Google Website Translator

Monday, January 9, 2012

Adidas and Nike move production from China to Central America

ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬา Adidas และ Nike เปิดโรงงานใหม่ในนิการากัว 

บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น Adidas และ Nike ได้หันมาพิจารณาสร้างคลัสเตอร์การผลิตเสื้อผ้ากีฬาในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง เป็นกลยุทธเพื่อการลดต้นทุนและบริหารสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น เพื่อรองรับการสั่งซื้อราคาพิเศษช่วงเทศกาลต่างๆ (‘chase’ strategy ) นอกจากความได้เปรียบด้านสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐฯ ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี DR-CAFTA แล้ว ประเทศในอเมริกากลางโดยเฉพาะนิการากัว กัวเตมาลา และฮอนดูรัสยังมีค่าแรงงานขั้นต่ำที่ไม่ผันผวนและถูกกว่าค่ารแงงานขั้นต่ำของประเทศจีน นอกจากนี้แล้ว ทำเลที่ตั้งในอเมริกากลางยังให้ความได้เปรียบในระยะเวลาการขนส่งสินค้า ที่ใช้เวลาการขนส่งจากอเมริกากลางเพียงสองสามวัน เมื่อเทียบกับเวลาการขนส่งสินค้าจากจีนซึ่งใช้เวลานานถึงสองสัปดาห์ 


หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนประเทศนิการากัว ได้ประกาศว่า บริษัท Augusta Manufacturing ซึ่งเป็นการลงทุนอเมริกันใหม่ในเขตส่งเสริมการผลิตเสรี (free zone) ประเทศนิการากัว ได้เริ่มผลิตกางเกงสำหรับนักเล่นบาสเก็ตบอลให้กับบริษัท Adidas เมื่อเดือนพฤศจิยายน 2011 เป็นการลงทุนมูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และจ้างแรงงาน 500 คน โดยมีโครงการขยายการลงทุนจนถึงปี 2012 นอกจากการผลิตเสื้อผ้านักกีฬาให้กับบริษัท Adidas แล้ว บริษัท Augusta Manufacturing ยังผลิตเสื้อผ้ากีฬาให้กับยี่ห้อ Kenneth Cole, Quicksilver, Roxy, DKNY และ Calvin Klein

หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนประเทศนิการากัวคาดว่า การลงทุนใหม่ในเขตเสรี (free zone) นิคารากัวจะมีมูลค่ารวมประมาณ 125 ล้านเหรียญฯ โดยการส่งออกสินค้าสิ่งทอจากเขตเสรีนิการากัวได้มีมูลค่า 1,050 ล้านเหรียญฯ ในปี 2010 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 1,450 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณร้อยละ 30 ในปี 2011 การจ้างงานที่การส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการสิทธิพิเศษมาคีลาดอราของนิการากัวได้จ้างงานรวม 97,000 ตำแหน่ง โดยประมาณ 60,000 เป็นการจ้างงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ นอกจากการจ้างงานใหม่และมูลค่าการลงทุนโดยตรงใหม่ของผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาแล้ว ยังส่งผลที่ดีทางอ้อมให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอในระดับภูมิภาคโดยทั่วไป ยกตัวอย่าง ผลโดยทางอ้อมให้แก่ผู้ผลิตผ้าผืนที่ใช้สำหรับการผลิตเสื้อผ้ากีฬาซึ่งเป็นการผลิตที่สำคัญในประเทศกัวเตมาลา เป็นต้น 

บริษัท Adidas AG ได้แจ้งจำนวนแหล่งผลิตสินค้า Adidas ในอเมริกากลางว่ามีทั้งหมด 14 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มการผลิตในภูมิภาคอเมริกากลางอีกห้าเท่าภายในปี 2015 หน่วยการผลิตประมาณ 45 ล้านชิ้น 

นอกจากนี้แล้ว บริษัท New Holland Apparel ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเสื้อกีฬาชั้นำแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ที่ได้ลงทุนในนิการากัวตั้งแต่ปี 2006 ได้ขยายการลงทุนการผลิตเสื้อกีฬาในนิการากัวในปี 2010 โดยบริษัทดังกล่าวมีสัญญาการผลิตให้กับบริษัท Nike, Under Armour และ Reebok 

ในช่วงปี 2010-2011 ประเทศจีนได้เพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำเฉลี่ยร้อยละ 22 โดยค่าแรงงานในเขตอุตสาหกรรม Shenzhen มีค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากับ 208 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ในขณะที่ค่าแรงงานขึ้นต่ำในนิการากัวเท่ากับ 134 เหรียญฯ ต่อเดือน นอกจากนี้แล้วผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาต่างชาติในประเทศจีนยังมีความเกรงกลัวว่า จีนจะลดการส่งออกเสื้อผ้าและหันมาเน้นการผลิตเพื่อตลาดภายในมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ 

กระทรวงการค้าสหรัฐฯ ได้รายงานว่ามูลค่าการนำเข้าเสื้อจากกลุ่มประเทศ DR-CAFTA ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ในรอบ 12 เดือนช่วงตุลาคม 2011 เทียบกับการนำเข้าเสื้อผ้าที่ลดลงจากจีนร้อยละ 3 ในช่วงเดียวกัน จีนเป็นแหล่งนำเข้าเสื้อผ้าที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนของตลาดนำเข้าประมาณร้อยละ 40 มูลค่าประมาณ 40 พันล้านเหรียญฯ ในขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าเสื้อผ้าจากกลุ่มประเทศ DR-CAFTA ประมาณร้อยละ 13 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดคะเนว่า การขยายตัวของกลุ่มเศรษฐกิจอเมริกากลางจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็นอัตราร้อยละ 4 ในปี 2012 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.9 ในปี 2011 

แหล่งข้อมูล:

Friday, January 6, 2012

Trade Opportunities: Mexican Furniture Market

ข้อมูลตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโก
ภาวะการผลิต

ประเทศเม็กซิโกมีวัฒนธรรมในการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้มาแต่ดั้งเดิม คุณภาพและฝีมือในการแกะสลักประกอบและตกแต่งด้วยไม้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มีโครงสร้างของผู้ผลิตผู้จำหน่ายทั้งรายใหญ่และรายย่อยจนถึงผู้ผลิตในระดับครัวเรือน และมีช่องทางการตลาดที่สลับซับซ้อนที่มีการแข่งขันทั้งในด้านราคาและคุณภาพที่สูง

ภาคอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของเม็กซิโกมีผู้ประกอบการประมาณ 19,000 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่และขนาดกลาง 1,100 ราย ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจขนาดย่อมและผู้ประกอบการรายย่อย หากเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว ผู้ประกอบการรายย่อยมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 92 ธุรกิจขนาดย่อมร้อยละ 5.6 ธุรกิจขนาดกลางร้อยละ 2 และบริษัทขนาดใหญ่ร้อยละ 0.1 

ประมาณร้อยละ 80 ของการผลิตเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกยังคงเป็นการผลิตแบบหัตถกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ของเม็กซิโก ขาดความแข่งขันในตลาดโลกในเชิงราคาและคุณภาพ ในขณะที่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์แบบอุตสาหกรรมยี่ห้อสำคัญ ๆ จากต่างประเทศได้เจาะเข้ามาทำการผลิตและจัดจำหน่ายในเม็กซิโก การผลิตเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกได้มีแนวโน้มการหดตัวลงตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา โดยเมื่อปี 1992 เม็กซิโกเป็นผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์อันดับหกของโลก มูลค่า 2,198 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปี 2003 มูลค่าส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของเม็กซิโกได้ลดลงเหลือเพียง 1,183 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบันเม็กซิโกเป็นผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์อันดับที่ 13 ของโลก มีสัดส่วนของผลผลิตเพียงร้อยละ 1.8 ของผลผลิตมวลรวมแห่งชาติ มีการจ้างแรงงานประมาณ 115,000 คน ผลผลิตอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ปี 2008 มีมูลค่าประมาณ 15,448 ล้านเปโซ โดยได้มีการสูญเสียมูลค่าการผลิตในปี 2009 ไปประมาณ 852 ล้านเปโซ เนื่องจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ และฟื้นตัวได้เล็กน้อยในปี 2010 โดยมีมูลค่าการผลิต 15,731 ล้านเปโซในปีนั้น 

การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของเม็กซิโก โดยมีผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ภายใต้สิทธิพิเศษมาคีลาดอราประมาณ 300 กว่ารายที่นำเข้าไม้เนื้อแข็งจากสหรัฐฯ เป็นวัตถุดิบสำคัญ แต่ก็มีผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ประมาณ 400 รายที่ไม่ได้ใช้สิทธิมาคีลาดอราที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกเช่นกัน แหล่งทำเลที่ตั้งของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของเม็กซิโก เช่น ที่กรุงเม็กซิโซิตี้ รัฐเม็กซิโก รัฐนัวโวลีออน ฮาลิสโก ฮัวนาฮัตโต นายาริต อากวาส์คาลิเอ็นเตย์ ดูรังโก ซานลุยส์โปโตซี พัวบลา ชิวาวา และบาฮาแคลิฟอร์เนีย 

รัฐฮาลิสโกเป็นแหล่งที่ตั้งสำคัญสำหรับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งนี้ ในปี 2009 สมาคมผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์แห่งฮาลิสโก (Afamjal/Afamo) สภาการปฏิรูปอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค (Careintra) และสภาหอการค้าเมือง Tlaquepaque ริเริ่มโครงการการรวมตัวผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์แบบ cluster รอบๆ เมือง Ocotlan โดยได้รับทุนส่งเสริมการปรับโครงการสร้างรองรับและการฝึกอบรมบุคคลากรมูลค่า 1.2 ล้านเปโซ โดยมีบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มแรก 830 บริษัทฯ โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการถึงปี 2012 นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลของเม็กซิโกยังมีโครงการส่งเสริมและพัฒนาผู้ออกแบบดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ 

ผลการสำรวจตลาดในฮาลิสโก ได้แจ้งว่าสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ผู้บริโภคซื้อเป็นอันดับแรก ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องรับแขก รองลงมาได้แก่ เฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน และตามด้วยเฟอร์นิเจอร์ประกอบการใช้คอมพิวเตอร์ และสำหรับการบันเทิง 

การสำรวจการใช้วัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของรัฐฮาลิสโก มีผลรายงานว่า วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตแยกตามประเภทเป็นไม้ เหล็ก และผ้า ทั้งนี้ ร้อยละ 13 ของวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบเฟอร์นิเจอร์จะนำเข้าจากภูมิภาคเอเชีย ในขณะที่ไม้ประเภทต่าง ๆ รวมทั้งไม้อัดจะนำเข้าจากสหรัฐฯ แคนาดา และชิลีเป็นสำคัญ ส่วนสีและน้ำมันแลกเกอร์จะนิยมนำเข้าจากสเปน มีการนำเข้าพรหมและผ้าประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมากจากสหรัฐฯ อีกด้วย 

ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกได้ออกความเห็นว่า ซัพพลายสำหรับผ้าเพื่อประกอบการผลิตเฟอร์นิเจอร์ซึ่งมักจะได้สั่งซื้อผ่านบริษัทนำเข้ารายย่อยๆ ยังขาดคุณภาพ และไม่มีผู้นำเข้าผ้าเพื่อการผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงที่สำคัญ จึงมีโอกาสสูงสำหรับผู้ที่มีความสามารถป้อนซัพพลายคุณภาพสูงที่มีแบบที่นำหน้าและมีความหลากหลายของสินค้านำเสนอ


การบริโภค

เฟอร์นเจอร์ไม้เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในเม็กซิโกเนื่องจากความคงทนของไม้ และผู้ซื้อจะพิจารณาว่าเป็นการลงทุนระยะยาว คุณภาพของไม้และความปรานีตในการผลิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ประเภทไม้ อย่างไรก็ตาม รสนิยมในการซื้อเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกมักจะถูกชักจูงโดยนักออกแบบ สถาปัตย์ และสื่อแฟชั่นต่างๆ จึงเริ่มมีแนวโน้มของรสนิยมใหม่ๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเม็กซิโก เมืองกัวดาลาฮารา และมอนเตอเรย์ สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ประเภทต่างๆ เช่น แบบที่ประกอบด้วยเหล็ก พลาสติกและพีวีซี ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยด้านราคาและแฟชั่นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพในการตัดสินใจซื้อที่สำคัญ เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากผ้าประเภทต่าง ๆ ที่มีแบบทันสมัยที่นำเข้าจากเอเชียก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น 

เฟอร์นิเจอร์ประเภทไม้ในเม็กซิโกสามารถแยกแบบ เป็นประเภท rustic ประเภทคลาสิก และประเภทความปรานีตสูง ร้อยละ 60 ของการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเม็กซิโก เป็นการผลิตเพื่อตลาดบริโภคภายในประเทศ มีผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้จากต่างประเทศที่เปิดโรงงานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เพื่อจำหน่ายภายในประเทศเม็กซิโก เฟอร์นิเจอร์ไม้จากสหรัฐฯ มีสถานะที่มีความแข่งขันสูงในตลาดนี้ เนื่องจากมีคุณภาพสูง ราคาดีและหาซื้อได้สะดวก รองลงมาได้แก่ เฟอร์นิเจอร์จากอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส แคนาดา และไต้หวัน สินค้าจากประเทศเหล่านี้มักจะมีราคาที่ไม่แพงมากและมีคุณภาพที่ดีรวมทั้งการกระจายสินค้าในแหล่งจำหน่ายต่างๆ ที่ดี 

การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเม็กซิโกใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เป็นไม้ประเภท pine, cedar, white pine รวมทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ไม้ alder, walnut, oak, cottonwood, white and red cedar, and mahogany 

ธนาคารเพื่อการส่งออกของเม็กซิโก ได้รายงานว่า เม็กซิโกมีการส่งออกเฟอร์นิเจอร์แบ่งตามประเภทเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องรับแขกร้อยละ 51 สำหรับห้องนอนห้องอาหารและชิ้นส่วนเบ็ตเตล็ด เช่น โต๊ะข้าง ตู้หรือชั้นเก็บของ ร้อยละ 33 เฟอร์นิเจอร์สำหรับที่ทำงานร้อยละ 10 และเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องครัวร้อยละ 6 

คณะกรรมการประสานงานหอการค้าเม็กซิโก (CCE) ได้รายงานว่า ผู้บริโภคชาวเม็กซิกันนิยมการซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ในช่วงสิ้นปี เนื่องจากสามารถใช้เงินโบนัสในการซื้อสินค้าเพื่อการปรับปรุงห้องนอน ห้องครัว ห้องอาหาร และสินค้าอื่นๆ ที่ใช้ในบ้าน ทั้งนี้ สามารถแยกระดับกำลังการซื้อของผู้บริโภคและความนิยมสินค้าได้ดังนี้ 
  • ผู้ที่มีกำลังการซื้อในระดับสูง: ร้อยละ 3 ของประชากร นิยมเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ 
  • ผู้ที่มีกำลังการซื้อในระดับสูงกว่าปานกลาง: ร้อยละ 18 นิยมสินค้าระดับปานกลาง แต่จะซื้อสินค้ามีคุณภาพเป็นบางครั้ง 
  • ผู้ที่มีกำลังซื้อต่ำกว่าปานกลาง: ร้อยละ 80 ของประชากร ส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าราคาต่ำ ซึ่งมักจะเป็นสินค้านำเข้าจากจีนและไต้หวัน 
บริษัทผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโก 
  • ที่มีร้านค้าปลีกในชื่อยี่ห้อของตัวเอง ได้แก่ บริษัท Firenze, Chippendale, Points, Marconi, Carrera, Tentation, Ligne Roset, Grange, Mueblerías Frey, Muebles Lomas, Mueblería Gerard, López Norton ฯลฯ 
  • ห้างสรรพสินค้าที่มีแผนกเฟอร์นิเจอร์เฉพาะ ระดับสินค้าคุณภาพสูง ได้แก่ ห้าง Liverpool, Fábricas de Francia และ Palacio de Hierro 
  • ห้างสรรพสินค้าที่มีแผนกเฟอร์นิเจอร์เฉพาะ ระดับสินค้าคุณภาพปานกลาง ได้แก่ ห้าง Sears, d'Europe, Vadu, Briones, Home-Mart และ Salinas y Rocha เป็นต้น 
  • ห้างสรรพสินค้าที่มีแผนกเฟอร์นิเจอร์เฉพาะ ระดับสินค้าคุณภาพต่ำ ได้แก่ ร้าน Wal-Mart, Elektra, Sam's Club, Costco, Gala Diseños, Hermanos Vázquez และ Viana เป็นต้น 
การนำเข้า

