Google Website Translator

Monday, May 17, 2010

Mexico Auto exports increase

เม็กซิโกส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น

สำนักงานสถิติแห่งชาติเม็กซิโกได้รายงานว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมของเม็กซิโกในช่วงเดือนเมษยน ปี 2553 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 มากกว่าอัตราร้อยละ 6 ที่สำนักงานสถิติได้คาดการณ์เอาไว้ ทั้งนี้ ผลผลิตอุตสาหกรรมของเม็กซิโกมีสัดส่วนร้อยละ 40 ของผลผลิตรวมแห่งชาติ

นอกจากนี้แล้ว ผลผลิตอุตสาหกรรมของเม็กซิโกได้เพิ่มขึ้นจาก ผลผลิตฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ร้อยละ 0.86 โดยผลผลิตสำคัญที่มีผลผลักดันการเพิ่มขึ้นของผลผลิตอุตสาหกรรมดังกล่าว ได้แก่ผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ซึ่งได้แสดงอัตราส่วนการเพิ่มผลผลิตถึงร้อยละ 69.6 จำนวนรถยนต์เล็กที่ผลิตได้ในเดือนเมษายนเท่ากับ 170,277 คัน และมีการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.7 หรือการส่งออกรถยนต์จำนวน 133,406 คัน ในเดือนเมษายน 2553 ในจำนวนการส่งออกดังกล่าว เป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จำนวน 90,552 คัน

ข่าวอื่น ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถนยต์เม็กซิโก ได้แก่
  • สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งเม็กซิโก ได้แถลงข่าวว่า บริษัท Volkswagen ได้จ้างคนงานใหม่เพื่อทำการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ซึ่งจะนำออกสู่ตลาดในปลายปีนี้ โดยคาดว่าภายในสินปีนี้ Volkswagen จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25
  • บริษัท BMW ได้มีนโยบายเพิ่มการนำเข้าชิ้นส่วนประกอบและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์จากเม็กซิโกเพิ่มขึ้น โดยในปี 2552 บริษัท BMW ได้มีการนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์จากเม็กซิโกมูลค่า 615 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2553 จะนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์จากเม็กซิโกประมาณ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ร้อยละ 25 ของรถรุ่นใหม่ BMW X3 ซึ่งเริ่มการผลติในปี 2553 จะมีสัดส่วนแหล่งกำเนิด components มาจากเม็กซิโก
  • บริษัท Nissan จะผลิตรถนิสสันรุ่น Micra เพื่อตลาดสหรัฐฯ และละติน ในโรงงานของนิสสันในเม็กซิโก
  • บริษัท Ford ได้เริ่มการผลิต Ford Fiesta รุ่นใหม่ในโรงงานในรัฐ Cuatitlan ของเม็กซิโกแล้ว และรถรุ่นใหม่นี้ จะพร้อมออกตลาดในสหรัฐฯ และเม็กซิโก ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2553 โรงงานของ Ford ในรัฐ Cuatitlan ดังกล่าวได้เคยทำการผลิตรถพิกอับรุ่น F-Series แต่ได้รับการปรับปรุงลงทุนเพิ่ม เพื่อเปลี่ยนการผลิตเป็นรถรุ่นเล็กลง และได้จ้างงานใหม่จำนวน 2,000 ตำแหน่ง โดยตรงและอีก 6,000 ตำแหน่งโดยทางอ้อม

Monday, May 10, 2010

Mexican Inflation

ภาวะเงินเฟ้อในเม็กซิโก และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ต้นปี 2533

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อของประเทศสมาชิกฯ ว่า ได้มีอัตราเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 2.1 ในเดือนมีนาคม 2533 จากร้อยละ 1.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากภาวะราคาของพลังงานที่ได้ถีบตัวสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 11.3 แต่หากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาพลังงานและอาหาร แสดงอัตราที่ได้ค่อย ๆ เริ่มลดลงตั้งแต่อัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในเดือนสิงหาคม ปี 2552 ในอัตราร้อยละ 2.4 ซึ่งเป็นตัวแสดงได้ว่าภาวะเศรษฐกิจของโลกโดยรวมได้เริ่มการฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์การเงินปี 2551

สำหรับประเทศเม็กซิโกนั้น ได้แสดงอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศที่มีเงินเฟ้อสูงสุดในบรรดาสมาชิก OECD ในอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 3.6 เป็นอันดับสูงสุดที่สี่ รองจากประเทศไอซแลนด์ร้อยละ 7.5 ตุรกีร้อยละ 6.5 ฮังการีร้อยละ 5.6 และโปแลนด์ร้อยละ 3.7 โดยอัตราเงินเฟ้อของเม็กซิโกได้มีสาเหตุสำคัญจากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ

ธนาคารกลางแห่งเม็กซิโกได้รายงานว่า ดัชนีราคาสินค้าบริโภคในเดือนมีนาคม 2553 ได้ถีบตัวสูงขึ้นมากที่สุดในรอบ 7 เดือนก่อนหน้านั้น เป็นอัตราร้อยละ 5.06 ซึ่งอาจจะมีผลเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางเม็กซิโก ต้องประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในไตรมาสต่อไป  ราคาสินค้าบริโภคในเม็กซิโกได้มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 16 รวมทั้งการเพิ่มภาษีรายได้ และการกำหนดราคาพลังงานที่เพิ่มเมื่อเดือนมกราคม 2553 รัฐบาลเม็กซิโกมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการเหล่านี้ เนื่องจากภาวะวิกฤตการณ์การเงิน และการผลิตน้ำมันที่น้อยลง ทำให้รัฐบาลขาดแคลนรายได้ และมีผลให้ต้องตัดงบประมาณเมื่อปีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างรัฐอเมริกัน (Inter-American Development Bank) ได้ให้ความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้แสดงตัวว่า เริ่มการฟื้นตัวอย่างค่อนข้างชัดเจน และเศรษฐกิจเม็กซิโกในปี 2553 จะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 3 ถึง 3.5 และการขยายตัวในอัตราดังกล่าว ย่อมพยากรณ์ได้ว่า จะต้องใช้เวลาอีกสองปี กว่าผลผลิตแห่งชาติของเม็กซิโก จะฟื้นตัวคืนได้ในระดับเท่าเทียมกับที่เคยผลิตได้ในปี 2550 ทั้งนี้เศรษฐกิจของเม็กซิโก จะฟื้นตัวในอัตราที่ช้ากว่าประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาอื่น ๆ เนื่องจากมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจการค้า ที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากที่สุด

เมื่อเดือนเมษายน 2552  ดัชนีราคาของเม็กซิโกได้แสดงอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 4.95  ผลักดันให้ประธานาธิบดีแคเดรอนของเม็กซิโก ประกาศมาตรการชั่วคราว      เพื่อควบคุมราคาสินค้าอาหารเป็นครั้งแรกในรอบ10 ปีทีผ่านมา โดยกำหนดราคาสินค้าอาหารทั้งหมด  50 รายการ และนอกจากนี้แล้ว ยังได้ประกาศมาตรการยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอาหาร 4 รายการ อันได้แก่ ข้าโพด ข้าวสาลี sorghum และนมผง เพื่อป้องกันการขาดแคลนอาหารจำเป็น

