Google Website Translator

Friday, October 15, 2010

Autoindustry Mexico Review 2010

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 9 ของโลก และมีความสามารถผลิตได้ประมาณ 2 ล้านหน่วยต่อปี โดยได้มีการคาดคะเนว่าเม็กซิโกจะมีความสามารถเพิ่มการผลิตและจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 5 ของโลกได้ภายในปี 2554-55 เที่ยบระดับการแข่งขันได้เท่าเทียมกับผู้ผลิตสำคัญ ๆ ของโลก เช่น สหรัฐฯ จีน อินเดีย และโสลวาเกีย อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเม็กซิโก โดยมีส่วนแบ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของการส่งออก และมีสัดส่วนในผลผลิตรวมแห่งชาติร้อยละ 24 รวมทั้งมีการจ้างแรงงานทางตรงและทางออ้มทั้งหมดประมาณ 1.9 ล้านคน

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโกได้เติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากได้รับการกระตุ้นจาก ความตกลงเขตการค้าเสรีนาฟต้า อันเป็นผลให้เม็กซิโกได้รับการลงทุงใหม่จากต่างประเทศระหว่างปี 2537 และ 2544 เป็นหลายหมื่นล้านเหรียญฯ เป็นการลงทุนระยะยาวในการสร้างโรงงานและการลงทุนซื้อหรือปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ อันเป็นผลให้โรงงานในเขตภาคเหนือและภายกลางของเม็กซโก เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ทันสมัยที่สุดในระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก และได้มีการเกิดกลุ่มการผลิตเฉพาะ (specialized cluster) ในพื้นที่รอบข้างโรงงานผลิตรถยนต์รายใหญ่ ๆ การมี supply chain ที่เข้มแข็ง และการขยายธรุกิจรองรับในแนวนอน (vertical integration)

โรงงานผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่ ๆ ในเม็กซิโกมี 7 ราย อาทิ General Motors, Daimler-Chrysler, Volkswagen, Nissan, Ford, Honda, และ Seat กระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้แล้ว มีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีกจำนวนราว 1,000 ราย โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 70 เป็นบริษัทผู้ผลิตของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งโรงงานในเม็กซิโก โดยชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเม็กซิโกมีการส่งออกไปยังผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก 32 ประเทศ

ภาวะวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐฯ ในปี 2552 ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดต่อภาคผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของเม็กซิโก โดยได้มีการไล่คนงานออกจากภาคการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จำนวน 18,000 ในระยะเวลา 14 เดือน ในช่วงระหว่างปี 2549-2551 เม็กซิโกเคยผลิตรถยนต์ได้ราว 2 ล้านคัน แต่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2552 ได้มีผลให้การผลิตลดลงเหลือเพียง 1.5 ล้านคัน และได้มีการคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นได้ 1.7 ล้านคันในปี 2553 แต่จะไม่สามารถเพิ่มการผลิตถึงระดับ 2 ล้านคันต่อปีจนกว่าจะถึงปี 2554 หากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงรักษาระดับการขยายตัวที่ดี

ยอดขายรถยนต์ใหม่ภายในประเทศของเม็กซิโกได้มีปริมาณสูงสุดในปี 2548 ประมาณ 1.1 ล้านคัน วิกฤตการณ์การเงินจากสหรัฐฯ ได้สร้างผลกระทบต่อตลาดการขายรถยนต์ในเม็กซิโก ทำให้ยอดขายในปี 2552 ตกลงเหลือเพียง 750,000 คันในปีนั้น และได้มีการประเมินว่ายอดการขายรถยนต์ในตลาดเม็กซิโกจะไม่กลับไปสู่ยอด 1 ล้านคันต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า

ตลาดชิ้นส่วนและส่วนประกอบรถนยต์มีสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโก และยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสการขยายตัวสูง ปัจจุบันการผลิตชิ้นส่วนฯ มีมูลค่าการผลิตประมาณ 20 พันล้านเหรียญ มี ผู้ supply ชิ้นส่วนรถยนต์ ประมาณ 1,000 บริษัท สองส่วนสามเป็นบริษัทต่างชาติ อีกหนึ่งส่วนสามเป็นบริษัทเม็กซิกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยอาจจะมีโอกาสการเจาะเข้าตลาดซัพพลายด้าน OEM และส่วนประกอบ และสำหรับการบริการหลังการขาย โดยมีโอกาสสำหรับมีสินค้าที่มีความต้องการสูงได้แก่ ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมส่วนเสียหาที่เกิดจากการชนปะทะ ส่วนประกอบของรถยนต์ดัดแปลง ระบบป้องกันการสั่นสะเทือน ชิ้นส่วน stamping อุปกรณ์อิเลคตรอนนิกส์ เครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะด้าน อุปกรณ์ที่ช่วยลดสารเป็นพิษในระบบท่อไอเสีย พวงมาลัย ระบบเสียง ระบบนำทาง GPS ส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องประดับรถยนต์ เป็นต้น

ปัจจุบันช่องทางการขายสินค้าชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ของเม็กซิโกจะขายผ่านผู้กระจายสินค้าที่มีอยู่ราว 300 ราย โดยในจำนวนนี้ 30 รายนับเป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ อาทิ Auto Zone, California และ Rogelio สำหรับในระดับค้าปลีกมีผู้ประกอบการอยู่ราว 39,410 รายมีกำลังแรงงานในธุรกิจค้าปลีกนี้ราว 167,809 คน และในส่วนของอู่ซ่อมรถยนต์มีอยู่ราว 146,720 แห่ง มีกำลังแรงงานในธุรกิจนี้ราว 322,784 คน

เม็กซิโกมีการนำเข้าสินค้ารถยนต์จากประเทศไทยสามประเภท ได้แก่ รถบรรทุก ชิ้นส่วนรถยนต์ และยางรถยนต์ โดยในปี 2552 ได้มีการนำเข้ารถบรรทุกมูลค่า 16.5 ล้านเหรียญฯ คาดว่าเป็นการนำเข้าโดยบริษัท Hino ซึ่งได้มาเปิดโรงงานประกอบรถบรรทุกที่รัฐ Guanajuato เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา การนำเข้าชิ้นส่วนในปี 2552 มีมูลค่า 13.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้ายางรถยนต์ในปีเดียวกันมีมูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้แล้ว ในระยะสามปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเข้ารถมอเตอร์ไซค์จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2550 2551 และ 2552 ได้มีการนำเข้ามูลค่า 0.611 2.964 และ 1.552 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ

Monday, October 11, 2010

War on drugs affects Mexico's tourism

ผลกระทบของสงครามปราบปรามยาเสพติดต่อภาวะการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศการเตือนภัยเกี่ยวการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก เมื่อต้นปี 2553 เมื่อเจ้าหน้ากงศลของสหรัฐฯ ถูกสังหาร 3 คน ในระหว่างการเดินทางในเมืองชายแดน Tijuana โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการเตือนภัยฯ ทุก 90 วัน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งเมื่อครบ 180 วันแล้ว จะต้องมีการพิจารณาถอนคำเตือนฯ จึงได้มีประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเม็กซิโก (Travel Warning) ลงวันที่ 10 กันยายน 2553 ในหน้าเวปของกรมกงศุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยกเลิกการงดประจำการของเจ้าหน้าที่กงศุลสหรัฐฯ ในเมือง Tijuana, Nogales, Ciudad Juarez, Nuevo Laredo, Monterrey และ Matamoros แต่ยังคงรักษาการเตือนเพื่อตักเตือนห้ามการเดินทางสำหรับเด็กหรือเยาชนสัญชาติอเมริกันในรัฐ Monterrey เนื่องจากได้มีระเบิดเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับโรงเรียนอเมริกันในเมืองนั้น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม

การเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางสำหรับประเทศเม็กซิโกดังกล่าวข้างต้น ได้มีการกระจายข่าวไปยังโรงเรียน มหาวิทยาลัย และบริษัทที่จัดทัวร์และขายตั๋วเครื่องบินในสหรัฐฯทั้งหลาย และได้มีผลให้มีนักท่องเที่ยวอเมริกันหลายคนพิจารณางดการเดินทาง หรือเปลี่ยนแผนการเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น ๆ แทน

เหตุของการเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเม็กซิโก มาจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ที่เป็นนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีเม็กซิโก ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 โดยมีการส่งกองกำลังของทหารไปเสริมการทำงานของตำรวจในท้องที่ ๆ เป็นพื้นที่ ๆ กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดควบคุมอยู่ อันได้แก่ รัฐ Michoacán และรัฐ Tamaulipas รวมทั้งรัฐข้างเคียง อันได้แก่ รัฐ Chihuahua, Sinaloa, Durango และ Coahuila และตามจุดผ่านชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก

การไล่จับตัวเจ้าพ่อกลุ่มค้ายาเสพติดที่สำคัญๆ ทำให้เกิดการยิงสู้รบกับกลางถนน ระหว่างเจ้าหน้าที่และคนร้าย รวมทั้งระหว่างกลุ่มคนร้ายด้วยกันเอง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือของเม็กซิโก เช่น ที่เมือง Ciudad Juarez, Tijuana, Chihuahua City, Nogales, Nuevo Laredo, Piedras Negras, Reynosa, Matamoros และ Monterrey ในช่วงหลังๆ การยิงสู้รบกันกลางถนนได้ขยายไปในเขตที่ไม่ได้เป็นถิ่นเดิมของกลุ่มค้ายาเสพติด เช่น ที่รัฐ Nayarit, Jalisco และ Colima

รัฐบาลเม็กซิโกได้ประสบผลสำเร็จ จับตัวหัวหน้ากลุ่มค้ายาเสพติดสำคัญๆ ได้หลายรายแล้ว เช่น The Barbie และ El Chopo จากกลุ่ม Sinaloa Cartel และ El Teo พ่อค้ากัญชาและยาบ้าตัวฉกันจากเมือง Tijuana

กลุ่มค้ายาเสพติดของเม็กซิโกได้ขยายอำนาจควบคุมเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปี คศ. 1990 เมื่อกลุ่มค้ายาเสพติดของโคลัมเบียมีอำนาจลดลง จากการร่วมปราปรามโดยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีกลุ่มลักลอบค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ที่ควบคุมเส้นทางการลักลอบขนถ่ายข้ามแดน รวมทั้งควบคุมตลาดการขายยาเสพติดในสหรัฐฯ มีสองฝ่ายใหญ่ ๆ คือฝ่าย Juárez Cartel, Tijuana Cartel, Los Zetas และ Beltrán-Leyva Cartel และฝ่ายตรงกันข้ามมีการวมตัวกันของกลุ่ม Gulf Cartel, Sinaloa Cartel และ La Familia Cartel

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประเมินมูลค่าของการค้าโคเคนที่ถูกลักลอบเข้าสหรัฐฯ โดยผ่านเม็กซิโก ว่ามีมูลค่าระหว่าง 1.3 ถึง 4.8 หมื่นล้านเหรียญฯ ต่อปี

ความรุนแรงที่สืบเนื่องมาจากการปราบปรามยาเสพติดที่นับวันจะทวีขึ้น เกิดจากการไล่ฆ่าล้างแค้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ระหว่างกลุ่มค้ายาเสพติดกันเอง ได้มีนายกเทศมนตรี ผู้บัญชาการทหาร และหัวหน้าตำรวจสืบสวน ถูกลอบสังหารไปแล้วหลายคน ในการสู้รบที่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ได้มีประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเช่นกัน รายงานข่าวของตำรวจเม็กซิโก ได้แจ้งว่า ผู้ที่เสียชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด (ทั้งเจ้าหน้าที่ คนร้ายและประชาชน) ตั้งแต่ปี 2549 มีจำนวนประมาณ 22,700 คน และในเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายน 2553 ได้มีการค้นพบกองศพการสังหารหมู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่มีศพกองอยู่รวม 76 ศพ



โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ให้ข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ห้ามการเดินทางไปยังเม็กซิโก แต่ต้องแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวอเมริกันมีความระมัดระวังในการเดินทางไปยังรัฐบางแห่ลในเม็กซิโก รวมทั้งในบริเวณชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่ อื่น ๆ ในเม็กซิโกจะมีสภาวะปกติที่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ มักจะไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายของความรุนแรง ยกเว้น เมือง Cancún ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการลักลอบขนยาเสพ และได้มีการสังหารนายทหารที่ควบคุมการกวาดล้างในพื้นที่ไปผู้หนึ่ง และในเขตเมือง Cancún กลุ่มค้ายาเสพติดอาจจะมีการแอบอ้างตัวเป็นตำรวจ หรือการเจาะเข้าไปทำงานในกองตำรวจของพื้นที่

องค์การท่องเที่ยวโลก (UNTWO) ได้จัดอันดับประเทศเม็กซิโก เป็นประเทศที่รับนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลกในปี 2552 โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโกในปีนั้นจำนวน 21.5 ล้านคน การท่องเที่ยวของเม็กซิโกเป็นแหล่งรายได้อันดับสามของประเทศ รองจากน้ำมันและเงินส่งกลับจากต่างประเทศ โดยการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับเม็กซิโกประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญต่อปี นอกจากนี้แล้วมีการการเดินทางไปกลับข้ามชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกวันละหลายหมื่นคน และมีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกประมาณ 1 ล้านคน

กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกได้รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเม็กซิโกรวม 7.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 ของช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยมีนักท่องเที่ยว 4.3 ล้านคนที่เดินทางมากจากสหรัฐฯ อีก 1.3 ล้านคนเดินทางมาจากแคนาดา และ 200,513 คนจากประเทศสเปน

แหล่งข่าว:
http://travel.state.gov/travel/cis_pa_tw/tw/tw_4755.html
http://www.bajainsider.com/baja-california-travel/mexico-travel-warning.htm
http://online.wsj.com/article/NA_WSJ_PUB:SB123931839488506787.html
http://travel.usatoday.com/destinations/dispatches/post/2010/08/cancun-bar-mexico-travel-safety/110694/1?csp=hf
http://worldblog.msnbc.msn.com/_news/2010/09/08/5069426-mexican-blog-sheds-grim-light-on-drug-war
http://www.dallasnews.com/sharedcontent/dws/news/world/stories/DN-mexicotourism_11bus.ART.State.Edition1.47662b3.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Mexican_Drug_War
http://en.wikipedia.org/wiki/World_Tourism_rankings

Friday, October 1, 2010

Nicaragua seeking investment in hotels from Spain

นิคารากัวส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว

ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจนิคารากัว

ประเทศนิคารากัวมีผลผลิตแห่งชาติในปี 2551 มูลค่า 17.37 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีประชากรเกือบ 6 ล้านคน เมืองหลวงซึ่งได้แก่ เมืองมานากัว เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรประมาณ 2 ล้านคน

นิคารากัวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดอันดับสองของภูมิภาคละตินอเมริกา (รองจากไฮติ) รายได้ต่อหัวเฉลี่ยเท่ากับ 2,627 เหรียญต่อปี ค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จำนวนแรงงานประมาณ 2.32 ล้านคน ซึ่งทำงานในภาคบริการเป็นส่วนใหญ่ และรองลงมาได้แก่การทำงานในภาคเกษตรกรรม ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากร้อยละ 60 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าเกษตร มูลค่าการส่งออกประมาณ 300 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ต่อปี และสินค้าเกษตรส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจขึ้นพื้นฐาน เช่น กล้วย กาแฟ น้ำตาล เนื้อและยาสูบ สินค้าส่งออกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่ เหล้า rum ตรา Flor de Caña

สัดส่วนของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ในผลผลิตประชาชาติ ได้แก่ ร้อยละ 56.9 มาจากภาคบริการ ร้อยละ 26.1 จากภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17 จากภาคเกษตร และร้อยละ 15 จากเงินโอนกลับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญฯ 

ภาคอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และมักเป็นการผลิตภายใต้การส่งเสริมเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป

โครงสร้างพื้นฐานของนิคารากัวยังขาดการพัฒนาอีกมาก เครือข่ายการเดินรถไฟและถนนทางหลวงมีบริการแค่ในภาคฝั่งแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและประชากรจะอาศัยอยู่ ไม่มีถนนทางหลวงหลักที่เชื่อมชายฝั่งแปซิฟิกกับชายฝั่งแคริเบี่ยน และจะต้องทำการเดินทางในส่วนที่เหลือโดยทางเรือร่องแม่น้ำ Río Escondido จากเมืองรามา มีท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวที่เมือง Corinto ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีโครงการความช่วยเหลือที่อาจพิจารณาการสร้างช่องเดินเรือตัดผ่านสองฝั่งหมาสมุทรเพื่อเป็นทางเดินเรือสำรองรองจากช่องเดินเรือปานามา

การส่งออกนิคารากัว (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
          แหล่งข้อมูล: World Trade Atlas

รัฐมนตรีการท่องเที่ยวนิคารากัวเยือนประเทศสเปนเพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านโรงแรม

รัฐมนตรีการท่องเที่ยว นาย Mario Salinas ได้เดินทางไปเยือนประเทศสเปน เพื่อการชักจูงการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจด้านโรงแรมของสเปน ร่วมทั้งเพื่อการดูงานเกี่ยวกับระบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศสเปน ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อว่า Paradores  ที่บริหารโรงแรมในเครือรวม 80 แห่ง ประมาณ 10,000 ห้อง รวมทั้งมีสถาบันการฝึกอบรมบุคลลาการเพื่อการท่องเที่ยว โดยนาย Salinas มีความสนใจที่จะนำระบบดังกล่าวมาพัฒนาใช้ประเทศนิคารกัว

นาย Salinas ได้กล่าวว่า โอกาสการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของนิคารากัว ยังต้องการการลงทุนอีกมาก เนื่องจากในปัจจุบันมีห้องพักเพียง 7,800 ห้อง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น คอสตาริกา มีถึง 38,000 ห้อง กลุ่มโรงแรมของประเทศสเปนที่ได้ทำการลงทุนในประเทศนิคารากัวแล้ว ได้แก่ กลุ่ม Barceló Managua, Hoteles Globales ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม Sol Meliá อีกกลุ่มหนึ่ง หากนักลงทุนต่างชาติมีความสนใจที่จะลงทุนด้านธุรกิจโรงแรมในนิคารากัว จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการก่อตั้งกิจการรวมทั้งการได้รับสิทธิพิเศษด้าภาษีต่าง ๆ โดยผ่านหน่วยงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของนิคารากัว Pronicaragua

แผนงานการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศนิคารากัว

การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศนิคารากัว ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของนิคารากัวได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 10-16 ต่อปี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ และยุโรป แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดได้แก่ เมือง Granada ส่วนแหล่งที่เป็นที่นิยมอื่น ๆ ได้แก่ เมือง León, Masaya, Rivas และเมือง San Juan del Sur ส่วนแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติได้แก่ แม่น้ำ San Juan River เกาะ Ometepe ซึ่งอยู่ในทะเลสาป Cocibolca ภูเขาไฟ Mombacho หมู่เกาะ Corn Islands หาดทราย และเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงาม

ร้อยละ 60 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศนิคารากัวมาจากกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ร้อยละ 30 จากสหรัฐฯ และร้อยละ 10 จากยุโรป ปัจจุบันมีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในนิคารากัวประมาณ 5,300 คน 

หน่วยงานส่งเสริมการค้านิคารากัว Pronicaragua และ Intur กำลังรณรงค์การชักจูงนักท่องเที่ยววัยเกษียนของสหรัฐฯ และได้จัดงานแสดงการท่องเที่ยว "Nicaragua: A Paradise Within your Grasp" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมงานรวม 24.000 คน ได้มีการเสนอโครงการทั้งหมด 24 โครงการ ซึ่งรวมการแสดงโครงการพิเศษของ Montecristo, Gran Pacífica, Guacalito de la Isla, Rancho Santana, La Talanguera, El Encanto del Sur, Parque Marítimo El Coco, Barceló Montelimar, Hacienda Iguana, Colinas de San Juan, Laguna Sol, Remax de Nicaragua, Desarrollos Sooner และ Hotel Seminole

นอกจากนี้แล้ว หน่วยงาน ProNicaragua สามารถชักจูงให้รายการโทรทัศน์ reality show "Survivor" ทำการถ่ายทำ "Survivor Nicaragua" ในประเทศนิคารากัว ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ชมถึง 13 ล้านคนในสหรัฐฯ เป็นการโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับนิคารากัว ซึ่งมีงบประมาณการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพียงปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 


แหล่งข้อมูล:
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_Promotes_Itself_in_Europe
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/What_Can_Survivor_TV_Do_for_Nicaraguan_Tourism
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_10Years_Tax_Breaks_for_Hotels
http://www.hosteltur.com/noticias/69086_nicaragua-busca-inversion-hoteleras-espanolas-planea-importar-modelo-paradores.html
http://www.elnuevodiario.com.ni/economia/40019
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_Promoted_as_Retirement_Destination
http://www.pronicaragua.org/
http://en.wikipedia.org/wiki/Nicaragua

Monday, September 20, 2010

Mexicana Restructuring

สายการบิน Mexicana ปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท Mexicana de Aviación เป็นสายการบินที่สำคัญของเม็กซิโก เป็นสายการบินที่มีประวัติยาวนานอันดับสามของโลก ก่อตั้งเมื่อปี 2464 ในขั้นเริ่มต้นเป็นสัมปทานเส้นทางการบินภายในประเทศให้กับรัฐบาลเม็กซิโก ขยายเป็นสายการบินภายในและระหว่างประเทศ เคยประสบปัญหาทางเงินสำคัญในปี 2511 และได้คลี่คลายปัญหาโดยการร่วมลงทุนของบริษัท Pan Am และในปี 2538 เมื่อประเทศเม็กซิโกประสบวิกฤตการณ์การเงิน ซึ่งมีผลลดค่าเงินเปโซอย่างรุนแรง รัฐบาลเม็กซิโกได้เข้ายึดกิจการการบินปรับบริษัทฯ เป็นองค์กรของรัฐ (nationalized) โดยรวมกับสายการบิน Aeromexico และต่อมาได้แปรสภาพกลับเป็นธุรกิจเอกชนในปี 2548 โดยมีการร่วมทุนจากกลุ่มลงทุน Grupo Posadas ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโรงแรมมีเครือข่ายโรงแรมสำคัญคือกลุ่มเครือข่าย Fiesta Americana ได้เข้าร่วมถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30