เม็กซิโกนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก เทียบเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 มูลค่าประมาณ 1.03 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010 ตามด้วยการนำเข้าจากจีน แคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมัน สเปนและอิตาลี การนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากสหรัฐฯ แคนาดา และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีเหนือ หรือนาฟต้า และความตกลงการค้าระหว่างเม็กซิโกและสหภาพยุโรป ตั้งแต่ปี 2003 

เม็กซิโกนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากไทยมูลค่าประมาณ 3.2 ล้านเหรียญฯ โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 26 สำหรับเม็กซิโก

การส่งออก

ตลาดส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญที่สุดของเม็กซิโก ได้แก่ สหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 90 ของการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์รวมของเม็กซิโก มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่เฟอร์นิเจอร์ส่งออกจากเม็กซิโกไปยังสหรัฐฯ ได้ถูกบีบออกจากตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าเฟอร์นิเจอร์จากจีน โดยจีนมีส่วนแบ่งในการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 54.4 จากปี 2007 ในขณะที่การนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ จากเม็กซิโก แคนาดา เวียดนาม และอิตาลี มีสัดส่วนรวมร้อยละ 26 ในปีเดียวกันนั้น 

นอกจากตลาดสหรัฐฯ แล้วเม็กซิโกมีการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปยังประเทศกลุ่มละตินอเมริกา และยุโรป เป็นตลาดรองลงมา มีการส่งออกไปยังประเทศไทยเล็กน้อย เป็นมูลค่าประมาณ 7 หมื่นเหรียญฯ ในปี 2010 

ช่องทางการตลาด 

ตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโกเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง การเสนอราคาที่ดีในคุณภาพที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการติดสินในซื้อ การลดต้นทุนการผลิตและขนส่งจึงมีความสำคัญสำหรับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ผู้ผลิตที่สำคัญของเม็กซิโกมักจะมีร้านค้าเฉพาะของตัวเอง เช่น Frey, D´Europe, Hermanos Vazquez, Elektra และ Dico ในขณะเดียวกันบริษัทเหล่านี้ ยังนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายภายใต้ยี่ห้อของตัวเอง ส่วนร้านเฟอร์นิเจอร์ย่อยๆ ภายในเม็กซิโกมักจะมีการสั่งซื้อโดยตรงกับผู้ผลิต ส่วนห้างสรรพสินค้าจะมีการขายเฟอร์นิเจอร์หลายๆ ยี่ห้อทั้งที่ผลิตภายในประเทศและเฟอร์นิเจอร์นำเข้า 

เม็กซิโกมีการจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญทุกๆ ปี ดังต่อไปนี้

Magna Exposición Mueblera
January

Espacio Sede del Regalo
January/ August
Habitat Expo
May
Expo Mueble Internacional Invierno
February in Guadalajara
Expo Mueble Internacional Verano
August in Guadalajara
Tecno Mueble Internacional
August in Guadalajara


เงื่อนไขและกฎระเบียบทางการค้าและภาษีนำเข้า 


การนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากสหรัฐฯ และแคนาดาได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ส่วนประเทศอื่น ๆ มีระดับภาษีระหว่างร้อยละ 7 ถึงร้อยละ 20 มาตรฐานสินค้าที่กำหนดสำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์มีเพียงฉบับเดียวคือ NOM-050-SCFI-2004 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับติดฉลากสินค้าโดยทั่วไป 


โอกาสทางการค้าของไทย 


ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จในการเจาะตลาดเฟอร์นิเจอร์ของเม็กซิโก ได้แก่ การหาผู้แทนจำหน่ายที่มีประสบการณ์ในการวางสินค้าทั่วประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำตลาดและคู่แข่งในตลาด และมีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มโดยทั่วไปรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของตลาด 

ผู้ส่งออกไทยที่มีความสนใจเจาะตลาดเฟอร์นิเจอร์เม็กซิโก อาจพิจารณาการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ประเภทผ้าและวัสดุอื่น ๆ ที่สามารพเสนอราคาได้ถูก ที่มีการออกแบบทันสมัย มากกว่าการพยายามแข่งขันในตลาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ โดยอาจเริ่มการวางขายในห้างสรรพสินค้าเป็นสำคัญ จนกว่าจะมีความคุ้นเคยกับรสนิยมของตลาด นอกจากนี้แล้ว อาจจะพิจารณาสร้างความสัมพันธ์กับผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบให้แก่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพื่อการเสนอขายผ้าที่ใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง ซึ่งยังไม่มีผู้นำในด้านนี้

สมาคมที่เกี่ยวข้อง:
Asociación de Fabricantes de Muebles de Jalisco (AFAMJAL)
Av. Mariano Otero 1313
Col. Rinconada del bosque 44540,
Guadalajara, Jalisco
Tel: +52 (33) 3343-3400
E mail: informes@afamjal.com.mx
www.afamjal.com.mx

Cámara Regional de la industria de la Transformación de Jalisco (CAREINTRA)
Bruselas 626, Guadalajara
Jalico, Mexico 44190
Tel: +52 (33) 3628-0000
www.careintra.org

Cámara Nacional de la Industria de la Transformación (CANACINTRA)
Av. San Antonio 256
México D. F. 03849
Tel: +52 (55) 5482-3000
www.canacintra-digital.com.mx

รายชื่อผู้นำเข้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์สำคัญ:
INDUSTRIAS PLAYCON, S.A. DE C.V.
Address: Campesinos No. 411. Santa Isabel
Iztapalapa. CP 09820. México DF
Contact: Sr. Arnulfo León (Purchasing Chief)
Phone:   (5255) 5670-0211
Fax: (5255) 5670-0177
E-mail: playcon@playcon.com.mx

INDUSTRIA RTA S.A. DE CV
Poniente 128 No. 740 Interior B. Fracc.
Industrial Vallejo, México D.F., C.P. 02300
Phone:   (5255) 5587-6908
www.rta.com.mx

INDUSTRIA LLORDEC S.A.
Address: Antiguo Camino Culhuacan No. 65.
Colonia Santa Isabel Iztapalapa.
Contact: Sra. Isabel González  (Purchasing)
Phone: (5255) 5670-4412
E-mail: igonzalez@capelli.com.mx

PRODUCCIÓN DE ALTA TECNOLOGÍA S.A. DE C.V.
Address: Circuito Ingenieros No. 16, Piso 2,
Cuidad Satélite, Naucalpan Estado de México.
Contact: Eduardo Castellanos (Purchasing Chief)
Phone: (5255) 5374-4125
E-mail: ecastellanos@hightech.com.mx

RAMPE S.A. DE C.V.
Rampe S.A. de C.V.
Poniente 150 #800 Ind. Vallejo Azcapotzalco
CD. De México, Distrito Federal, México
Phone:  52 (55) 5672933

INTERMUEBLE SA
Av. La Paz No.1410
Esq. Camarena Guadalajara, Jalisco, C.P. 44170
Phones: 52 (33) 3825 51 26 y 38263959
Fax: 3825 51 26

INTERNACIONAL DE MUEBLES Y ELECTRÓNICA SA DE CV
Porvenir No. 292 Col. Los Olivos
Delegación Tláhuac, México D.F., CP 13210
Phone: 52 (55) 5845-3031, 5845-3032.

