Google Website Translator

Wednesday, May 16, 2012

Chinese investment in Mexico and Latin America

ภาวะการค้าและการลงทุนของจีนในเม็กซิโกและภูมิภาคลาตินอเมริกา

ถึงแม้ว่าประเทศจีนจะครองตำแหน่งเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับสองของเม็กซิโก รองจากสหรัฐฯ ความสำคัญของการค้าและการลงทุนจากจีนในเม็กซิโกเทียบกับสหรัฐฯ แล้ว ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก โดยการส่งออกจากเม็กซิโกไปยังจีนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของการส่งออกทั้งหมดของเม็กซิโก มูลค่า 5,962 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสัดส่วนการนำเข้าร้อยละ 15 ของการนำเข้ารวม มูลค่า 52,248 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2011 ส่วนการลงทุนจากจีนในเม็กซิโกแทบจะไม่ปรากฏเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญแต่อย่างใด 

รายงานเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงต่างชาติในภูมิภาคลาตินอเมริกา ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคลาตินอเมริกา-องค์กรสหประชาชาติ (ชื่ออักษรย่อภาษาอังกฤษ-ECLAC หรืออักษรย่อภาษาสเปน-CEPAL) ได้รายงานว่า ในปี ค.ศ. 2011 ที่ผ่านมา เม็กซิโกไม่ได้รับการลงทุนโดยตรงจากจีนเลย เนื่องจากจีนมีความสนใจลงทุนในภาคเหมืองแร่และพลังงาน หรือการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานในประเทศอื่นๆ ของภูมิภาคมากกว่า ในขณะที่โอกาสการลงทุนในภาคการผลิตต่างๆ ของเม็กซิโกเป็นการผลิตสินค้าบริโภคขั้นสูงมากกว่าการผลิตขั้นพื้นฐาน ในปี 2010 เม็กซิโกได้รับการลงทุนจากจีน ประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐจากจำนวน 15,251 ล้านเหรียญฯ ที่จีนลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกาโดยรวม และในช่วงระหว่างปี 1990-2009 เม็กซิโกได้รับการลงทุนจากจีนรวมเพียง 127 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.7 ของการลงทุนรวมของจีนในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 7,336 ล้านเหรียญฯ ในช่วงดังกล่าว 


การลงทุนโดยตรงต่างชาติในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ภูมิภาคลาตินอเมริกาได้รับการลงทุนโดยตรงต่างชาติในปี ค.ศ. 2011 มูลค่ารวม 153.448 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นร้อยละ 10 ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงต่างชาติรวมของโลก นับว่าเป็นยอดการลงทุนจากต่างประเทศที่มากที่สุดในประวัติการณ์สำหรับภูมิภาคดังกล่าว ประเทศที่ไดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดได้แก่ บราซิล ซึ่งได้รับการลงทุนต่างชาติรวม 66.66 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเป็นร้อยละ 43.8 ของการลงทุนระหว่างประเทศรวมสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา รองลงมาได้แก่ ชิลี มูลค่าการลงทุนต่างประเทศ 17.299 พันล้านเหรียญฯ โคลัมเบีย 13.234 พันล้านเหรียญฯ เปรู 7.659 พันล้านเหรียญฯ อาร์เจนติน่า 7.243 พันล้านเหรียญฯ เวเนซูเอลา 5.302 พันล้านเหรียญฯ และอุรุกวัย 2.528 พันล้านเหรียญฯ 

สำหรับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ประเทศที่ได้รับการลงทุนโดยตรงต่างชาติมากที่สุด ในปี ค.ศ. 2011 ได้แก่ ปานามา ซึ่งได้รับเงินลงทุนต่างชาติมูลค่า 2.790 พันล้านเหรียญฯ ตามด้วยคอสตาริกา 2.104 พันล้านเหรียญฯ และฮอนดูรัส 1.014 พันล้านเหรียญฯ การลงทุนโดยตรงต่างชาติสำหรับกลุ่มประเทศอเมริกากลางได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 จากปี 2010 ส่วนในกลุ่มประเทศแคริเบียน ประเทศที่ได้รับการลงทุนโดยตรงต่างชาติมากที่สุด ได้แก่ สาธารณรัฐดอมินิกัน ซึ่งได้รับการลงทุนโดยตรงต่างชาติมูลค่า 2.371 พันล้านเหรียญสหรัฐ 

การลงทุนโดยตรงต่างชาติสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา มีต้นกำเนิดมาจากสหภาพยุโรปเป็นแหล่งต้นกำเนิดเงินลงทุนที่สำคัญ ในสัดส่วนร้อยละ 40 ของการลงทุนโดยตรงต่างชาติภูมิภาคฯรวม มูลค่าเฉลี่ย 30 พันล้านเหรียญฯ ต่อปี ภาคเศรษฐกิจที่ได้รับการลงทุนจากสหภาพยุโรปเป็นสำคัญ ได้แก่ ภาคการผลิตไฟฟ้า และการธนาคาร เมื่อแบ่งแหล่งลงทุนโดยตรงต่างชาติสำหรับภูมิภาคลาติอเมริกาเป็นรายประเทศแล้ว แหล่งลงทุนที่สำคัญในปี 2011 ได้แก่ สหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 18 สเปนร้อยละ 14 และญี่ปุ่นร้อยละ 8 นอกจากนี้แล้ว การลงทุนระหว่างกันเองของประเทศในภูมิภาคฯ มีความสำคัญถึงร้อยละ 9 ของการลงทุนโดยตรงต่างชาติรวมของภูมิภาคดังกล่าว แต่ได้มีมูลค่าลดลงจาก 44.924 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2010 เป็น 22.605 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2011 เนื่องจากผู้ลงทุนในต่างประเทศที่สำคัญ คือประเทศบราซิล ได้ลงทุนในต่างประเทศน้อยลง เนื่องจากได้หันไปลงทุนภายในประเทศมากขึ้นในปีดังกล่าว ส่วนประเทศชิลี ได้กลายเป็นผู้ลงทุนในต่างประเทศที่สำคัญแทนบราซิลในปี 2011 โดยมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ 11.822 พันล้านเหรียญฯ ตามด้วยเม็กซิโก 9.64 พันล้านเหรียญฯ และโคลัมเบีย 8.289 พันล้านเหรียญฯ 

เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจภูมิภาคลาตินอเมริกาได้คาดการณ์ว่า การลงทุนโดยตรงต่างชาติสำหรับภูมิภาคฯ สำหรับปี 2012 จะยังอยู่ในระดับที่สูง โดยจะมีอัตราการขยายตัวในอัตราร้อยละ 2-8 จากมูลค่าการลงทุนในปี 2011 หากสหภาพยุโรปไม่ประสบปัญหาวิกฤตการณ์การเงินที่รุนแรง

