Google Website Translator

Friday, April 22, 2011

Country Profile: Costa Rica 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศคอสตาริกา


คอสตาริกา เป็นประเทศในภูมิภาคอเมริกากลาง มีอาณาเขตจรดประเทศนิการากัว ทางทิศเหนือ จรดประเทศปานามา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และจรดทะเลแคริบเบียนทางทิศตะวันออก
1.2 ชื่อเป็นทางการ Costa Rica
1.3 เมืองสำคัญ
  • San Jose (เมืองหลวง) บริการการเงิน การค้าและการท่องเที่ยว อีเลคทรอนนิกส์
  • Puerto Limon และ Caldera เมืองท่า
  • Cartago สินค้าเกษตร บริการและการค้า การศึกษา
  • Alajuela สนามบิน
1.4 ขนาดพื้นที่ 51,100 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับ 129 ขนาดพื้นที่เทียบเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของประเทศไทย มีสภาพภูมิศาสตร์ทำให้มีพืชพันธุ์ไม้อุดมสมบูรณ์ที่ไม่สามารถพบได้ในประเทศอื่น มีพื้นที่เป็นเขตป่าสงวนมากถึง 25% ของประเทศห้ามทำลายอย่างมาก

1.5 ประชากร 4.5 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานไฟฟ้า

1.7 ประวัติศาสตร์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้ค้นพบคอสตาริกาในปี คศ. 1502 โดยได้รับการต้อนรับจากคนพื้นเมืองอย่างเป็นมิตร ได้รับเอกราชจากสเปนในปี คศ. 1821

เชื้อชาติ คนผิวขาวและผสมที่เรียกว่า mestizo ร้อยละ 94 คนผิวดำร้อยละ 3% คนพื้นเมืองดั้งเดิม ร้อยละ1 คนจีนร้อยละ 1
ศาสนา คริสต์คาตอลิกส์
ภาษา เป็นภาษาสเปน

1.8 ระบอบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครอง สาธารณรัฐ ประธานาธิบดี นาย Oscar ARIAS Sanchez (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549) มีวาระ 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบรัฐสภาเดียว มีสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง 57 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ฝ่ายตุลาการ ศาลสูงสุดของประเทศ (Supreme Court) มาจากการเลือกตั้งโดย สมาชิกสภานิติบัญญัติ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไป กุมภาพันธ์ 2548 พรรคการเมืองสำคัญ Social Christian Unity Party (PUSC) (พรรครัฐบาล) Democrat Party National Liberation Party National Patriot Party

การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2549 ทำให้พรรค Citizen Action Party ซึ่งเป็นพรรคนิยมซ้าย สามารถเข้าไปมีบทบาทเป็นพรรคฝ่ายค้านเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของคอสตาริกา โดยในอดีตนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 คอสตาริกาถูกปกครองโดยพรรคการเมือง 2 พรรคได้แก่ พรรค PLN และพรรค PUSC ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลชุดก่อน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกระแสความนิยมของชาวคอสตาริกาที่มีต่อพรรคที่มีอุดมการณ์สังคมนิยมที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศอื่นในลาตินอเมริกา เช่น ชิลี และโบลิเวีย

ประธานาธิบดี Arias ประกาศจะให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ – อเมริกากลาง (US-CAFTA) และดำเนินการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ การแปรรูปกิจการโทรคมนาคมและพลังงาน รวมทั้งได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตราความยากจนของประชาชนคอสตาริกาลงอย่างน้อยร้อยละ 1 ต่อปี ปรับปรุงระบบการศึกษาและกำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับจนถึงอายุ 17 ปี ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศตามระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก และขยายการจัดทำความตกลงเสรีทางการค้า อาทิ การเจรจา FTA ระหว่างกลุ่มประเทศอเมริกากลางและ EU และการเจรจา FTA กับปานามา (ปานามาเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าอาหารและเวชภัณฑ์)

1.11 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางการเดินทางแบบถนน 35,330 กิโลเมตร ทางรถไฟ 278 กิโลเมตร ทางน้ำ 730 กิโลเมตรที่ใช้เดินเรือได้เฉพาะเรือขนาดเล็ก สนามบิน 151 แห่ง มีท่อส่งแก๊ซและน้ำมัน 796 กิโลเมตร ท่าเรือสำคัญ 2 แห่ง

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศคอสตาริกา

ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคอสตาริกาประจำเดือนธันวาคม 2553 ชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศยังเติบโตต่ำ และเป็นไปในแนวทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวลดลงเรื่อยๆ ตลอดปีที่ผ่านมา เมื่อเดือนธันวาคม 2553 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลดลงอีก 2.3% จากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี มีบางภาคเศรษฐกิจที่ยังคงขยายตัวได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ ซึ่งขยายตัว 9.10% รวมทั้งอุตสาหกรรมการขนส่ง การสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งขยายตัว 6.42% ส่วนภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ในขณะที่ภาคธุรกิจก่อสร้าง การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคการเหมืองแร่ และเหมืองหินมีอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบ

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปี 2553 คอสตาริกามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 4.584 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศคอสตาริกา

ภาคบริการมีความสำคัญเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.8 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22.9 และภาคเกษตรร้อยละ 6.3  สินค้าเกษตรสำคัญได้แก่ กล้วย (คอสตาริกาเป็นผู้ส่งออกกล้วยมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากเอกวาดอร์) กาแฟ เมล็ดโกโก้ ข้าว และถั่ว สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญคือ สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ เคมีภัณฑ์และสินค้าพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าบริการสำคัญคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (ทำรายได้เข้าประเทศกว่า ร้อยละ 60)

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศคอสตาริกา

มุลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในคอตาริกาในปี 2553 เท่ากับ 13.92 พ้นล้านเหรียญฯ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของคอสตาริกา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศคอสตาริกา

ในปี 2553 คอสตาริกามีการส่งออกมูลค่า 10.1 พันล้านเหรียญฯ และการนำเข้า 13.32 พ้นล้านเหรียญฯ ประเทศคู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 35.61 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 12.82 จีนร้อยละ 11.81 และเม็กซิโก ร้อยละ 4.2 สินค้าส่งออกสำคัญคือ กล้วย สัปปะรด กาแฟ เมลอน พืชตกแต่ง น้ำตาล เนื้อวัว อาหารทะเล สินค้าอีเล็คตรอนิกส์ สินค้าเภสัช คู่ค้าการนำเข้าได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 44.72 เม็กซิโก ร้อยละ 7.65 เวเนซุเอล่า ร้อยละ 5.56 จีนร้อยละ 5.15 และญี่ปุ่นร้อยละ 4.36 นำเข้าที่สำคัญคือ วัตถุดิน สินค้าบริโภค สินค้าทุน น้ำมัน และสิ่งก่อสร้าง

3.2 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

คอสตาริกาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบ Organization of the American States (OAS) และความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันประเทศซึ่งคอสตาริกาได้ยกเลิกกองกำลังทหาร ตั้งแต่ปี 2492 นอกจากนี้แล้ว คอสตาริกายังให้ความสำคัญกับการต่อต้านการค้ายาเสพติด โดยเป็นประเทศแรกในอเมริกากลางที่ลงนามใน Maritime Counter-Narcotics Agreement กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความร่วมมือเพื่อต่อต้านการลักลอบขนส่งยาเสพติดในน่านน้ำคอสตาริกา

ความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีที่คอสตาริกาเป็นภาคีร่วมมี

1. CAFTA-DR (ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประเทศอเมริกากลาง และสาธารณรัฐคอมินิกัน กับสหรัฐอเมริกา) ลงนามเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 มีผลบังคับในคอสราริกาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอเมริกากลางเป็นตลาดส่งออกอันดับสามในกลุ่มละตินอเมริกาสำหรับสหรัฐฯ หลังจากเม็กซิโกและบราซิล การส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศ CAFTA-DR มีมูลค่า 26.3 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2551

2. ความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับกลุ่มประเทศคาริเบียน (CARICOM) ลงนามเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 มีผลบังคับในคอสตาริกาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 โดยมีเงื่อนไขความตกลง 4 ระดับซึ่งเจรจากันระหว่างแต่ละประเทศอีกต่างหาก ได้แก่ การเปิดเสรีอัตโนมัติ การลดภาษีใน 4 ปี ข้อยกเว้นเป็นรายสินค้า และข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรตามฤดูกาล

สำหรับความตกลงเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคี คอสตาริกาได้ลงนามความตกลงไว้ 5 ประเทศ คือ กับเม็กซิโก (มีผลบังคับตั้งแต่ปี 2538) แคนาดา (2544) ชิลี (2545) สาธารณรัฐดอมินิกัน (2538) และปานามา (2551) และได้เริ่มกระบวนการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับ ประเทศจีน เมื่อปี 2550 และกับสหภาพยุโรป (AACUE) เมื่อปี 2549

ความตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ICC/CBI (Carribean Basin Initiative-1983), GSP-Europe และ ALCA/FTAA (Free Trade Areas of the Americas-1994)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับคอสตาริกา

ประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับคอสตาริกา เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2516 โดยแต่งตั้งให้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก (นายระวี หงส์ประภาส) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำคอสตาริกาอีกตำแหน่งหนึ่ง และแต่งตั้งนาย Juan Carlos Morales เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำคอสตาริกา แต่ต่อมา เมื่อรัฐบาลมีดำริเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา จึงมีการปรับเขตอาณาสถานอกอัครราชทูตในลาตินอเมริกา โดยได้ปรับให้คอสตาริกาอยู่ในความดูแลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก

ประเทศคอสตาริกาได้เปิดสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 โดยมี ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์

ความตกลงที่ไทยมีกับคอสตาริกาได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันสำหรับหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ (หนังสือเดินทางพิเศษ) ลงนามเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2548

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับคอสตาริกา

ในปี 2553 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับคอสตาริกามีมูลค่ารวม 126.942 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 84 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 25.978 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังคอสตาริกาในปี 2553 มูลค่า 76.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เทียบเท่ากับเพิ่มขึ้นร้อยละ 113 การนำเข้าจากคอสตาริกาในปี 2553 มีมูลค่า 50.472 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 52.5

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคอสตริกา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากคอสตาริกา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปคอสตาริกา คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องซักผ้าและเครื่องซักผ้าแห้งและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องคอมพิวเตอร์, เม็ดพลาสติก, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผักกระป๋องและแปรรูป

ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากคอสตาริกา ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, กระจก, แก้วและผลิตภัณฑ์, พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช, สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์

 4.4 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

-ระยะเวลาสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อการค้าใช้เวลามากและต่อเครื่องหลายต่อ ทำให้ต้นทุนการติดต่อหรือขนส่งสูง
-การติดฉลากสินค้านำเข้าเป็นภาษาสเปน
-การใช้ภาษาสเปนในการติดต่อสื่อสาร
-ขาดความตกลงคุ้มครองการลงทุนและความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน - แปลข้อมูลขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ส่งออก จัดการอบรมสัมมนา
- ผู้ส่งออกควรจ้างล่ามสำหรับการติดต่อการค้า
- การส่งเสริมการเรียนภาษาสเปนในสถานบันการศึกษาไทย
- การแลกเปลี่ยนการเยือนและเจรจาในระดับสูงเพื่อเร่งการทำความตกลงฯ

4.5 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

คอสตาริกามีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่ใกล้ชิดกับประเทศจีนและไต้หวัน จึงมีทัศนติที่เปิดรับต่อการทำการค้ากับไทย การที่คอสตาริกายังต้องมีการพัฒนาอีกมากจึงมีโอกาสทำการค้าได้เพิ่มขึ้น ความไม่มั่นคงด้านอาหารของคอสตาริกาเนื่องจากประสบภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งออกสินค้าอาหาร ทั้งโภคภัณฑ์พื้นฐาน และสินค้ากระป๋องและแปรรูป การเสนอความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีในภาคเกษตร ขนส่ง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญอาจจะช่วยเป็นการปูทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งเสริมให้เพิ่มการค้าระหว่างทั้งสองประเทศได้

5. SWOT Analysis

Strength
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-ระบบการค้าเสรีและส่งเสริมการส่งออก
Weakness
-ห่างไกลจากประเทศไทย
-ตลาดภายในประเทศไม่ใหญ่
Opportunities
-มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่ใกล้ชิดกับประเทศจีนและไต้หวันจึงมีทัศนติที่เปิดรับต่อการทำการค้ากับไทย
Threat
-ยังต้องมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก
-ภัยธรรมชาติ เช่น พายุไต้ฝุ่น และแผ่นดินไหว

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ

Camara de Comericio de Costa Rica
Barrio Tournón, del Centro Comercial el Pueblo, 125 metros Noroeste.
Goicochea, San José, Costa Rica 1114-1000
Tel: (506) 2221-0005 (506) 2221-0124
Fax: (506) 2223-1157 (506) 2256-9680
Website: http://www.camara-comercio.com/
Email: camara@camara-comercio.com

Monday, April 18, 2011

Country Profile: Panama 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศปานามา


อยู่ทางใต้สุดของภูมิภคาอเมริกากลาง มีอาณาเขตจรดประเทศคอสตาริกาทางทิศตะวันตก และจรดประเทศโคลอมเบียทางทิศตะวันออก

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐปานามา (ภาษาสเปน: República de Panamá)
1.3 เมืองหลวง/เมืองสำคัญ

Panama City (เมืองหลวง) บริการการเงิน การค้าและการท่องเที่ยว

Colon (เมืองท่าและเขตการค้าเสรี) อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาและเภสัช เหล้า ยาสูบ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า ของเด็กเล่น เครื่องประดับ

1.4 ขนาดพื้นที่ 75,420 ตารางเมตร (ใกล้เคียงกับประเทศไอร์แลนด์ ใหญ่กว่าสิวสเซอร์แลนด์)
1.5 ประชากร มีประชากร 3,232,000 คน
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ ทองแดง ป่าไม้มาฮอกกานี กุ้ง พลังงานไฟฟ้าจากน้ำ
1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศปานามาได้รับเอกราชจากประเทศสเปนในปี คศ. 1826 ได้รวมประเทศกับประเทศโคลัมเบีย เอควาดอร์และเวเนซูเอลาเป็นสาธารณรัฐแห่งโคลัมเบีย ซึ่งได้สลายสถานะในปี คศ. 1830 แต่ประเทศปานามายังคงเป็นส่วนหนึ่งของโคลัมเบีย ซึ่งต่อมาด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ได้รับอิสระสามารถแยกตัวออกจากโคลัมเบียได้ในปี คศ. 1903 แต่ในขณะเดียวกันได้ลงนามความตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อการสร้างช่องเดินเรือปานามา โดยมอบสิทธิที่ดินเรียบสองชายฝั่งช่องเดินเรือให้แก่สหรัฐฯ จนกระทั่งปี คศ. 1999 สหรัฐฯ ได้คืนสิทธิทั้งที่ดินและช่องเดินเรือปานามาให้แก่ประเทศปานามา และในปี คศ. 2006 รัฐบาลปานามาได้เริ่มโครงการลงทุนเพื่อขยายความสามารถในการขนถ่ายของทางเดินเรือปานามาเพื่ออำนวยการผ่านของรือเดินทะเลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กำหนดจะเสร็จสิ้นในปี คศ. 2014-2015