MODA IN CASA
Boulevard Magnocentro No. 37 Loc. 1
Huixquilucan, Edo. Mex
Tel:  +52-55-52-02-09-08
Mr. Jorge Benitez  (International Buyer )

ผู้นำเข้าสินค้าที่ใช้ยี่ห้อ:

SAUDER
Prolongación Moliere
No. 46 Esq. Andromaco
Col Ampliación Granada
Delegación Miguel Hidalgo, 11529, México DF
Phone: 52 (55) 11012300
Contact: Carlos Gimbel.

TVILUM SCAN BIRK
Blvd.Adolfo Ruiz Cortinez  No.3642-501
Col. Jardines del  Pedregal ,  CP. 01900, México, D.F.
Phone: 01800-1124357.

ผู้นำเข้ารายใหญ่ประเภทห้างสรรพสินค้า
OFFICE DEPOT
Contact: Marisela Martínez  (Furniture Purchaser)
Phone: (5255) 5354-9800 Ext. 2031
Address: Av. Jardín No. 245 Colonia Tlatilco, México DF
E-mail: mmartinez@officedepot.com.mx

OFFICE MAX
Address: Av. San Nicolás No. 10,
Fraccionamiento Industrial San Nicolás,
Tlanepaltla. Edo de México.
Phone: (5255) 5366-2800
Contact: Lic. Pablo Boelsterly
E-mail: pablo.boelsterly@officemax.com.mx

OFIX SUPERTIENDAS
Oficinas Corporativas:
Habaneras No. 95 1er. Piso
Fracc. Virginia, C.P. 94294, Boca del Río, Veracruz.
Phone: 52 (229) 9232270 Ext. 322
Furniture Purchaser: Lic. Flor Macias Villalobos.
flormacias@ofixcorp.com.mx

HOME DEPOT
Fracc. Industrial Garza García.
Monterrey, Nuevo León.
Contact: Enrique Verduzco.

HOME CENTER
Address: Av. Gustavo Baz No. 401, esq. con Río Lerma, Fracci. Industrial
Contact: Ricardo Samano (General Manager)
Phone: (5255) 5390-4038 y 5390-3160
Fax: (5255) 55-65-0634
Tlaxcolpan. Tlalnepantla, Estado de México.

FAMSA
Address: Av. Pino Suárez 1202 Nte. Zona
Centro CP 64000, Monterrey, NL.
Contact: Ingeniero Carlos A. Sequeiros.
Phone: (5281) 8389-9000 Ext. 1310, 1311 and  1323 
Free Call: 018008220000
Fax: (5281) 83899029
E-mail: Csequeiros@hotmail.com

VIANA
Address: Eje Central Lázaro Cárdenas No. 65,
Colonia Doctores, México DF, CP 06720.
Phone: (5255) 5134-0900
E-mail: abi_baby2@hotmail.com
Contact: Lucia Pacheco (Furniture Purchaser)

HERMANOS VÁZQUEZ
Address: Av. Universidad No. 2014, Colonia Copilco Universidad
Contact: Amparo Otero (Commercial Manager)
Phone: (5255) 53220400
E-mail: aotero@hermanosvazquez.com.mx

GRUPO GIGANTE S.A. DE C.V.
Address: Av. Ejército Nacional No. 769-A.
Colonia Nueva Granada. CP 11520. México DF.
Contact: Ms. Sofía Avelle (Furniture Purchaser)
Direct Phone: (5255) 52698126.
Offices Phone: (5255) 52698000

WAL MART DE MÉXICO, S. DE R.L. DE C.V.
Address: Av. Universidad No. 936-A. Colonia Santa Cruz Atoyac. México DF.
Contact: Gabriela Calderón  (Furniture Purchaser)
Phone: (5255) 5420-0200. Ext. 5919

COMERCIAL MEXICANA, S.A. de C.V.
Address: Av., Adolfo López Mateos No. 201.
Colonia Santa Cruz Acatlán. CP 53140. México DF.
Contact: Doctor Miguel Ángel Sánchez  (Furniture Purchaser)
Direct Phone: (5255) 5270-9431
Offices Phone: (5255) 5270-9111

ORGANIZACIÓN SORIANA S.A. DE C.V.
Address: Alejandro de Rodas No. 3102-A,
Colonia Cumbres 8º Sector.,  Monterrey, Nuevo Leon
Contact: Alex Gómez López, Jorge Forsán (Home Purchaser)
Phone : (5281) 8329-9140

SAM´S CLUB
Address: Lago Victoria No. 74. Colonia
Granada. Delegación Miguel Hidalgo, México DF.
Contact: Salvador Correa (Furniture Purchaser)
Phone: (5255) 5263-2000. Ext.: 7218

COSTCO DE MÉXICO
Address: Bulevar Magno Centro No. 4, Colonia San Fernando de la Herradura. México DF
Contact: Luis Quintana (Furniture Purchaser)
Phone: (5255) 5246-5500
Email: lquintana@costco.com.mx

GRUPO LAMAS S.A. DE C.V.
Oriente 229 No. 186
Col. Agrícola  Oriental, México DF. C.P 08500
Phone: 52 (55) 55582511
Email: gpolamas@camaslamas.com.mx

GRUPO ELEKTRA S.A. DE C.V.
Address: Insurgentes Sur No. 3579, Colonia Tlalpan la joya. CP 14000
Phone: (5255) 8582-7000

LUMEN SA DE CV
Av. Toluca # 481.Col.Olivar de los padres, México DF.
Phone: 52 (55) 54906521. ext.6521
Contact: Sr. Tomás Martín (Purchasing)

GRUPO HEWI
Show Room Taine No. 212 Col. Polanco, México D.F, CP 11570
Tel: (+55) 5250-8180
Fax: (+55) 5254-1242
Mr. Henk Wickers

Thursday, December 29, 2011

Mexican beans import quota extended to 2012

เม็กซิโกขยายระยะเวลาโควต้าการนำเข้าถั่วแห้งแสนตันถึงปี 2012

ถั่วแห้ง (dry beans) เป็นอาหารหลักสำคัญของชาวเม็กซิกัน และเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตถั่วแห้งที่สำคัญของโลก ประมาณ 1.39 ล้านตันในปี 2008 ซึ่งเป็นผลผลิตที่ใกล้เคียงกับการผลิตถั่วแห้งของสหรัฐฯ เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตถั่วแห้งอันดับ 5 รองจากบราซิล อินเดีย จีน และพม่า ถั่วที่เม็กซิโกผลิตมีชื่อทางวิทยาศาสาตร์คือ Phaseolus vulgaris หรือชื่อเรียกโดยทั่วไปว่า pinto beans หรือ frijol เป็นถั่วสีน้ำตาลอ่อนมีจุด เนื้อแข็ง ต้องแช่น้ำค้างคืนก่อนนำไปต้มในหม้อความดัน ถึงแม้ว่าการผลิตถั่วพินโต ของเม็กซิโกจะมีความสำคัญในระดับโลก แต่เมื่อเทียบกับการผลิตพืชเกษตรโดยรวมของเม็กซิโกแล้ว มีผลผลิตเทียบได้เพียงร้อยละ 3 ของผลผลิตพืชเศรษฐกิจของเม็กซิโก