เม็กซิโกเคยประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อสูงเกินการควบคุมในช่วงระหว่างปี คศ. 1980-1990 (ร้อยละ 159 ในปีคศ. 1987) เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจหดตัวถึงร้อยละ 7 ไม่สามารถชำระหนี้ระหว่างประเทศ และการลดค่าเงินเปโซ เป็นเหตุให้ต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสหรัฐฯ ด้วยประสบการวิกฤตการณ์การเงินครั้งนั้น ผู้บริหารของเม็กซิโก มีความระมัดระวังในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลมากขึ้น และได้นำมาตรการการเงินมาใช้เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ

ปัญหาราคาสินค้าอาหารของเม็กซิโก เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับภาวะเงินเฟ้อของเม็กซิโก และการที่เม็กซิโกมีนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่สนับสนุนการค้าเสรีลักษณะ neoliberal ที่สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การเข้าร่วมเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ และแคนาดา เป็นเหตุให้ภาคเกษตรไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร และโดยที่เม็กซิโกมีจำนวนประชากรสูง ผลิตภัณต์สินค้าเกษตรจึงไม่เพียงพอกับความต้องการภายใน โดยเฉพาะข้าวโพดซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต tortilla ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวเม็กซิกันโดยเฉพาะในกล่มผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลเม็กซิโก ไม่มีโครงการการสะสมธัญพืชหรืออาหารจำเป็น เมื่อเกิดการขาดแคลน จึงต้องพึ่งใช้กลไกทางตลาดแก้ไขปัญหา ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนอาหารชั่วคราวในปี 2552 กลุ่มองค์กรเอกชนบางกลุ่มได้กล่าวหาว่า ได้มีการเก็งกำไรเกิดขึนในระหว่างพ่อค้าข้าวโพดและพ่อค้า tortilla และมีกลุ่มธุรกิจด้านการเกษตรใหญ่ ๆ ซึ่งมีโครงสร้างในทางตลาดค่อนข้างเป็นการผูกขาด ได้รวมตัวกันตกลงราคากันเอง เพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคจากภาวะขาดแคลน

มาตรการการควบคุมราคาสินค้า จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่เหมาะสม และอาจจะสร้างแรงกดดันให้ภาวเงินเฟ้อสูงขึ้นได้ในระยะยาวต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม:

Biofuel in Brazil, Mexico and Central America

ช่องทางตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพผสมเอธานอลจากน้ำตาลในบราซิล เม็กซิโก และอเมริกากลาง

- การผลิตเอธานอลในประเทศบราซิล

ประเทศบราซิล และสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตเอธานอลสำคัญของโลก โดยการผลิตเอธานอลของสองประเทศนี้มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของการผลิตโลก โดยในปี 2552 บราซิลมีผลผลิตเอธานอลปริมาณ 24.9 พันล้านลิตร เทียบเท่ากับร้อยละ 34 ของปริมาณเอธานอลที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงทั้งหมดทั่วโลก และเป็นผู้ส่งออกเอธานอลสำหรับเชื้อเพลิงอันดับหนึ่งของโลก บราซิลส่งออกเพียงร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งหมด แต่การส่งออกเอธานอลของบราซิลมีสัดส่วนในตลาดโลกประมาณร้อยละ 60 เเละในปี 2550 การส่งออก เอธานอลของบราซิลเท่ากับ 1.4 พันล้านเหรียญฯ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น

ประเทศอเมริกากลางบางประเทศนำเข้าเอธานอลจากบราซิลเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลง Caribbean Basin  Initiative ซึ่งยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับเอธานอลที่นำเข้าจากประเทศอเมริกากลางและแคริเบียน ในปี 2550 สหรัฐฯ ได้นำเข้าเอธานอลภายใต้ระบบโควต้าดังกล่าว ปริมาณ 245 ล้านแกลอน

ประเทศบราซิลใช้พื้นที่เพียงร้อยละ 1 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดเพื่อการผลิตอ้อย เท่ากับพื้นที่ 3.6 ล้านเฮกเตอร์ ประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิตอ้อย เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าอุตสาหกรรมเอธานอล และกำลังการผลิตเอธานอลจากอ้อยเท่ากับ 7,500 ลิตรต่อเฮ็กเตอร์ ซึ่งมีความแข่งขัน เป็นสองเท่าของผลผลิต การใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในสหรัฐอเมเริกา ซึ่งมีผลผลิตเท่ากับ 3,000 ลิตรต่อเฮ็กเตอร์

ประเทศบราซิลเป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนาการใช้เอธานาอลเป็นเชื้อเพลิง โดยได้ริเริ่มมาตราการสนับสนุนการผลิตเอธานอลจากอ้อย ตั้งแต่ช่วงปี 2513 โดยในขั้นแรก ได้มีการบังคับการใช้ส่วนผสมเอธานอลในน้ำมันเชื้อเพลิงร้อยละ 20-25 อันเป็นผลบังคับให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในบราซิล ต้องทำการดัดแปลงเปลี่ยนแปลงระบบเครื่องยนต์ในรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก โดยในสิ้นปี 2551 มีรถยนต์ที่ให้เชื้อเพลิงผสมวิ่งในท้องถนนเท่ากับ 9.35 ล้านคัน และมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เชื้อเพลิงผสมอีก 183,300 คัน ปัจจุบันได้มีการคลี่คลายมาตรการอุดหนุนและสนับสนุนโดยตรง และใช้มาตรการสนับสนุนทางอ้อมแทน เช่น การลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงผสมเอธานอล การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการก่อสร้างโรงกลั่น และการตั้งศูนย์การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตน้ำตาลจากอ้อย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเอธนอลจากน้ำตาล เป็นต้น ในปัจจุบันรถยนต์ทุกคันในประเทศบราซิลใช้เชื้อเพลิงผสมทั้งหมด ได้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ โดยมีรถที่ได้เชื้อจากเอธานอลเกีอบร้อยเปอร์เซ็นต์และไม่มีส่วนผสมน้ำมันเลยเรียกว่าเครื่องยนต์ E100 ส่วนรถยนต์ประเภท E85 ที่ใช้ส่วนผสมเอธานอล 15 เปอร์เซ็นต์ เริ่มเป็นที่นิยมแพร่กระจายไปถึงตลาดรถยนต์ในทวีปยุโรป

อุตสาหกรรมเอธานอลจากน้ำตาลของบราซิล  มีประสิทธิภาพมากกว่า การผลิตเอธานอลจากข้าวโพดของสหรัฐฯ ต้นทุนการผลิตเอธานอลต่อลิตรของบราซิลเท่ากับ 22 เซ็นต์เมื่อเทียบกับ 30 เซ็นต์ของสหรัฐฯ ซึ่งแพงกว่าร้อยละ 30

- สหรัฐฯ ผู้บริโภคเอธานอลอันดับหนึ่งของโลก

สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตเอธานอลสำหรับเชื้อเพลิงอันดับหนึ่งของโลก โดยในปี 2552 มีผลผลิตปริมาณ 10.75 พันล้านแกลอน เที่ยบเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 55 ของการผลิตเอธานอลเชื้อเพลิงของโลก แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เป็นผู้บริโภคเอธานอลมากที่สุดในโลกเช่นกัน มีการใช้เอธานอลผสมเชื้อเพลิงในตลาดพลังงานของสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 3 ส่วนใหญ่เป็นเอธานอลที่ผลิตมาจากข้าวโพด เมื่อต้นปี 2553 สหรัฐฯ มีกำลังการผลิตเอธานอลเท่ากับ 14.46 พันล้านแกลอน มีการเปิดโรงงานผลิตใหม่ 16 แห่ง โดยดโรงงานใหม่เหล่านี้ มีกำลังการผลิตเพิ่มรวม 1.4 พันล้านแกลอน อันมีผลให้ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเอธานอลในสหรัฐฯ เท่ากับ 189 โรงงานกระจายพื้นที่ใน 29 รัฐ องค์กรพลังงาน EIA คาดว่า ความต้องการบริโภคเอธานอลเชื้อเพลิงจะขยายไปถึง 11.2 พันล้านแกลอนภายในปี 2555

สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเอธานอล 54 เซ็นต์ต่อแกลอน

- แผนการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพในภูมิภาคละตินอเมริกา

ประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาใต้และกลางหลายประเทศ ได้ริเริ่ม หรือกำลังวางแผนการผลิตพลังงานชีวภาพแห่งชาติประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น ประเทศอาร์เจรตินา คอสตาริกา โคลัมเบีย เอลซาวาดอร์ ฮอนดูรัส จาไมคา เม็กซิโก นิคารากัว ปารากวัย เปรู อุรุกวัย และเวเนซูเอลา เป็นต้น

ประเทศโคลัมเบีย ถือว่าเป็นประเทศ ที่มีแผนงานเกี่ยวกับพลังงานชีวภาพที่ก้าวหน้าที่สุด หลังจากประเทศบราซิล โคลัมเบียได้กำหนดบังคับให้ใช้ส่วนผสมเอธานอลในน้ำมันในอัตราร้อยละ 10 เมื่อปี 2548 และมีเป้าหมายที่จะบรรลุอัตราส่วนผสมร้อยละ 25 ในปี 2553 ส่วนน้ำมันดีเซลทั้งหมดต้องใช้ส่วนผสมเอธานอลร้อยละ 5 ในบางภูมิภาคตั้งแต่ปี 2551

ประเทศเม็กซิโก ได้กำหนดแผนงานการเพิ่มการผลิตเอธานอลจากอ้อยตั้งแต่ปี 2550 โดยได้ออกกฏหมายการส่งเสริมการใช้เอธานอลผสมน้ำมัน   โดยมีเป้าหมายบังคับการใช้ส่วนผสมเอธานอลในน้ำมันในอัตราร้อยละ 10  ในปี 2555 ในเมืองใหญ่สำคัญ ๆ อันได้แก่ Guadalajara, Monterrey และ Mexico City ซึ่งต้องพัฒนาความสามารถในการผลิตเอธานอลได้ 412,000 คิวบิกเมตรต่อปี รัฐบาลเม็กซิโกได้สนับสนุนโครงการลงทุนทดลองการผลิตเอธานอลจากอ้อยในรัฐ Vera Cruz, Oaxaca, Puebla, Morelos, San Luis Potosi, Jalisco, Michoacan, Colima และ Nayarit

ประเทศกัวเตมาลา ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลสำคัญในภูมิภาคละตินฯ ได้ออกกฏหมายเพื่อการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับพลังงานทดแทน เพื่อการยกเว้นภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้าเพื่อการผลิตพลังงานทดแทน และยกเว้นการเสียภาษีรายได้ 10 ปี สำหรับผู้ลงทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งนี้ กัวเตาลามุ่งหวัง ที่จะเป็นผู้ส่งออกเอธานอลสำคัญของภูมิภาคอเมริกากลาง

ประเทศฮอนดูรัส ได้ส่งเสริมให้มีการเพิ่มการผลิตน้ำตาลเพื่อป้อนโรงงานผลิตเอธานอล 2 แห่งที่มีอยู่

ประเทสคอสตาริกาได้กำหนดเป้าหมาย การทดแทนการนำเข้าน้ำมันให้ได้ร้อยละ 7 โดยการเพิ่มการใช้เอธานอลผสม

ประเทศเอลซาวาดอร์ ใช้สิทธิพิเศษเพื่อทำการผลิตเอธานอลเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปริมาณ 1.3 ล้านแกลอนต่อปี

Wednesday, April 7, 2010

FEMSA, Mexico's beer and soda bottler

บริษัท FEMSA ผู้บรรจุขวดน้ำหวานและเบียร์สำคัญของเม็กซิโก กำลังพิจารณาการซื้อกิจการบรรจุขวดในภูมิภาคอื่น

บริษัท FEMSA เม็กซิโก (Fomento Económico Mexicano, S.A. de C.V.) เป็นผู้บรรจุขวดน้ำหวานและน้ำดื่ม และผู้ผลิตเบียร์ที่สำคัญของเม็กซิโก โดยบริษัท FEMSA เป็น holding company ที่ได้พัฒนามาจากการขายเบียร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2433 ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Monterray และมีรายได้ต่อปีรวม 12.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีธุรกิจสำคัญสามสาย อันได้แก่

  1. การผลิตเบียร์ ซึ่งมียีห้อ Tecate, Sol, Dos Equis, Indio และ Kloster ทั้งนี้ บริษัท FEMSA เป็นผู้ผลิตเบียร์อันดับสองของเม็กซิโกรองจากบริษัท Modelo ตลาดเบียร์ของเม็กซิโกเป็นตลาดที่ผู้ผลิตใหญ่สองรายนี้ยึดครองอยู่ร่วมกัน (duopoly) ร้อยละ 97
  2. ธุรกิจสำคัญสายที่สอง ได้แก่ การบรรจุและจำหน่ายน้ำอัดลมของยี่ห้อโคคาโคลา โดยบริษัท FEMSA เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 53.7 ของบริษัท Coca Cola-FEMSA ซึ่งเป็นผู้บรรจุน้ำอัดลมที่สำคัญอันดับสองของโลกของยี่ห้อโคคาโคลา มีกิจการการบรรจุขวดใน 11 ประเทศ (เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล กัวเตมาลา โคลัมเบีย คอสตาริกา เอกัวดอร์ นิคารากัว ปานามา เปรู เวเนซูเอลา) และมีสัดส่วนในการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มโคคาโคลาในอัตราร้อยละ 10 ของยอดขายโคคาโคลาทั่วโลก
  3. ธุรกิจสำคัญสายที่สาม ได้แก่ กิจการแฟรนไชส์ร้านคอนวีเนียนซ์ที่เน้นการจำหน่ายน้ำดื่มประเภทต่าง ๆ ยี่ห้อ OXXO มีเครื่อข่ายแฟรนไชส์ในเม็กซโกประมาณ 7,000 แห่ง ซึ่งมีอัตราการเปิดร้านใหม่วันละ 6 แห่ง การครองตลาดในสัดส่วนร้อยละ 50 ของภาคธุรกิจร้านคอนวีเนียนซ์ และมีการประเมินว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ของ OXXO จะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 60 ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ร้าน OXXO เป็นตัวผลักดันยอดขายของเครื่องดื่มรูปแบบแอลกอฮอล์และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ซึ่ง FEMSA เป็นเจ้าของกว่า 100 ยี่ห้อ ร้อยละ 41.5 ของรายได้ในร้านมาจากการขายเครื่องดื่ม และร้อยละ 12 ของยอดขายเบียร์ของ FEMSA มาจากการขายในร้าน OXXO นอกจากน้ำโซดาแล้ว FEMSA ยังเป็นผู้บรรจุและจัดจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวด โดยเม็กซิโกเป็นตลาดของน้ำดื่มบรรจุขวดอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ชาวเม็กซิกันมีการดื่มน้ำบรรจุขวดในปริมาณ 18,000 พันลิตรต่อปี หรือ 169 ลิตรต่อคนต่อปี
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 บริษัท FEMSA ได้แจ้งข่าวต่อสื่อมวลชน ว่าบริษัทฯ จะขายหน่วยการผลิตเบียร์ยี่ห้อ Tecate ในเม็กซิโก ซึ่งมีการประเมินมูลค่าทุนประมาณ 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกเป็นหุ้นส่วนร้อยละ 20 ในบริษัท Heinekens ของเนเธอร์แลนด์ อันจะมีผลให้บริษัท Heinekens มีฐานการขายมั่นคงมากขึ้นในทวีปอเมริกา และเพิ่มสัดส่วนการครองตลาดการขายเบียร์เป็นร้อยละ 9.2 ใกล้เคียงกับผู้ขายเบียร์อันดับสอบของโลก