1.8 เชื้อชาติ

ร้อยละ 70 เป็นพวกเมสติโซ (เผ่าพันธ์ผสมระหว่างผิวขาวชาวยุโรปและชนพื้นเมืองอินเดียน) เป็นพวกผิวดำ (เป็นประชากรที่อพยพมาจากหมู่เกาะอินดีสตะวันตก) ร้อยละ 14 ร้อยละ 10 เป็นชาวสเปน ส่วนที่เหลือเป็นชนพื้นเมืองอินเดียน ร้อยละ 6 ปัจจุบันชนพื้นเมืองอินเดียน แบ่งออกได้ 3 เผ่าใหญ่ ได้แก่ เผ่าคูนา (Cuna)อาศัยอยู่ในหมู่เกาะมูลาตาสในทะเลแคริบเบียน ชนเผ่ามีอำนาจในการปกครองตัวเอง แต่ยังคงอยู่ในอำนาจของรัฐบาลกลาง เผ่ากายมี (Guaymi)อาศัยอยู่ในจังหวัดชีรีกี จังหวัดโบกัสเดลโตโร และ จังหวัดเบรากวัส เผ่าโชโก (Choco)อาศัยอยู่ในป่าภายในจังหวัดดาเวียงทรัพยากรธรรมช

1.9 ศาสนา คริสแคทอลิค ร้อยละ 85
1.10 ภาษา ภาษาสเปน

1.11 ระบอบการปกครอง

ปานามาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบสภาเดียว คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาต ประกอบด้วย สมาชิก 72 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ฝ่ายบริหาร ได้แก่ ประธานาธิบดี เป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้แก่ นาย Ricardo MARTINELLI Berrocal ได้รับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 คณะรัฐมนตรีจะได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาการศาลสูงสุดมาจากการเสนอชื่อของประธานาธิบดี และดำรงตำแหน่งวาระละ 10 ปี พรรคการเมืองที่สำคัญ ๆ มี 3 พรรค

ปานามาแบ่งออกเขตการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด (provincias - provincias) และ 5 ดินแดน (indigenous territories - comarcas indígenas) และพื้นที่พิเศษ 1 แห่ง

1.12 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีโครงสร้างถนนรวม 11,978 กิโลเมตร ทางเดินรถไฟ 76 กิโลเมตร สนามบิน 118 แห่ง ท่าเฮลิปอร์ท 3 แห่ง ท่าเรือ 3 แห่ง และทางเดินน้ำ 800 กิโลเมตร

ปานามาเป็นประเทศที่มีเรือพาณิชย์เดินทะเลจดทะเบียนในประเทศเป็นอันดับหนึ่งของโลก จำนวนทั้งหมด 6,323 ลำ โดยเป็นเรือพาณิชย์ชาติ 5,394 ลำ ซึ่งในจำนวนนั้น มีเรือเดินทะเลของไทยจำนวน 10 ลำ ของสิงคโปร์ 100 ลำ อินโดนีเซีย 31 ลำ เวียดนาม 30 ลำ มาเลเซีย 12 ฟิลิปปินส์ 7 ฮ่องกง 130 ลำ จีน 532 ลำ และ ญี่ปุ่น 2335

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป

2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศปานามา

ในปี 2553 ปานามามีผลผลิตรวมของประเทศมูลค่า 4.482 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อหัว 12,397 เหรียญฯ แต่มีประชากรยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานการยังชีพขั้นนต่ำประมาณร้อยละ 29 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2553 ร้อยละ 7.5 และอัตราเงินเฟ้อในปีเดียวกันร้อยละ 2.4

เศรษฐกิจของประเทศปานามาได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการลงทุนขยายการขุดคลองปานามา ทำให้มีการก่อสร้างและการขยายด้านการบิรการมาก องค์การ Panama Economy Insight ได้พยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจของปานามาในปี 2554 ว่าจะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 9.2 ส่วนปี 2555 และ 2556 จะมีอัตราการขยายตัวในอัตราร้อยละ 13 และ 11 ตามลำดับ


2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปลายปี 2553 ประเทศปานามามีเงินทุนสำรองฯ มูลค่า 3.525 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศ

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของปานามา ได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณสามในสี่ของผลผลิตรวมของประเทศ โดยธุรกิจบริการที่สำคัญ ได้แก่ บริการคลองเดินเรือปานามา บริการธนาคาร บริการเขตพื้นที่การค้าพิเศษปลอดภาษีคอโลน (Colon Free Trade Zone) บรบริการประกันภัย บริการการท่าขนถ่ายคอนเทเนอร์ บริการทะเบียนเรือ บริการท่องเที่ยว

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนในผลผลิตรวมประมาณร้อยละ 18 โดยมีกิจกรรมอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้าง การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การผลิตซีเม็นต์และวัสดุก่อสร้าง และการกลั่นน้ำตาล

ภาคเกษตรมีสัดส่วนในผลผลิตรวมร้อยละ 15 มีสินค้าเกษตรที่สำคัญได้แก่ กล้วย ข้าว ข้าวโพด กาแฟ น้ำตาล ผัก ปศุสัตว์ และ กุ้ง

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

การลงทุนจากต่างประเทศในปานามาในปี 2553 มีมูลค่าประมาณ 2.362 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ในอัตราร้อยละ 33 ในปี 2553 ได้มีการลงทุนเพื่อทำการขยายคลองปานามาในมูลค่า 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลของปานามาจะเริ่มการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายแรกของปานามาในปี 2554 โดยได้จัดสรรเงินลงทุนจำนวน 1.45 ล้านเหรียญสำหรับปีนั้น และจะมีการก่อสร้างเหมืองทองแดงในจำนวนเงินลงทุน 4.320 พันล้านเหรียญฯ และจะมีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าโดยมีการลงทุนเป็นระยะในรอบ 6 ปีข้างหน้า นอกจากนี้แล้ว สมาคมโรงแรมแห่งปานามาได้คาดการณ์ว่า จะมีการลงทุนในด้านโรงแรมระหว่างปี 2553-2555 มูลค่า 2.387 ล้านเหรียญ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศปานามา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศปานามา

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ปานามาได้มีการส่งออกในปี 2553 มูลค่า 710.79 ล้านเหรียญฯ มีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กล้วย กุ้ง น้ำตาล กาแฟ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป ประเทศที่ส่งออกสำคัญคือ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ คอสตาริกา สเปน ไต้หวัน สวีเดน และประเทศ

ส่วนสินค้าที่ประเทศปานามานำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันและเชื้อเพลิง สินค้าทุน สินค้าอาหาร สินค้าบริโภค และเคมีภัณฑ์ โดยในปี 2553 มีมูลค่าการนำเข้ารวม 8.9 พันล้านเหรียญฯ ประเทศแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ประเทศคอสตาริกา ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

มีภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 5 โดยยกเว้นสำหรับสินค้ายาและเภสัช อาหาร และคุรุภัณฑ์ ในด้านการเก็บภาษีนำเข้า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาแล้ว ปานามาเป็นประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าที่ต่ำที่สุด เฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 9 นอกจากนี้แล้ว ปานามายังได้แก้ไขปรับปรุงมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ผู้นำเข้าไม่ต้องขอใบอนุญาตการนำเข้า เป็นต้น ปานามามีการอุดหนุนการส่งออก 3 ประเภท คือ Processing Zones (ZPE) Tax Credit Certificate (CAT) และ Official National Industry Registry (ROIN)

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

ปานามาได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกเมื่อปี คศ. 1997 และมีความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เป็นพิเศษ มีประวัติดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี คศ. 1982 เพื่อการพัฒนาคลองเดินเรือ ในปี คศ. 2007 ปานามาได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้ผลปฏิบัติ นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ปานามาได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง (2010) กับไต้หวัน (2003) สิงค์โปร์ (2006) ชิลี (2006) และแคนาดา (2010) อีกทั้งยังมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้าสำหรับประเทศเม็กซิโก (1985) โคลัมเบีย (1993) และสาธารณรัฐดอมินิกัน (1985)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและปานามามีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2553 มูลค่า 212.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 30 โดยการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 223 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนาเข้า 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับปานามา 212.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

4.2 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศปานามา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากปานามา

ในปี 2553 การส่งออกมีมูลค่า 223.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 63.97 สินค้าส่งออกสาคัญของไทยไปยังปานามา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, เสื้อผ้าสาเร็จรูป, รองเท้าและชิ้นส่วน, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, เครื่องซักผ้า เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบเคมีภัณฑ์, ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ, และผลิตภัณฑ์ยาง
ในปี 2553 ไทยนำเข้าสินค้าจากปานามามูลค่า 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดจากจากปี 2552 ร้อยละ 52 สินค้านาเข้าที่สาคัญ ได้แก่ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้า, เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, สัตว์น้าสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสาเร็จรูป, เคมีภัณฑ์, กาแฟ ชา เครื่องเทศ, ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมผลิตภัณฑ์สิ่งทอและอื่นๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

4.3 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศปานามา

นอกจากสินค้าที่ส่งออกไปประเทศปานามาดั้งเดิม ที่มีโอกาสการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ตามรายการที่กล่าวข้างต้นแล้ว สินค้าส่งออกใหม่ที่ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาการร่วมลงทุนในด้านบริการ เช่น ในด้านการขนส่งทางเรือ และด้านการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โรงแรม และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านการนำเข้าไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าแร่ทองแดงจากเหมืองที่กำลังเปิดใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย

ขณะนี้ไทยยังไม่มีความตกลงทางการค้ากับปานามา แต่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2525 โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก มีอาณาเขตครอบคลุมปานามา และแต่งตั้งนาย Carlos Alberto Janon F. เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจาปานามา และปานามาได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจาประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2538

4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

นักธุรกิจไทยอาจจะไม่สนใจทำธุรกิจกับปานามาเนื่องจากความห่างไกลในระยะทางการเดินทางขนส่ง อีกทั้งปานามายังเป็นประเทศที่มีตลาดภายในที่จำกัด แต่หากพิจารณประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ต่างได้ไปตั้งกิจการในปานามาเป็นหลักแหล่งกันแล้ว โดยนักลงทุนของประเทศเหล่านี้ เล็งเห็นความสะดวกในการดำเนินกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษของปานามาทีเอื้ออำนวยทั้งการนำเข้า และการส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้แล้ว ยังไม่มีปัญหาข้อจำกัดด้านภาษาในการติดต่อโดยมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางราชการ การเจรจาความตกลงคุ้มครองการลงทุนและการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนเป็นพื้นฐานที่ต้องปูเอาไว้เพื่อให้นักลงทุนไทยมีความสนใจบ้าง การเจรจาการค้าเสรีกับปานามาก็น่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มละตินอเมริกา

4.6 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยควรพิจารณาการร่วมลงทุนในด้านบริการ เช่น ในด้านการขนส่งทางเรือ และด้านการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โรงแรม และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านการนำเข้าไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าแร่ทองแดงจากเหมืองที่กำลังเปิดใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า

5. บริษัท 10 อันดับแรก

บริษัทสำคัญ 10 อันดับแรกของปานามาได้แก่ บริษัท McDermott International (ที่ปรึกษาก่อสร้าง), Panmaco (ผลิตเบียร์), Wilbros Group (ที่ปรึกษาก่อสร้าง), BLADEX (ธนาคารส่งเสริมการส่งออก), Excony Interamerica (), Aguas de Panama (ผลิตน้ำ), Bahia Las Minas (เหมือง), Banaprest (ธนาคาร), Banco Continental (ธนาคาร), Banco Iboamerica (ธนาคาร)

6. การวิเคราะห์แนวโน้ม

มีศักยภาพสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเนื่องจากการก่อสร้างขยายคลองปานามา
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-รถยนต์และเครื่องจักร
-บริการด้านการเดินเรือ
-บริการโรงแรม
-บริการด้านสุขภาพและแพทย์
-บริการที่พักอยู่อาศัย

7. SWOT Analysis

Strength
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-ระบบการค้าเสรีและส่งเสริมการส่งออก
-ใช้ภาษาอังกฤษในภูมิภาคที่พูดภาษาสเปน

Weakness
-ห่างไกลจากประเทศไทย
-ตลาดภายในประเทศไม่ใหญ่

Opportunities
-การขยายคลองปานามาให้เรือขนาดใหญ่ขึ้นสามารถเดินผ่านได้

Threat
-เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกและการบริการคลองปานามาเป็นส่วนใหญ่

8. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ

8.1. กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมปานามา
Ministerio de Comercio e Industria
Plaza Edison, Sector El Paical, Pisos 2 y 3..
Tel: (507) 560-0600, (507) 560-0700. Fax: (507) 261-1942.

8.2. กระทรวงการต่างประเทศปานามา
Ministerio de Relaciones Exteriores, San Felipe. Calle 3. Palacio Bolívar.
Ciudad de Panamá. Zona Postal San Felipe, Panamá 4
Tel: (507) 511-4100 / (507) 511-4200
Fax: (507) 511-4022

8.3. องค์กรการท่องเที่ยวปานามา
Autoridad de Tourismo Panama
Samuel Lewis Ave. and Gerardo Ortego Str., Central Bldg., Panama City
Tel: (507) 526-7000

9. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

Embassy of Panama
1168/37 Lumpini Tower Building, 16th Floor
Tungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120, Thailand

Country Profile: Honduras 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจฮอนดูรัส


เป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคอเมริกากลาง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันดังนี้คือ ทิศตะวันตกติดต่อกับกัวเตมาลา ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับเอลซัลวาดอร์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับนิการากัว ทิศใต้จรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศเหนือจรดอ่าวฮอนดูรัสและทะเลแคริบเบียน และอยู่ห่างจากเบลีซ 75 กิโลเมตร ตามชายฝั่งอ่าวฮอนดูรัส

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐฮอนดูรัส (ภาษาสเปน: Republica de Honduras)