การลงทุนของจีนในภูมิภาคลาตินอเมริกา

รัฐบาลของจีนได้เริ่มมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ที่เรียกว่า “Going Out Strategy” จากปี ค.ศ. 1999 เป็นต้นมา ในปี 2003 จีนได้มีมูลค่าการลงทุนในต่างประเทศรวม 35 พันล้านเหรียญฯ ต่อมาได้ขยายตัวเป็น 230 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2009 ซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับการลงทุนโดยตรงต่างชาติของประเทศเดนมาร์คในปีนั้น และเมื่อเทียบกับการลงทุนโดยตรงต่างชาติของสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4 พัน พันล้านเหรียญฯ ก็จะเห็นว่ายังมีโอกาสการขยายตัวอีกมาก 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโดยตรงของจีนในภูมิภาคลาตินอเมริกา ได้เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการกระตุ้นการค้าและเศรษฐกิจของภูมิภาคลาตินอเมริกาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาก โดยประเทศจีนได้ลงทุนในด้านการผลิตโภคภัณฑ์และทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ อีกทั้ง ยังมีการปล่อยเงินกู้สำหรับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ในปี 2010 ยอดการส่งออก การลงทุน และการปล่อยกู้รวมจากจีนไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกา มีมูลค่า 300 พันล้านเหรียญฯ โดยการส่งออกสินค้าขั้นพื้นฐานมีสัดส่วนร้อยละ 92 ของการส่งออกจากภูมิภาคฯ ไปยังจีน ร้อยละ 85 ของมูลค่าการลงทุนของจีนในภูมิภาคฯ เป็นการลงทุนในภาคเหมืองแร่ และร้อยละ 60 ของการปล่อยกู้ทั้งหมดของจีน เป็นการปล่อยกู้ไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกา 

ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากขยายการค้าการลงทุนจากจีนในภูมิภาคฯ มากที่สุดได้แก่ ประเทศบราซิล ชิลี และเปรู ส่วนประเทศที่ไม่ค่อยจะได้รับผลประโยชน์จากการขยายการค้าการลงทุนจากจีนในภูมิภาคนี้ ได้แก่ กลุ่มประเทศอเมริกากลาง แคริเบียบ และเม็กซิโก นอกจากนี้แล้ว ประเทศกลุ่มนี้ ยังเสียเปรียบความแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตให้กับจีนในตลาดที่สามอีกด้วย

ปัญหาอุปสรรคค้าการลงทุนระหว่างเม็กซิโกและจีน

ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่สำคัญๆ เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการค้ากับจีนน้อยที่สุด การค้ากับจีนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของการค้ารวมของเม็กซิโก ในขณะที่ชิลีมีสัดส่วนการค้ากับจีนสูงถึงร้อยละ 22.3 เปรู ร้อยละ 17.7 บราซิล ร้อยละ 16.2 และอาร์เจนตินา ร้อยละ 7.1 

กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกของเม็กซิโก และบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน KPMG และ SinoLatin Capital ได้กล่าวว่า นักธุรกิจเม็กซิโกควรให้ความสนใจกับโอกาสการค้าการลงทุนในจีนให้มากกว่าที่มีอยู่ โดยมีความจำเป็นต้องมีการกระตุ้นความสนใจของภาคเอกชนเม็กซิกัน โดยการให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโอกาสการค้ากับจีนมากขึ้น รวมทั้งควรมีมาตรการส่งเสริมด้านการเงิน เช่น เงินกู้สำหรับผู้ที่สนใจส่งออกไปยังจีน นอกจากนี้แล้ว ภาครัฐบาลต้องกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในทุกระดับให้มีความใกล้ชิดเข้าใจกันมากขึ้น และอาจจะมีการพิจารณาทำความตกลงด้านความร่วมมือในภาคต่างๆ ให้มากขึ้น 

จากการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจเม็กซิกันต่าง ๆ พบว่า นักธุรกิจของเม็กซิโกมักจะมีอคติต่อกับการค้าขายกับจีน โดยมองว่าจีนไม่ปฏิบัตทางการค้าอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ แม้กระทั่งรัฐบาลของเม็กซิโกเอง ก็ได้มีข้อพิพาททางการค้า ใช้มาตรการด้านภาษีลงโทษสินค้าส่งออกจากจีนหลายครั้ง แต่รัฐบาลของเม็กซิโกได้เปลี่ยนทาทีแล้ว และในปัจจุบันเห็นว่า จีนเป็นสมาชิกขององค์การค้าโลกที่ปฏิบัติตามกฏระเบียยการค้าได้ดีพอสมควร 

นักธุรกิจเม็กซิโก ได้ให้ความเห็นว่า ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการเจาะตลาดจีน ได้แก่

· กฏระเบียบที่กำจัดการลงทุนต่างชาติในภาคเศรษฐกิจที่เม็กซิโกอาจสนในลงทุน เช่น โทรคมนาคม ภาคการผลิตรถยนต์ และการถ่ายทำหนัง เป็นต้น

· รายละเอียดขั้นตอนการทำธุรกิจ เช่น กฎระเบียยที่ควบคุมการทำบัญชี การรายงานสถานะการเงิน ซึ่งมีการลงโทษการละเมิดทางอาญาที่หนักเกินควร

· ข้อจำกัดในการส่งเงินโอนระหว่างประเทศระหว่างเครือข่ายของบริษัท ที่สร้างความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ

· ระบบภาษีการนำเข้าส่งออกที่สลับซับซ้อน

หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกของเม็กซิโก (ProMexico) ได้มีการระบุโอกาสการค้าและการลงทุนสำหรับเม็กซิโกในจีน สำหรับกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม รองเท้า สิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ พลังงานทดแทน สินค้าวัตถุดิน และการท่องเที่ยว ส่วนภาคที่คาดว่าเม็กซิโกมีความได้เปรียบน้อย คือ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอีเลคทรอนิกส์ และของเล่น 

บริษัทสำคัญของเม็กซิโกที่ได้ลงทุนในจีนแล้ว มีบริษัท Nemak ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Grupo Alfa ซึ่งทำการผลิตแม่พิมพ์สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทต่างๆ ที่มณทลหนานจิง บริษัทด้านสารสนเทศ Softtek บริษัทผู้ผลิตท่อไอเสีย Katcon บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ San Luis Corporación กลุ่มด้านผลิตภัณฑ์อาหาร Grupo Herdez บริษัทผลิตเครื่องดื่ม Jumex ผู้ผลิตแป้งสาลี Maseca กลุ่ม Carso สายการบิน Aeroméxico และกลุ่มยางสังเคราะห์ Kuo

Monday, May 14, 2012

Country Profile: Nicaragua 2012

1. ข้อมูลทั่วไปของประเทศนิการากัว


นิการากัวเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง แต่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุด มีอาณาเขตทางเหนือจรดประเทศฮอนดูรัส ทางใต้จรดประเทศคอสตาริกา ชายฝั่งตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนชายฝั่งตะวันออกจรดทะเลแคริบเบียน

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐนิการากัว (ภาษาสเปน: República de Nicaragua)

1.3 เมืองหลวง กรุงมานากัว (Managua) มีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน

1.4 ขนาดพื้นที่ 130,370 ตารางกิโลเมตร (ใกล้เคียงกับขนาดของประเทศกรีซ)

1.5 ประชากร 5.89 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ ทองคำ เงิน ทองแดง ทังเสตน ตะกั่ว สังกะสี ป่าไม้ และประมง

1.7 ประวัติศาสตร์ ได้ประกาศอิสระภาพจากสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1821 แต่ได้รับการยอมรับความเป็นเอกราชจากสเปนในวันที่ 25 กรกฏาคม ค.ศ. 1850

