้าของ ได้ประกาศผลกำไรลดลงร้อย 5.4 มูลค่ากำไร 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากรายได้ของบริษัทได้ลดลงและต้นทุนการเงินได้เพิ่มสูงขั้น อันเป็นผลให้ราคาหุ้นของบริษัทตกร้อยละ 13 ทั้งนี้ หุ้น America Movil เป็นหุ้นนสำคัญตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ของเม็กซิโก แต่ผู้บริหารการเงินของบริษัทได้ประกาศว่าผลการเงินของบริษัทจะดีขึ้น โดยยอดขายของบริษัทได้เพิ่มขึ้นแต่การขยายบริการในเม็กซิโกและประเทศเพื่อนบ้าน (โคลัมเบีย เปรู เอลซาวาดอร์ ฮอนดูรัส และนิการากัว) ได้ส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขิ้น เครือข่ายใหม่ของ America Movil จะสามารถให้บริการ download เพลงและวีดีโอได้เร็วขึ้น และราคาค่าบริการได้ลดลงร้อยละ 11 และคาดว่าจะลดลงในอัตราราวเดียวกันในอีก 2ปีข้างหน้า
- บริษัท Telmex ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการโทรศัพท์ตามบ้าน อีกบริษัทหนึ่งของนาย Carlos Slim ได้ประกาศว่าจะออกหุ้นขายบริษัทเครือข่ายต่างชาติของ Telmex ในประเทศ บราซิล โคลัมเบีย อาร์เจนตินา ชิลี เอกัวดอร์ และเปรู ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและต้องการหาทุนเพิ่มเพื่อการขยายการลงทุนในประเทศเหล่านี้ ทึ้งนี้ บริษัท Telmex ได้ส่งดาวเทียมใหม่จาก French Guina ซึ่งมีชื่อว่า C2 มูลค่า 200 ล้านเหรียญฯ จะช่วยให้สามารถขยายพื้นที่ให้บริการได้กว้างขึ้น (แหล่งข่าว: Bloomberg 03/26/08)

การผลิตแร่ทองแดง
- Grupo Mexico บริษัทผู้ลงทุนด้านเหมืองแร่รายใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก ประสบปัญหาสหภาพแรงงานประท้วงเป็นระยะเวลารวม 5 เดือน และได้เริ่มการผลิตใหม่เมือเดือนมกราคม 2008 ได้ประกาศว่าการผลิตอยู่ในอัตราร้อยละ 35 ของความสามารถการผลิต (แหล่งข่าว: Bloomberg 03/24/08)

ข้อสังเกต:
การค้าของประเทศเม็กซิโกได้ขยายเพิ่มขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องจากการส่งเสริมเขตการค้า NAFTA ในปี 2537 ซึ่งมีผลให้การค้าเพิ่มขึ้นในช่วง 6 ปีแรกช่วงการส่งเสริมเขตการค้าเสรี ในอัตราร้อยละ 13.8 และต่อมาได้ลดลงเล็กน้อยในระยะ 5 ปี ถัดมาเป็นร้อยละ 6.2 มาจถึงช่วงปี 2548-2549 ได้ขยายการค้าในอัตราร้อยละ 9.8 ดูแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจประเทศเม็กซิโกมีแนวโน้มที่ดี แต่ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี 2550 นี้ กำลังประสงปัญหาภาวะราคาสินค้าพื้นฐาน เช่น ข้าวโพด ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวเม็กซิกัน กำลังมีราคาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้ว เศรษฐกิจเม็กซิโกยังคงพึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นแห่ลงสำคัญแห่งเดียวเช่นเดิม

ข้อเสนอของรัฐบาล Calderon ที่ประสงค์จะ privatize บริษัทน้ำมันแห่งชาติ PEMEX เป็นเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกอย่างสูง และเป็นภาวะการเมืองที่สำคัญ ที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า

Thursday, July 3, 2008

การลงทุนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของเม็กซิโกเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8