ในปัจจุบันสายการบิน Mexicana มีเครื่องบินทั้งหมด 119 ลำและมีเส้นทางการบินทั้งหมด 65 สาย สายสำคัญคือการส่งผู้โดยสารไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก นอกจากนี้แล้วยังมีเส้นทางการบินไปยังแคนาดา กลุ่มประเทศอเมริกากลาง แคริเบี่ยน ประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ และยุโรป สายการบิน Mexicana ได้เข้าร่วมเครือข่ายพันธมิตรสายการบิน Star Alliance ในปี 2543 แต่เปลี่ยนไปร่วมเครือข่าย Oneworld Alliance ในปี 2552 แทน คาดว่า Mexicana จะมียอดการขนส่งผู้โดยสารได้ประมาณ 12 ล้านคนในปี 2553 คู่แข่งสำคัญคือสายการบิน Aeromexico ที่เป็นสายการบินภายในประเทศที่ครองตลาดภายในประเทศของเม็กซิโก รวมทั้งสายการบินต้นทุนต่ำใหม่สองบริษัท คือ Volaris และ Interjet ที่เริ่มการบินเมื่อปี 2548 และได้แย่งตลาดของ Mexicana ไปได้ถึงร้อยละ 10 ในปี 2552 Mexicana มีสัดส่วนการครองตลาดร้อยละ 22 ลดลงจากร้อยละ 32 ในปี 2548

Mexicana เริ่มประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่ปลายปี 2551 เมื่อวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ได้มีผลลดจำนวนผู้เดินทางลง และต่อมาในต้นปี 2552 การระบาดไข้หวัด N1H1 ทำให้มีผู้โดยสารเดินทางมางเม็กซิโกน้อยมากเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน ทำให้รายได้ในปีนั้นลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ในปีที่มีการบินโดยปกติ ผนวกกับภาวะราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในปีเดียวกัน ทำให้ Mexicana แบกภาระการขาดทุนติดต่อกันมา 2 ปี ภาระหนี้ในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 796 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2553 Mexicana ได้พยายามที่จะขายพันธบัตรตราสารหนี้มูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาในเดือนกรกฏาคม 2553 ได้มีข่าวว่า บริษัท Mexicana อาจจะต้องแจ้งภาวะการขอป้องกันภายใต้ภาวะล้มละลายต่อศาลแพ่งเม็กซิโก และเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2533 Air Canada ซึ่งได้เป็นผู้จ้างเช่าเครื่องบินและเส้นทางการบินจาก Montreal และ Calgary ได้สั่งระงับการบินและยึดเครื่องบิน 2 ลำที่ Mexicana ใช้อยู่ และได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาวะการเงินของ Mexicana ในวันที่ 2 สิงหาคม Mexican ได้ประกาศระงับเส้นทางการบินระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกหลายเส้นทาง เช่นระหว่าง L.A. ถึง Puerto Vallarta Guadalajara และ Mexico City ซึ่งสำหรับ Mexico City เป็นการลดเที่ยวบินจาก 6 เที่ยวเป็น 4 เที่ยวแทน นอกจากนี้แล้ว ในวันที่ 30 กรกฏาคม องค์กรบริหารการบินของสหรัฐฯ Federal Aviation Administration ได้ลดการจัดระดับความปลอดภัยของสายการบินจากเม็กซิโก โดยให้เหตุผลว่ามีการขาดคุณสมบัติบางประการของสายการบินเม็กซิกัน ทั้งของ Mexicana และ Aeromexico ซึ่งมีผลในทางปฏิบัติห้ามไม่ให้สายการบินของเม็กซิโกขยายบริการในสหรัฐฯ รวมทั้งไม่สามารถใช้ code sharing กับสายการบินของสหรัฐฯ

สหภาพแรงงานของสายการบิน Mexicana ซึ่งมีสมาชิกเป็นนักบินและผู้ให้บริการบนเครื่องประมาณ 1,500 คน ได้ยืนยันว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ได้ขอเจรจากับสหภาพฯ เพื่อขอลดค่าจ้างและสิทธิต่าง ๆรวมทั้งการการตัดจำนวนลูกจ้างประมาณ 500 คน โดยมีข้อเสนอการแลกถือหุ้นหนี้ของบริษัทฯ และมีกำหนดต้องสิ้นสุดการเจรจากับสหภาพฯ ในวันที่ 9 สิงหาคม การลดต้นทุนค่าแรงเป็นปัจจัยสำคัญของการปรับโครงสร้างการเงินของบริษัทฯ แต่ปรากฏว่ สหภาพฯ ไม่ยอมรับข้อเสนอของบริษัทฯ Mexicana จึงได้ยื่นขอการคุ้มครองเพื่อการดำเนินการกิจการในภาวะวิกฤตการณ์การเงินที่ได้รับการป้องกันจากเจ้าหนี้และเพื่อเปิดทางให้มีการปรัโครงสร้างทาง ทั้งในสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายแพ่งสหรัฐฯ Chapter 15 และในเม็กซิโกภายใต้กฎหมาย Ley de Concursos Mercantiles (LCM) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553

กฏหมายล้มละลายของเม็กซิโก (LCM) ได้มีการแก้ไขในปี 2550 เพื่อช่วยให้บริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงินสามารถขอการป้องกันจากเจ้าหนี้ในช่วงการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยศาลของเม็กซิโกจะดำเนินการพิจารณาอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่เดือน หากผู้ร้องขอมีการกำหนดแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินที่ได้เจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้าไว้แล้ว และได้มีบริษัทเม็กซิกันหลายแห่งที่ได้ขอสถานะภายใต้กฎหมายดังกล่าว รายที่ใหญ่ที่สุดคือเครือซุปเปอร์มาร์เก็ต Comercial Mexicana ที่ได้มีปัญหาหนี้มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สืบเนื่องมาจากทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าที่ไม่ได้คาดการณ์ถึงการลดค่าเงินเปโซประมาณร้อยละ 25 ในปี 2552

ในวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ธนาคาร Banorte ซึ่งเป็นธนาคารอันดับสามของเม็กซิโก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัท Mexicana ได้แถลงข่าวว่า Mexicana มีภาระหนี้กับธนาคาร Banorte ในจำนวน 156 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบเท่ากับร้อยละ 0.3 ของทรัพย์สินรวมของธนาคารฯ และคาดว่าปัญหาการเงินของ Mexicana จะไม่มีกระทบต่อการดำเนินการของ Banorte ซึ่งกำลังฟื้นตัวได้จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาของสองปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวและข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.mexicana.com/
http://en.wikipedia.org/wiki/Mexicana_de_Aviaci%C3%B3n
http://www.businessweek.com/news/2010-08-02/mexicana-seeks-to-resolve-critical-financial-ills.html
http://www.reuters.com/article/idUSN2924804520100730
http://www.reuters.com/article/idUSN0316490620100203
http://blog.seattlepi.com/worldairlinenews/archives/216857.asp