การผลิตถั่วแห้งในเม็กซิโกจะอยู่นิยมปลูกในเขตพื้นที่ 3 แห่ง ได้แก่ ภาคกลาง-เหนือ ซึ่งมีผลผลิตประมาณร้อยละ 52 ของผลผลิตรวม บริเวณรัฐ Zacatecas, Durango, Chihuahua, San Luis Potosi และ Guanajuato ภาคเหนือ-แปซิฟิก เช่น บริเวณรัฐ Sinaloa และ Nayarit และภาคใต้ที่รัฐChiapas

ผลผลิตพืชเศรษฐกิจของเม็กซิโกมักจะมีปัญหาอุปสรรคผลกระทบจากสภาวะสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการขาดน้ำ รัฐบาลของเม็กซิโกจึงอนุมัติโควต้าการนำเข้าถั่วแห้งเป็นการชั่วคราว ประมาณปีละหนึ่งแสนตัน เพื่อป้องกันการขาดแคลนถั่วในตลาดอาหารและการรักษาระดับราคาถั่วภายในประเทศ โดยกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้ประกาศเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2011 ให้ยืดระยะเวลาการอนุมัติโควต้าการนำเข้าถั่วหนึ่งแสนตันไปถึงปี 2012 ทั้งนี้ การนำเข้าถั่วจากต่างประเทศต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานอาหารของกระทรวงเกษตรเม็กซิโก (SAGARPA) และร้อยละ 90 ของปริมาณโควต้าการนำเข้าถั่วต้องทำผ่านผู้นำเข้าที่ประวัติการนำเข้าถั่วผ่านโควต้ามาแต่ก่อน ส่วนผู้นำเข้ารายใหม่สามารถขอนำเข้าในสัดส่วนร้อยละ 10 ของโควต้า


ราคาของถั่วพินโตนำเข้าในตลาดกลางที่โตลูก้า มีราคา 22 เปโซต่อกิโล ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2011

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Wednesday, December 28, 2011

Mexican minimum wage adjusted

เม็กซิโกปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ

กระทรวงแรงงงานเม็กซิโกได้ประกาศการปรับแรงงานขั้นต่ำของเม็กซิโกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2011 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 เป็น 62.33 เปโซ หรือประมาณ 4.60 เหรียญสหรัฐต่อวัน สำหรับพื้นที่ในโซนเอซึ่งเป็นพื้นที่รอบกรุงเม็กซิโกซิตี้ และ 60.57 เปโซ หรือประมาณ 4.45 เหรียญฯ ต่อวัน สำหรับโซนบี ซึ่งเป็นพื้นที่รอบเมืองสำคัญรองลงมา เช่น กัวดาลาฮารา และมอนเตอเรย์เป็นต้น และ 59.08 เปโซ หรือ ประมาณ 4.34 เหรียญฯ ต่อวันสำหรับโซนซี ซึ่งเป็นพื้นที่ในรัฐที่มีรายได้ต่ำ เช่น อากวัสคาลิเอ็นเตย์ เชียปัส และฮัวนาวัตโตเป็นต้น ค่าแรงงานขั้นต่ำใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2012 คณะกรรมาธิการค่าแรงงานฯ ได้กล่าวว่า ค่าแรงใหม่ดังกล่าวได้ถูกปรับให้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าการเพิ่มของอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้จะอยู่ในระดับร้อยละ 3-4 สำหรับปี 2012


ค่าแรงงานขั้นต่ำพื้นฐานของเม็กซิโกได้ถูกพิจารณากำหนดทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมา โดยคณะกรรมาธิการค่าแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนสามฝ่ายคือ ภาคเอกชน รัฐบาล และแรงงาน โดยส่วนใหญ่แล้วค่าแรงงานขั้นต่ำของเม็กซิโกได้ถูกวิจารณ์ว่า ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญเม็กซิกันบ่งบอกเอาไว้ ทั้งนี้เพราะอำนาจซื้อของค่าแรงงานขึ้นต่ำได้สูญเสียมูลค่าไปถึงร้อยละ 80 ตั้งแต่การปรับค่าเงินเปโซช่วงปี 1980 ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบค่าแรงงานขั้นต่ำกับราคาของตอร์ติย่า ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวเม็กซิกัน ที่มีราคา 13 เปโซต่อกิโล จะเห็นได้ว่าค่าแรงดังกล่าวเป็นค่าแรงที่ต่ำสำหรับการดำรงชีพพื้นฐาน

ค่าแรงงานขั้นต่ำในเม็กซิโก เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้สำหรับการเจรจาอัตราค่าจ้างโดยทั่วไป ตัวอย่างของค่าแรงงานตามอาชีพต่างๆ ได้แก่ ค่าจ้างของแรงงานในโรงงานระบบมาคิลาดอรา ซึ่งได้รับค่าจ้างประมาณ 5-7 เหรียญฯ ต่อวัน ช่างตัดผมจะได้รับประมาณ 5.64 เหรียญฯ ต่อวัน ช่างประปา 5.80 เหรียญฯ ต่อวัน แม่บ้านโรงแรม 5.25 เหรียญฯ ต่อวัน ยาม 5.36 เหรียญฯ ต่อวัน ช่างไฟฟ้า 5.91 เหรียญฯ ต่อวัน และบาร์เทนเดอร์ 5.49 เหรียญฯ ต่อวัน เป็นต้น

ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญของเม็กซิโกได้แก่ ความยากจนและการว่างงาน ในเดือนตุลาคม 2011 อัตราการว่างงานของเม็กซิโก มีอัตราส่วนโดยรวม ร้อยละ 6 ส่วนระดับความยากจนในเม็กซิโกนั้น มีผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 2,100 เปโซ หรือ 120 เหรียญฯ ต่อเดือนประมาณ 58 ล้านคน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Wednesday, November 23, 2011

Mexican Textile Industry recovers

อุตสาหกรรมสิ่งทอเม็กซิโกฟื้นตัวและเริ่มมีความแข่งขันเทียบเท่ากับจีน 

นายกสมาคมสิ่งทอแห่งเม็กซิโก (CANAINTEX) นาย Rodolfo García Muriel ได้รายงานว่า ภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอของเม็กซิโกในปี 2010 ได้แสดงตัวเลขการฟื้นตัวที่ดี โดยผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 7.6 เป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา และเป็นตัวเลขการขยายตัวที่สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจของเม็กซิโกโดยทั่วไป ที่ขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.5 สำหรับปี 2010 นอกจากนี้แล้ว การส่งออกสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 43 และ 5 ตามลำดับเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของปี 2009 ที่มีมูลค่าการส่งออกรวม 996 ล้านเหรียญสหรัฐ รายการสินค้าส่งออกเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญของเม็กซิโก ได้แก่ กางเกงยีนส์ สูทสำเร็จรูปผ้าวูลล์ ถุงเท้า และเสื้อยืด แหล่งส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา โคลัมเบีย และจีน 

ปัจจัยสำคัญของการฟื้นตัวของภาคสิ่งทอเม็กซิโก มีผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยสองประการ ประการแรกคือการกระจายแหล่งส่งออก ในปัจจุบันเม็กซิโกมีแหล่งส่งออกสินค้าสิ่งทอกว่า 60 ประเทศ โดยได้มีการขยายการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ การส่งออกไปยังภูมิภาคละตินอเมริกามีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 30.2 ภูมิภาคยุโรปสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 4 และภูมิภาคเอเชียสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 3.8 ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดสำหรับการส่งออกสิ่งทอของเม็กซิโก ในสัดส่วนร้อยละ 66 

ปัจจัยอีกประการหนึ่ง ได้แก่ แผนการรณรงค์ภาคสิ่งทอเม็กซิกันที่มีชื่อว่า Mexico Fits ที่ได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2009 เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการรณรงค์เรื่องคุณภาพของสินค้าสิ่งทอเม็กซิกัน และความพร้อมในการผลิตตามคำสั่งการออกแบบที่นำสมัย 

ภาคอุตสาหกรรามสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของเม็กซิโก โดยการจ้างงานในภาคดังกล่าว มีแรงงานประมาณ 500,000 คน หรือร้อยละ 13 ของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต หนึ่งส่วนสี่ของแรงงานดังกล่าวจะทำงานในภาคสิ่งทอ อีกสามส่วนสี่ทำงานในส่วนการผลิตเครื่องนุ่งห่ม 

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของเม็กซิโก ได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางที่ดีและในทางไม่ดีหลายประการ ในรอบ 10-15 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเปิดตลาดเสรีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีนาฟต้าในปี 1994 ได้เกิดการผลิตแบบมาคีลาดอร่า นั่นคือ การใช้สิทธิประโยชน์ที่อนุมัติภายใต้โครงการดังกล่าวเพื่อนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ทำการผลิตแปรรูปสินค้าเพื่อการส่งออกกลับคืนไปยังสหรัฐฯ การส่งออกเสื้อผ้าประเภทผ้าฝ้ายได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากมูลค่าส่งออก 3 พันล้านเหรียญในปี 1995 เป็นมูลค่า 8.4 พันล้านเหรียญในปี 2002 โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 9.4 พันล้านเหรียญในปี 2000 ในขณะที่สหรัฐฯ สามารถส่งออกวัตถุดิบเส้นด้ายจากฝ้ายไปยังเม็กซิโกเป็นมูลค่า 1.1 พันล้านเหรียญในปี 1995 เพิ่มขึ้นเป็น 3 พันล้านเหรียญในปี 2002 ในปีต่อ ๆ มา เม็กซิโกได้กลายเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอันดับหนึ่งสำหรับสหรัฐฯ แต่กลับมาเสียเปรียบให้กับประเทศจีนอย่างรวดเร็ว เมื่อจีนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกในปี 2002 ในปี 2007 ประเทศจีนสามารถส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปยังสหรัฐฯ ได้เป็นร้อยละ 36 ของตลาดนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐฯ ทั้งหมด ในขณะที่เม็กซิโกสามารถส่งออกได้เพียงร้อยละ 7 ทำให้เม็กซิโกตกมาเป็นแหล่งนำเข้าสำหรับสินค้าสิ่งทออันดับ 4 ของสหรัฐฯ ต่อมาในปี 2008 และ 2009 ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ อย่างแรงมากกว่าภาคการผลิตอื่นๆ การส่งออกสิ่งทอไปยังสหรัฐฯ ได้ลดลงจาก 5.6 พันล้านเหรียญในปี 2008 เป็น 4.2 พันล้านเหรียญในปี 2009 อันเป็นผลให้มีการปิดโรงงานไปหลายร้อยแห่ง และได้มีไล่คนงานออกเป็นหลายหมื่นคน 

ปี 2010 เป็นปีที่ได้เริ่มเห็นผลประโยชน์จากการลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ และปรับปรุงโรงงานในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ มูลค่าการลงทุนใหม่ประมาณ 2 พันล้านเหรียญฯ ที่ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ดำเนินมาในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แสดงผลในการขยายตัวร้อยละ 7.6 ของภาคอุตสาหกรรมฯ ในปีนี้ ตามที่นายกสมาคมสิ่งทอเม็กซิกันอ้างถึงข้างต้น นอกจากนี้แล้ว ได้มีการคาดคะเนเพิ่มเติมว่า ภาคอุตสหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในเม็กซิโกจะขยายตัวต่อไปอีกในอัตราร้อยละ 6 สำหรับปี 2011 


ตลาดสำหรับเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศของเม็กซิโก 

ถึงแม้ว่าตลาดภายในประเทศของเม็กซิโกจะได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการหดตัวของการส่งเงินกลับจากคนงานเม็กซิกันในสหรัฐฯ ตลาดภายในของเม็กซิโกยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาคละตินอเมริกา โดยเม็กซิโกมีประชากรมากเป็นอันดับสองของภูมิภาคฯ การขยายตัวของร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 41 จากปี 1998 ถึง 2008

ตลาดเครื่องนุ่งห่มในเม็กซิโกมีลักษณะของตลาดที่มีการแบ่งแยกสูง โดยบริษัทวิจัยตลาด Trendex Mexico ได้รายงานว่า มีบริษัทใหญ่คุมตลาดเครื่องนุ่งห่มในสัดส่วนร้อยละ 38.6 เพียง 11 บริษัท ซึ่งรวมถึง Suburbia (ร้อยละ 8.9) Liverpool/Fabricas (ร้อยละ 7.5) Bodega Aurrera (ร้อยละ 3.5) Coppel (ร้อยละ 3.5) Walmart de Mexico (ร้อยละ 3.4) และ Zara (ร้อยละ 2.4) ทั้งนี้ ห้างสรรพสินค้า Wal-Mart ได้เปิดร้านใหม่ถึง 174 แห่งในปี 2009 นอกจากนี้แล้ว กลุ่มธุรกิจด้านเครื่องนุ่งห่ม Cherokee, Gap และ Inditex (Zara) ได้เปิดร้านค้าใหม่ๆ เช่นกัน


โครงการ Mexico Fits


สมาคมสิ่งทอเม็กซิโกร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจและกลุ่มบริษัทสิ่งทอเม็กซิกันจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมกันริเริ่มโครงการ Mexico Fits เมื่อปี 2008 เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความพร้อมด้านสิ่งทอของเม็กซิโก นับว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จสูง ตัวอย่างกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการดังกล่าว ได้แก่ การส่งเสริมให้ห้างสรรพสินค้า เช่น Suburbia, Comercial Mexicana, Soriana และ Liverpool มุ่งเน้นการขายยี่ห้อเม็กซิกัน เช่น ยี่ห้อ Kaltex, Yale และ Cannon ให้เท่าเทียมกับสินค้าอเมริกันที่เป็นสินค้าที่ห้างเหล่านี้นิยมส่งเสริม การนำดีไซน์เนอร์เม็กซิกันไปร่วมประกวดการออกแบบในงานแสดงสินค้าที่สหรัฐฯ การพาสมาชิกสมาคมสิ่งทอเดินทางไปพบกับผู้นำเข้าและตัวแทนธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในสหรัฐฯ การส่งเสริมการวิจัยและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการออกแบบสินค้าสิ่งทอใหม่ๆ เช่น การผลิตผ้าป้องกันไฟสำหรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรม การออกแบบผ้าที่ทำการฆ่าเชื้อโรงไปในตัวสำหรับใช้ในภาคสุขอานามัย เป็นต้น


แนวโน้มการบริโภคที่เน้นเฟชั่นมากขึ้น 

ผลวิจัยตลาดของ Euromonitor ได้รายงานว่า ผู้บริโภคเครื่องนุ่งห่มเม็กซิกันได้พัฒนารสนิยม มีความตื่นตัวในด้านแฟชั่นมากขึ้น โดยการขายเครื่องประดับและเครื่องตกแต่งเสื้อผ้า เป็นภาคตลาดย่อยที่ได้ขยายตัวมากระหว่างปี 2007-2008 และคาดว่า การขายในภาคตลาดย่อยดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมประมาณ 560 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2013 ภาคตลาดย่อยอีกภาคหนึ่งที่ได้มีการขยายตัวสูงในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มเสื้อผ้ากีฬา เนื่องจากค่านิยมการเป็นสมาชิกศูนย์ออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้น และการตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพ ส่วนภาคตลาดย่อยที่มีแนวโน้มการขยายตัวสูงในปีนี้ และปีต่อไป ได้แก่ กลุ่มเสื้อผ้าชั้นในและชุดนอน 