1.3 เมืองหลวง/เมืองท่า/เมืองเศรษฐกิจสำคัญ
Tegucigalpa (เมืองหลวง) เสื้อผ้าและสิ่งทอ น้ำตาล ยาสูบ ไม้แปรรูป กระดาษ เซรามิกส์ ซีเมนต์ แก้ว พลาสติก การกลึงเหล็ก ยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรเกษตร เชื่อมฝั่งแอตแลนติกทางท่าเรือน้ำลึก Cortes เชื่อมฝั่งแปซิฟิกผ่านท่า San Lorenzo

San Pedro Sula ใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเบา เช่น การแปรรูปกาแฟ เนื้อ น้ำตาล ยาสูบ และสินค้าจากป่าไม้ เชื่อมฝั่งแอตแลนติกทางท่าเรือน้ำลึก Cortes

Puerto Cortes (เมืองท่าสำคัญ) ท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญที่สุดของอเมริกากลาง เชื่อมฝั่งแอตแลนติก

La Cieba ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของฮอนดูรัส และเป็นเมืองท่าอันดับ 2 เป็นแหล่งท่องเที่ยวและมีสินค้าเกษตร (กล้วย และสัปปะรด) เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่สำคัญ เชื่อมทะเลแอตแลนติก
1.4 ขนาดพื้นที่ 112,492 ตารางกิโลเมตร

1.5 ประชากร 7.2 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ การทำไม้แปรรูป ทองคำ เงิน ทองแดง ตะกัว สังกะสี เหล็ก ถ่านหิน และการทำประมง

1.7 ประวัติศาสตร์ อารยธรรมดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอารยธรรมมายา มีชื่อว่า กลุ่ม Xukpi โดยมีเมืองสำคัญเก่าแก่ชื่อว่า Copan มีความรุ่งเรืองระหว่างคริสตศตวรรษที่ 5 ถึง 9 ในการเดินทางมาสำรวจทวีปอเมริกาครั้งสุดท้ายของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เมื่อปี คศ. 1502 ได้ขึ้นบกที่เมือง Trujillo ชายฝั่งของฮอนดูรัส ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของหัวเมืองอาณาจักรสเปน ประเทศฮอนดูรัสได้เอกราชจากประเทศสเปนเมื่อปี คศ. 1821

เชื้อชาติ ร้อยละ 90 สืบเชื้อสายมาจากการผสมผสานระหว่างคนพื้นเมืองและชาวสเปน คนพื้นเมืองดั้งเดิมล้วนมีร้อยละ 7 คนผิวดำร้อยละ 2 และคนผิวขาว ร้อยละ 1

ศาสนา คริสต์โรมันคาทอลิก

ภาษา ภาษาราชการเป็นภาษาสเปน แต่มีภาษาท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการอีก 2 ภาษา
1.8 ระบอบการปกครอง

สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประเทศฮอนดูรัสได้เอกราชจากประเทศสเปนเมื่อวันที่ 15 กันยายน คศ. 1821 ปัจจุบันมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขรัฐและประมุขรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นาย Porfirio Lobo Sosa ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม คศ. 2010 ฝ่ายนิติบัญญัติ มีสภาเดี่ยว คือ รัฐสภาแห่งชาติ การเมืองมีระบบหลายพรรคการเมือง (multi-party system) มีเขตการปกครองทั้งหมด 18 เขต

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน14,239 กิโลเมตร ทางรถไฟ 75 กิโลเมตร สนามบิน 104 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศ คือ Golosón International Airport ที่เมือง La Cieba สายการบินสำคัญคือ สายการบิน Isleña Airlines ทางเดินเรือขนาดเล็กทางน้ำ 465 กิโลเมตร ท่าเรือสำคัญ 2 แห่ง มีท่าเรือ 4 แห่ง และเรือเดินทะเลที่จดทะเบียนไว้ในประเทศฮอนดูรัส 104 ลำ ซึ่งเป็นของฮอนดูรัสเพียงลำเดียวกัน นอกนั้นเป็นของประเทศสิงคโปร์ (12) เกาหลีใต้ (6) บาเรน (5) ญี่ปุ่น (4) กรีซ (4) จีน (2) ไตว้หวัน (2) อียิปต์ (2) เลบานอน (2) มอนเตเนโกร (2) ฮ่องกง (1) แคนาดา (1) อิสราเอล (1) เม็กซิโก (1) ปานามา (1) แทเซเนีย (1) และเวียดนาม (1)
2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของประเทศฮอนดูรัส

ฮอนดูรัสเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวน้อยที่สุดในกลุ่มอเมริกากลางรองจากประเทศนิคารากัว ร้อยละ 60 ของประชากรอยู่ในระดับความยากจน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจยังไม่ถึงระดับที่ยกฐานะของคนเหล่านี้ได้ในระยะสั้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้เติบโตมาจากการส่งออกกล้วยและกาแฟเป็นสำคัญ ต่อมาได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เช่น การผลิตเสื้อผ้า และการผลิตสายไฟภายในรถยนต์ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของฮอนดูรัสยังพึ่งพาตลาดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพียงผู้เดียวเป็นส่วนใหญ่ โดยหนึ่งส่วนสามของรายได้ประชาชาติมาจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และอีกร้อยละ 20 มาจากการรับโอนเงินจากสหรัฐฯ รวมทั้งต้นกำเนิดการลงทุนจากต่างประเทศมาจากสหรัฐถึงร้อยละ 70 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศฮอนดูรัส

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปี คศ. 2010 ฮอนดูรัสมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศฮอนดูรัส

ภาคบริการเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด มีสัดส่วนของผลผลิตแห่งชาติเป็นร้อยละ 60.8 รองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 26.9 และภาคเกษตรร้อยละ 12.4

3. ข้อมูลค้าการลงทุนทั่วไปของประเทสฮอนดูรัส
3.1 สินค้าส่งออก/สินค้านำเข้าหลักของประเทศออนดูรัส

ในปี คศ. 2010 ฮอนดูรัสได้มีการส่งออกมูลค่ารวม 5.879 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี คศ. 2009 ร้อยละ 15.5 โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญคือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กาแฟ กุ้ง สายไฟฟ้า ซีการ์ กล้วย ทองคำ น้ำมันปาล์ม ผลไม้ กุ้งก้ามกราม และไม้แปรรูป และมีประเทศคู่ค้าส่งออกสำคัญ อันได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 59.6 เอลซัลวาดอร์ร้อยละ 5.6 กัวเตมาลาร้อยละ 5.3 เม็กซิโก ร้อยบะ 4.2 และประเทศเยอรมัน ร้อยบะ 4

สำหรับการนำเข้าในปีเดียวกันนั้น ฮอนดูรัสได้มีมูลค่าการนำเข้ารวม 8.88 พันล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น ร้อยละ 50 มีรายการสินค้านำเข้าสำคัญ คือ เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการขนส่ง วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์เคมี เชื้อเพลิง และสินค้าอาหาร โดยมีประเทศคู่ค้านำเข้า อันได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 46.8 กัวเตมาลา 8.9 เอลซัลวาดอร์ ร้อยละ 7.1 เม็กซิโก ร้อยละ 5.5 และประเทศคอสตาริกา ร้อยละ 4.9

