Google Website Translator

Wednesday, March 17, 2010

Costa Rica economy update

รายงานความคืบหน้าภาวะเศรษฐกิจคอสตาริกา

1.  ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างคอสตาริกาและสิงคโปร์

ประเทศคอสตาริกาและสิงคโปร์ ได้ตกลงเริ่มการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างทั้งสองประเทศ ในระหว่างการเยือนสิงคโปร์ของประธานาธิบดีคอสตาริกา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ได้มีการเจราเกี่ยวกับรายละเอียดของความตกลงทั้งหมด 4 รอบในปี 2552 และกำหนดจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2553

สิงคโปร์ได้ตกลงเปิดตลาดเสรี ให้สินค้าจากคอสตาริกา สามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีโดยอัตโนมัติทุกรายการสินค้า ในขณะที่คอสตาริกาจะยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้าของสิงคโปร์ประมาณร้อยละ 90 ของบัญชีสินค้านำเข้าทั้งหมด ส่วนรายการสินค้าที่เหลือนั้น จะทยอยลดภาษีนำเข้าในระยะเวลา 10 ปี  ทั้งนี้ ความตกลงดังกล่าวรวมถึงการความคุ้มครองการลงทุนสองฝ่ายอีกด้ว

การค้าทวิภาคีระหว่างคอสตาริกาและสิงคโปร์ มีมูลค่า 413.7 ล้านเหรียญ ในปี 2552 เป็นการเพิ่มถึงร้อยละ 40 จากปี 2547 โดยสินค้าส่งออกสำคัญของคอสตาริกาไปยังสิงคโปร์ได้แก่ วาวฟ์อิเล็คตรอนนิกส์ และชิ้นส่วนเครื่องจักร ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากสิงคโปร์ได้แก่ เครื่องมือชั่งตวง และยางพารา

ประเทศสิงคโปร์มีความสนใจขยายการค้าและการลงทุนในภาคบริการของคอสตาริกา โดยเฉพาะในด้านโรงแรม ร้านอาหาร การศึกษาเอกชน และการก่อสร้าง

2.  ความคืบหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างคอสตาริกากับจีน

ได้มีการหารือรอบที่ 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่กรุงปักกิ่ง และได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับหัวข้อย่อยในข้อตกลงในเรื่องของการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า การออกใบรับรองสุขภาพอาหาร ความร่วมมือเกี่ยวกับทรัพสินทางปัญญา การเกลี้ยไกล่ข้อพิพาท การอำนวยกฏระเบียบการค้า การการค้าบริการ และข้อตกลงเกี่ยวกับการลงทุน ทั้งนี้ผลของการประชุมได้มีความคืบหน้าเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย และคาดว่าจะสามารถสิ้นสุดการเจรจาได้ในการหารืออีกหนึ่งรอบ

3.  ภาวะเศรษฐกิจคอสตาริกา ปี 2552 และแนวโน้มการเติโตปี 2553

เศรษฐกิจของคอสตาริกาได้หดตัวร้อยละ 1.3 ในปี 2552 โดยการบริโภคภายในประเทศได้ลดลง และการส่งออกประสบภาวะเศรษฐกิจโลกหดตัว รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศได้ลดลง  ทั้งนี้ บริษัทจัดระดับเครดิต Fitch Ratings คาดว่าหากภาวะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน การเติบโตของเศรษฐกิจคอสตาริกาในปี 2553 อาจจะมีอัตราขยายตัวได้ร้อยละ 2.9  ทั้งนี้ บริษัท Fitch ได้กำหนดระดับเครดิต IDRs ของคอสตาริกา ที่ BB สำหรับเงินกู้ต่างประเทศ BB+ สำหรับเงินกู้เงินสกุลท้องถิ่น  โดยบริษัท Fitch มีความเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของคอสตาริกาอยู่ในฐานะที่ดี โดยคอสตาริกาได้ต้านภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกซบเซาได้ดีพอสมควร โดยระบบธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์เสื่อมราคา และได้รับเงินกู้อุดหนุนทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศจำนวน 735 ล้านเหรียญฯ หรือร้อยละ 18 ของเงินสำรองระหว่างประเทศ

โครงสร้างเศรษฐกิจของคอสตาริกามีการกระจายของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่หลากหลาย และมีสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดีพอสมควร ข้ออ่อนแอของระบบเศรษฐกิจคอสตาริกา คือการมีฐานการเก็บภาษีที่แคบ ฉะนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงการเก็บภาษี นอกจากนี้แล้ว โครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่เข้มแข็ง รวมทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำถึงแม้ว่าจะได้ขยายตัวในปีที่ผ่าน ๆ มา  ความพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูง และการมีสัดส่วนการใช้เงินสกุลดอลลาร์ภายในประเทศสูง เป็นเหตุให้โครงสร้างของดุลการชำระเงินมีความอ่อนแอ รัฐบาลคอสตาริกาต้องระมัดระวังเรื่องการกู้ยืมเงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้ง ๆ ที่ควรมีนโยบายสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น

4. การเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 7  กุมภาพันธ์ 2553

มีผู้ลงสมัคร 9 คน การหาเสียงได้เน้นเรื่องความมั่นคง และเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีผู้ออกเสียง 2.8 ล้าน โดยผู้นำผลสำรวจคะแนนเสียงได้แก่  นาง Laura Chinchilla ซึ่งได้รับการสนุนจากพรรค Partido Liberacion Nacional ของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน มีคะแนนสนับสนุน ร้อยละ 40.9 อันดับสองได้แก่ นาย Otta Guevara นักกฎหมายที่เคยดำรงตำแหน่งวุฒิมา 6 สมัย และเคยสมัครเข้ารับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เป็นสมาชิกพรรคฝ่ายขวา  Movimiento Libertario มีคะแนนสนับสนุนร้อยละ 30.4 และนาย Otton Solix นักเศรษฐศาสตร์พรรคฝ่ายซ้าย Partido Accion Cuidadana ที่เคยสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยก่อนมาเหมือนกัน มีคะแนนสนับสนุนร้อยละ 13.7

5.  เขตการค้าเสรีต่างๆ ที่คอสตาริกาเป็นภาค และความตกลงการค้าอื่น ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา

คอสตาริกามีความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคี คือ
1. CAFTA-DR (ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประเทศอเมริกากลาง แลสาธารณรัฐคอมินิกัน กับสหรัฐอเมริกา) ลงนามเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 มีผลบังคับในคอสราริกาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอเมริกากลางเป็นตลาดส่งออกอันดับสามในกลุ่มละตินอเมริกาสำหรับสหรัฐฯ หลังจากเม็กซิโกและบราซิล การส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศ CAFTA-DR มีมูลค่า 26.3 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2551
2.  ความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับกลุ่มประเทศคาริเบียน (CARICOM) ลงนามเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 มีผลบังคับในคอสตาริกาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 โดยมีเงื่อนไขความตกลง 4 ระดับซึ่งเจรจากันระหว่างแต่ละประเทศอีกต่างหาก ได้แก่ การเปิดเสรีอัตโนมัติ การลดภาษีใน 4 ปี ข้อยกเว้นเป็นรายสินค้า และข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรตามฤดูกาล

คอสตาริกามีความตกลงเขตการค้าเสรีทวิภาคีกับ เม็กซิโก (มีผลบังคับตั้งแต่ปี 2538) แคนาดา (2544)  ชิลี (2545) สาธารณรัฐดอมินิกัน (2538) และปานามา (2551)  และได้เริ่มกระบวนการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับ ประเทศจีน เมื่อปี 2550 และกับสหภาพยุโรป (AACUE) เมื่อปี 2549
            
ความตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ICC/CBI (Carribean Basin Initiative-1983), GSP-Europe และ ALCA/FTAA (Free Trade Areas of the Americas-1994)

แหล่งข้อมูล: www.comex.go.cr

US and Mexican sugar shortages

ตลาดสหรัฐฯ ขาดแคลนน้ำตาล: ความสัมพันธ์ในการผลิตและส่งออกน้ำตาลเม็กซิโก

ภาวะตลาดน้ำตาลโลก

องค์กรอาหารโลก (FAO) ได้รายงานผลผลผลิตน้ำตาลทรายโลกในปี 2551 ว่ามีปริมาณประมาณ 170 ล้านตัน และคาดว่า ความต้องการนำเข้าน้ำตาลทรายโลกในปี 2553 จะมีปริมาณประมาณ 52 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 5  เนื่องจากความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำตาลอันดับหนึ่งของโลก ได้ประสบภาวะขาดแคลนน้ำตาลในปีที่ผ่านมาและจะเป็นปัจจัยชักจูงการนำเข้าสำคัญสำหรับปีนี้ นอกจากนี้แล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบให้มีการนำเข้าน้ำตาลมากขึ้น ได้แก่ การลดลงของราคาน้ำตาลระหว่างประเทศ หรืออ่อนตัวเพิ่มของเงินสกุลดอลล่าร์

องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศ (International Sugar Organization) ได้ประเมินว่าจะมีภาวะขาดแคลนน้ำตาลในตลาดโลกสำหรับปีการผลิต 2552-2553 ในปริมาณประมาณ 9.4 ล้านตัน

ผู้ส่งออกน้ำตาลสำคัญของโลก ได้แก่ ประเทศบราซิล จะมีการส่งออกได้ประมาณ 25 ล้านตันในปี 2553 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อนถึงแม้ว่าผลผลิตจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร  ส่วนประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับสอง-สามของโลก คาดว่าจะส่งออกได้ประมาณ 5.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.2

ราคาน้ำตาลโลกเป็นราคาที่กำหนดในตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ได้เพิ่มสูงขึ้นในระยะสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น และนักลงทุนได้หันมาให้ความสนใจต่อการผลิตเชื้อเพลิงจากพืช (biofuel) โดยประเทศบราซิลได้เริ่มการผลิตเชื้อเพลิงจากต้นอ้อย และสหรัฐฯได้มีการผลิตเชื้อเพลิงจากข้าวโพด เป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ราคาอาหารถีบตัวสูงขึ้นในปี 2552  ในขณะที่การเพิ่มผลผลิตน้ำตาลทั่วโลกไม่สามารถขยายทันได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งภาวะการขาดแคลนน้ำ และภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมลงและภาวะอากาศผันผวน เช่น อุทกภัยต่างเป็นเหตุให้ปริมาณที่ผลิตขยายตัวไม่ทันความต้องการบริโภคโลกที่เพิ่มขึ้น