นาย Carlos Salazar ผู้บริหารของบริษัท FEMSA ได้เปิดเผยว่า รายได้ที่สืบเนื่องมากจากการขายกิจการครั้งนี้ จะนำไปขยายธุรกิจด้านการบรรจุขวด โดยมีแผนงานจะซื้อโรงงานบรรจุขวดของโคคาโคลาในแคนาดา ที่มีมูลค่า 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้บริษัท FEMSA ลดต้นทุนการผลิตและสร้างความยืดหยุ่นในการกระจายสินค้าเพิ่ม นอกจากนี้แล้ว บริษัท ฯ มีความสนใจที่จะซื้อกิจการบรรจุขวดในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอื่นเช่น ที่เอควาดอร์ อาร์เจนตินา บราซิล และฟิลิปินส์ โดยในครึ่งปีหลังนี้ จะมีการส่งคณะดูงานเดินทางไปศึกษาโอกาสการซื้อกิจการเกี่ยวกับการบรรจุขวดและศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจำหน่ายเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชีย


แหล่งข้อมูล:
http://www.reuters.com/article/idUSN1624532820100217
http://www.femsa.com/en/
Euromonitor, "Heinekens acquisition of FEMSA increases its exposure to key Latin American markets"

Opportunities for Thai Trade & Investment: Sugar market in Central America

ภาวะตลาดสินค้าน้ำตาลในภูมิภาคอเมริกากลาง

1) การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง

ประเทศนิคารากัวเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศอเมริกากลางที่เริ่มการผลิตน้ำตาลในภูมิภาคอเมริกากลาง เป็นเวลามาร้อยปีตั้งแต่ปี 2423 (คศ. 1880) และการเพาะปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลในภูมิภาคอเมริการกลางได้ขยายตัวไปยังประเทศกัวเตมาลา คอสตาริกา เอลซาวาดอร์ และฮอนดูรัส อย่างรวดเร็วในระยะเวลา 10 ปีต่อมา ในช่วงระยะปี 2523-2533 การผลิตน้ำตาลในภูมิภาคอเมริกากลางได้ขยายตัวมากขึ้น โดยในปี 2538 กลุ่มประเทศอเมริกากลางมีผลผลิตน้ำตาลรวมประมาณ 3 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการบริโภคภายในประเทศประมาณร้อยละ 46 และส่งออกส่วนที่เหลือ

ตลาดน้ำตาลในกลุ่มประเทศอเมริกากลางเป็นตลาดที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดโควต้าการผลิตรายปีให้กับโรงผลิตน้ำตาลแต่ละราย แต่การกระจายสินค้าเป็นความรับผิดชอบของโรงงานผู้ผลิตน้ำตาล ซึ่งเป็นรับทำการขายส่งไปยังตลาดย่อย ๆ ในปี 2537 โรงงานผู้ผลิตน้ำตาลได้เริ่มใช้ระบบการจ่ายเงินค่าปลูกอ้อยให้แก่ผู้ปลูก โดยจ่ายค่าการปลูกอ้อยตามคูณภาพของผลผลิตน้ำตาลที่ได้จากผลผลิตอ้อย ได้มีผลในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตอ้อย และเพิ่มการผลิตน้ำตาลได้มากขึ้น

กลุ่มประเทศอเมริกากลางพึ่ง การส่งออกน้ำตาลภายใต้ระบบโควต้าสิทธิพิเศษ (TQR) ของสหรัฐฯ เป็นกลไกสำคัญสำหรับตลาดการส่งออกน้ำตาล

2) ประเทศกัวเตมาลา

ประเทศกัวเตมาลาผลิตน้ำตาลในปี 2552 ได้ 2.25 ล้านตัน เป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 4 ในกลุ่มละตินอเมริกาทั้งหมด และส่งออกได้ประมาณ 1.5 ล้านตัน เป็นผู้ส่งออกอันดับ 4 ของโลก โดยมีการส่งออกน้ำตาลขาวมากขึ้น

ตลาดน้ำตาลขาวสำคัญของกัวเตมาลา ได้แก่ ประเทศชิลี จาไมกา ไฮติ และไต้หวัน ประเทศที่เป็นตลาดนำเข้าน้ำตาลดิบจากกัวเตมาลาได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเกาหลีใต้

มีพื้นที่การเพาะปลูกทั้งหมดประมาณ 220,000 เฮกเตอร์ เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ ๆ ได้รับการส่งน้ำโดยระบบชลประทาน ใน 3 ปีที่ผ่านมาได้มีการขยายพื้นที่การผลิตอ้อยปีละประมาณ 4000 เฮกเตอร์ แต่ผลผลิตปี 2552 ได้ลดลงเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

การขนถ่ายน้ำตาลขึ้นเรือของกัวเตมาลามีความทันสมัยมาก มีความสามารถบรรทุกน้ำตาลได้ 200,000 ตันต่อชั่วโมง และมีโกดังเก็บน้ำตาลที่มีความจุมากที่สุดในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง บรรจุได้ 365,000 ตัน ในปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดท่าเรือใหม่ ที่เมือง Puerto Quetzal ซื่งมีความสามารถขนถ่ายน้ำตาลในรูปแบบกระสอบละ 50 กิโล เพื่อขนถ่ายลงเรือคอนเทเนอร์ ความสามารถในการขนถ่ายรวมของท่าเคตซัลเท่ากับ 66,000 ตัน

กัวเตมาลามีโรงน้ำตาล 14 แห่ง ร้อยละ 82 ตั้งอยู่ในพื้นที่ ๆ ใกล้กับท่าเรืองเคตซัล โดยมีระยะเส้นทางเดินรถเฉลี่ยไม่เกิน 65 กิโลเมตร มีความสามารถในการผลิตรวมประมาณ 130,000 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้ มีอยู่ 5 โรงงานที่มีการผลิตเอลกอฮอล ความสามารถในการผลิตรวม 650,000 ลิตรต่อวัน เพื่อการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ประเทศอื่น ๆ ในอเมริกากลาง และเม็กซิโก โรงงานผลิตน้ำตาลอื่น ๆ กำลังพิจารณาการขยายการผลิตไปสู่การผลิตแอลกอฮอลและเอธานอล