เชื้อชาติ เมสติโซ (ผิวขาวผสมอินเดียน) ร้อยละ 69 ผิวขาว ร้อยละ 17 ผิวดำร้อยละ 9 และอเมริกัน-อินเดียน ร้อยละ 5

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 58.5 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 24 และมีชาวพุทธอยู่ร้อยละ 0.1

ภาษา ภาษาทางการคือภาษาสเปน มีภาษาพื้นบ้านคือ Creole, Miskito, Sumo และ Rama

1.8 ระบอบการปกครอง

นิการากัวมีการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประธานาธิบดีเป็นประมุขรัฐและผู้นำรัฐบาล นาย Daniel ORTEGA Saavedra ได้เข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธบดีสมัยที่สองในวันที่ 6 พฤศจิกายนค.ศ.2011 วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติมีสภาเดี่ยว ตำแหน่งผู้แทนสภา 92 ตำแหน่ง ระบบการเมืองเป็นระบบพรรคการเมืองหลายพรรค (multi-party) และแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 15 จังหวัด (departamentos) กับ 2 เขตปกครองตนเอง

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน 19,137 กิโลเมตร สนามบิน 143 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศ คือ Augusto C. Sandino International Airport ที่กรุงมานากัว มีความสามารถรับผู้โดยสารได้ 1.1 ล้านคนต่อปี สายการบินสำคัญคือ สายการบิน Nicaragüense de Aviación (NICA) เส้นทางน้ำ 2,220 กิโลเมตร มีทะเลสาปใหญ่ 2 แห่ง คือ ทะเลสาปมานากัว และทะเลสาปนิการากัว มีท่าเรือทั้งหมด 7 แห่ง แต่ท่าเรือที่สำคัญคือท่าเรือ Bluefields ฝั่งทะเลแคริเบียน และท่าเรือ Corinto ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนีแล้ว ยังมีระบบท่อส่งน้ำมันความยาว 54 กิโลเมตร

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศนิการากัว

นิการากัวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง มีอัตราการว่างงานและความยากจนสูง เนื่องจากตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการเป็นระยะเวลาร่วม 30 กว่าปีในช่วงปี 1960-1990 ตามด้วยปัญหาการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ในระยะต่อมา การเข้าร่วมเขตการค้าเสรีคาฟต้ากับสหรัฐในปี ค.ศ. 2006 ได้ช่วยกระตุ้นการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่ม โดยเฉพาะสิ่งทอและเสื้อผ้า แต่รัฐบาลของประธานาธิบดี Ortega ซึ่งได้เข้าดำรงตำหน่งในปี 2007 มีความคิดเห็นโน้มเอียงไปทางฝ่ายซ้าย และมีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดี Chavez ของประเทศเวเนซูเอลา ได้เพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำและส่งเสริมการร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจจากเวเนซูเอลา ทำให้บรรยากาศการลงทุนเสื่อมสภาพลง ชาวนิการากัวได้ย้ายถิ่นฐานหนีปัญหาการเมืองและสภาวะความยากจนเป็นล้านคน นิการากัวจึงพึ่งการส่งเงินกลับจากแรงงานในต่างประเทศเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของผลผลิตแห่งชาติ ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญของนิการากัวคือภาระหนี้ระหว่างประเทศสูงซึ่งทำให้งบดุลขาดดุลมาโดยตลอด ซึ่งในปี 2004 ได้รับความช่วยเหลือในการปรับลดหนี้และเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของ IMF นิการากัวได้เริ่มฟื้นฟูจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจนิการากัวได้ฟื้นฟูจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2009 อย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ต่างๆ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของการส่งออก และการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ ในปี 2011 นิการากัวได้รับเงินส่งกลับจากต่างประเทศมูลค่า 912 ล้านเหรียญฯ เทียบได้เป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกในปีเดียวกันนั้น เศรษฐกิจนิการากัวได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 4 ในปี 2011 ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) มีมูลค่า 7.08 พันล้านเหรียญสหรัฐ รายได้ต่อหัว (GDP per capita) 1,202 เหรียญฯ และอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 7.95

ร้อยละ 46 ของประชากรนิการากัวอยู่ในสภาวะความยากจนต่ำกว่าระดับมาตรฐาน (under national poverty line) และร้อยละ 16 ของประชากรฯ มีระดับรายได้ต่ำกว่า 1.25 เหรียญต่อวัน ประธานาธบดีออร์เทกาได้กำหนดแผนงานเพื่อยกระดับเศรษฐกิจที่เรียกว่า “21st Century Socialism” ซึ่งมีลักษณะการวางแผนเศรษฐกิจแบบผสมผสาน คล้ายกับแนวทางของประเทศเวเนซูเอลา โดยพรรค FSLN ได้เพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจ โดยการซื้อกิจกรรมด้านโรงแรม ปศุสัตว์ สถานีโทรทัศน์ ปั้มน้ำมัน ก่อสร้าง และการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม นิการากัวยังคงต้องดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาคิและการปรับปรุงเศรษฐกิจที่จำเป็น เนื่องจากยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขความช่วยเหลือด้านเงินเงินจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศอยู่

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

นิการากัวมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในปลายปี ค.ศ. 2010 ประมาณ 1.58 พันล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2011 ได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.799 พันล้านเหรียญฯ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศนิการากัว

ภาคบริการของนิการากัวมีความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติเป็นสัดส่วนร้อยละ 56.3 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 23.4 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 20.3 สินค้าเกษตรที่สำคัญได้แก่ กาแฟ ฝ้ายและกล้วย ส่วนกิจกรรมด้านเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ การก่อสร้าง เหมืองแร่ ประมง การพาณิชย์ และการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวของนิการากัวได้เติบโตเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา โดยมีการขยายตัวในภาคดังกล่าวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ต่อปี จำนวนนักท่องเที่ยวที่เยือนนิการากัว ได้เพิ่มเป็นระดับ 1 ล้านคนเป็นครั้งแรกในปี 2010 รายได้จากการท่องเที่ยวในปีดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 360 ล้านเหรียญสหรัญ

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุน

การลงทุนจากภาคเอกชนได้มีสภาพขึ้นลงกับสภาวะทางการเมือง ในปี ค.ศ. 1999 ได้มีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศนิการากัวมูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ได้ลดลงเป็นเพียง 100 ล้านเหรียญฯ ในปี 2001 การเร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้โครงการปรับโครงสร้างของ IMF รวมกับการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2002 ได้ช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศเป็น 508 ล้านเหรียญฯ ในปี 2010 และในปี 2011 ได้มีเงินลงทุนจากต่างประเทศมูลค่าประมาณ 880.6 ล้านเหรียญฯ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคพลังงานและโทรคมนาคม

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของนิการากัว
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศนิการากัว

ในปี ค.ศ. 2011 นิการากัวมีมูลค่าการส่งออกรวม 2.28 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2010 ร้อยละ 23.4 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 28 เวเนซูเอลา ร้อยละ 23 และแคนาดา ร้อยละ 11 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ เนื้อวัว กุ้งและกุ้งกาม ยาสูบ น้ำตาล ทองคำ ถั่ว สิ่งทอและเสื้อผ้า