Wednesday, September 15, 2010

Manganese and manganese sulfate production, Mexico

การขายเกลือแมงกานีสซัลเฟต แร่ธาติเพื่อการปุ๋ย และผลิตอาหารสัตว์ในเม็กซิโก

Maganese sulphate (MnSO4) เป็นสารเคมีประเภทเกลือสีออกชมพู ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เป็นผลผลิตข้างเคียงที่ได้มาจากการสังเคราะห์แร่แมงกานีสที่เป็นแร่สำคัญที่นำไปใช้ในเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล็ก แหล่งผลิตสำคัญของแร่แมงกานีส (ร้อยละ 80 ของผลผลิตโลก) มาจากประเทศแอฟริการใต้ และยูเครน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีแร่แมงกานีสในปริมาณมากรองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย จีน กาบอน บราซิล และเม็กซิโก การผลิตส่วนใหญี่ในเม็กซิโกจะนำไปใช้อุตสาหกรรมการหล่อเหล็กภายในประเทศ มีการส่งออกบางส่วนไปยังสหรัฐฯ

เม็กซิโกได้เริ่มผลิตแร่แมงกานีสในปริมาณมากในปี คศ. 1960 เมื่อค้นพบแหล่งแร่แมงกานีสในปริมาณสูงในเหมือง Molango รัฐ Hidalgo โดยบริษัท Compania Minera Autlan ได้เริ่มการผลิตจากปี คศ. 1968 เป็นต้นมา ได้มีการประเมินผลผลิตสำรองของแร่แมกานีสในเหมืองดังกล่าวว่ามีปริมาณ 1.5 ล้านตัน ได้มีการผลิตแร่แมงกานีสระหว่างปี คศ. 1980-1989 ปริมาณ 40,000 เมตริกตันต่อปี ในปี คศ. 1996 ได้มีการขาย manganese carbonates ในปริมาณ 103,000 ตัน oxide nodules 363,000 ตัน และ manganese dioxide plus manganous oxide 19,000 ตัน การผลิตแร่ดังกล่าวพยายามรักษาสัดส่วนการขุดเจาะให้รักษาระดับปริมาณสำรองต่อการผลิตในอัตรา 1 ต่อ 20 นอกจากเหมืองสำคัญของรัฐ Hidalgo แล้วมีแหล่งอื่น ๆ ที่ให้ผลผลิตของแร่แมงกานีสในปริมาณน้อยที่รัฐ Chihuahua, Durango, Michoacan, San Luis Potosi และ Zacatecas

บริษัททำเหมือง Minera Autlán SA เป็นผู้ผลิตแร่แมงกานีสที่สำคัญที่สุดของเม็กซิโก เดิมเป็นองค์กรของรัฐแต่ได้รับการแปรสภาพเป็นธุรกิจเอกชนในปี คศ. 1993 โดยกลุ่มการลงทุน Ferrominero SA de CV ได้รับการลงทุนใหม่จำนวน 66 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2003 ขยายการผลิตได้ถึงร้อยละ 70 มีผลผลิตสูงสุดตั้งแต่ดำเนินการในปีนั้นได้ 111,641 ตัน

สำหรับเคมีภัณฑ์แมงกานีสซัลเฟตนั้น ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกได้แก่ประเทศจีน ซึ่งมีการผลิตในปริมาณสูง แต่คุณภาพอาจจะไม่คงที่ ส่วนการผลิตในเม็กซิโกได้เริ่มขึ้นในปี คศ. 1997 เมื่อบริษัท TETRA Technologies ได้ซื้อบริษัท Sulfamex เพื่อทำการผลิต manganese sulfate ในเมือง Tampico รัฐ Veracruz โดยกระบวนการผลิตแบบ monohydrate และมีความสามารถผลิตได้ 20,000 ตัน ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 ได้ขายกิจการให้แก่บริษัท Comilog ในเครือข่ายของ Eramet

มีบริษัทเคมีภัณฑ์ในเม็กซิโกที่ทำการผลิตและค้าสารเคมีแมงกานีสซัลเฟตจำนวนหนึ่ง ดังรายชื่อบริษัทฯ ที่ค้นหาจากอินเตอร์เน็ต (www.cosmos.com.mx) ได้ดังนี้

โรงงานผลิตแมงกานีสซัลเฟต รัฐเวราครูซ เม็กซิโก

Maganese sulphate (MnSO4) เป็นสารเคมีประเภทเกลือสีออกชมพู ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เป็นผลผลิตข้างเคียงที่ได้มาจากการสังเคราะห์แร่แมงกานีสที่เป็นแร่สำคัญที่นำไปใช้ในเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล็ก แหล่งผลิตสำคัญของแร่แมงกานีส (ร้อยละ 80 ของผลผลิตโลก) มาจากประเทศแอฟริการใต้ และยูเครน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีแร่แมงกานีสในปริมาณมากรองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย จีน กาบอน บราซิล และเม็กซิโก การผลิตส่วนใหญี่ในเม็กซิโกจะนำไปใช้อุตสาหกรรมการหล่อเหล็กภายในประเทศ มีการส่งออกบางส่วนไปยังสหรัฐฯ

เม็กซิโกได้เริ่มผลิตแร่แมงกานีสในปริมาณมากในปี คศ. 1960 เมื่อค้นพบแหล่งแร่แมงกานีสในปริมาณสูงในเหมือง Molango รัฐ Hidalgo โดยบริษัท Compania Minera Autlan ได้เริ่มการผลิตจากปี คศ. 1968 เป็นต้นมา ได้มีการประเมินผลผลิตสำรองของแร่แมกานีสในเหมืองดังกล่าวว่ามีปริมาณ 1.5 ล้านตัน ได้มีการผลิตแร่แมงกานีสระหว่างปี คศ. 1980-1989 ปริมาณ 40,000 เมตริกตันต่อปี ในปี คศ. 1996 ได้มีการขาย manganese carbonates ในปริมาณ 103,000 ตัน oxide nodules 363,000 ตัน และ manganese dioxide plus manganous oxide 19,000 ตัน การผลิตแร่ดังกล่าวพยายามรักษาสัดส่วนการขุดเจาะให้รักษาระดับปริมาณสำรองต่อการผลิตในอัตรา 1 ต่อ 20 นอกจากเหมืองสำคัญของรัฐ Hidalgo แล้วมีแหล่งอื่น ๆ ที่ให้ผลผลิตของแร่แมงกานีสในปริมาณน้อยที่รัฐ Chihuahua, Durango, Michoacan, San Luis Potosi และ Zacatecas

บริษัททำเหมือง Minera Autlán SA เป็นผู้ผลิตแร่แมงกานีสที่สำคัญที่สุดของเม็กซิโก เดิมเป็นองค์กรของรัฐแต่ได้รับการแปรสภาพเป็นธุรกิจเอกชนในปี คศ. 1993 โดยกลุ่มการลงทุน Ferrominero SA de CV ได้รับการลงทุนใหม่จำนวน 66 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2003 ขยายการผลิตได้ถึงร้อยละ 70 มีผลผลิตสูงสุดตั้งแต่ดำเนินการในปีนั้นได้ 111,641 ตัน