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

อัตราภาษีสำหรับสินค้านำเข้าโดยทั่วไปมีค่าเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 6 แต่สินค้าเกษตรจะมีภาษีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 11.1 ฮอนดูรัสถือว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการกีดกันการค้าไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศละตินอเมริกาและแคริเบียนอื่น ๆ ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 77 ในจำนวน 125 ประเทศ สำหรับดัชนี Trade Tariff Restrictiveness Index (TTRI) สำหรับความแข่งขันระหว่างประเทศ ได้รับจัดอันดับใน Global Competitive Index เป็นประทศที่ 91 ต่ำกว่าประเทศปานามา (53) คอสตาริกา (56) กัวเตมาลา (78) และเอลซัลวาดอร์ (82) แต่สูงกว่าประเทศนิคารากัว (112)

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

ฮอนดูรัสได้เข้าเป็นภาคีองค์การค้าระหว่างประเทศในปี คศ. 1995 ความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญมี่สุดสำหรับประเทศฮอนดูรัส ได้แก่ ความตกลงกับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบของความตกลงเขตการค้าเสรีสาธารณรัฐดอมินิกันและอเมริกากลาง (DR-CAFTA) นอกจากนี้แล้ว ฮอนดูรัสยังเป็นภาคีของตลาดกลางของกลุ่มภูมิภาคอเมริกากลาง (CACM- Central American Common Market) กลุ่ม Central American Group of Four และ ACS- Association of Caribbean States

ในระดับทวิภาคี ฮอนดูรัสมีความตกลงเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโก (ปี คศ. 2001) ปานามา และไต้หวัน (ปี คศ. 2007) และมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศเวเนซูเอลา (ปี คศ. 1986)

ประเทศฮอนดูรัส ได้ทำความตกลงเอื้ออำนวยการลงทุนกับหลายประเทศ แต่ไม่มีข้อตกลงยกเว้นภาษีซ้อนกับประเทศใดทั้งสิ้น

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับคอสตาริกา

ไทยและฮอนดูรัสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม คศ.1985 โดยรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำฮอนดูรัสอีกตำแหน่งหนึ่ง และแต่งตั้งให้นาย Henry Bahr เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำฮอนดูรัส ในขณะที่รัฐบาลฮอนดูรัสได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตประจำญี่ปุ่นมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งนายสุนทร อรุณานนท์ชัย เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศไทย

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับฮอนดูรัส

ในปี คศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับฮอนดูรัสมีมูลค่ารวม 72.312 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี คศ. 2009 ร้อยละ 99.7 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 69.694 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังฮอนดูรัสในปี คศ. 2010 มูลค่า 71.003 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี คศ. 2009 เทียบเท่ากับร้อยละ 107 การนำเข้าจากฮอนดูรัสในปี คศ. 2010 มีมูลค่า 1.309 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี คศ. 2009 ร้อยละ 35

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศฮอนดูรัสและสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากฮอนดูรัส

สินค้าที่ไทยส่งออกไปฮอนดูรัสคือ รถนยต์และรถบรรทุก สิ่งทอ และอาหารทะเล ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากฮอนดูรัส สายไฟ้ฟ้า เสื้อผ้าและสิ่งทอ และเศษเหล็ก-เศษทองแดง-เศษอาลูมิเนียม

4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศฮอนดูรัส

มีโอกาสการส่งออกสินค้าอาหาร และวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล ยางพารา อาหารทะเล เครื่องจักรเกษตร รวมทั้งรถยนต์ และผลิตภัฒฑ์ไฟฟ้า ในจำนวนจำกัดเนื่องจากขนาดของตลาดไม่ใหญ่นัก

4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

ระยะทางในการเดินทางขนส่งสินค้าที่ห่างไกล ขนาดของตลาดที่เล็ก และการสื่อสาร ติดฉลากเป็นภาษาสเปน เป็นอุปสรรคที่มีเหมือนกับการค้าขายกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ การมองตลาดของฮอนดูรัสจึงควรมองในลักษณะรวมของภูมิภาค นั่นคือ เพื่อให้มีการติดต่อการค้ากันบ้าง ไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าจากประเทศฮอนดูรัสเพิ่มเพื่อเป็นการช่วยเหลือในการพัฒนาของประเทศฮอนดูรัส และอาจจะมีโอกาสขยายความสัมพันธ์ทางการค้าโดยการเข้าร่วมการประมูลในงานก่อสร้างต่าง ๆ

4.6 การท่องเที่ยวในฮอนดูรัส

ในปี คศ. 2007 ได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปฮอนดูรัสประมาณ 1.2 ล้านคน นักท่องเที่ยวนิยมใช้เวลาท่องเที่ยวในฮอนดูรัสเฉลี่ย 9 วันต่อเที่ยว การท่องเที่ยวของฮอนดูรัสในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง รวมทั้งผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ อย่างไร็ก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลฮอนดูรัสมุ่งเน้นการส่งเสริม โดยเล็งเห็นว่ามีโอกาสการขยายตัวได้สูง เพราะฮอนดูรัสมีแหล่งท่องเที่ยวในหลายรูปแบบ ทั้งด้านโบราณคดี ด้านธรรมชาติ ด้านกีฬาน้ำ และเรือสำราญ เป็นต้น ได้มีการประเมินว่า ภาคการท่องเที่ยวฮอนดูรัสต้องมีการลงทุนเพิ่มจำนวนห้องพักอีก 20,000 ห้องใน 10 ปีข้างหน้า บริษัทต่างชาติที่สนใจลงทุนในการท่องเที่ยวในฮอนดูรัสสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือ และสิทธิพิเศษกับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนฮอนดูรัส นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลของฮอนดูรัสได้รับความช่วยเหลือด้านเงินกู้เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจาก ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนา และรัฐบาลของญี่ปุ่น

5. SWOT Analysis

Strength: มีท่าเรือน้ำลึกฝั่งแอทแลนติกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
Weakness: ขนาดของตลากเล็กและกำลงซื้อน้อย
Opportunities: โอกาสการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว
Threat: การเมืองหรืออุทกภัย

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

หอการค้าฮอนดูรัส
Edificio Torre Alianza I, 7 nivel,
Colonia Lomas del Guijarro Sur, Boulevard San Juan Bosco, Tegucigalpa
Teléfonos: 271-0094 / 0095 / 0096 Fax: 271-0097
amcham@amchamhonduras.org
www.amchamhonduras.org/

7. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ

Embassy of the Republic of Honduras
No. 38 Kowa Bldg., 8th Fl., Room 802,
4-12-24 Nishi-Azabu, Minato-ku,
Tokyo 106-0031, Japan
Tel: (813) 3409-1150
Fax: (813) 3409-0305

Sunday, April 10, 2011

Mexico signs fishery cooperation with Chile

เม็กซิโกและชิลีลงนามข้อตกลงความร่วมมือการประมง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการพัฒนาและการท่องเที่ยวของชิลี นาย Juan Andres Fontaine ได้เดินทางไปเยือนประเทศเม็กซิโกเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2011 และได้เข้าพบกับ นาย Francisco Mayorga รัฐมนตรีเกษตร-ปศุสัตว์-การพัฒนาชนบท-การประมงและอาหารของเม็กซิโก โดยในโอกาสนี้ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระหว่างชิลีกับเม็กซิโก

ข้อตกลงฯ ดังกล่าวได้กำหนดกลไกที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีในการใช้ทรัพยากรประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจับปลา การเพาะเลี้ยง การผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การตลาด และการจัดการด้านมาตรฐานสุขภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของธุรกิจการประมง ข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนผลงานการวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งการส่งเสิรมความร่วมมือของภาคเอกชนในด้านการประมงของทั้งสองประเทศ