ภาวะตลาดน้ำตาลในสหรัฐอเมริกา

บริการข่าว Reuters เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ได้รายงานว่า กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) กำลังทำการทบทวนภาวะความต้องการและผลผลิตของน้ำตาลในตลาดสหรัฐฯ โดยอาจจะมีการพิจารณาการจัดสรรโควตาการนำเข้าน้ำตาลใหม่ ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่ออนุมัติให้มีการนำเข้าได้มากขึ้นเพราะอาจจะมีการขาดแคลนน้ำตาลภายในประเทศได้ชั่วคราว

การผลิตน้ำตาลในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การควบคุมโดยกฏหมาย Farm Bill ซึ่งได้รับการทบทวนใหม่เมื่อปี คศ. 2008 โดยกระทรวงการเกษตรสหรัฐฯ จะประเมินภาวะตลาดทุกปี และควบคุมปริมาณที่เกษตรกรสามรถผลิตได้ ซึ่งต้องเป็นปริมาณที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 ของความต้องภารบริโภคน้ำตาล และจะจัดสรรโควต้าการนำเข้าให้แก่ประเทศผู้มีสิทธิส่งน้ำตาลเข้าตลาดสหรัฐฯ 41 ประเทศ โดยปริมาณโควต้าการนำเข้าน้ำตาลกำหนดไว้ที่ 1.231 ล้านตัน  ตามข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การค้าโลก  สหรัฐฯ มีความสามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 8.1 ล้านตันต่อปี

เม็กซิโกเป็นประเทศผู้ที่มีสิทธิส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐฯ ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านโควต้า และได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี NAFTA จึงเป็นแหล่งนำเข้าน้ำตาลสำคัญแหล่งหนึ่งสำหรับสหรัฐฯ แต่นักวิเดราะห์ภาวะอุตสาหกรรมน้ำตาลในสหรัฐฯ และผู้ผลิตอาหารที่ต้องนำเข้าน้ำตาลเพื่อการผลิตอาหาร เช่น บริษัท Kraft, General Mills และบริษัท Hershey ต้องการให้มีการอนุมัติการนำเข้าน้ำตาลจากประเทศอื่นมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า จะไม่สามารถพึ่งซัพพลายจากเม็กซิโกได้อย่างมั่งคง  ทั้งนี้ ภาวะการผลิตอ้อยและการกลั่นน้ำตาลในเม็กซิโกในปี 2552 ได้มีผลผลิตลดน้อยลงถึงร้อยละ 10-15


ภาวะการผลิต การบริโภคและการส่งออกน้ำตาลของเม็กซิโก

เม็กซิโกมีความสามารถในการเพาะปลูกอ้อยเพื่อการผลิตน้ำตาลในปริมาณระหว่าง 60-70 ตันต่อเฮ็กเตอร์ ซึ่งจัดเป็นผู้มีสมรรถภาพในการผลิตน้ำตาลอันดับ 13 ของโลก และในปี 2552/3 จะมีผลผลิตน้ำตาลประมาณ 5.8 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับความต้องการของตลาดภายใน ที่มีการบริโภคน้ำตาลจากอ้อยประมาณ 5 ล้านตัน และความต้องการน้ำตาลสังเคราะห์อีก 800,000 ล้านตัน เม็กซิโกมีการส่งออกน้ำตาลประมาณ 400,000 ล้านตัน และนำเข้าน้ำตาลเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกในโครงการ INMEX จำนวน 200,000 ล้านตัน

สหภาพผู้เพาะปลูกอ้อยเม็กซิกันได้คาดะเนว่า ความต้องการบริโภคน้ำตาลในเม็กซิโกจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 ล้านตัน ในปี 2555  ทั้งนี้  การบริโภคน้ำตาลต่อคนในเม็กซิโก มีอัตราเฉลี่ยเท่ากับ 44 กิโลตอคนต่อปี

พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยทั่วประเทศเม็กซิโก มีทั้งหมดประมาณ 812,000 เฮกเตอร์ แต่การเพาะปลูกในปี 2552 ใช้พื้นที่เพียง 663,000 เฮกเตอร์  มีโรงกลั่นน้ำตาลทั้งหมด 54 แห่ง ในพื้นที่ 15 รัฐ  ทั้งนี้ ในปี 2552 ได้มีการหยุดพักการทำงานของโรงงาน 3 แห่งในรัฐเวราครูซ เนื่องจากผลผลิตของอ้อยไม่เพียงพอสำหรับการป้อนโรงงานทั้งหมด

อุตสาหกรรมน้ำตาลของเม็กซิโกมีการจ้างงานโดยตรงประมาณ 440,000 คน และสร้างานโดยทางอ้อมได้อีกประมาณ 2.5 ล้านคน แต่รายได้จากภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลมีสัดส่วนต่อรายประชาชาติเพียงร้อยละ 0.06  มีการรวมกลุ่มสหภาพแรงงนผู้ปลูกอ้อยสำคัญสองหน่วยงาน คือ  Confederacion Nacional Campesina-CNC และ Union Nacional de Cañeros-CNCPR  ผู้เพาะปลูกอ้อยจะต้องมีสัญญาการส่งมอบอ้อยกับโรงกลั่นน้ำตาล และได้รับความช่วยเหลือด้านเทคนิคและปุ๋ยเคมีจากโรงงานที่มีสัญญา และโรงกลั่งน้ำตาลจะต้องจ่ายค่าจ้างแก่ผู้เพาะปลูกอ้อย ในอัตราร้อยละ 57  ของราคาน้ำตาลที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างราคาที่รัฐบาลกำหนดและราคาตลาดเป็นเหตุให้โรงกลั่นน้ำตาลอาจการขาดแคลนเงินหมุนเวียน