อุตสาหกรรมน้ำตาลในกัวเตมาลาจ้างแรงงานโดยตรง 62,000 ตำแหน่ง โดยแจ้งแรงงานทางออ้มอีก 350,000 คน ซึ่งรวมชาวนาอ้อยประมาณ 33,000 คน ในปี 2551 ได้ให้ผลผลิตพลังงานเทียบเท่ากับ 298 เม็กาวัตต์ หรือร้อยละ 21 ของระบบพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ

รัฐบาลกัวเตมาลาเป็นผู้ควบคุมการขายส่งน้ำตาล โดยมีองค์กรการค้าน้ำตาล COMETRO ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปริมาณสต็อกน้ำตาลสำรองภายในประเทศด้วย หน่วยงานสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ สภาน้ำตาล ASAZGUA และหน่วยงานวิจัยเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล CENGICAÑA ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ผู้เพาะปลูกและทำการผลิตน้ำตาล

การนำเข้าน้ำตาลเข้าประเทศกัวเตมาลาต้องเสียภาษีนำเข้า ร้อยละ 20 และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพและอาหาร นั่นคือ ต้องมีการเติมใส่วิตามินเอในตัวน้ำตาลสำเร็จรูป และในปีการผลิต 2553 กระทรวงเศรษฐกิจกัวเตมาลาได้คาดว่าจะมีการขาดแคลนน้ำตาลประมาณ 50,000 ถึง 100,000 ตัน เนื่องจากผลผลิตไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย และจะมีปริมาณไม่เพียงพอกับการบริโภคภายใน

3) ประเทศฮอนดูรัส

ประเทศฮอนดูรัสมีพื้นที่การเพาะปลูกอ้อยประมาณ 51,000 เฮกเตอร์ และมีผลิผลิตน้ำตาลประมาณ 401,000 ตันในปี 2552 ในปีเดียวกันนั้น ได้มีการส่งออกน้ำตาลได้ 93,000 ตัน อุตสาหกรรมน้ำตาลในฮอนดูรัสจ้างแรงงานโดยตรง 25,000 ตำแหน่ง และช่วยเหลือแรงงานโดยทางอ้อมอีก 100,000 คน

โรงงานน้ำตาลในฮอนดูรัสมี 7 แห่ง รวมตัวเป็นสมาคมผู้ผลิตน้ำตาล (APAH) โรงงานผลิตน้ำตาลเป็นเจ้าของพื้นที่การเพาะปลูกอ้อยในสัดส่วนร้อยละ 50 โดยอีกร้อยละ 50 กระจายการถือครองไปตามผู้ผลิตอิสระ โรงน้ำตาลเหล่านี้ผลิตพลังงานใช้เอง และจำหน่ายพลังงานส่วนเกินให้แก่องค์กรไฟฟ้าของฮอนดูรัส รัฐบาลฮอนดูรัสไม่มีนโยบายที่ควบคุมหรือส่งเสริมการผลิตน้ำตาล คาดว่าผู้ผลิตได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินจากสหรัฐฯ ในการหาเงินทุนหมุนเวียน ชดเชยช่วงการผลิตไม่พอเพียงโดยสภาพอากาศ

4) ประเทศเอลซาวาดอร์ คอสตาริกา และเบลิซ

เอลซาวาดอร์เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง มีโรงผลิตน้ำตาล 10 แห่ง โดยมีโรงงานของรัฐ 4 แห่งและอีก 6 แห่งเป็นของเอกชน ทั้งนี้ รัฐบาลเอลซาวาดอร์กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการขายโรงน้ำตาลของรัฐที่มีอยู่ เอลซาวาดร์สามารถส่งออกน้ำตาลได้ประมาณ 300,000 ตันในสามปีที่ผ่านมา

ประเทศคอสตาริกาผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 300,000 ตัน โดยการผลิตน้ำตาลได้รับการควบคุมการผลิตโดยองค์กร LAICA ได้เริ่มการส่งออกในปี 2552 เป็นการส่งออกผลผลิตเกือบทั้งหมด

เบลิซเป็นผู้ผลิตรายเล็กที่สุด ผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 100,000 ตัน เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกในรูปแบบของ molasses ไปยังตลาดไฮติ เป็นสำคัญ นอกจากนั้น พึ่งการใช้โควต้าพิเศษจึงมีการส่งออกบ้างไปยังตลาดสหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก และยุโรป มีโรงงานน้ำตาล 2 แห่ง คือ Belize Sugar Industry และ Tower Hill ต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง

ข้อคิดเห็น:

การมองภาวะตลาดของกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ต้องพิจารณาในลักษณะตลาดรวมกลุ่มทั้ง 6 ประเทศ ในภาคการผลิตและการส่งออกน้ำตาลนั้น กลุ่มประเทศอเมริกากลางมีศักยภาพพัฒนาเป็นผู้ผลิตน้ำตาลที่สำคัญ และมีศักยภาพเป็นผู้ผลิตเอธานอลในภูมิภาคที่สำคัญรองจากสหรัฐฯ และบราซิล เพราะสัดส่วนการส่งออกน้ำตาลมีมากกว่าความต้องการภายใน ไม่ได้เป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศหรือกลุ่มเป็นสำคัญในลักษณะของตลาดน้ำตาลในเม็กซิโก การแสวงหาโอกาสร่วมทุนกับผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศกลุ่มอเมริกากลางจึงน่าจะมีศักยภาพมากกว่าการร่วมลงทุนในตลาดเม็กซิโกหากเป็นการลงทุนเพื่อการส่งออกน้ำตาลหรือเอธานอลไปยังประเทศอื่น ๆ

รายซื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ส่งออก/นำเข้าน้ำตาลในภมิภาคอเมริกากลาง:

1. ASAZGUA (Azugar de Guatemala). Address: 5 av 5-55 zona 14, Edifico EuroPlaza Torre 3, Niveles 17 y 18.
Tel: (502) 2386-2000
Email: asazgua@azucar.com.gt
Website: http://www.azucar.com.gt/index.html

2. CENGICAÑA. Address: 5ª. Av. 5-55 zona 14, Europlaza, Torre 3, Nivel 18, Guatemala C. A,
Tel.: (502)2386-2201
Fax. (502)2386-2205
E-mail: cengicana@azucar.org
Website: http://www.cengicana.org/Portal/Home.aspx

3. Pantaleón. Address: Diagonal 6, 10-31 Zona 10, Centro Gerencial Las Margaritas, 01010 Guatemala, Guatemala
Tel. (502) 2 277-5100
Fax (502) 2 334-7238, 2 332-1192
Website: http://www.pantaleon.com/

4. Expogranel, S.A. Address: 5ª Avenida 5-55 zona 14, Europlaza World Business Center, Torre 3, nivel 18, Guatemala, Guatemala
Tel: (502) 2386-2000
Fax: (502) 2386-2051
Website: http://www.expogranel.com/index.php

5. Ingenio Palo Gordo, S.A. Address: 7 Avenida 12-23, Zona 9, Edif. Elisa, Nivel 2, 3H, Guatemala.
Tel: (502) 2334-1586, 2334-1184
Fax: (502) 2331-2568
Email: info@palogordo.com
Website: http://www.palogordo.com/

6. Centro Agro Industrial Guatemal, SA. Ingenio Madre Tierra. Address: MK 94.5, Carretera 9, Maztenago, Santa Lucia Cotz, Escuintla, Guatemala.
Website: http://www.madretierra.com.gt/index.html