ชาวเม็กซิกันมีค่าเฉลี่ยของค่าใช้จ่ายสำหรับเสื้อผ้าประมาณ 195 เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปี โดยมีความนิยมในการซื้อเสื้อผ้าจากตลาดทั่วไป (street markets) ร้อยละ 33 ในห้างสรรพสินค้าประมาณร้อยละ 25 ซื้อจากร้านบูติ๊ก ร้อยละ 21 และในร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้อยละ 16 ปัญหาใหญ่สำรหรับการจำหน่ายปลีกสำหรับสินค้าเสื้อผ้า ได้แก่ การแข่งขันด้านราคากับเสื้อผ้าราคาถูกที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งมีส่วนแบ่งการครองตลาดประมาณร้อยละ 56 ของยอดขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งหมด


การสอบสวนการทุ่มตลาดผ้าเดนิมจากประเทศจีน 

เมื่อปี 2009 ตัวแทนสมาคมผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มแห่งเม็กซิโก (CANAIVE) ได้ทำการประท้วงในนามของสหภาพผู้ผลิตผ้าเดนิม (ยีนส์) กับกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโก เรียกร้องการสอบสวนการทุ่มตลาดสำหรับการนำเข้าผ้าประเภทเดนิมจากประเทศจีน โดยได้อ้างว่า ราคาผ้าเดนิม 27 สตางค์ต่อตารางเมตรที่ผู้นำเข้าจากจีนเสนอขาย เป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต จึงควรถือเป็นการทุ่มตลาด และควรเรียกเก็บภาษีป้องกันการทุ่มตลาดเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ การนำเข้าผ้าเดนิมจากจีนในราคาต่ำเกินทุนดังกล่าว ได้มีผลทำให้โรงงานผลิตเส้นด้ายฝ้ายในเม็กซิโกต้องปิดไปหลายโรงงาน การนำเข้าผ้าเดนิมจากจีนได้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า (ร้อยละ 236) ระหว่างปี 2007-2010 และในปัจจุบันได้มีการนำเข้าผ้าเดนิมจากจีน เทียบเท่ากับร้อยละ 26 ของผลผลิตภายใน 

ภายหลังการสอบสวนและรอให้ผู้ประท้วงแสดงหลักฐานของการทุ่มตลาดอย่างแน่ชัด มาเป็นเวลาสองปี กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกได้ประกาศผลสรุปการสอบสวนฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2011 แจ้งผลว่า เนื่องจากการขาดหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าง จึงไม่สามารถเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดสำหรับการนำเข้าผ้าเดนิมจากประเทศจีน และคงการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสิ่งทอหมวดนี้เท่าเดิม ในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าการนำเข้า


รายชื่อบริษัทสิ่งทอที่เป็นสมาชิก CANAINTEX: 
1. AMERICAN TEXTIL, S. A. DE C. V.
2. TEXTILES ROMATEX, S. A. DE C. V.
3. FARIEL, S. A. DE C. V.
4. TELAS Y TINTES DE MEXICO, S. A. DE C. V.
5. GRUPO MILLTEX, S. A. DE C. V.
6. ANAHUAC SOUTH CAROLINA ELASTIC, S. A. DE C. V.
7. ETIC ART, S. A. DE C. V.
8. ACABADOS LEORLEN S. A. DE C. V.
9. KALTEX, S. A. DE C. V.
10. TEJIDOS TEXTILES ESPECIALIZADOS, S. A. DE C. V.
11. GRUPO DIFOSA, S. A. DE C. V.
12. ERATEX, S. A. DE C. V.
13. TEXTURIZADOS Y TEJIDOS WINDSOR, S. A. DE C. V.



แหล่งข่าวอ้างอิง:

Wednesday, November 16, 2011

Apiculture: Honey exports from Mexico

การเลี้ยงผึ้งและการส่งออกน้ำผึ้งในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกมีความได้เปรียบในการผลิตน้ำผึ้งคุณภาพสูง เนื่องจากมีพันธุ์พืชที่ให้น้ำหวานเลี้ยงผึ้งหลากหลายชนิดถึง 40 กว่าประเภท นอกจากนี้แล้ว การเลี้ยงผึ้งเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยุคอารยธรรมมายา และต่อมาได้รับการปรับปรุงพันธุ์ผึ้ง เมื่อชาวสเปนได้นำผึ้งจากยุโรปมาเสริมการผลิตน้ำผึ้งเป็นกิจกรรมด้านเกษตรอย่างจริงจัง

การเลี้ยงผึ้งในเม็กซิโกได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังโดยกระทรวงการเกษตรของเม็กซิโก ตั้งแต่ปี คศ. 1986 เป็นต้นมา โดยในช่วงการส่งเสริมเริ่มแรก ผู้เลี้ยงผึ้งเม็กซิกันสามารถผลิตน้ำผึ้งได้ประมาณ 75,000 ตัน ในปัจจุบันเม็กซิโกมีความสามรถผลิตน้ำผึ้งได้ประมาณ 50,000 ตันต่อปี เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจาก ยูเครน รัสเซีย สหรัฐฯ และอาร์เจนตินา และส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก เทียบได้ประมาณร้อยละ 6 ของปริมาณน้ำผึ้งส่งออกระหว่างประเทศ ในปี 2010 เม็กซิโกมีการส่งออกน้ำผึ้งมูลค่า 84.7 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเภทหนึ่งของเม็กซิโก ผู้นำเข้าน้ำผึ้งจากเม็กซิโกที่สำคัญที่สุด คือประเทศเยอรมัน ในปี 2010 เม็กซิโกได้ส่งออกน้ำผึ้งไปยังเยอรมันมูลค่า 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 54 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผึ้งรวมของเม็กซิโก มีการคาดคะเนว่า การส่งออกน้ำผึ้นของเม็กซิโกในปี 2011 จะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3-5



การเลี้ยงผึ้งในเม็กซิโก นับว่าเป็นกิจกรรมด้านการเกษตรที่สำคัญ เนื่องจากมีการจ้างงานและเสริมรายได้ให้แก่ชาวบ้านผู้มีรายได้ต่ำประมาณ 40,000 คน พื้นที่การเลี้ยงผึ้งในเม็กซิโกที่สำคัญอยู่ที่รัฐ Tamaulipas, Campeche, Yucatan, Jalisco, Chiapas, Veracruz, Oaxaca, Guerrero, Puebla, Quintana Roo และ Michoacan แหล่งผลิตน้ำผึ้งเพื่อการส่งออกที่สำคัญอยู่ที่รัฐยูคาตัน เนื่องจากมีองค์กรสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งที่เข้มแข็ง (Sociedad Apícola Maya) ที่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้อที่เยอรมันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา และในปี 2009 องค์กรดังกล่าวได้สร้างโรงงานบรรจุน้ำผึ้งใส่ขวดที่ทันสมัย มูลค่าการลงทุน 16 ล้านเปโซ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานโดยกระทรวงเกษตรของเม็กซิโก และได้รับการยอมรับด้านคุณภาพจากสหภาพยุโรป

ค่าเฉลี่ยการบริโภคน้ำผึ้งต่อหัวของชาวเม็กซิกันในปัจจุบัน ได้เพิ่มขึ้นจาก 190 กรัมต่อหัวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็น 320 กรัมต่อหัวในปี 2010 เนื่องจากได้มีการนำน้ำผึ้งมาใช้เป็นสารเติมความหวานในกระบวนการผลิตอาหาร เช่น ซีเรียล โยเกิต ขนมปัง ของหวาน รวมทั้งในสินค้าเครื่องสำอางค์

Monday, November 14, 2011

Phytosanitary measures for rice imports in Central America

ผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศประท้วงกฎระเบียบด้านสุขอนามัยอาหาร สำหรับการนำเข้าข้าวของคอสตาริกา