กระทรวงเกษตรของเม็กซิโกมีแผนงานการปรับโครงอุตสาหกรรมน้ำตาล (Programa Nacional de la Agroindustria de la Caña de Azucar-PRONAC) ที่ได้เริ่มต้นเมื่อปี 2550 และจะสิ้นสุดโครงการในปี 2555

วิเคราะห์ภาวะแข่งขันระหว่างไทยและเม็กซิโก สำหรับการส่งออกน้ำตาลไปยังตลาดสหรัฐฯ

อตุสาหกรรมน้ำตาลเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยประเภทหนึ่ง โดยไทยเป็นผู้ผลิตอันดับ 6 ของโลก และผู้ส่งออกอันดับ 2-3 มีการส่งออกร้อยละ 60-70 ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด มูลค่าการส่งออกในปี 2552 เท่ากับ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (5 ล้านตัน) ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีพื้นที่สำหรับการขยายการผลิตอ้อยและน้ำตาลได้มากเท่าเม็กซิโก แต่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และยังไม่มีภาระในการตอบสนองปริมาณความต้องการภายในประเทศมากเท่ากับเม็กซิโก  ดังนั้น ภาวะการขาดแคลนน้ำตาลในสหรัฐฯ ในระยะสั้นในปี 2553 นี้ อาจจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยอาจขอเรียกร้องการขยายโควตาการส่งออกน้ำตาลไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

หากเม็กซิโกประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมน้ำตาล และหันไปทำการผลิตและใช้สารให้ความหวานชนิดอื่นทดแทนน้ำตาลทราย เช่น corn fructose เม็กซิโกจะกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายที่สำคัญได้อย่างกระทันหัน และกลายมาเป็นคู่แข็งเพิ่มขึ้นในตลาดการส่งออกน้ำตาล

แหล่งข้อมูล:

Thursday, February 4, 2010

Opportunities for Thai Trade & Investment: Canned Pineapple Market in Mexico

ข้อมูลตลาดสินค้าสับปะรดสด น้ำสับปะรด และสับปะรดกระป๋องในเม็กซิโก

การบริโภคและการผลิต

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตสับปะรดสดเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ในปริมาณ 540,000 ตันต่อปี ในพื้นที่การเพาะปลูก 10,500 เฮ็กเตอร์ต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนเพื่อการบริโภคภายประเทศในลักษณะผลไม้สดร้อยละ 70 อีกร้อยละ 23-25 เป็นเพื่อการผลิตน้ำสับปะรด และร้อยละ 5-7 เพี่อการส่งออกในลักษณะผลไม้สดไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

นอกจากปัญหาการควบคุมการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศแล้ว ภาคการผลิตสับปะรดในเม็กซิโกเป็นภาคการผลิตเกษตรที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังปัญหาไม่ได้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต ต้นทุนการผลิตสูง และเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดรายย่อยขาดการพัฒนาระบบส่งน้ำและพึ่งน้ำฝน ทั้งนี้ ในปี 2553 ผลผลิตมีปริมาณสูงเกินปกติ แต่ช่องทางการกระจายสินค้าไปสู่ตลาดขาดประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองเพ่งเล็งสับปะรดที่นำเข้าจากต่างประเทศ และ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 รัฐบาลเม็กซิโกได้ ประกาศกำหนดราคาประกันของสับปะรด (HS 2008.20.01) ที่นำเข้าไว้ที่ราคา 0.701 เหรียญสหรัฐฯต่อกิโลกรัม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 สาเหตุของการประกาศดังกล่าว เนื่องจากมีการประท้วงของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในเม็กซิโกเห็นว่า สับปะรดจากเอเชียมีราคาต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสับปะรดจากประเทศไทย ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นข้อกำหนดเพิ่มเติมจากเดิมที่เพียงเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 23 และผู้นำเข้าต้องมีหนังสือรับรองสุขอนามัยจากกระทรวงสาธารณสุขเม็กซิโก ซึ่งข้อกำหนดทั้งสองนี้ได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2541

การนำเข้า/การส่งออก

ในปี 2537 ได้มีการนำเข้าสับปะรดประมาณมากที่สุด 18, 320 ตัน แต่ได้ลดลงระหว่างปี 2539 ถึง 2543 ปริมาณนำเข้าระหว่าง 533-806 ตัน และได้เพิ่มขึ้นในปี 2543 เป็น 1,367 ตัน มูลค่าเกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ





สับปะรดกระป๋องของไทยมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับของเม็กซิโก โดยประเทศไทยมีความสามรถในการพัฒนาพันธุ์ กระบวนการผลิตและการส่งออกไปยังตลาดโลกที่ค่อนข้างชำนาญการ ผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องอาจจะพิจารณาแผนการตลาด เพื่อเน้นการสั่งซื้อของห้างทรพัยสินค้า ร้านอาหารและโรงแรม หรืออาจจะพิจารณาการเข้ามาเปิดการผลิตในเม็กซิโก แนวทางการค้าระหว่างประเทศใต้ใต้ นำความรู้เกี่ยวกับการควบคุมช่วงการผลิต การบรรจุกระป๋อง หรือกล่องเน้น ตลาดสูง แปรส่วนเกินของการผลิตเป็น ส่งเข้าน้ำสับปะรดไปยังสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่กว่าสับปะรดกระป๋อง

เงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า

ผู้นำเข้าต้องขอใบอนุญาติการนำเข้าจากกระทรวงเศรษฐกิจ และต้องขอหนังสือรับรองสุขอาณามัยจากกระทรวงสาธารณสุขเม็กซิโก

สืบเนื่องจากภาวะการแข่งขันจากสินค้าไทย ผู้ผลิตรัฐวาฮาก้า ได้ขอให้รัฐบาลออกกฏระเบียบกำหนดให้ผู้นำเข้าจากประเทศเอเชียต้องแสดงใบอนุญาติการนำเข้าเดิมเป็นเงื่อนไขการอนุมัติการนำเข้าอีกขั้นตอนหนึ่ง

ภาษีนำเข้า:  MFN Rate: 45% Advalorem

ประเทศที่รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตามความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีกับเม็กซิโก สำหรับสับปะรดสดและสับปะรดแปรรูป ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี โบลิเวีย และคอสตาริกา และสหภาพยุโรป (ยกเว้น สวิสเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และไลเค็นสไตน์) ส่วนประเทศโคลัมเบียและเวนูซูเอลา ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสับปะรดกระป๋อง แต่ต้องเสียภาษีนำเข้าสับปะรดสด ร้อยละ 1.4

กลุ่มประเทศอเมริกากลาง อันได้แก่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และ เอลซาวาดอร์ เสียภาษีนำเข้าร้อย ละ 11.1 ส่วน นิคารากัว เสียร้อยละ 8.0/6.0

กลุ่มประเทศสมาชิกสิทธิพิเศษ ALADI เสียภาษีในอัตราต่างกัน โดยพารากวัย ร้อยละ 23.4 เอควาดอร์ ร้อยละ 27 คูบา ร้อยละ 32.4 อุรุกวัย ร้อยละ 32.4 อาร์เจนตินา ร้อยละ 36 และบราซิลร้อยละ 36

ราคาของสับปะรดสดภายในประเทศมีความผันผวนตามฤดูหรือภาวะการผลิตสูง โดยในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะเป็นช่วงผลผลิตขาดแ คลน ทำให้ราคาในช่วงสองเดือนนี้มีราคาสูงที่สุดระหว่างปี

มีการแบ่งประเภทสับปะรดสามประเภทในเม็กซิโก คือ เกรดเอ ซึ่งมีน้ำหนักต่อลูกประมาณ 2.5 กิโลหรือมากกว่า เป็นประเภทที่นิยมบริโภคภายในประเทศ เกรดบี มีน้ำหนักระหว่าง 1.8-2.5 กิโลต่อลูกเป็นเกรดที่ส่งป้อนโรงงานแปรรูปสับปะรด และเกรดซี ซึ่งมีน้ำหนักระหว่าง 1.5-1.8 กิโล ซึ่งแต่ก่อนสับปะรดที่ส่งออกเป็นสับปะรดที่ไม่มีคุณภาพเป็นส่วนเหลือ แต่ปัจจุบันมีผู้ผลิตทำการเพาะปลูกในขนาดน้ำหนักดังกล่าว เพราะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในต่างประเทศ

พื้นที่การผลิตสับปะรดที่สำคัญในเม็กซิโกได้แก่ รัฐ Veracruz, Oaxaca และ Tabasco มีสัดส่วนการผลิตร้อยละ 74, 12 และ 10 ตามลำดับ มีผู้ทำการเพาะปลูก 2500 รายทำการเพาะปลูกระหว่าง 2-5 เฮ็กเตอร์ต่อราย และมีผู้ที่มีพื้นที่การเพาะปลูกระหว่าง 25-300 เฮ็กเตอร์ประมาณ 100 รายและบริษัทเอกชนอีก 5 บริษัท

การควบคุมการผลิตยังขาดการประสานงานกับความต้องการของตลาด โดยมักมีปริมาณผลผลิตเกินความต้องการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม ในขณะที่ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนจะขาดผลผลิต และในช่วงตุลาคม-พฤษภาคมมีปริมาณผลผลิตตอบสนองความต้องการได้พอประมาณ

Opportunities for Thai Trade & Investment: Furniture Market

ข้อมูลตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโก

ภาวะตลาด:  การบริโภค

ประเทศเม็กซิโกมีวัฒนธรรมในการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้มาดั้งเดิม คุณภาพและฝีมือในการแกะประกอบและตกแต่งด้วยไม้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มีโครงสร้างของผู้ผลิตผู้จำหน่ายทั้งรายใหญ่และรายย่อยจนถึงผู้ผลิตในระดับครัวเรือน และมีช่องทางการตลาดที่สลับซับซ้อนโดยมีการแข่งขันสูง บริษัทที่เกี่ยวข้องในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งรวมผู้แทนจำหน่ายและผู้ขายปลีก มีอยู่ประมาณ 760 บริษัท

มีการประเมินมูลค่าของตลาดเฟอร์นิเจอร์ ว่ามีมูลค่าประมาณ 441 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2539 ซึ่งเป็นการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง มูลค่า 201 ล้านเหรียญ โดยร้อยละ 71 เป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯ คาดว่าตลาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเม็กซิโก จะขยายตัวประมาณร้อยละ 25-30 ใน 3 ปีข้างหน้า โดยในปีที่ผ่าน ๆ มาได้มีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 7 ต่อปี ผู้บริโภคในตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์จะพิจารณาปัจจัยด้านราคาและดีไซน์ในการตัดสินใจซื้อขาย และผู้บริโภคในตลาดผู้มีรายได้สูงจะพิจารณาปัจจัยด้านคุณภาพเพิ่มอีกประการหนึ่ง

ผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ได้ตั้งตัวแทนจำหน่ายและมีฐานะที่มั่นคงในตลาดเม็กซิโก มีการเสนอราคาซื้อขายตั้งแต่ระดับราคาแพงของเบรนด์แนม จนถึงการขายในราคาต่ำและประหยัดสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นที่นิยมของตลาด แต่เริ่มมีการซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเหล็ก พลาสติก และ PVC มากขึ้น เนื่องจากสินค้าเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ มีราคาที่แข่งขันกว่า และมีการวางจำหน่ายอย่างกระจายและหลากหลายประเภท

รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเม็กซิโก สามารถแบ่งสัดส่วนการครองตลาดตามรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้
  1. เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง (ห้องรับแขกและห้องนอน)    ร้อยละ 21.4
  2. เหล็กและรูปทรงทูป (ห้องรับแขกและห้องนอน)         ร้อยละ 19.8
  3. เครื่องตกแต่ง                                                              ร้อยละ 15.9
  4. เฟอร์นิเจอร์ไม้แบบ rustic (ห้องรับแขกและห้องนอน) ร้อยละ 14.1
  5. เฟอร์นิเจอร์ไม้แบบไม้ประกอบ (ห้องรับแขกและห้องนอน) ร้อยละ 8.1
  6. เฟอร์นเจอร์ที่ทำงาน                                                   ร้อยละ 7.2
  7. เฟอร์นิเจอร์เหล็กหล่อ (ห้องรับแขกและห้องนอน)      ร้อยละ 5.2
  8. ประเภทอื่น ๆ (รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้สำหรับห้องครัว) ร้อยละ 2.3
การผลิต

การผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายในประเทศ เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศประมาณร้อยละ 70 ในปี 2545 มูลค่าผลผลิตเฟอร์ เท่ากับ 2,649 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีการบริโภคมูลค่า 2,042 ล้านเหรีญ



การนำเข้า/การส่งออก

แหล่งนำเข้าสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มว่า สัดส่วนการครองตลาดเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจะลดลงเนื่องจากมีการแข่งขันจากยุโรปและเอเชียมากขึ้น โดยความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างยุโรปกับเม็กซิโกย่อมเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ส่งออกจากยูโรป



ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากสหรัฐฯ ได้เข้ามาทำการผลิตในเม็กซิโก เพื่อตักตวงผลประโยชน์จากค่าแรงที่ต่ำกว่า และสิทธิประโยชน์จากโครงการ Maquiladora สามารถรับการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ (ไม้เนื้อแข็ง) จากสหรัฐฯ และสามารถส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยไม่เสียภาษีนำเข้า มักมีแหล่างที่ตั้งในบริเวณ รัฐฮาลิซโก อากาซ์คาลิเอนเต้ พัวเอบลา ดูรังโก และนูเอโวลีออน


ช่องทางการตลาด

วิธีการเจาะตลาดเม็กซิโกที่ดีที่สุด คือการค้นหาตัวแทนจำหน่ายที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยม และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสหภาวะตลาด รสนิยมของกลุ่มวิชาชีพออกแบบตกแต่งบ้านและสถาปนิก รวมทั้งเทรนของแฟชั่น และอำนาจการซื้อล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดเฟอร์นิเจอร์ ผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่เหล่านี้มักจะได้สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่ติดสินในในการจัดซื้อและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการแข่งขันภายใน ผู้แทนจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกมักจะไม่เป็นตัวแทนเพียงผู้เดียวให้แก่ยี่ห้อใด ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องการขายหลาย ๆ ยี่ห้อ ให้มากที่สุด

แหล่งจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ ขายผ่านห้างสรรพสินค้า เฟอร์นิเจอร์บูติก ร้านขายเฟอร์นิเจอร์พิเศษ และเครือข่ายของซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์พิเศษ ซึ่งได้เลือกทำเลในย่านของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีรายได้สูงมักจะเป็นผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง ร้านลักษณะนี้ทำการค้าหาสินค้าใหม่ ๆ เป็นประจำ และจัดซื้อจากผู้ผลิตในเม็กซิโกโดยตรง หรือจากตัวแทนจำหน่ายของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ต่างประเทศ

ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื๋อยี่ห้อ เช่น Frey, D’Europe, Hermanos Vazquez, Elektra และ Dico มักจะจำหน่ายยี่ห้อของตัวเองและมีการนำเข้าบ้าง ผู้ผลิตบางรายอาจจะมีการเปิดร้ายจำหน่ายสินค้าของตนโดยตรง ส่วนห้างสรรพสินค้ามักจะจำหน่ายทั้งยี่ห้อภายในและยี่ห้อที่นำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายยี่ห้อ

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มักจะมีตัวแทนจำหน่ายในเมืองสำคัญ ๆ ของเม็กซิโก ซึ่งนอกจากเม็กซิโกซิตี้แล้ว มีเมืองมอนเตอเร อากาซ์คาลิเอนเต้ และ กัวดาลาฮารา ที่นิยมซื้อเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศ

เงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า

ต้องขออนุมัติการนำเข้าจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (www.semarnat.gob.mx) และต้องส่งมอบใบรับรองการฉีดยาฆ่าแมลง