7. APAH (Azugar de Honduras). Contact Tel: 239-4933 y 239-4934
Website: http://www.azucar.hn/

8. LAICA (Liga Aricola Industrial de la Caña de Azugar), Costa Rica. Contact Tel: (506) 2284-6039 / 2284-6032 Fax: (506) 2222-7973
Email: mercadeo@laica.co.cr
Website: http://www.laica.co.cr/

แหล่งข้อมูล:

“Sugar and Sweeteners Outlook” (pdf),  Economic Research Servicde, USDA
"Sugar Annual: Guatemala" (pdf), USDA Foreign Agricultural Service
"Sugar Annual: Honduras" (pdf), USDA Foreign Agricultural Service
Asociacionazucarera.com
www.sugaralliance.org
"Los Nuevos Sinsabores del Azucar", Martes Financiero

Wednesday, March 17, 2010

Opportunities for Thai Trade & Investment: Jewelry market in Mexico

ข้อมูลตลาดสินค้าอุตสาหกรรมเครื่องประดับในเม็กซิโ

1. ภาวะตลาด
1.1.  การบิรโภค
รูปแบบสินค้า: ชาวเม็กซิกันนิยมการซื้อเครื่องประดับแหวนทองเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นเครื่องประดับที่ซื้อกันเป็นประจำสำหรับงานหมั้นและงานแต่งงาน นอกจากนี้แล้ว ยังมีงานฉลองการออกวัยสาวอายุ 15 ปี ซึ่งจะนิยมซื้อเครื่องประดับเป็นแหวน สร้อยคอ สร้อยมือ หรือจี้เป็นของขวัญให้เจ้าของงาน รองจากแหวนทองงานหมั้นหรืองานแต่ง หญิงสูงอายุระหว่าง 40-60 จะนิยมซื้อแหวนทองที่มีหินมีค่า หรือแหวนที่ออกแบบทันสมันเป็นเครื่องประดับเพิ่มเติม หญิงสาววัยน้อยกว่า 40 หรือผู้ที่มีรายได้ปานกลางจะนิยมซื้อเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับที่เป็นที่นิยมรองจากแหวน ได้แก่ สร้อยคอ จี้ และสร้อยข้อมือ
ชาวเม็กซิกันทั้งหญิงและชายนิยมซื้อเครื่องประดับ เป็นที่สังเกตว่าชายชาวเม็กซิกันนิยมใส่แหวนหรือสร้อยคอมากกว่าชายชาวเอเชีย
เครื่องประดับเงิน: การซื้อใช้เครื่องประดับเป็นคุณค่าที่มีมาแต่ดั้งเดิมตั้งแต่ยุคอารยธรรมพื้นเมืองโบราณ ทั้งนี้ มีการขุดเหมืองแร่เงินและทองมาเป็นกว่า 700 ปี และมีการแกะลายหิน obsidian และ jadite เป็นเครื่องประดับและเครื่องมือหลากลายประเภทสืบทอดมาเป็นพันปี ในปัจจุบันยังคงมีการผลิตและมีความนิยมซื้อสร้อยทองและเครื่องประดับเงินในรูปแบบโบราณอยู่ โดยเฉพาะในชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย  สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงได้เริ่มมีความนิยมแสวงหาเครื่องประดับที่มีการออกแบบโดดเด่น และมีความนิยมเครื่องประดับยี่ห้อต่าง ๆ ที่นำเข้าจากยุโรปและสหรัฐฯ  โดยมียี่ห้อที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Tous, Tiffany, Gucci, Cartier, Christian Dior, Swatch และยี่ห้อเม็กซิกัน Tane และ Taxco
นอกจากแหล่งการค้าดั้งเดิมที่เมือง Taxco แล้ว เมือง Guadalajara และ Puebla ได้เริ่มพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขายเงิน ช่างเครื่องประดับเงินของเม็กซิโกที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ (vintage silver) ที่เป็นที่นิยมของผู้ที่สะสมเครื่องประดับเงินจากเม็กซิโกได้ สามารถหาซื้อได้จากเวปไซท์ขายเครื่องเงิน และตามร้านขายเงินในเมือง Taxco ได้แก่ William SpratlingMargot de Taxco, Antonio Pineda (Plaza Borda), Sigi Pineda, Hector Aguilar, Los Castillo (Plazuela Bernal 10) และ Los Ballesteros
ยี่ห้อเครื่องประดับเงินนำสมัยที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีร้านบูติกหรือแฟรนไชส์กระจายทั่วประเทศเม็กซิโกหลายแห่ง ได้แก่
Daniel Espinosa,   Tane,   Berger,  Bizarro และ  Tanya Moss
เครื่องประดับทอง  ส่วนใหญ่จะนิยมทอง 18K  เพราะราคารย่อมเยากว่า ทอง 22K ซึ่งอาจจะมีขายในร้านระดับสูง หรือมียี่ห้อ ไม่มีทอง 24K ขาย
อัมพัน เมือง Chiapas ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลให้เป็นศูนย์กลางการขายอัมพันและเครื่องจากอัมพัน (amber) โดยรัฐ Chiapas มีการผลิตอัมพันมากที่สุดในประเทศ

1.2.  พฤติกรรมผู้บริโภค
การกำหนดราคาขาย: ราคาเงินและทองจะแปรปรวนตามราคาตลาดโลก ร้านทองจะมีการประกาศราคาทองต่อวันหน้าร้าน ร้านเงินไม่มีการประกาศราคา แต่จะทำการคำณวนให้เห็นกับเครื่องคิดเลข ลูกค้าต้องติดตามราคาเอง

1.3.  การผลิต
สำนักส่งเสริมการส่งออกเม็กซิโก (Promexico) ได้รายงานว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจขายเครื่องประดับประมาณ 12,000 แห่ง โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นผู้ส่งออกประมาณ 1,500 ราย รัฐที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับ ได้แก่ รัฐฮาลิสโก เกอเรโร พัวเอบลา ฮัวนาวัดโต นัวโว ลีออน กรุงเม็กซิโก และรัฐเม็กซิโก
การผลิตเครื่องประดับในรัฐฮาลิสโกเป็นการผลิตในรูปแบบดีไซน์เม็กซิกันดั้งเดิม และผู้ผลิตมักจะเป็นผู้ประกอบการช่างฝีมือขนาดเล็ก
การประเมินมูลค่าของเครื่องประดับที่ผลิตภายในประเทศในปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 72.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