การนำเข้าในปี 2011 มีมูลค่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 20 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 18.8 เวเนซูเอลา ร้อยละ 15.7 จีน ร้อยละ 9.2 คอสตาริกา ร้อยละ 8.5 และเม็กซิโก ร้อยละ 8 โดยมีสินค้านำเข้าสำคัญคือ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัตณ์เภสัช รถยนต์ พลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า ธัญพืช น้ำมันพืช และกระดาษ


3.2 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

นิการากัวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มศุลกากรอเมริกากลาง Central American Common Market-CACM เมื่อปี ค.ศ. 1960 และเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกในปี ค.ศ. 1995 มีความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบของกลุ่ม DR-CAFTA ตั้งแต่ปี 2004 มีความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกลุ่มอเมริกากลางปานามาตั้งแต่ปี 2002 และได้เจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปสำเร็จในปี 2011 นิการากัวได้เข้าร่วมกลุ่มการรวมตัวทางเศรษฐกิจละตินอเมริกา ALADI ในปี 2011 นอกจากนี้แล้ว ยังอยู่ระหว่างการเจรจรเขตการค้าเสรีกับชิลี นิการากัวได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า GSP จากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น โคลัมเบีย และแคนาดา

สำหรับในระดับทวิภาคี นิการากัวได้ลงนามในความตกลงการค้าเสรีกับเม็กซิโกในปี 1997 สาธารณรัฐโดมินิกันในปี 1998 และกับไต้หวันในปี 2006

เมื่อต้นปี ค.ศ. 2012 นิการากัวได้ลงนามความตกลงทวิภาคีเพื่อการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันกับประเทศรัสเซีย โดยรัฐมนตรีเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้านิการากัว นาย Orlando Solorzano ได้นำคณะตัวแทนภาครัฐและเอกชนระดับสูงไปยังรัสเซีย ระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม ค.ศ. 2012 เพื่อนำเสนอโครงการลงทุนร่วมกับรัสเซีย มูลค่ารวม 600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออกของนิการากัว ทั้งนี้ ประเทศรัสเซียได้ลงทุนในนิการากัวในปี 2010 มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนในภาคโทรคมนาคมสื่อสาร และภาคธุรกิจการเกษตร การส่งเสริมการลงทุนร่วมกันดังกล่าวจะส่งเสริมให้รัสเซียเป็นผู้ลงทุนสำคัยในอันดับหนึ่งในสิบของนิการากัว

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างนิการากัวกับไทย

นิการากัวและไทยได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1975 โดยรัฐบาลไทย”โ็มอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำนิการากัวอีกตำแหน่งหนึ่ง ในขณะที่นิการากัวได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตประจำญี่ปุ่น มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งนายอาณัฐชัย รัตตกุล เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์นิการากัวประจำประเทศไทย เมื่อปี 1994

ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญระหว่างวันที่ 20-25 มีนาคม 2000 เป็นเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีของนิการากัว นาย Arnoldo Aleman Lacayo

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับนิการากัว

ในปี ค.ศ. 2011 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับนิการากัวมีมูลค่ารวม 31.92 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2010 ร้อยละ 1.89 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้ามูลค่า 28.27 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2011 ไทยได้ส่งออกไปยังนิการากัวเป็นมูลค่า 30.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2010 ร้อยละ 1.98 และนำเข้าจากนิการากัวเป็นมูลค่า 1.82 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2010 ร้อยละ 493

การค้าระหว่างไทยกับนิคารากัว
มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ปี
ดุลการค้า
ส่งออก
นำเข้า
ปริมาณการค้ารวม
2008
37.151
38.563
1.411
39.974
2009
17.542
17.742
0.206
17.948
2010
30.712
31.019
0.307
31.326
2011
28.27
30.10
1.82
31.92
                        แหล่งข้อมูล:  Thailand Trading Report,  MOC.

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศนิการากัว และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากนิการากัว

สินค้าที่ไทยส่งออกไปนิการากัว คือ รถยนต์และชิ้นส่วน สินค้าอาหารทะเล สินค้ายาง เครื่องซักผ้า/อบผ้า เครื่องจักรและชิ้นส่วน เส้นด้าย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มอเตอร์ไซค์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์พลาสติก ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากนิการากัว ได้แก่ เนื้อ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรและชิ้นส่วน สินค้าสิ่งพิมพ์ และผลิตภัณฑ์บรรจุข้อมูลเสียงและภาพ

สินค้าส่งออก/นำเข้าสำคัญระหว่างไทยกับนิการากัว ค.ศ. 2011
มูลค่า: เหรียญสหรัฐ
อันดับ
รายการสินค้าส่งออก
มุลค่าส่งออก
รายการสินค้านำเข้า
มูลค่านำเข้า
1
Motor cars, parts, accessories
24,526,914
Edible meat
55,546
2
Prepared/preserved fish, crustaceans,
2,913,438
Garments
24,464
3
Rubber products
847,022
Rubber manufactures
335
4
Washing/dry clean machines, parts
329,391
Machinery, parts
56
5
Machinery & parts
111,294
Print matter
110
6
Yarn & man-made filaments
35,900
Data media for pictures, sound recordin
22
7
Tapioca products
9,942
Tobacco
n/a
8
Motorcycle, parts & access.
4,897
Paper Products
n/a
9
Plastic Products
1,046


                      แหล่งข้อมูล:  Thailand Trading Report,  MOC.

4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศนิการากัวและลู่ทางการค้าและการลงทุน

มีโอกาสในการขยายปริมาณสินค้าที่ส่งออกเดิม ซึ่งได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอและสินค้าตกแต่งเสื้อผ้า สินค้าอาหารทะเล เครื่องซักผ้า/อบผ้า เคมีภัณฑ์ สินค้ายาง และชิ้นส่วนเครื่องจักร

บริษัทที่ทำการผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าไทยที่กำลังแสวงหาฐานการผลิตต้นทุนค่าแรงงานต่ำ อาจจะพิจารณาย้ายฐานการผลิตสิ่งทอในส่วนที่มีเป้าหมายการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไปยังประเทศนิการากัว ทั้งนี้ ค่าแรงงานขั้นต่ำของนิการากัวมีมูลค่าประมาณ 1,392 คอร์โดบา หรือประมาณ 63 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งเป็นค่าแรงงานที่ถูกที่สุดในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง เทียบกับค่าแรงของฮอนดูรัสประมาณ 5,500 เล็มปิรี หรือ 291 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ค่าแรงงานในคอสตาริกา 217 เหรียญสหรัฐต่อเดือน และค่าแรงงานในเอลซัลวาดอร์ประมาณ 187 เหรียญต่อเดือน ค่าแรงงานในนิการากัวเป็นอัตราค่าแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงของเวียดนามซึ่งเท่ากับ 72 เหรียญต่อเดือน


4.5 การท่องเที่ยวในนิการากัว

การท่องเที่ยวในนิการากัวได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2005 ได้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวนิการากัวจำนวน 803,933 คน เพิ่มจากจำนวน 579,165 คนในปี 2002 ในปีเดียวกันนั้น นิการากัวได้มีรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่า 240 พันล้านเหรียญสหรัฐ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ยุโรป และกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ในปี 2010 ได้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังนิการากัวประมาณ 1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 8.7 และได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2011 จะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปนิการากัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 หรือเป็นจำนวนรวม 1.1 ล้านคน นิการากัวมีจำนวนห้องพักรวมประมาณ 9,000 ห้อง อัตราการเข้าพัก ประมาณร้อยละ 80 และกลุ่มโรงแรมของเสปน NH Hoteles ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนสร้างโรงแรมห้องพักเพิ่มในนิการากัว