รหัสการนเข้า HS CODE: 9403 เสียภาษีการนำเข้า ร้อยละ 25% ทั้งนี้ มีประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรีกับเม็กซิโกที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี คอสต้าริกา โคลัมเบีย เวเนเซอูลา โบลิเวีย และอิซราเอล ประเทศที่ได้รับส่วนลดหย่อนภาษีนำเข้าเหรือร้อยละ 5 ได้แก่ สหภาพยุโรป สวิสเซอร์แลนด์ ไลค์สเต็นไทน์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ส่วนประเทศอเมริกากลาง อันได้แก่ นิคารากัว กัวเตมาลา และเอลซาวาดอร์ อัตราร้อยละ 0.6 และนิคารากัว ร้อยละ 1.2/0.9 นอกจากนี้แล้ว ประเทศบราซิล เสียภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 18 คิวบา ร้อยละ 12.5 เอควาดอร์ ร้อยละ 0.5 และปารากวัย ร้อยละ 0.5/12.5 โดยสิทธิการเป็นสมาชิกกลุ่ม ALADI (Asociación Latinoamericana de Integración) ร่วมกับเม็กซิโก

Friday, January 22, 2010

Mexican economy to grow by 3%

เศรษฐกิจเม็กซิโกจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 3 ในปี 2553

ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและการวางแผนเศรษฐกิจและสังคมขององค์กรสหประชาชาติ ได้แถลงข่าว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2553 ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.4 โดยภูมิภาคละตินอเมริกาจะเติบโตในระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.4 สำหรับเศรษฐกิจของเม็กซิโกนั้น คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 3 โดยฟื้นตัวจากการหดตัวของเศรษฐกิจในปี 2552 ซึ่งได้หดตัวไปในอัตราร้อยละ 7.1

นักวิชาการบางกลุ่มได้แสดงความเห็นว่า การเติบโตของเศรษฐกิจเม็กซิโกอาจจะขยายตัวได้มากขึ้น ถึงร้อยละ 4 หากภาวะการเงินโลกดีขึ้น นอกจากนี้แล้ว หากรัฐบาลของประธานาธิบดีแคลเดรอนผลักดันการปรับโครงสร้างด้านภาษีและพลังงาน รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเอื้ออำนวยภาวะธุรกิจ

ปัญหาที่รัฐบาลเม็กซิโกมีความกังวลในขณะนี้ ได้แก่ ปัญหาการลดการว่างงาน ทั้งนี้เพราะในปีที่ผ่านมา ได้มีการสูญเสียตำแหน่งงานไปจำนวนมาก โดยในกรุงเม็กซิโกซิตี้ มีผู้ที่สูญเสียงานใน 2552 ไปประมาณ 28,000 คน และรัฐอื่น ๆ ที่ได้มีการสูญเสียงานในจำนวนมากได้แก่ รัฐเม็กซิโก 20,000 คน รัฐ Nuevo Leon 26,000 คน รัฐ Chihuahua 21,000 และรัฐ Baja California 27,000 คน

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่รัฐบาลเม็กซิโกต้องการแก้ไขในอันดับแรก ได้แก่ การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ การประกาศมาตรการเพิ่มภาษีพิเศษ ในลักษณะคล้ายภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 3 เพื่อช่วยพยุงปัญหางบประมาณรัฐบาลขาดแคลนอันเป็นผลสืบมาจากภาวะวิกฤตการณ์เงินในปีที่ผ่านมา รวมกับภาวะราคาน้ำมันแพง ได้เริ่มส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มเขยิบราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ราคาสินค้าอาหาร ซึ่งได้รับการยกเว้นการเก็บภาษี แต่ยังได้มีราคาแพงขึ้นถึงร้อยละ 15 – 40 โดยพ่อค้าผู้ผลิตได้อ้างปัจจัยต้นทุนสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ว่าการกรุงเม็กซิโกซิตี้ ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประการ เช่น การควบคุมราคาค่าโดยสารรถยนต์ประจำทาง การควบคุมค่าบริการของรัฐ เช่น ค่าต่ออายุใบขับขี่รถยนต์ การลดภาษีที่ดินและอสังหริมทรัพย์สำรหับผู้รายได้น้อย การลดค่าน้ำในชุมชนยากจน การลดภาษีรายได้สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การแจกยาและอาหารในเขตยากจน

รัฐบาลเม็กซิโก ได้ขายพันธบัตรรัฐบาล ครบวาระไถ่ถอนระยะเวลา 10 ปี เพิ่มอีกจำนวน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในต้นเดือนมกราคม 2553 เป็นพันธบัตรชุดแรกที่ขายหลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิตได้ลด rating ของเม็กซิโกลงเป็น BBB เมื่อปลายปี 2552 โดยพันธบัตรรัฐบาลชุดนี้ ให้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 5.125 ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผลให้มีผู้จองซื้อพันธบัตรได้มากกว่าเป้าหมาย 1.6 เท่า ทั้งนี้ จะมีการประกาศขายพันธบัตรรัฐบาล วาระ 10 และ 30 ปี ในเงินสกุลเปโซ อีกหนึ่งพันล้านเหรียญในเดือนกุมภาพันธ์