1.4.  แหล่งวัตถุดิบ เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตเงินอันดับสองของโลกรองจากประเทศเปรู ปริมาณการผลิตประมาณ 104 ล้านเอานซ์ หรือประมาณร้อยละ 15 ของโลก  ผู้ผลิตแร่เงินรายใหญ่ของเม็กซิโก ได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมม Peñoles,  Sombrerete และ Fresnillo เหมืองขุดเงินสำคัญ ๆ ตั้งอยู่ที่รัฐ Zacatecas เป็นส่วนใหญ่ บริษัททั้งสามแห่งนี้ มีการขุดแร่ประเภทอื่น เช่น ทองคำ และทองแดงควบคู่ไปกับการผลิตแร่เงิน โดยในปี 2522 เม็กซิโกผลิตแร่เงินได้จำนวน 99.2 ล้านออนซ์ (3085 ตัน) ในปี 2547 ผลิตกทองแดงได้ 318500 ตัน และในปี 2549 ผลิตทองได้ 35 ตัน  รัฐเชียพัสเป็นแหล่งที่ให้ผลผลิตอัมพันอันมีค่าแห่งหนึ่ง 
การส่งเสริมจากรัฐ  รัฐบาลเม็กซิโกพึ่งมาตื่นตัวเกี่ยวกับการเสริมผู้ผลิตเครื่องประดับในไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการส่งเสริมด้านดีโซน์ และการพาผู้ส่งออก ผู้ผลิตไปร่วมงานแสดงในต่างประเทศ รายงานของกระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก ได้รายงานว่าตลาดภายในประเทศไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ และมีแนวโน้มในตลาดโลกว่า การส่งออกเครื่องประดับจะมีแนวโน้มลดน้อยลง ในขณะที่ประเทศที่ตลาดภายในที่เข้มแข็ง เช่น จีน รัสเซีย มีแนวโน้มว่าจะเน้นการพัฒนาตลาดภายในเพิ่มขึ้น เม็กซิโกจึงควรจะให้ความสนใจกับตลาดภายในมากขึ้น  นอกจากนี้แล้ว ผู้ผลิตและผู้ค้าเครื่องประดับเม็กซิกันขาดประสงการณ์ในการประสานงานปริมาณเก็บในสต็อกกับความต้องการตลาด ผนวกกับขาดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มของราคาของเงินและทองในระดับโลก ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญของผู้ค้าขายเครื่องประดับในยุคปัจจุบัน

1.5. การนำเข้า
การนำเข้าเครื่องประดับโลหะมีค่า: HS 7113 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ

2007

2008

2009

2007

สัดส่วน

2009
อัตราการเปลี่ยนแปลง
2008
-  09/08 
0
--โลก--             
357.913
290.617
372.853
100
100
100
28.3
1
สหรัฐฯ       
242.685
198.496
307.397
67.81
68.3
82.45
54.86
2
อิตาลี        
58.616
28.530
26.785
16.38
9.82
7.18
-6.12
3
เสปน             
18.731
23.297
12.593
5.23
8.02
3.38
-45.95
11
ไทย                
1.945
1.755
1.135
0.54
0.6
0.3
-35.33

การนำเข้าทองคำ: HS 7108 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ
 การนำเข้า
 สัดส่วน (%)
% Change
2007
2008
2009
2007
2008
2009
-  09/08  -
0
-- โลก --
344.988
317.603
144.202
100
100
100
-54.6
1
สหรัฐฯ
120.744
106.013
96.035
35
33.38
66.6
-9.41
2
กัวเตมาลา
103.339
114.326
17.746
29.95
36
12.31
-84.48
3
สิงคโปร์
12.264
14.961
13.897
3.56
4.71
9.64
-7.11



การนำเข้าเพชร: HS 7102 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ

2007

2008

2009
สัดส่วน (%)
2007
2008
2009
0
-- โลก --             
191.207
154.838
107.020
100
100
100
1
อินเดีย                 
129.216
102.470
60.487
67.58
66.18
56.52
2
สหรัฐฯ         
37.506
23.645
18.404
19.62
15.27
17.2
3
แคนาดา             
19.525
24.017
17.610
10.21
15.51
16.46
14
ไทย              
0.000
0.018
0.003
0
0.01
0

การนำเข้าเครื่องประดับเลียนแบบ: HS 7117 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ
 การนำเข้า 
 % สัดส่วน
2007
2008
2009
2007
2008
2009
0
--โลก--
59.617
68.952
57.907
100
100
100
1
จีน
35.191
38.991
31.776
59.03
56.55
54.87
2
สเปน
4.061
6.383
6.329
6.81
9.26
10.93
3
สหรัฐฯ
6.668
6.381
4.712
11.19
9.25
8.14
4
ไทย
1.146
1.860
2.717
1.92
2.7
4.69

การนำเข้าเงิน: HS 7106 (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อันดับ

ประเทศ
  การนำเข้า 
 % สัดส่วน 
2007
2008
2009
2007
2008
2009
0
--โลก--             
65.350755
86.898249
45.81443
100
100
100
1
สหรัฐฯ          
25.68431
31.849369
20.719965
39.3
36.65
45.23
2
สหราชอาณาจักร        
0.093943
0.084029
16.569903
0.14
0.1
36.17
3
โบลีเลีย         
0
9.066496
4.56901
0
10.43
9.97
25
ไทย            
0
0
0.000153
0
0
0

2.6. การส่งออก
ในปี 2552 เม็กซิโกเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับอันดับที่ 16 ของโลก มูลค่าการส่งออก 5.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

2. ช่องทางการตลาด
การกระจายการขายสินค้าเครื่องประดับจากผู้นำเข้าและผู้ผลิต ต้องผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก ร้านค้าเครื่องประดับที่มีเครือข่ายยีห้อ ศูนย์การจำหน่ายเครื่องประดับตามเมืองใหญ่ ๆ และ aboneros ในกรุงเม็กซิโก มีศูนย์จำหน่ายสำคัญ คือ ร้านค้าในลานกลางเมือง (Zocalo) ตลาด San Angel ตลาดในย่าน Zona Rosa และร้านค้าในถนน President Masaryk และตลาด Cuidadela

3.  เงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า
3.1. มาตรฐานสินค้าและภาษีนำเข้า
ประเทศที่มีข้อตกลงการค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ได้แก่ แคนาดา สหรัฐฯ โบลีเวีย ชิลี คอสตาริกา และนิคารากัว
ประเทศโคลัมเบียบและเวเนซูเอลา เสียภาษีร้อยละ 2.8-3.6
ภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในหมวด HS 71 สำหรับประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย ร้อยละ 16
 แหล่งตรวจสอบอัตราภาษี ได้แก่  http://www.siicex-caaarem.org.mx/

4. โอกาสทางการค้าของไทย

ตลาดเครื่องประดับในเม็กซิโก เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง  มีการแข่งขันสูงโดยยี่ห้อที่มีซื่อเสียงครองตลาดอยู่ แต่เป็นตลาดที่กำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบการขยายสมัยใหม่ ที่การสร้างแบรนด์ การติดตามความนิยมของลูกค้า และการเสนอแบบดีไซน์ที่ประทับใจเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีผู้ที่เข้ามาใหม่สามารถเจาะเข้าตลาดได้ง่ายขึ้นหากจับจุดการขายได้ถูกจุด  อีกทั้ง ไม่ควรมองข้ามการขายผ่านตัวแทนการขาย

5.  รายชื่อห้างสรรพสินค้าเม็กซิกันที่นำเข้าเครื่องประดับ
  
6.1. SERVICIOS LIVERPOOL, S.A. DE C.V.
Contact person: Mr.Rafael Alatriste / Purchase Manager
Address: Mariano Escobedo 425, piso 1, Col. Chapultepec Morales, México, D.F. 11560

Tel. (55) 53 28 65 00, 53 28 64 00 Ext. 6720
Fax: (55) 55 31 72 54


6.2. EL PALACIO DE HIERRO
Contact person: Mr. Marco A. Amezcua / Manager
Address: Durango 230, Col. Roma, México, D.F. 06700
Tel. (55) 55 25 90 00
Fax. (55) 55 33 01 77
Website: www.elpalaciodehierro.com


6.3. CARREFOUR DE MÉXICO, S.A. DE C.V.
Contact person: Mr. Laurent Bendavid / Purchase Manager
Address: 16 de Septiembre 346, piso 2, Centro, Cuautitlán, México, 54800
Tel. (55) 58 99 26 00 Ext. 2697, 58 99 26 97
Fax: (55) 58 99 26 12
Website: http://www.carrefour.com.mx