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น
6.1 หน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุน:
       ProNicaragua
       Km 4 ½ Carretera a Masayu, Edificio Cesar, Managua, Nicaragua. C.A.
       Tel.: + (505) 2270-6400
       Fax: + (505) 2278-733
                       Website: info@pronicaragua.org
                6.2  หอการค้าแหน่งนิการากัว
                      CACONIC (Cámara de Comercio de Nicaragua)
                      Rotonda Güegüense 400 metros al Sur 20 varas al este,
                      Tel: +(505) 2268-3505, Fax: +(505) 2268-3600
      E-mail:comercio@caconic.org.ni , comunicacion@caconic.org.ni
                      Website: www.caconic.org.ni

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย
7.1 Embassy of Nicaragua
      Kowa Bldy 38, Rm 9034 - 12-24, Nishi - Azabu, Minato-Ku Tokyo 106, Japan
      Tel: 00813 - 34990400.  Fax: 00813 – 34993800
      E-mail: nicjapan@gol.com

ข่าวอ้างอิง

Monday, April 30, 2012

Mexico's Pet Food Imports Procedures

ขั้นตอนการนำเข้าอาหารสัตว์ในเม็กซิโก 

เม็กซิโกไม่ยอมรับการนำเข้าอาหารสัตว์จากไทยโดยตรง เนื่องจากกระทรวงเกษตร-ปศุสัตว์และการประมงเม็กซิโก (SAGARPA) ถือว่า มาตรฐานการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ (zoo sanitary code) ระหว่างไทยและเม็กซิโกแตกต่างกัน หรือยังได้รับการรับรองมาตรฐานร่วมกัน และโดยที่การควบคุมเกี่ยวกับการนำเข้าสัตว์-สารเคมี-สารชีวภาพ-ยา และผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับการเลี้ยงสัตว์ อยู่ภายใต้กฎระเบียบมาตรฐานสุขภาพสัตว์ในเม็กซิโก ฉะนั้น การค้การผลิตและการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ สารเคมี-สารชีวภาพ หรือยาที่ใช้กับสัตว์ รวมทั้งการนำเข้าสัตว์เป็นของไทยไปยังเม็กซิโก จึงไม่สามารถทำการส่งออกจากไทยไปยังเม็กซิโกได้โดยตรง แต่จะต้องทำการนำเข้าผ่านสหรัฐอเมริกา โดยสินค้า/สัตว์ดังกล่าว จะต้องมีเอกสารรับรองสุขภาพสัตว์ที่ถูกต้องจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ การส่งออกอาหารสัตว์จากไทยผ่านสหรัฐฯ จะได้รับการตีฉลากที่ถูกต้องตามมาตรฐานอาหารสัตว์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับสำหรับเม็กซิโก 


ข้อกำหนดมาตรฐานสุขภาพสัตว์ของเม็กซิโก อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานมาตรฐานและสุขอนามัยอาหารสัตว์ (SENASICA) ของกระทรวงเกษตร-ปศุสัตว์และการประมงเม็กซิโก (SAGARPA) ได้แจ้งแนวทางเกี่ยวกับการนำอาหารสัตว์เข้าเม็กซิโกผ่านสหรัฐฯ ดังนี้ 
  1. ผู้นำเข้าต้องแสดงใบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยอาหารสัตว์ของประเทศต้นกำเนิดสินค้า ที่แจ้งชื่อที่อยู่ของผู้ส่งออกและชื่อผู้นำเข้าสินค้า ผู้ส่งออกจะต้องแนบเอกสารที่รับรองว่าสินค้าอาหารสัตว์นำเข้านั้น ไม่มีส่วนประกอบโปรตีนสัตว์เคี่ยวเอื้อง (ruminant) หรือส่วนประกอบของสัตว์เคี่ยวเอื้องใดๆ ทั้งนี้ เม็กซิโกห้ามการนำเข้าเนื้อสัตว์หรือส่วนประกอบของสัตว์เคี่ยวเอื้องทุกอย่าง หากสินค้าอาหารสัตว์นำเข้ามีส่วนประกอบของเนื้อไก่ ต้องมีการรับรองว่าส่วนประกอบเนื้อไก่ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการความร้อนขั้นต่ำ 115 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 30 นาที และต้องรับรองว่า สินค้าอาหารสัตว์ที่นำเข้านั้นๆ ไม่ได้สัมผัสกับสัตว์หรือสินค้าที่ติดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายใดๆ 
  2. ผู้นำเข้าจะต้องมีตัวอย่างสินค้าให้หน่วยงานของเม็กซิโกสามารถทำการตรวจสอบคุณภาพได้ 
  3. เมื่อหน่วยงานตรวจสอบของเม็กซิโกได้แจ้งผลการตรวจสินค้าผ่านแล้ว ผู้นำเข้าจะต้องขอหมายเลขทะเบียนอนุมัติการนำเข้าสินค้า ที่ระบุวันที่ได้รับอนุมัติสินค้ากับ SENASICA/SAGARPA 
  4. ผู้นำเข้าจะต้องขอจดทะเบียนกิจการเป็นผู้นำเข้าอาหารสัตว์ กับกองทะเบียน DSCP-SENASICA 
  5. ในกรณีย์ที่อาหารสัตว์นำเข้ามีส่วนประกอบของไขมันของสัตว์เคี้ยวเอื้อง (ruminant) ผู้นำเข้าต้องแสดงสำเนาใบแจ้งการตรวจคุณภาพจากหน่วยงานอิสระที่รับรองว่ามีส่วนเจือปนไขมันของสัตว์เคี้ยวเอื้องน้อยกว่าร้อยละ 0.15 
  6. เอกสารประกอบอื่น ๆ ได้แก่ 

  • ใบรับรอง zoo sanitary certificate ที่แจ้งข้อกำหนดทางเทคนิคที่ระบุ ส่วนประกอบและสัดส่วนส่วนของประกอบ ข้อแจกแจงเกี่ยวกับกระบวนการผลิต และคำอธิบายรูปแบบของสินค้า 
  • ใบรับรองว่าสินค้าอาหารสัตว์ดังกล่าว ได้รับอนุมัติการจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฏหหมายในประเทศต้นกำเนิด 
  • เอกสารจากผู้ส่งออก แจ้งแหล่งต้นกำเนิดสินค้า ประเทศนำปลายทางนำเข้า หมายเลขสินค้าและวันที่ผลิต วันบรรจุสินค้า วันหมดอายุสินค้า หรือวันที่แนะนำการบริโภค 
หน่วยงานมาตรฐานและสุขอนามัยอาหารสัตว์ (SENASICA) ของกระทรวงเกษตร-ปศุสัตว์และการประมงเม็กซิโก (SAGARPA) มีระบบการตรวจสอบเอกสารออนไลน์ สำหรับสุขอนามัยสัตว์และการนำเข้าที่เรียกว่า Módulo de Consulta de Requisitos Zoosanitarios para la importación หรือ MRCRZI ซึ่งเป็นระบบที่ผู้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ การนำเข้าสัตว์ อาหารสัตว์ สามารถตรวจสอบผ่านอินเตอร์เน็ตได้ด้วยตัวเองว่า ต้องเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ประกอบสำหรับใบอนุญาติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าอาหารสัตว์จากไทยผ่านสหรัฐฯ คือ 098-14-85-THA-USA และกฏระเบียบที่ใช้ควบคุมเรื่องสุขภาพอาหารโดยทั่วไป ได้แก่ NOM-012-ZOO-1993 