ภูมิหลังการใช้มาตรการด้านสุขอนามัยกีดกันการนำเข้าข้าวในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริเบียน ซึ่งนับวันจะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริเบียนมีแนวโน้มจะเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของโลกในอนาคต องค์กรอาหารโลกได้คาดคะเนผลผลิตข้าวของภูมิภาคดังกล่าวสำหรับปี 2011 ปริมาณ 29.2 ล้านตัน ผู้ผลิตข้าวที่สำคัญของภูมิภาคฯได้แก่ ประเทศบราซิล ซึ่งจะมีผลผลิตข้าวประมาณ 13.5 ล้านตัน สำหรับปี 2011 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีก่อน เปรูผลิตได้ 2.7 ล้านตัน โคลัมเบีย 1.9 ล้านตัน อาร์เจนตินา 1.5 ล้านตัน อุรุกวัย 1.5 ล้านตัน เวเนซุเอลา 900,000 ตัน เอควาดอร์ 1.4 ล้านตัน กวายานา 584,000 และโบลิเวีย 450,000 ตัน โดยกลุ่มประเทศอเมริกากลางและแคริเบียนมีผลิตรวมประมาณ 2.86 ล้านตัน ในขณะที่ผลผลิตข้าวในเม็กซิโกสำหรับปี 2011 จะลดลงเป็นปริมาณเพียง 250,000 ตัน เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการลงทุนในการผลิตข้าวที่ลดลง

การค้าข้าวระหว่างประเทศโดยรวมในตลาดโลก มีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 7 ของผลผลิตข้าวทั่วโลก หรือประมาณ 31 ล้านตัน ในปริมาณดังกล่าวภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริเบียนจะนำเข้าข้าวประมาณ 3.4 ล้านตันต่อปี โดยกลุ่มประเทศอเมริกากลางกับแคริเบียนเป็นผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญ โดยนำเข้าประมาณ 2.1 ล้านตัน ส่วนผู้ส่งออกข้าวที่สำคัญสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ได้แก่ อุรุกวัยและบราซิล ที่มีการส่งออกประมาณ 900,000 และ 600,000 ตัน ตามลำดับ

ภูมิภาคละตินอเมริกาโดยรวมได้นำมาตรฐานด้านสุขอนามัย มาใช้เพื่อป้องกันผู้ผลิตข้าวภายในของแต่ละประเทศ ตามข้อกำหนดทที่องค์การค้าโลกอนุมัติ แต่บางประเทศมีการใช้มาตรการด้านสุขอนามัยเกินความจำเป็น ยกตัวอย่าง เช่น เปรู โคลัมเบีย เอควาดอร์ คอสตาริกา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ ปานามา สาธารณรัฐดอมินิกัน และเม็กซิโก


อาร์เจนตินาและสหรัฐฯ ประท้วงกฏระเบียนด้านสุขอนามัยสำหรับการนำเข้าข้าวในคอสตาริกา

การกำหนดราคาข้าวภายในประเทศของคอสตาริกา และการเพิ่มข้อบังคับเกี่ยวกับการเสริมวิตามินในข้าว โดยได้กำหนดเพิ่มเติมว่าให้ทำการเสริมวิตามินในแหล่งผลิตข้าว และไม่อนุมัติให้ทำการเสริมวิตามินโดยผู้นำเข้าภายหลังการนำเข้ามาแล้ว ได้รับการประท้วงจากผู้นำเข้า ผู้ส่งออกต่างประเทศ และกลุ่มผู้บริโภค โดยเมื่อต้นปี 2011 ได้มีการกักกันข้าวปริมาณ 525 ตันที่ท่าเรือลิมอน ที่มีต้นกำเนิดจากอาร์เจนตินา บราซิล และอุรุกวัย อันเป็นผลให้เอกอัคราชทูตอาร์เจนตินาประจำคอสตาริกาได้ยื่นหนังสือประท้วงกับรัฐบาลคอสตาริกาแจ้งว่า การได้ใช้มาตรการด้านสุขอนามัยของคอสตาริกา ได้มีการปฏิบัติอย่างไม่เป็นระบบตามอารมย์ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการละเมิดกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศตามที่องค์การค้าโลกกำหนด ทั้งนี้ กระทรวงการค้าคอสตาริการได้ตอบรับทราบข้อประท้วงดังกล่าว และได้แจ้งกลับว่า การกำหนดการเติมวิตามินใส่ข้าว เป็นมาตรการที่ถูกต้องตามข้อกำหนดการค้าด้านสุขภาพ

ผู้นำเข้าข้าวที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติดังกล่าว ได้แจ้งผู้สื่อข่าวว่า มาตรการกำหนดการเติมวิตามินในข้าว ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2002 แต่ไม่เคยได้รับการปฎิบัติจนกระทั่งเมื่อต้นปี 2011 หลังจากที่ตัวแทนผู้ผลิตข้าวคอสตาริกาได้เข้าพบกับและกดดันให้รัฐบาลรับซื้อข้าวที่ผลิตได้ทั้งหมดทั้ง ๆ ที่ผู้ผลิตมีปัญหาในการส่งมอบและจัดเก็บข้าว ผู้ผลิตข้าวคอสตาริกาได้เพิ่มพื้นที่การผลิตในปี 2011 เป็น 81,000 เฮคเตอร์จาก 66,400 เฮคเตอร์ในปี 2010 โดยคาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2011 จะมีปริมาณประมาณ 281,000 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากผลผลิตปี 2010 ที่มีปริมาณ 250,849 ล้านตัน

มาตรการการกำหนดราคาซื้อข้าวจากผู้ผลิตภายในที่สูง เป็นมาตรการที่ได้รับการตักเตือนโดยองค์การค้าโลก โดยจัดถือได้ว่าเป็นมาตรการการอุดหนุนซึ่งต้องห้าม ในปี 2010 รัฐบาลคอสตาริกาได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ผลิตข้าว มูลค่า 109 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นจำนวนที่เกินปริมาณที่องค์การค้าโลกได้กำหนดไว้ถึงเจ็ดเท่า ตัวแทนการค้าสหรัฐฯ ณ กรุงเจนีวา พร้อมกับสมาชิกองค์การค้าโลกอีก 70 ประเทศ ได้กล่าวประท้วงนโยบายของรัฐบาลคอสตาริกาดังกล่าวอย่างแรงในการประชุมกลุ่มเกษตรเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งบ่งชี้แนวโน้มการนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าจากประเทศเหล่านี้ได้ในอนาคต

ราคาข้าวภายในที่รัฐบาลคอสตาริการับซื้อจากผู้ผลิตข้าวภายในประเทศจากเดือนมกราคม 2011 เป็นต้นไป ได้กำหนดไว้ที่ 39.30 เหรียญต่อกระสอบละ 73.6 กิโล ซึ่งเป็นราคาที่ได้ลดลงจากราคาเดิม 41.89 เหรียญฯ ซึ่งมีผลให้ราคาข้าวที่ขายแก่ผู้บริโภคลดลง 8 สตางค์ต่อกิโกกรัม เป็นราคา 1.35 เหรียญต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ผู้ผลิตข้าวคอสตาริกัน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนในการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตข้าวเป็นข้อตอบแทน ในฝ่ายตรงข้ามกลุ่มสนับสนุนผู้บริโภคในคอสตาริกา ได้รณรงค์ประท้วงการกำหนดราคาข้าวที่สูงกว่าราคาข้าวระหว่างประเทศ โดยได้แจ้งในรายงานเปิดเผยข้อมูลว่า ผู้บริโภคข้าวในคอสตาริกามีค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อข้าวต่อปีมูลค่าประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และหากราคาข้าวภายในประเทศถูกกำหนดให้เท่ากับระดับราคาโลก ผู้บริโภคจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวได้ถึงปีละ 282 เหรียญ หรือร้อยละ 10 ของรายได้เฉลี่ย

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.centralamericadata.com/en/article/main/Rice_Problem_In_Costa_Rica_Becomes_International_Problem?u=465f3b3f5
http://www.ias.ac.in/currsci/feb102008/303.pdf
http://www.fao.org/DOCREP/006/Y4751E/y4751e0t.htm#TopOfPage
http://www.fao.org/docrep/014/am491e/am491e00.pdf