Canainca (National Chamber of the Food Packaging Industry ร่วมกับ Packaging Machinery Manufactuers Institute
ได้จัดงาน Expo Pack 2008 ระหว่างวันที่ 24-27 มิ.ย. และได้ให้ข่าวว่า การลงทุนต่างชาติในอตุสาหกรรมบรรจุภัณฑ์นฑ์เม็กซิโก ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 โดยอุตสาหกรรมดังกล่าวมีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจรวม

การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในเม็กซิโก เป็นการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์การผลิต เพื่อการลดต้นทุนการผลิต โดยเป็นการลงทุนในการขนส่งและเทคโนโลยี 518 ล้านเหรียญ การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ 67 ล้านเหรียญ เพื่อการบูรณะรักษาเครื่องจักรเติม

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เม็กซิโก ได้เติบโตอย่างต่อนื่องและไม่ลดหย่อนมาเป็นเวลา 20 ปี เป็นการเติบโตที่หาได้ยากในภาคเศษฐกิจต่าง ๆ ของ เม็กซิโก ใน ปี 2007 ได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 4.5 และในปีนี้คาดดว่า จะเดิบโตสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ในอัตราประมาณร้อยละ 4-5 อนึ่ง ผู้เข้าร่วมงานได้ออกความเห็นว่า การลงทุนด้าน green packaging ในเม็กซิโกยังล้าหลังอยู่

การจัดงาน Expo Pack ได้รับการสนับสนุนเงินกู้เพื่อการลงทุนจากสถาบันการเงิน Santander และ Northstar Financing

Tuesday, July 1, 2008

การลงทุนต่างชาติเพิ่มขื้นในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา

คณะกรรมธิการภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริเบียนของสหประชาชาติ หรือ ECLAC (Economic Commission for Latin America and the Carribean) ซึ่งมีที่ทำการตั้งอยู่ที่เมืองซานติอาโก ชิลี ตั้งแต่ปี 1966 มีการประชุมระดับถูมิภาคทุก 2 ปี ได้รายงานสรุปภาวะการลงทุนต่างชาติในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริเบียนว่า ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริเบียน ได้ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) เป็นมูลค่ารวม 106 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2007 เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นมูลค่าสูงสุดในสติถิที่ได้เริ่มเก็บตั่งแต่ปี 1999 ทั้งนี้ การลงทุนต่างชาติจำนวน 89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นผลมาจากการแปรสภาพธุรกิจรัฐให้เป็นเอกชนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

คณะกรรมาธิการฯ คาดว่า ภาคอุตสาหกรรมของเม็กซิโกและแคริเบียนจะเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ ทั้งนี้ในช่วงต้นของปี 2008 นี้ยังไม่เห็นผลกระทบดังกล่าวเนื่องจากการผลของการตัดสินใจด้านการลงทุนจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือนจนกว่าจะปรากฏผล และประเทศเม็กซิโกและแคริเบียนสามารถกระจายตลาดการส่งออกไปยัง ญี่ปุ่น ยุโรปและประเทศลาตินอเมริกาอื่น ๆ ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนใหม่ในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของเม็กซิโกได้ลดลง เป็นการสะท้อนความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ลดลง

ประเทศบราซิลเป็นผู้ที่ได้รับการลงทุนสูงสุด จำนวน 34.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาคบิรการได้รับทุนมากที่สุด โดยรองลงมาได้แก่เม็กซิโกซึ่งรับมูลค่าการลงทุนจำนวน 23.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ผู้ลงทุนสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ และสเปน

จำนวนการลงุนในต่างประเทศของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริเบียนได้ลดลงครึงหนึ่ง
จากจำนวน 42 พันล้านในปี 2006 เหลือ 20.6 พันล้านเหรียญฯในปี 2007 ทั้งนี้เพราะ บริษัทเหมืองของบราซิล Companhia Vale do Rio Doce ได้ลงทุนซื้อบริษัทของแคนาดา Inco เมื่อปี 2006

Alicia Bárcena Ibarra ชาวเม็กซิกัน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมาธิการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กค.