เป็นข้อสังเกตได้ว่า ระบบมาตรฐานสุขภาพสัตว์โดยรวมของเม็กซิโก ซึ่งควบคุมสินค้าหลากหลายประเภท มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อเป็นมาตรฐานที่ควบคุมการดำเนินการของผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ผลิตสารเคมีสารชีวภาพและยา รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ในเม็กซิโก เพื่อการควบคุมป้องกันการระบาด หรือการติดเชื้อของโรคสัตว์อันตรายเป็นสำคัญ และการควบคุมการนำเข้าอาหารสัตว์เป็นประเด็นที่แยกการควบคุมออกมาให้อยู่ภายใต้หน่วยงาน SENASICA ทั้งนี้ เม็กซิโกมีการนำเข้าอาหารสัตว์ (รหัสสินค้า 2309) ในปี 2010 มูลค่ารวม 244.76 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยร้อยละ 78 เป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 181 ล้านเหรียญฯ แหล่งนำเข้าอาหารสัตว์รองลงมาได้แก่ ฝรั่งเศส (ร้อยละ 11) จีน (ร้อยละ 4) และอังกฤษ (ร้อยละ 3) 



ส่วนการส่งออกอาหารสัตว์ของไทยในปี 2010 มีมูลค่า 802 ล้านเหรียญฯ ตลาดส่งออกอาหารสัตว์ที่สำคัญของไทยได้แก่ ญี่ปุ่นมูลค่า 250 ล้านเหรียญฯ และสหรัฐฯ มูลค่า 103 ล้านเหรียญฯ ในปีนั้น

Thursday, April 12, 2012

Rice market in Mexico, Cuba and Central America 2012

รายงานสถานการณ์ข้าวในเม็กซิโก คิวบา และอเมริกากลาง ค.ศ. 2012

1. ภูมิหลังเกี่ยวกับข้อกำหนดสุขอนามัยพืชที่ควบคุมการนำเข้าข้าวไทยในเม็กซิโก และอเมริกากลาง

ข้าวไทยประสบปัญหาการใช้มาตรการด้านสุขอนามัยพืชควบคุมการนำเข้า ในเม็กซิโกและอเมริกากลาง ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นสมาชิกขององค์กรสุขอนามัยเกษตรกรรม OIRSA (Organismo Internacional Regional de Sanidad Agropecuaria) ซึ่งได้แจ้งภัยของโรคพืชต่างๆ สำหรับข้าวจากภูมิภาคเอชียตะวันเฉียงใต้ โดยเฉพาะโรคด้วงข้าวประเภท Khapra Beetle (Trogoderma Khapra) ซึ่งได้ค้นพบจากผลการตรวข้าวที่ส่งออกจากเวียดนาม จึงได้แนะนำให้ประเทศสมาชิกองค์กรฯ ห้ามนำเข้าข้าวจากภูมิภาคเอชียตะวันเฉียงใต้ ต่อมาถึงแม้ว่าองค์กร OIRSA ได้พิจารณาทบทวนผลการศึกษาสภาวะของโรงด้วงในเวียดนามใหม่ และได้แจ้งว่าโรคดังกล่าวไม่เป็นภัยจากข้าวที่นำเข้าจากภูมิภาคเอชียตะวันเฉียงใต้แล้วก็ตาม ประเทศเหล่านี้ยังคงรักษากฏระเบียบด้านสุขอนามัยพืชที่ห้ามการนำเข้าข้าวจากภูมิภาคเอชียตะวันเฉียงใต้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2006 เม็กซิโกได้ปรับเปลี่ยนกฏระเบียบสุขอนามัยพืช NOM-028-FITO-1995 อนุมัติการนำเข้าข้าวที่สีแล้วจากไทย โดยกำหนดให้มีการรมควันโดยสารเคมี Methyl Bromide สองรอบก่อนการส่งออก พร้อมกับให้มีการรับรองการรมควัน โดยหน่วยงานผู้ตรวจสอบสุขอนามัยพืชประเทศต้นกำเนิดสินค้า และกำหนดท่าเรือรับสินค้าขาเข้า ซึ่งจะทำการสุ่มตัวอย่างตรวจสอบสุขอนามัยพืชสำหรับข้าวที่นำเข้าอีกรอบหนึ่ง โดยสงวนสิทธิ์การทำลายสินค้านำเข้า หากพบว่าข้าวที่นำเข้าไม่มีคุณสมบัติด้านสุขอนามัยพืชที่ครบตามข้อกำหนด 

อีกประเทศหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว ที่ได้ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืช สำหรับการนำเข้าข้าวจากไทย ได้แก่ ประเทศปานามา ซึ่งได้เปลี่ยนกฏระเบียบฯ ในปี ค.ศ. 2008 (AUPSA - 432 – 2007) โดยยกเลิกการห้ามนำเข้าข้าวจากไทย และมีข้อกำหนดใหม่ให้ผู้นำเข้าข้าวจากไทยต้องแจ้งเกี่ยวกับนำเข้าข้าวจากไทยภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อสินค้าถึงท่าเรือนำเข้า โดยสินค้าข้าวที่นำเข้าดังกล่าว จะต้องมีเอกสารรับรองด้านสุขอนามัยจากประเทศต้นกำเนิด รับรองว่าสินค้าข้าวดังกล่าว ปลอดโรค 4 ประเภทที่ต้องห้ามในปานามา คือ Cadra Cautella, Corcyra Cephalonica, Oryzaephilus Sp., Chilo Sp., และ Trogoderma Granarium และให้สินค้าข้าวที่นำเข้ามีตรารับรอง “การปฏิบัติทางเกษตรกรรมและการผลิตที่ดี” (Good Agricultural Practice - GAP) มีการบรรจุห่อสินค้าที่ในลักษณะที่ครบข้อมูล การปิดผนึกสินค้าเป็นไปในลักษณะที่ไม่สามารถดัดแปลงเปลี่ยนสินค้า โดยมีการปิดผนึกโดังสินค้าให้สามารถทำการเปิดผนึกได้โดยหน่วยงานตรวจสอบสินค้าปานามาเท่านั้น และโกดังหรือคอนแทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง 