6.4. BODEGA AURRERÁ
Contact person: Ms. Gabriela Calderón Orozco / Imports Coordinator
Address: Av. Universidad 936 A, Col. Santa Cruz Atoyac, México, D.F. 003310
Tel. (55) 54 20 02 00 Ext. 5087
Fax. (55) 54 20 03 56


7. รายชื่อผู้ทำการค้าเครื่องประดับเงินสำคัญ

7.1. Daniel Espinosa
Address: Moliere 222, Collosmorales, Sección Palmes, Mexico DF. 11520
Tel: 52 83 72 00 ext. 7115
Website: www.danielespinosa.com


7.2. Tane
Address: President Masaryk 430, Col. Polanco, Mexico DF. 11560
Tel: 5282 6200
Website: www.tane.com.mx


7.3. Berger
Address: President Masaryk 438, Polanco, Mexico DF 11560
Tel. 5281 4122
Website: www.berger.com.mx


7.4. Bizzarro
Address: Av. Juárez # 76 Loc. B 22 PB. Col. Centro, México, D.F. 06050
Tel: (01-55) 55.18.70.15
Website: http://www.joyeriasbizzarro.com/

7.5. Tanya Moss
Address: Bosques de Duraznos 39, Loc C4, Bosques de las Lomas, México. DF CP 11700
Tel: 52 45 24 39
Website: http://www.tanyamoss.com/


7.6. Ezequiel Tapia
Address: Plaza Borda No. 7 Centro, Taxco, Guerrero, México. 40200
Tel.: +52 (762) 622-1187 y 622-0288
Fax. +52 (762) 627-4257
Website: www.ezequiel-tapia.com


7.7. Vibe Joyas
Address: Centro Joyero Galería, República #50 Local 226, Col. Centro, Guadalajara, Jalisco, México 44360
Tel +52 (33) 3837 1226
Fax: +52 (33) 3837 1227


8. รายชื่องานแสดงสินค้าเครื่องประดับที่สำคัญ

8.1. PRIMERA SEMANA DE DISEÑO DE JOYERIA
Dates: July every year
Site: Guadalajara, Jalisco (México)
Telephone: 52 (33) 31 21 92 38 Ext. 127

Fax. 52 (33) 31 21 02 99 / 36 47 00 39
Organizer: Cámara de Joyería de Guadalajara, Jalisco (México)
Contact person: Ms. Rubí Cibrián

E-mail: exposiciones@camaradecomercio.com.mx
Homepage:www.camaradejoyeria.com.mx

8.2. JOYA 2002
Date: October every year
Site: Centro de Exposiciones Expo-Guadalajara
Telephone: 52 (33) 31 21 92 38 Ext. 108
Fax: 52 (33) 31 21 02 99 / 36 47 00 39
Organizer: Cámara de Joyería de Guadalajara, Jalisco (México)
Contact person: Ms. Mabel Guzmán
E-mails: crijpej@infosel.net.mx / crijpej@vianet.com.mx/desarrolloindustrial@camaradejoyeria.com.mx
Homepage: www.camaradejoyeria.com.mx / www.camaradejoyeria.com.mx/expo


8.3. EXPO AMBAR
Date: July/August every year
Site: San Cristóbal de las Casas, Chiapas
Telephone: (962) 6 25 56 55 Ext. 2100
Organizer: Secretaría de Desarrollo Económico
Contact person: Ms. Ana Núñez / Tel. (962) 6 25 56 55 Ext. 2100
E-mails: amng@sde-chiapas.gob.mx
Homepage: www.expo-ambar.com.mx


9. รายชื่อหอการค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ

9.1. CANACO – CAMARA NACIONAL DE COMERCIO DE LA CIUDAD DE MEXICO
Address: Paseo de la Reforma No. 42, Centro, México, Distrito Federal 06048
Tel. (55) 55 92 26 77
Fax. (55) 57 03 29 58
E-mail: desacom@ccmexico.com.mx
Website: http://www.ccmexico.com.mx


9.2. CONCANACO- CONFEDERACION DE CAMARAS NACIONALES DE COMERCIO, SERVICIOS Y TURISMO
Address: Balderas No. 144 piso 3, Col. Centro, México, Distrito Federal 06079
Tel. (55) 57 09 04 33 / 0373 / 1117 / 1164
Fax. (55) 57 09 11 77
E-mail: concanaco@uninet.net.mx


9.3. COMCE- CONSEJO MEXICANO DE COMERCIO EXTERIOR (Mexican Council Of External Commerce)
Address: Eugenio Sue No. 9, Col. Polanco, México, Distrito Federal 11560
Tel. (55) 52 81 05 95 / 52 81 10 06 / 52 81 10 14
Fax. (55) 52 81 29 18 / 52 81 28 51/ (55) 52 81 59 08
E-mail: comce@comce.org.mx

9.4. ANIERM – ASOCIACION MEXIANA DE IMPORTADORES Y EXPORTADORES DE LA REPUBLICA MEXICANA / National Association of Mexican Importers and Exporters
Address: Monterrey No. 130, Col. Roma, México, Distrito Federal 06700
Tel. (55) 55 64 86 18 / (55) 55 84 95 22
Fax. (55) 55 84 53 17
E-mail: anierm@interconection.com
Website: http://www.anierm.interconection.com


9.5. CAMARA REGIONAL DE LA INDUSTRIA DE JOYERIA Y PLATERIA DEL ESTADO DE JALISCO – CRIJPEJ DE GUADALAJARA / Regional Chamber of Jewellery Industry and Silver of Jalisco State – CRIJPEJ de Guadalajara
Address: Topacio No. 2486, Col. Fracc. Verde Valle
Telephone: 52 (33) 31 21 92 38 / 31 21 92 69
Fax. 52 (33) 36 47 00 39
Contact person: Ms. Rubí Cibirán Suárez
E-mail: capacitacion@camaradejoyeria.com.mx
Hompage: www.camaradejoyeria.com.mx


9.6. CAMARA NACIONAL DE PLATA Y JOYERIA / National Chamber of Silver and Jewellery
Address: Reynosa No. 13, Col. Condesa, México, D.F. 06100
Tel. (55) 55 16 17 71
Fax. (55) 55 16 10 67
E-mail: mailto:plater%C3%ADa@df1.telmex.net.mx


9.7. CAMARA REGIONAL DE LA ORFEBRERÍA OAXAQUEÑA / Regional Chamber of Oaxaca’s Silver-Gold Work
Address: 20 de Noviembre No. 809, Int. 3, Col. Centro, Oaxaca, México 68000
Tel. (951) 514- 54 21
Fax. (951) 5 14 -54 21


9.8. ASOCIACIÓN MEXICANA DE FABRICANTES DE JOYERIA Y DISTRIBUCIÓN DE RELOJERIA / Mexican Association of Jewellery Manufacturers and Watch Shops
Address: Fco. I. Madero No. 16-301, Col. Centro, México, D.F. 06000
Tel. (55) 55 12 17 03 / 55 12 17 04
Fax. (55) 55 12 17 18 / 55 12 17 19
E-mail: amefjo@joyasyjoyas.com



แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
"The 2009 import and export market for gold", researchandmarket.com
"Joyeria importada mexicana", raulybarra.com
www.icex.esf (pdf)
www.economia.gob.mx