Tuesday, December 15, 2009

Guatemala opens oil concessions

ประเทศกัวเตมาลาเปิดประมูลสัญญาการสำรวจและผลิตน้ำมัน

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่แห่งประเทศกัวเตมาลา นายคาร์ลอส มีนี (Carlos Meany) ได้ประกาศว่า เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำมันของกัวเตมาลา จะมีการเปิดประมูลให้ภาคเอกชนต่างชาติ ทำการขุดเจาะและผลิตน้ำมันและแก๊ซ ได้ 12 แห่ง โดยจะมีการประมูลกลุ่มละ 3 แหล่งในต้นปี 2553

ในปี 2552 บริษัท Petrolera del Istmo ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่ม MQuest International Inc ของอเมริกา เป็นผู้ยื่นขอประมูลเพียงผู้เดียว และได้ชนะการประมูลรับการขุดเจาะไปสามแหล่ง คือ Rubelsanto, Chinajá, Caribe และ Tierra Blanca ทั้งนี้แหล่งน้ำมัน Rubelsanto มีความสามารถผลิตได้วันละ 700 เบเรลต่อวัน เคยผลิตได้วันละ 3,000 เบเรลต่อวัน

ปัจจุบันประเทศกัวเตมาลามีความสามารถในการผลิตน้ำมันได้วันละ 14,500 เบเรลต่อวัน และมีการบริโภคน้ำมันวันละ 72,000 เบเรลต่อวัน ต้องการเพิ่มผลผลิตให้ได้วันละ 80,000 เบเรลต่อวัน การผลิตในปี 2552 ได้ลดลงจากปี 2551 ประมาณร้อยละ 3 ซึ่งได้ลดจากปี 2550 ร้อยละ 7 กัวเตมาลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่ได้รับการสำรวจแล้ว 83 ล้านเบเรล และมีปริมาณแก๊ซสำรอง 109 พันล้านคูบิกฟุต

ประเทศที่ได้เดินทางไปดูภาวะการผลิตในกัวเตมาลาได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหรัฐเอมิริต อียิปต์ โคลัมเบีย และบราซิล

Mexico hedges oil exports at $57 per barell

เม็กซิโกใช้ตราสารการเงิน ประกันราคาขั้นต่ำน้ำมันส่งออกที่ 57 เหรียญสรหัฐฯต่อเเบเรล

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2552 รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเม็กซิโก ได้ประกาศว่า รัฐบาลเม็กซิโกได้ทำความตกลงกับสถาบันการเงินกลุ่มหนึ่ง เพื่อประกันราคาขั้นต่ำ (hedge) สำหรับน้ำมันส่งออกปี 2553 เป็นลักษณะให้สิทธิในการขายประเภท put option ในราคาขั้นต่ำเบเรลละ 57 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับปริมาณน้ำมันส่งออก 230 ล้านเบเรล หรือประมาณวันละ 630,000 เบเรล ซึ่งเป็นปริมาณน้อยกว่าปริมาณที่ได้รับการประกันในปี 2552 รวมร้อยล้านเบเรล และได้กำหนดราคาน้ำมันเเฉลี่ยสำหรับปี 2553 เพื่อการคำณวนรายได้จากภาษีน้ำมันเพื่องบประมาณปี 2553 เป็นเบเรลละ 59 เหรียญ

การใช้เครื่องมือทางการเงินดังกล่าว ได้ป้องกันรายได้จากการส่งออกน้ำมันของเม็กซิโกสำหรับปี 2552 ในภาวะที่ราคาน้ำมันโลกปั่นป่วน และได้สร้างรายได้จากตราสารทางการเงินดังกล่าวให้กับเม็กซิโกในปี 2552 มูลค่า 5.089 พันล้านเหรียญฯ เนื่องจากรัฐบาลได้ทำความตกลงประกันราคาน้ำมันส่งออกขั้นต่ำ กับธนาคาร Deutsche Bank, Barclays, Golman Sachs และ Morgan Stanley ปี 2552 ไว้ที่ เบเรลละ 70 เหรียญ ตามราคาน้ำมันที่ได้ถีบตัวสูงขึ้นในปี 2551 และเมื่อราคาน้ำมันโลกตกในต้นปี 2552 ถึงเบเรลละ 40 เหรียญ จึงเป็นผลให้เม็กซิโกได้รับค่าชดเชยความเสี่ยงจากธนาคารสี่แห่งดังกล่าวข้างต้น ในจำนวน 5.08 พันล้านเหรียญฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

การใช้ตราสารการเงินประกันราคาส่งออกน้ำมันของเม็กซิโก เป็นมาตราการประกันความเสี่ยงเพื่อป้องกันรายได้ของรัฐบาล และเป็นมาตรการที่แปลกสำหรับประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ทั้งนี้ มีประเทศผู้ส่งออกน้ำมันน้อยราย ที่พยายามคาดการณ์และกำหนดราคาน้ำมันส่งออกโดยประมาณ แต่เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลเม็กซิโกมีสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามที่มาจากภาษีที่เก็บจากการส่งออกน้ำมัน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเม็กซิโกจึงได้หันมาใช้มาตราการดังกล่าว ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จ

การประกาศใช้มาตรการดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบเล็กน้อยต่อตลาดการซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า (oil futures market) เนื่องจากช่วงต่างที่ค่อนข้างมากระหว่างราคาขั้นต่ำที่สัญญาได้กำหนดกับราคาน้ำมันโลกในปัจจุบัน แต่ผลกระทบจริงอาจเกิดขึ้นประมาณปลายปี 2553 เมื่อถึงเวลาครบกำหนดของสัญญา