2. การบริโภคข้าวและแนวโน้มการนำเข้าข้าวไทยในเม็กซิโก คิวบา และอเมริกากลาง 

หากพิจารณาค่าเฉลี่ยการบริโภคข้าวต่อหัวของประชากรเม็กซิโก คิวบา และกลุ่มประเทศอเมริกากลางในประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่า ปริมาณการบริโภคข้าวในภูมิภาคดังกล่าว มีปริมาณน้อย กว่าค่าเฉลี่ยการบริโภคข้าวต่อหัวระหว่างประเทศ ซึ่งมีปริมาณประมาณ 61 กิโลกัรมต่อหัวต่อปี (ยกเว้นคิวบา ซึ่งมีอัตราการบริโภคข้าวต่อหัวสูงที่สุด 78.7 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี) จึงดูเหมือนจะมีโอกาสสำหรับการนำเข้าข้าวจากไทยน้อย แต่หากพิจารณาสถิติการนำเข้าข้าวเปรียบเทียบทั่วโลกขององค์การอาหารโลกในปี ค.ศ. 2009 พบว่า เม็กซิโกและกลุ่มประเทศอเมริกากลางเป็นผู้นำเข้าข้าวที่จัดอยู่ในอันดับผู้นำเข้าข้าวสำคัญยี่สิบประเทศของโลก ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากสภาวะสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของการเพาะปลูกข้าวภายในประเทศในภูมิภาคดังกล่าว

RANK
COUNTRY
QUANTITY (TONNES)
VALUE (1000 $)
UNIT VALUE ($/TON)
1
Mexico
739209
288316
390
2
Honduras
126118
46001
365
3
Costa Rica
110065
41194
374
4
Nicaragua
101524
42248
416
5
Brazil
82146
24813
302
6
Guatemala
72730
27931
384
7
Saudi Arabia
72301
69946
967
8
El Salvador
67890
26702
393
18
Panama
17344
6385
368
19
Cuba
12621
7726
612

Consumption per capita in Central America (Kg.)

Country
2002
2003
2004
2005
2006
2007
Costa Rica
54.96
55.12
55.29
55.47
54.45
51.48
El Salvador
13.25
13.81
14.36
14.10
14.20
12.50
Guatemala
6.81
5.59
6.40
6.59
6.79
6.44
Honduras
14.45
14.41
14.09
14.57
14.39
14.33
Mexico
6.87
7.01
7.15
7.24
7.33
7.20
Nicaragua
51.55
54.88
58.07
56.50
56.85
55.08
Panama
60.38
59.94
59.49
59.10
58.39
57.09
Cuba
77.48
86.50
96.46
73.91
70.26
78.79
Source: USDA, FAO 2007

ประเทศเม็กซิโกได้มีการนำเข้าข้าวจากไทยในปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ในปี ค.ศ. 2011 เม็กซิโกได้นำเข้าข้าวจากไทยปริมาณ 204,628 กิโลกรัม ลดลงจากปี 2010 ในสัดส่วนร้อยละ 8.7 

ประเทศคิวบาได้มีการนำเข้าข้าวจากไทยจากปี ค.ศ. 1998 ในปริมาณที่มากกว่าการนำเข้าข้าวจากไทยของประเทศเม็กซิโกและอเมริกากลางอื่นๆ แต่ปริมาณการนำเข้าไม่ค่อยจะสม่ำเสมอ ในปี 2006 คิวบาได้นำเข้าข้าวจากไทยในปริมาณ 26,250,000 กิโลกรัม โดยไม่มีการนำเข้าในสามปีต่อมา จนกระทั่งปี 2010 ได้มีการนำเข้าปริมาณ 500,000 กิโลกรัม คิวบาไม่มีข้อกำหนดการห้ามนำเข้าข้าวจากไทย ยกเว้นข้อกำหนดการนำเข้าผ่านองค์การการนำเข้าของรัฐบาลคิวบา ซึ่งมักจะขอเครคิตระยะยาว 1 ปี การนำเข้าข้าวไทยของคิวบาในอดีตได้จัดทำผ่านตัวแทนรายที่สาม ไม่ได้เป็นการนำเข้าโดยตรงจากไทย ทำให้คิวบามีอำนาจต่อรองจำกัด รัฐบาลของคิวบาจึงมีท่าทีเปิดต่อการติดต่อนำเข้าผ่านผู้ส่งออกโดยตรงจากไทย ที่มีสำนักงานตัวแทนในภูมิภาคละตินอเมริกาเพื่อความสะดวกในการติดต่อในเรื่องเวลาและภาษา

นอกจากนี้แล้ว กรมการส่งออกไทยมีรายงานการนำเข้าข้าวของปานามาจากไทยในปี ค.ศ. 2008 ในปริมาณ 42,232 กิโลกัรม และสถิติการนำเข้าของประเทศฮอนดูรัสและนิคารากัวได้แสดงการนำเข้าข้าวจากไทยในปริมาณหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยที่ห้ามการนำเข้าข้าวจากไทยจากปี ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา

Mexico Rice imports From Thailand (2001 – 2011)
Kilograms
HS
Description
2001
2002
2003
2004
2005
2006
2007
2008
2009
2010
2011
100620
Brown,Husked
-
-
-
-
21,500
21,500
-
-
-
-
-
100630
Semi/Wholly Milled
79,672
22,000
64,000
40,500
150,230
143,340
82,456
242,844
117,844
222,357
204,628
100640
Broken



-
-
-
-
172,750
-
-
-
Source: Secretariat of Economy, Mexico

Cuba Rice imports from Thailand (1998 – 2010)
Kilograms
HS
Description
1998
1999
2000
2004
2006
2010
  100630
 Semi/Wholly Milled                                
 146,525,000
 10,325,000
 47,035
 14,250,000
 26,250,000
 500,000
Source: Thai Customs Department

Note: In the years not shown, the import quantity is equal to zero


Central America Rice imports from Thailand 1997 – 2011
Kilograms
COUNTRY
HS CODE
YEAR
1997 - 2007
2008
2009
2010
2011
TOTAL
COSTA RICA
10.06.30
0
0
0
0
0
0
EL SALVADOR
10.06.30
0
0
0
0
0
0
GUATEMALA
10.06.30
0
0
0
0
0
0
HONDURAS
10.06.30
0
2356
0
0
406
2762
NICARAGUA
10.06.30
0
0
1
117
0
118
SOURCE: SIE (Sistema Estadìstico de Centroamérica) / Central America Statistic System
SIECA (Secretarìa de Integración Económica Centroamericana) / Secretariat of Central American Economic Integration

3. ภาษีการนำเข้าข้าวในเม็กซิโกและอเมริกากลาง

เม็กซิโกไม่มีการเก็บภาษีสำหรับการนำเข้าข้าว ยกเว้นข้าวแดง ที่เก็บภาษีร้อยละ 10 ส่วนประเทศอื่นๆ ในอเมริกากลาง มักจะมีการประกาศโควตาการนำเข้าข้าวพิเศษรายปี สำหรับการนำเข้าข้าวโดยการยกเว้นภาษี เพื่อตอบสนองความต้องการข้าวฉุกเฉิน ในกรณีที่ผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ แต่โดยทั่วไปแล้ว กำหนดภาษีการนำเข้าข้าวไว้ในอัตราต่าง ๆ ที่ค่อนข้างสูง ดังตารางต่อไปนี้