สำหรับเคมีภัณฑ์แมงกานีสซัลเฟตนั้น ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกได้แก่ประเทศจีน ซึ่งมีการผลิตในปริมาณสูง แต่คุณภาพอาจจะไม่คงที่ ส่วนการผลิตในเม็กซิโกได้เริ่มขึ้นในปี คศ. 1997 เมื่อบริษัท TETRA Technologies ได้ซื้อบริษัท Sulfamex เพื่อทำการผลิต manganese sulfate ในเมือง Tampico รัฐ Veracruz โดยกระบวนการผลิตแบบ monohydrate และมีความสามารถผลิตได้ 20,000 ตัน ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 ได้ขายกิจการให้แก่บริษัท Comilog ในเครือข่ายของ Eramet

มีบริษัทเคมีภัณฑ์ในเม็กซิโกที่ทำการผลิตและค้าสารเคมีแมงกานีสซัลเฟตจำนวนหนึ่ง ดังรายชื่อบริษัทฯ ที่ค้นหาจากอินเตอร์เน็ต (http://www.cosmos.com.mx/) ได้ดังนี้

1. บริษัท Erachem Comilog (Sulfamex)
ที่อยู่: Domicilio Conocido, Carretera Tampico-Valles Km 28, Tamos, Panuco, Veracrua, Mexico 92018
csmex@erametgroup.com , http://www.erachem-comilog.com/
โทรศัพท์: +52 - 833 357 5801
แฟกซ์: +52 - 833 357 5811
2. บริษัท Camara Suarez
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาง Martha Montaño
ที่อยู่: Calle 26 No. 1169, Col. Zona Industrial, Guadalajara, Jalisco México 44940
เวปไซท์: http://www.camarasuarez.com.mx/
โทรศัพท์: (+33) 3145-1308
แฟกซ์ (+33) 3145-3548

3. บริษัท CIA Tratamiento de cobre y sulfato
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Eligio Campos
ที่อยู่: Calle Aquiles Serdán No. 5 Col. Los Angeles , Acolman, Edo. de Méx. 55885
เวปไซท์: http://www.tratcob.com.mx/
โทรศัพท์: (+55) 2958-8242, 2958-8278, 2958-8206
แฟกซ์ (+55) 2958-8206
4. บริษัท QBinden
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Juan Manuel Fuentes Aguirre
ที่อยู่: Cuauhtémoc No. 15 Col. El Cardonal, Xalostoc, Edo. de Méx. 55320
เวปไซท์: http://www.qbinden.com/
โทรศัพท์: (+55) 5569-6027 y 5699-7911
แฟกซ์ (+5) 5699-7911

5. บริษัท OUMAG
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Alfonsina Fragoso
ที่อยู่: Carr. Guadalajara-Chapala km. 17.5, No. 8100, Col. Potrero, El Llano, Tlajomulco de Zúñiga, Jalisco 45640
เวปไซท์: http://www.quimicosaguila.com/
โทรศัพท์: (+33) 3688-6766, 3688-6719, 3688-6720
แฟกซ์ (+33) 3688-6720
6. บริษัท VWR International
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Alvaro Reyes
ที่อยู่: Km. 14.5 Carretera Tlalnepantla-Cuautitlán Col. Lechería, Tultitlán, Edo. de Méx. 54940
เวปไซท์: http://mx.vwr.com/
โทรศัพท์: (+55) 5005-0100, (+01-800) 759-8974
แฟกซ์: (+55) 5005-0126

แหล่งข้อมูล:
http://www.univarquimicos.com.mx/
http://www.grupoalianzaempresarial.com/erachemmexicosadecv_e_548885.html
http://www.eramet.fr/us/Site/Template/ACCUEIL.aspx?SELECTID=1&
http://www.erachem-comilog.com/About/mexico.html

Monday, September 13, 2010

Testing Gulf of Mexico seafood safety

การทดสอบความปลอดภัยอาหารทะเลในอ่าวเม็กซิโก

เมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการเปิดตกปลาจับกุ้งและสัตว์ทะเลในน่านน้ำอ่าวเม็กซิโก ที่ได้รับผลเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากการรั่วไหลของน้ำมันในท้องทะเล ในช่วงเดือนเมษายน - กรกฎาคม 2553 แต่กลุ่มชาวประมงบางกลุ่ม นักวิทยาศาสตร์อิสระ และกลุ่มผุ้บริโภคหลายกลุ่ม ยังต่อต้านการเปิดการทำประมงอย่างรวดเร็วโดยขาดการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ กลุ่มที่ต่อต้านดังกล่าว ได้เรียกร้องให้มีความรัดกุมในกระบวนการทดสอบเพื่อวัดความปลอดภัยของอาหารทะเล โดยเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบทุกรายการ และได้ขอให้มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อการวิจัยมากขึ้น ชาวประมงในพื้นที่รอบอ่าวฯ ต่างคาดกันว่ายังคงต้องให้เวลาอีกนานกว่าความมั่นใจเกี่ยวกับสินค้าประมงจากอ่าวฯ จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐฯ ได้ยืนยันว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการรั่งไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกได้คลี่คลายแล้ว และกระบวนการทดสอบต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฏาคมได้ชี้ผลว่า สินค้าประมงที่จับได้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของอาหารทะเลปกติ

สถาบันบริหารน่านน้ำและภาวะแวดล้อมแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration- NOAA) ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหารและยา (FDA) สถาบันป้องกันสิ่งแวดล้อม (Evironmental Protection Agency) และเจ้าหน้าที่รักษาป่าไม้และสัตว์ป่าของรัฐต่างๆ รอบๆ อ่าวเม็กซิโก เพื่อทำการทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสัตว์น้ำที่จับได้ในพื้นที่อ่าว เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการระเบิดบ่อขุดน้ำมัน Deep Horizon

การทดสอบความปลอดภัยของอาหารทะเลสำหรับสินค้าประมง ต้องผ่านกกระบวนการทดสอบสองขั้นตอน เมื่อไม่พบเห็นน้ำมันลอยบนผิวน้ำ ขึ้นแรกเป็นการทดสอบอย่างง่าย ๆ โดยพนักงานตรวจสอบ ที่ตระเวนสุ่มจัดตัวอย่างในหมู่ชาวประมง และในโรงงานที่เตรียมอาหารทะเลทั้งหลาย จะดมตัวอย่างอาหารทะเลที่จับได้เป็นร้อย ๆ ตัวอย่างสำรับพื้นที่น้ำในอ่าวพื้นที่หนึ่ง หากปลา กุ้ง หรือสัตว์ประมงที่จับได้ มีกลิ่นน้ำมันหรือกลิ่นของสารเคมีที่ได้ฉีดกระจ่ายลงไปในอ่าวเพื่อการสลายน้ำมัน ติดตามตัวอย่างดมกลิ่นได้อย่างชัดเจน เขตพื้นที่น้ำที่จับตัวอย่างปลานั้น ๆ จะไม่ได้รับการอนุมัติให้เปิดน่านน้ำเพื่อการประมง ในกรณีตัวอย่างที่พนักงานตรวจดมแล้วไม่พบว่ามีกลิ่นน้ำมันหรือสารเคมีติดตัวอย่าง พนักงานตรวจสอบต้อง จัดตัวอย่างใส่ขวดบรรจุในกล่องน้ำแข็งแห้งส่งไปทำการทดสอบด้านเคมีในศูนย์ทดสอบของ NOAA ที่อยู่ที่เมือง Seattle อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่า ในจำนวน 1700 กลุ่มตัวอย่างที่ได้ทดสอบทั้งหมด มีเพียงตัวอย่างเดียวที่ไม่ผ่านการทดสอบ ซึ่งเป็นการทดสอบที่ได้ทำในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่อ่าว Orange Beach รัฐ Alabama จึงได้มีการอนุมัติเปิดน่านน้ำในอ่าวเม็กซิโกเพื่อการประมงในพื้นที่ประมาณร้อยละ 70 ของอ่าว ทั้งนี้ ผลผลิตการประมงของอ่าวเม็กซิโกมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 20 ของการผลิตสินค้าอาหารประมงภายในของสหรัฐฯ

การทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสินค้าอาหารทะเล โดยกระบวนการทางเคมี จะเป็นการทดสอบหาสารที่เรียกว่า polycyclic aromatic hydrocarbons หรือ PAH ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในอาหารโดยทั่วไปที่เพาะปลูกในพื้นที่ ๆ ได้รับมลภาวะสูงหรือจากการย่างเผาของอาหารในอุณหภูมิที่สูง PAH เป็นสารที่เกิดได้จากมลภาวะจากน้ำมัน จากควันรถยนต์ จากการย่างเผา แม้กระทั่งจากควันบุหรี่ หรือจากการรมควัน มาตรฐานระดับ PAH ที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อการบริโภค คือระดับ 12 หรือ 35 ส่วนของ benzo(a)pyrene ต่อพันล้าน (ppb) สัดส่วนของ benzo(a)pyrene ที่ได้ค้นพบในพื้นที่แถวรัฐ Florida มีแค่ 1 ppb ส่วนการทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสินค้าอาหารทะเล จากสารที่ใช้ละลายน้ำมันยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และได้รับการวิจารณ์จากผู้ที่คัดค้านการเปิดประมงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่ปลาที่ว่ายน้ำในพื้นอ่าวที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมัน ไม่แสดงผล PAH สูง เป็นเพราะว่า ปลาจำพวกที่นำมาเป็นอาหารทะเล เช่น ปลาเก๋า ปลาทูน่า และปลากระพง มีกระบวนการเผาผลาน (metabolize) PAH ได้อย่าวรวดเร็ว จึงมักจะมีการอนุมัติให้เปิดการจับปลาในพื้นที่น้ำทะเลที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมัน ได้ก่อนสัตว์น้ำประมงอื่น ๆ การเผาผลาน PAH ของกุ้งจะอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะนี้ ได้มีการอนุมัติให้จับกุ้งได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดการอนุมัติการจับปูและหอยนางรม ที่มีอัตราการแปรสภาพ PAH ที่ช้าที่สุด

แหล่งข่าวอ้างอิง:
http://news.yahoo.com/s/ap/20100816/ap_on_he_me/us_med_healthbeat_seafood
http://www.usatoday.com/news/nation/2010-08-23-shriming-season-gulf-mexico_N.htm

Wednesday, September 8, 2010

Mexico puts tariffs on more U.S. goods in truck row

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากข้อพิพาทการค้า เกี่ยวกับการเดินรถบรรทุกข้ามแดนระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ

ภูมิหลัง

เม็กซิโกได้คัดค้านการที่สหรัฐฯ กีดกันไม่ให้รถบรรทุกเม็กซิกันสามารถขับข้ามชายแดนเกิน 25 ไมล์ ตั้งแต่ปี 2544 โดยให้เหตุผลว่าขัดกับหลักการของข้อตกลงเขตการค้าเสรี NAFTA ซึ่งเป็นผลให้ประธานาธบดีบุชริเริ่มโครงการนำร่องให้รถบรรทุกเม็กซิกันสามารถขับข้ามชายแดนได้และเดินทางได้อย่างเสรีทั่วสหรัฐฯ และได้มีผลปฏิบัติมาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งระหว่างปี 2549-2551 โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ขัรถบรรทุกและสภาหอการค้าของอเมริกัน โดยได้มีบริษัทขนส่งเม็กซิกันที่ได้รับประโยชน์เข้าร่วมโครงการฯ ประมาณหนึ่งร้อยบริษัท มีรถบรรทุกร่วมโครงการจำนวน 500 คัน และในหนึ่งปีครึ่งนั้น ได้มีการเดินรถบรรทุกไปกลับอย่างเสรีระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ แล้ว 45,000 เที่ยว

แต่เมื่อประธานาธิบดีโอบามา ได้เข้ารับตำแหน่งใหม่ในปี 2552 โครงการนำร่องดังกล่าวได้ถูกตัดออกไปจากงบประมาณการเงินประจำปี 2552 โดยโครงการนำร่องดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากสหภาพแรงงานของผู้ขับรับบรรทุกฝ่ายสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลเรื่องมาตรฐานการฝึกการขับรถบรรทุกและนโยบายการประกันรถบรรทุกของเม็กซิโกที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐฯ

ฝ่ายเม็กซิโกมองเห็นว่า การห้ามมิให้รถบรรทุกเม็กซิกันข้ามชายแดนได้อย่างเสรีเป็นการกีดกันการค้า โดยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโก นาย Gerardo Ruiz ได้ประกาศการเริ่มใช้มาตรการโต้ตอบทางภาษี ขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราระหว่างร้อยละ 10 ถึง 45 สำหรับรายการสินค้าเกษตรรวม 90 รายการ รวมผักผลไม้ ไวน์ และน้ำผลไม้ ซึ่งนำเข้าจาก 40 รัฐของสหรัฐอเมริกา มูลค่ารวมประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับรายการอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี และผลิตภัณท์เนื้อ เริ่มบังคับวันพฤหัสที่ 19 มีนาคม 2552

ประธานาธิดีของเม็กซิโกนายคัลเดรอน ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการกีดกันกาค้าที่อาจเกิดขึ้นสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ รวมทั้งกรณีการยกเลิกโครงการนำร่องดังกล่าวตั้งแต่กลางปี 2552 และได้มีท่าทีว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าวได้ในต้นปี 2533 แต่ปรากฎว่าเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีโดยผู้บริหารระดับสูงของสหรัฐฯ ไม่ได้ชี้แจงท่าทีว่าจะนำโครงการนำร่องดังกล่าวนี้กลับมาปฏิบัติต่อ อีกทั้งยังได้มีมาตรการกีดกันคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น
กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกจึงได้ประกาศยืดระยะเวลาการเก็บภาษีนำเข้าในรายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 99 รายการ แต่ระดับภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 5-20 ทั้งนี้เพราะข้อตกลงการค้านาฟต้ากำหนดไว้ว่าการเก็บภาษีโต้ตอบกรณีข้อพิพาทใด ๆ จะต้องไม่เกิน 2.5 พันล้านเหรียญ เม็กซิโกจึงได้เพิ่มรายการสินค้าให้กระจายไปมากกว่าเดิม โดยได้ตัดสินค้าบางอย่างออกไป และเพิ่มรายการที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งในรายการใหม่นี้ รวมถึงสินค้าประเภทเนื้อหมู ชีส ผักและผลไม้
ตลาดการส่งออกเนื้อหมูจากสหรัฐฯไปยังเม็กซิโก เป็นตลาดที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ และในปี 2552 เม็กซิโกได้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ มูลค่า 762 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การประกาศมาตรการเก็บภาษีสินค้าเนื้อหมูจึงย่อมมีผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ ในหมวดสินค้าดังกล่าว และผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกหมูของสหรัฐฯ เองก็ได้ให้ข่าวว่า มีความผิดหวังในความล่าช้าของรัฐบาลโอบามาในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททารการค้าดังกล่าว

รายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากวันที่ 18 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป

รหัส HS: รายการสินค้า: ภาษีที่เรียกเก็บใหม่

0203.12.01 ขาหมูไม่ถอดกระดูก หมูบด หมูชิ้น 5%
0203.22.01 ขาหมูไม่ถอดกระดูก หมูบด หมูชิ้น 5%
0406.10.01 ชีสสด 25%
0406.30.99 สินค้าจากนมประเภทอื่น ๆ 25%
0406.90.04 ชีสประเภท Grana หรือ Parmegiano-reggiano ที่มีสัดส่วนไขมัน 20% ร้อยละ 40 ที่มีน้ำร้อยละ 40 ประเภท Danbo, Edam, Fontal, Fontina, Fynbo, Gouda, HAVARTA, MARIBO, Samsoe, Esrom, Italaico, Kermhe, Saint Nectiare, Saint-Paulin, Taleggio ที่มีสัดส่วนไขมัน ร้อยละ 40
น้ำเกินกว่าร้อยละ 47 แต่ไม่เกินร้อยละ 72
0406.90.99 ชีสและไขจากนมประเภทอื่น ๆ 25%
0604.91.02 ต้นครีสมาส 20%
0703.10.01 หัวหอม 10%
0705.11.07 ผักกาด 10%
0710.40.01 ข้าวโพดหวาน 15%
0802.12.01 เมล็ดถั่วไม่มีเปลือก 20%
0802.50.01 เมล็ดถั่วสด 20%
0802.50.99 เมล็ดถั่วประเภทอื่น ๆ 20%
0804.10.01 ลูกเด้ทสด 20%
0804.10.99 ลูกเด็ทอื่น ๆ 20%
0805.10.01 ส้ม 20%
0805.40.01 ส้มโอ 20%
0806.10.01 องุ่นสด 20%
0808.10.01 แอ็ปเปิ้ล 20%
0808.20.01 แพร์ 20%
0809.10.01 แอพริก็อด 20%
0809.20.01 เชอรี่ 20%
0810.10.01 สตอเบอรี่ 20%
0813.30.01 แอ็ปเปิ้ล 20%
0813.50.01 ผลไม้แห้งผสมต่างๆ 20%
1104.12.01 โอ๊ต 10%
1602.49.01 หนังหมูสุก 20%
1704.10.01 หมากฝรั่ง 20%
1806.31.01 ช็อคโกแล็ตมีใส้ 20%
1806.32.01 ช็อคโกแล็ตไม่มีใส้ 20%
1902.19.99 พาสต้าอื่น ๆ 10%
2004.10.01 แผ่นมันทอด 5%
2005.40.01 ผักอบแห้ง 20%
2008.11.99 ส่วนผสมผลไม้แห้งและถั่ว 20%
2008.19.01 เมล็ดอัลมอนด์ 20%
2008.19.99 ถั่วอื่น ๆ 20%
2008.60.01 เชอรี่แห้ง 20%
2009.80.01 น้ำผลไม้ 20%
2009.90.01 น้ำผลไม้ผสม 20%
2009.90.99 น้ำผลไม้อื่นๆ 20%
2103.10.01 ซิอิ้ว 20%
2103.20.01 เค็จอัพ 20%
2103.90.99 ซ้อสปรุงแต่งอื่นๆ 20%
2104.10.01 เครื่องปรุงซุปสำเร็จรุป 10%
2106.90.06 น้ำผลไม้เข้มข้น 15%
2106.90.07 น้ำผลไม้เข้มข้มผสมประเภทต่าง ๆ 15%
2106.90.08 น้ำผลไม้ผสมต่าง ๆ 15%
2201.10.01 น้ำแร่ 20%
2204.10.99 น้ำองุ่นอื่นๆ 20%
2204.21.02 ไวน์แดง ชมพู และขาว สัดส่วนแอลกอฮอถึงร้อยละ 14 20%
2206.00.99 น้ำผลไม้หมัดประเภทอื่น ๆ 20%
2306.30.01 เมล็กทานตะวัน 15%
2306.49.99 เมล็กอื่น ๆ 15%
2309.10.01 อาหารสำหรับสุนัขและแมว 10%
3213.10.01 สีต่างๆ 10%
3304.30.01 เครื่องสำอางค์สำหรับการทำเล็บ 10%
3304.99.99 เครื่องสำอางค์อื่นๆ 5%
3305.10.01 แชมพู 10%
3305.30.01 น้ำยาเคลื่อบผม 10%
3305.90.99 อื่น ๆ 10%
3306.10.01 สินค้าเกี่ยวกับฟัน 10%
3306.90.99 สนค้าเกี่ยวกับฟ้นอื่น ๆ 15%
3307.10.01 เครื่องสำอางค์สำหรับการโกนหนวด 15%
3307.20.01 น้ำยาดับกลิ่มตัว 15%
3405.30.01 น้ำยาเคลือบรถยนต์ 15%
3506.91.03 กาวประเภทต่าง 10%
3924.10.01 เครื่องแก้วสำหรับครัวเรือน 15%
3924.90.99 เครื่องแก้วอื่น ๆ 15%
3926.40.01 เครื่องใช้ในครัวเรือนที่เป็นพลาสติก 15%
4015.19.99 ถุงมือยาง 15%
4016.91.01 เครื่องปูพื้นที่ทำจากยางและพรหม 10%
4818.10.01 กระดาษชำระ 5%
4820.20.01 สมุดเขียน 5%
4901.99.99 อื่น ๆ 15%
4911.99.02 ตั่วพิมพ์ประเภทต่าง ๆ 15%
4911.99.03 สิ่งพิมพ์สำหรับการเขียน 15%
4911.99.05 บัตรพลาสติกพิมพ์ 15%
5511.10.01 เส้นด้ายสังเคราะห์ที่มีส่วนสังเคราะห์เกินร้อยละ 85 15%
7013.49.03 เครื่องแก้ว 15%
7612.90.99 กระป่องประเภทอะลูมิเนียม 15%
8302.41.02 เครื่องประกอบการทำผ้าม่าน 15%
8304.00.99 เครื่องประกอบการแขวนอื่นๆ 15%
8418.10.99 เครื่องทำความเย็นประเภทต่าง ๆ 15%
8418.21.01 เครื่องทำความเย็นระบบคอมเพรชั่น 20%
8419.81.01 เครื่องทำกาแฟ 15%
8421.39.99 เครื่องกรองสำหรับแก๊ซ 5%
8422.11.01 เครื่องทำความสะอาด ล้างจาน 15%
8429.59.01 เครื่องจักรสำหรับการขุด 15%
8450.12.01 เครื่องซักผ้าสำหรับครัวเรือน 20%
8450.10.99 เครื่องซักผ้าอื่นๆ 15%
8516.79.99 เครื่องเป่าผม 15%
9004.10.01 แว่นกันแดด 10%
9020.00.01 หน้ากากกันแก์ซ 5%
9504.30.99 อุปกรณ์การพันันร้านเกม 15%
9608.10.01 เครื่องเขียนทำจากส่วนผสมเหล็กทั่วไป 15%
9608.10.99 เครื่องเขืยนอื่น ๆ 15%
9806.20.01 เครื่องเขียนหมึกสี 15%
9608.99.99 เครื่องเขียนอื่น ๆ 15%
9609.10.01 ดินสอ ยกเว้น 9609.10.02 15%

แหล่งข้อมูล

Diaro Oficial, 18 Agosto, 2010, Secretario de Economia y Secretario de Hacienda y Credito Publico
http://news.yahoo.com/s/nm/20100816/pl_nm/us_mexico_trucks