ประเทศชิลีเป็นผู้ส่งออกปลาแซลมอนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเม็กซิโกเองก็มีศักยภาพในการพัฒนาการส่งออกปลาแซลมอนสูง เนื่องจากมีเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลสำหรับการจับปลาถึง 11,500 กิโลเมตร ประเทศทั้งสองจึงมีความคาดหวังว่า การแลกเปลี่ยนวความรู้ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการประมงและการตลาดของผลิตภัณฑ์ประมงจะเกิดประโยชน์แก่ภาคการประมงและสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ

ตลาดสินค้าอาหารทะเลในเม็กซิโกเป็นตลาดที่ใหญ่ โดยมีการบริโภคอาหารทะเลภายในประเทศเม็กซิโกรวมประมาณปีละ 1.5 ล้านตันต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นการบริโภคผลิตภัณฑ์การประมงที่เม็กซิโกผลิตเอง แต่ก็ยังคงมีความต้องการนำเข้าสินค้าประมงในประเภทที่ไม่สามารถจับได้ในน่านน้ำของเม็กซิโก จึงมีการนำเข้าอาหารทะเลในปริมาณมากพอสมควร ในปี 2010 เม็กซิโกได้นำเข้าอาหารทะเลรวมมูลค่า 389.5 ล้านเหรียญสหรัฐจากแหล่งต่าง ๆ ถึง 89 ประเทศ แต่มีแหล่งนำเข้าที่สำคัญสามอันดับแรกได้แก่ ประเทศจีน (119 ล้านเหรียญฯ) เวียดนาม (78 ล้าน) และชิลี (41.5 ล้านเหรียญ)

สำหรับการค้าด้านอาหารทะเลระหว่างไทยและเม็กซิโก ในปี 2010 ประเทศไทยได้นำเข้าอาหารทะเลจากเม็กซิโกมูลค่า 4.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกอาหารทะเลจากประเทศไทยไปยังเม็กซิโกมีมูลค่าเพียง 424,573 เหรียญฯ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 61 ซึ่งมีการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปยังเม็กซิโกมูลค่า 1,102,106 เหรียญฯ

แหล่งข่าวอ้างอิง:http://www.excelsior.com.mx/index.php?m=nota&id_nota=725865
http://www.fis.com/fis/worldnews/worldnews.asp?l=e&country=0&special=&monthyear=&day=&id=41650&ndb=1&df=0

Friday, March 25, 2011

Country Profile: El Salvador 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์

เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศที่เล็กที่สุดในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศกัวเตมาลา และมีชายแดนฝั่งตะวันออกติดกับฮอนดูรัส ทางด้านตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 21,041 ตารางกิโลเมตร เกือบเท่ากับขนาดพื้นที่ของประเทศอิสราเอล แต่ขนาดของเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามในภูมิภาคอเมริกากลาง และมีรายได้ต่อหัวในระดับประมาณสองส่วนสามของรายได้ต่อหัวของประเทศคอสตาริกาและปานามา หรือสองเท่าของรายได้ต่อหัวของประเทศนิคารากัว


1.2 ชื่อเป็นทางการ  สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ (ภาษาสเปน:República de El Salvador)
1.3 เมืองหลวง  กรุงซันซัลวาดอร์ (San Salvador)
1.4 ขนาดพื้นที่  21,041 ตารางกิโลเมตร
1.5 ประชากร  6 ล้านคน (2010)
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ  พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อนใต้ดิน น้ำมัน และพื้นที่เพาะปลูก
1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศเอลซัลวาดอร์ได้รับประกาศอิสรภาพจากสเปนในปี ค.ศ. 1821 และจากสหรัฐอเมริกากลางในปี ค.ศ. 1839  เชื้อชาติ แบ่งเป็นเมสติโซ (เชื้อสายผสมสเปน-พื้นเมือง) ร้อยละ 90 ผิวขาวร้อยละ 9 อเมรินเดียนร้อยละ 1 ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 57 นิกายโปรแตสแตน์ ร้อยละ 21 ภาษา ภาษาสเปน

1.8 ระบอบการปกครอง

เอลซัลวาดอร์มีการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และได้รับเอกราชจากประเทศสเปนเมื่อปี ค.ศ. 1821 ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2009 ได้แก่ นาย Mauricio FUNES Cartagena มีวาระการดำรงตำแหน่งเทอมละ 5 ปี พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ พรรค FMLN ที่มีสมาชิกสภาจำนวน 35 คน และพรรค ARENA สมาชิกสภา 32 คน โดยรัฐสภาที่นั่งตัวแทนรวม 84 ที่นั่ง มีการเลือกสมาชิกรัฐสภาใหม่ทุก 3 ปี

เอลซัลวาดอร์มีปัญหาความมั่งคงทางการเมืองเป็นระยะเวลานานมาก โดยได้มีสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเป็นเวลา 12 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1980-1992 เป็นการสู้รบระหว่างอำนาจฝ่ายขวาที่เป็นรัฐบาลมาแต่ดั้งเดิมซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ กับตัวแทนกลุ่มฝ่ายซ้ายต่าง ๆ ซึ่งต่อมาได้รวมตัวกันเป็นพรรค FMLN สงครามกลางเมืองดังกล่าวได้ยุติลงโดยความตกลงยุติสงครามระหว่างสองฝ่าย ที่มีการลงนามยุติสงครามในวิหาร Chapultapec ในเม็กซิโก

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน 10,886 กิโลเมตร ทางรถไฟจำนวน 283 กิโลเมตร แม่น้ำสำคัญได้แก่ แม่น้ำ Lempa ซึ่งใช้เดินเรือขนาดเล็กได้ แม่น้ำเล็มป้ามีต้นกำเนิดในประเทศกัวเตมาลา และไหลผ่านประเทศเอลซัลวาดอร์ออกไปสู่มหาสมุทรแอ็ทแลนติกทางฮอนดูรัส ความยาวรวมทั้งสิ้น 442 กิโลเมตร เอลซัลวาดอร์มีสนามบินรวม 65 แห่ง โดยมีสนามบินระหว่างประเทศชื่อ Cuscatlan International Airport (รับผู้โดยสารได้ประมาณ 2 ล้านคน) อยู่ที่กรุง San Salvador สายการบินแห่งชาติ คือ สายการบิน TACA และมีท่าเรือที่สำคัญฝั่งแปซิฟิกฝั่งเดียวที่ท่าเรือ Acajutla และท่า Puerto Cutuco

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเอลซัลวาดอร์

การขยายตัวของเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์ในสองสามปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ในปี ค.ศ. 2009 เศรษฐกิจประเทศเอลซัลวาดอร์ได้หดตัวลงประมาณร้อยละ 3 แต่ได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2011 จะมีฟื้นตัวและมีโอกาสขยายตัวได้ในอัตราระหว่างร้อยละ 2-3 รายได้ที่สำคัญของเอลซัลวาดอร์มาจากการรับโอนเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญเท่ากับรายได้จากการส่งออกของประเทศ โดยประมาณหนึ่งในสามคนของประชากรในประเทศเอลซาวาดอร์พึ่งพารายได้จากเงินโอนจากญาติๆ ในต่างประเทศโดยส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ เงินโอนจากต่างประเทศของเอลซัลวาดอร์มีมูลค่าระหว่าง 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เป็นมูลค่าเงินส่งกลับที่สูงกว่ามูลค่าเงินโอนกลับของประเทศในกลุ่มละตินอเมริกากลางอื่น ๆ