Central America Rice Import Duty
COUNTRY
HS CODE
IMPORT DUTY %
HS CODE
IMPORT DUTY %
HS CODE
IMPORT DUTY %
HS CODE
IMPORT DUTY %
HS CODE
IMPORT DUTY %
COSTA RICA
10.06.10.10
0
10.06.10.90
35
10.06.20.00
35
10.06.30.10
0
10.06.30.90
35
EL SALVADOR
10.06.10.10
0
10.06.10.90
40
10.06.20.00
40
10.06.30.10
40
10.06.30.90
40
GUATEMALA
10.06.10.10
23.7
10.06.10.90
23.7
10.06.20.00
23.7
10.06.30.10
23.7
10.06.30.90
23.7
HONDURAS
10.06.10.10
0
10.06.10.90
45
10.06.20.00
45
10.06.30.10
45
10.06.30.90
45
NICARAGUA
10.06.10.10
0
10.06.10.90
45
10.06.20.00
60
10.06.30.10
60
10.06.30.90
60
PANAMA
10.06.10.10
0
10.06.10.90
90
10.06.20.10
15
10.06.30.10
15
10.06.30.90
90
SOURCE: SIECA (Secretarìa de Integración Económica Centroamericana) / Secretariat of Central American Economic Integration
PANAMA Data from Panama National Customs Authority

4. สถานการณ์ข้าวปี 2012 ของปานามาและฮอนดูรัส

นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการข้าวในประเทศปานามาและฮอนดูรัสได้คาดคะเนว่า ทั้งสองประเทศดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวในปี 2012 เนื่องจากสต็อคข้าวที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ 

นาย Oscar McKay รองผู้อำนวยการสถาบันการตลาดภาคเกษตร (Institute of Agricultural Marketing -IMA) ประเทศปานามา ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว Prensa.com ว่า ข้าวคงคลังของปานามาที่มีอยู่ 2.7 แสนตัน เป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับความต้องการบริโภคภายในประเทศได้ถึงเดือนมิถุนายน 2012 และเนื่องจากผลผลิตข้าวภายในประเทศปานามาไม่เพียงพอกับความต้องการรวมประจำปี จึงคาดว่าจะต้องมีการอนุมัติโควต้าการนำเข้าข้าวในปริมาณประมาณ 1.5 แสนตันใกล้เคัยงกับปริมาณโควต้าที่ได้อนุมัติการนำเข้าในปี 2010 ทั้งนี้ในปี 2009 ปานามาได้นำเข้าข้าวเพื่อชดเชยผลผลิตที่ไม่เพียงพอในปริมาณ 2 แสนตัน 

ต้นทุนการผลิตข้าวสำหรับชาวเกษตรกรปานามาได้เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 20 โดยต้นทุนการเพาะปลูกข้าวสำหรับพื้นที่ 1 เฮกตาร์ (6 ไร่กับ 1 งาน) มีมูลค่าประมาณ 2,050 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับราคาขายข้าวเพียว 20.25 เหีรยญฯ ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ในปี 2010 ได้มีการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่รวม 64,400 เฮกตาร์ โดยมีผลผลิต 1.2 ล้านบูเชล์ แต่ในปี 2011 ได้มีการเพาะปลูกลดลงเหลือเพียง 57,456 เฮกตาร์ รวมทั้งผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากฝนตกหนักกว่าปกติ จึงคาดว่าข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดภายในปี 2011 จะมีปริมาณรวมประมาณ 5.6 ล้านบูเชล์ ในขณะที่การบริโภคข้าวของปานมามีประมาณ 7.5 ล้านบูเชล์ 

ปานามามีมีประชากรรวม 3 ล้านคน และปริมาณการบริโภคข้าวโดยเฉลี่ยของชาวปานามาต่อหัวในปัจจุบันเท่ากับ 70 กิโลกรัมต่อคน 

สำหรับประเทศฮอนดูรัส กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าฮอนดูรัสได้ประเมินผลผลิตข้าวเปลือกสิ้นปี 2011 ปริมาณ 91,500 ตัน โดยราคาข้าวภายในประเทศฮอนดูรัสมีราคาประมาณ 18.36 เหรียญสหรัฐต่อคินตัล ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20 เหรียญต่อคินตัลภายในสองปีข้างหน้า กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าฮอนดูรัสคาดว่า ความต้องการบริโภคข้าวภายปีประเทศฮอนดูรัสสำหรับปี 2012 จะมีความต้องการประมาณ 3 แสนตัน และ กำลังพิจารณาโควต้าการนำเข้าข้าวเปลือกปริมาณหนึ่งแสนตัน โดยจะเป็นการนำเข้าภายใช้สิทธิพิเศษของความตกลง DR-CAFTA 

5. ข้อสังเกตเกี่ยวโอกาสการนำเข้าข้าวไทยสำหรับเม็กซิโกและอเมริกากลาง 

ข้าวเป็นสินค้าอาหารหลักที่มีความสำคัญในระดับที่แตกต่างกัน สำหรับผู้บริโภคในเม็กซิโก คิวบา และอเมริกากลาง โดยเม็กซิโกและกัวเตมาลามีค่าเฉลี่ยการบริโภคข้าวต่อหัวที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศดังกล่าว เนื่องจากอาหารหลักของสองประเทศดังกล่าว คือตอร์ติยาที่ทำจากข้าวโพด แต่อย่างไรก็ตาม โดยที่ประชากรชาวเม็กซิกันมีจำนวนมากและผู้ผลิตข้าวภายในของเม็กซิโกมีความแข่งขันในการผลิตข้าวที่ต่ำ จึงมีความต้องการนำข้าวที่สูง แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นสำคัญ เนื่องจากราคาข้าวอเมริกันที่ถูก และข้าวอเมริกันมีลักษณะที่เหมาะสมกับวิธีการทำอาหารของชาวเม็กซิกัน ในขณะที่ข้าวไทยมีราคาสูงกว่ามาก และยังไม่เป็นรู้จักนิยมอย่างกว้าวขวาง ผู้ผลิตข้าวที่เป็นผู้แข่งขันสำคัญอีกรายหนึ่งในภูมิภาคดังกล่าวได้แก่ ประเทศโคลัมเบีย แต่ข้าวของโคลัมเบียเป็นข้าวลักษณะอเมริกัน และยังสู้ราคาของข้าวอเมริกันไม่ได้ 

หากผู้ส่งออกข้าวไทยมีแผนงานการตลาดที่รณรงค์เรื่องคุณสมบัติ และความสามารถในการส่งออกของข้าวไทย ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับผู้บริโภคในภูมิภาคดังกล่าว และพัฒนาความแข่งขันในด้านต้นทุนลอจิสติกมากขึ้น จะมีโอกาสการขยายตลาดในภูมิภาคดังกล่าวสำหรับข้าวที่นำเข้าจากไทยได้มากขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มการนำเข้าข้าวมากขึ้นในระยะปานกลาง 

ประเด็นที่ผู้ส่งออกข้าวไทยควรพิจารณาเป็นพิเศษ คือ ความสำคัญในการปฏิบัตตามข้อกำหนดอนามัยพืชอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกสั่งทำลายสินค้า หรือความล่าช้าในการผ่านศุลกากรที่ท่าเรือนำเข้า รวมทั้งการคำณวนคาดการณ์ค่าใช้จ่ายค่าภาษี หรือการตรวจสอบข้อกำหนดและช่วงระยะเวลาของโควต้าการนำเข้าพิเศษ ผู้ส่งออกข้าวไทยควรให้ความระมัดระวังในการคัดเลือกผู้นำเข้าในพื้นที่ ให้เป็นผู้ที่มีความเข้าใจมีประสบการณ์ที่เชียวชาญเกี่ยวกับกฏระเบียบสุขอนามัย และการปฏิบัติด้านศุลกากรของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้