Monday, June 30, 2008

ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจ ประเทศเม็กซิโก ต้นปี 2551

ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจ OECD ตั้งแต่ปี คศ. 1994 เป็นเศรษฐกิจอันอับที่ 13 ของโลก โดยมีผลผลิตแห่งชาติรวม 1,134 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5 เท่าของผลผลิตรวมของไทย) มีรายได้ต่อหัวสูงสุดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 5 ของโลก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ แต่การส่งออกน้ำมันเริ่มมีสัดส่วนในมูลค่าการส่งออกลดน้อยลง ปัจจุบันไม่ถึงร้อยละ 10 เนื่องจากภาคอุสาหกรรมได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วใน 20 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดได้แก่ ภาคบริการ (การขนส่ง การค้า โกดัง ร้านอาหาร โรงแรม การบรรเทิง สาธารณสุข การศึกษา การสื่อสาร บริการธนาคารและการเงิน และภาครัฐ) โดยมีส่วนแบ่งของเศรษฐกิจเป็นร้อยละ 70.5% รองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม (ส่วนสำคัญได้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ) ร้อยละ 25.7 และภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 3
เศรษฐกิจเม็กซิโกเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งรองรับการส่งออกจากเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 80 ของการส่งออกรวมของเม็กซิโก
เม็กซิโกมีความตกลงเขตการค้าเสรีกับ 40 กว่าประเทศ และเเป็นสมาชิก GATT เมื่อปี 1986 และคู่สัญญา NAFTA เมื่อปี 1994 ข้อมูลการค้า การลงทุน และภาวะเศรษฐกิจ

อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ
อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจปี พศ. 2550 มีอัตราร้อยละ 2.6 ลดลงจากปี 2549 ซี่งมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.8 และ The Economist ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเม็กซิโกจะขยายตัวประมาณ ร้อย 3.5 ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า อัตรเงินเฟ้อในปี พศ. 2550 มีอัตราร้อยละ 3.74 ลดลงจากปี 2549 ซึ่งมีอัตราร้อยละ 4.3

การค้า
ธนาคารกลางแห่งประเทศเม็กซิโกได้ประมาณการส่งออกประจำปี 2550 ว่ามีมูลค่ารวม 269.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากมูลค่าการส่งออกปี 2549 จำนวน 19 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มุลค่าการนำเข้าประจำปี 2550 มีมูลค่ารวม 280.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2549 จำนวน 24.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ดุลการค้าประจำปี 2550 ขาดดุลเป็นจำนวน 11,185.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การนำเข้าโดยแยกหมวดหมู่สินค้า เป็นสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Use) มูลค่า 150.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ การนำเข้าสินค้าบริโภคมูลค่า 30.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ การนำเข้าสินค้าทุน มูลค่า 24.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ข้อมูลจากเดือนมกราคมถึงกันยายนปี 2550)

การส่งออกโดยแบ่งภาคเศรษฐกิจ 3 ภาคคือ ภาคการผลิตสินค้า มีมูลค่า 161.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน มูลค่า 30.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และภาคเกษตร (Farming and Extractive) (ข้อมูลจากเดือนมกราคมถึงกันยายนปี 2550)

การลงทุน
ประมาณการมูลค่าการลงทุนต่างชาติในเม็กซิโกสำหรับปี 2550 มีมูลค่า 20,129 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากมูลค่าของปี 2549 ซึ่งมีมูล่า 19,212 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ แหล่งการลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนต่างชาติในประเทศเม็กซิโก เป็นอัตราร้อยละ 50.4 รองลงมาได้แก่ ประเทสเนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 12.6 ประเทศสเปน ร้อยละ 9.8 ประเทศฝรั่งเศษ ร้อยละ 9.3 ประเทศเบอร์มูดา ร้อยละ 4.6 และประเทศอื่น ๆ ร้อยละ 13.3