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจ

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

เอลซัลวาดอร์มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ เอลซัลวาดอร์ได้ปรับใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลประจำประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศคอสตาริกา

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 59.9 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 29.1 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 11

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

ในปี ค.ศ. 2009 การลงทุนโดยภาครัฐมีมูลค่ารวม 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการลงทุนในต่างประเทศมูลค่า 333 พันล้านเหรียญฯ รัฐบาลใหม่ของประเทศเอลซัลวาดอร์มีแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายแผนงานที่เน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ในนามกองทุนเพื่อศตวรรษใหม่ (Fomilenio) โดยในขั้นแรกจะมีการพิจารณาออกกฏหมายใหม่เพื่อกำหนดให้รัฐบาลสามารถร่วมทุนกับภาคเอกชนในลักษณะ Public Private Partnership โดยโครงการแรกที่จะได้รับการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าว ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือ La Unión ซึ่งจะทดแทนท่าเรือ Acajutla และจะมีความสามารถรับสินค้าได้เป็นสองเท่าของท่าเรือเก่า ทั้งนี้ รัฐบาลเอลซัลวาดอร์กำลังแสวงหาผู้ร่วมทุนเพื่อการบริหารท่าเรือใหม่ดังกล่าว

นอกจากนี้แล้ว โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้แล้ว ล้วนแต่ต้องการร่วมลงทุนจากภาคเอกชนหรือต่างชาติ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า การประปา และการขยายเส้นทางเดินรถ และการขนส่ง ในปีงบประมาณ 2011 ได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 79 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการยกระดับการบริหารบริการน้ำประปา โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนร่วมมือการพัฒนาของประเทศสเปน (AECI) ในเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 2011 จะมีการเปิดประมูลเพื่อรับการออกแบบโครงการบริหารสาธารณูปโภคสำหรับเขตเมืองหลวงในกรุงซันซัลวาดอร์ โดยโครงการดังกล่าวจะได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคาร Inter-American Development Bank นอกจากนี้แล้ว กองทุนเพื่อการรักษาถนน (Fovial) จะทำการลงทุนเพื่อปรับปรุงถนนเส้นทางรวมทั้งสิ้น 6,544 กิโลเมตร

รัฐบาลของเอลซาวาดอร์มีแผนงานส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยจะส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยว การเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าและลอจิสติกสำหรับภูมิภาคอเมริกากลาง โดยได้มีการเปิดเสรีรับการลงทุนจากภาคเอกชนและต่างชาติในภาคการสื่อสาร การบริการไฟฟ้า การเงิน และภาคกองทุนบำนาญ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของเอลซัลวาดอร์
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศเอลซัลวาดอร์

ในปี ค.ศ. 2009 เอลซัลวาดอร์ได้ขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 321 ล้านเหรียญ โดยมูลค่าการส่งออกรวมในปี ค.ศ. 2009 มีมูลค่า 3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้า 6.7 พันล้านเหรียญฯ ประเทศคู่ค้าที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ ประเทศสหรัฐฯ สัดส่วนความสำคัญทางการค้าร้อยละ 43.9 รองลงมาได้แก่ ประเทศกัวเตมาลา สัดส่วนร้อยละ13.9 ฮอนดูรัส ร้อยละ13.2 และประเทศนิคารากัว ร้อยละ 5.7 ส่วนแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 29.8 เม็กซิโก ร้อยละ 10.3 กัวเตมาลา ร้อยละ 9.7 จีน ร้อยละ 4.5 และฮอนดูรัส ร้อยละ 4.4

3.2 ประเทศคู่ค้าสำคัญด้านการนำเข้า/ส่งออก

ในปี ค.ศ. 2010 เอลซัลวาดอร์มีมูลค่าการส่งออกรวม 4.377 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 15 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 43.8 กัวเตมาลา ร้อยละ 13.9 ฮอนดูรัส ร้อยละ 13.2 และนิคารากัว ร้อยละ 5.7 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ น้ำตาล เสื้อผ้าและสิ่งทอ ทองคำ เอธอนอล สารเคมี ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 7.98 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 10 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 29.8 เม็กซิโก ร้อยละ 10.3 กัวเตมาลา ร้อยละ 9.7 จีน ร้อยละ 4.5 และฮอนดูรัส ร้อยละ 4.4สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค สินค้าทุน เชื้อเพลิง น้ำมัน อาหาร และไฟฟ้า

3.3 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

เอลซัลวาดอร์เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 13 สำหรับค่าเฉลี่ยอัตราภาษีนำเข้า MFN มีอัตราร้อยละ 6.3 โดยทั่วไป สำหรับสินค้าเกษตรมีค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 12.9 ไม่มีการห้ามการนำเข้า แต่ยังคงมีข้อกำหนดใบอนุญาติการนำเข้าสำหรับสินค้าที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นอัตราต่อความมั่นคง สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม มีการควบคุมการนำเข้าน้ำตาลเป็นพิศษเพื่อป้อมกันผู้ผลิตภายในประเทศ และมีการส่งเสริมการส่งออกโดยการคืนภาษีร้อยละ 6 ของมูลค่า f.o.b รวมทั้งการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ สำหรับการผลิตในเขตการค้าเสรี (free trade zone)

3.4 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

เอลซัลวาดอร์เข้าร่วมเป็นภาคีองค์การค้าโลกในปี ค.ศ. 1995 เป็นสมาชิกความตกลงด้านศุลกากรในกลุ่มตลาดกลางอเมริกากลาง (CACM) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 และมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีในระดับพหุภาคีภายใต้กรอบของความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ (CAFTA) ซึ่งเอลซัลวาดอร์เป็นประเทศในกลุ่มอเมริกากลางประเทศแรกที่ให้สัตยาบันสำหรับความตกลงดังกล่าวเมื่อปี ค.ศ. 2006 ความตกลงเขตการค้าเสรีคาฟต้าได้ส่งเสริมให้เอลซัลวาดอร์เพิ่มการส่งออกสินค้าด้านอาหารแปรรูป น้ำตาล เอธานอล ไปยังสหรัฐฯ รวมทั้งได้มีผลกระตุ้นการลงทุนในภาคการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป นอกจากคาฟต้า ซึ่งรวมเขตการค้าเสรีกับสาธารณรัฐโดมินิกันแล้ว เอลซัลวาดอร์ยังมีความตกลงเขตการค้าเสรี North Triangle (กับโคลัมเบีย ปี 2007 และเม็กซิโก ปี 2000) ความตกลงเขตการค้าเสรีกลุ่มอเมริกากลางกับชีลี (1999) และกับปานามา (2002)

ในระดับทวิภาคี เอลซัลวาดอร์มีความตกลงการค้าเสรีกับไต้หวัน (2007) อีกทั้งกำลังทำการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา และสหภาพยุโรป นอกจากนี้แล้ว มีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศ เวเนซูเอล่า (1986) โคลัมเบีย (1984) และปานามา (1970)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและเอลซัลวาดอร์สถาปนาความสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 1987 โดยเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเม็กซานติอาโกเป็นเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์อีกตำแหน่งหนึ่ง และนาย Ricardo Moran Ferracuti เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำ สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับเอลซัลวาดอร์

ในปี ค.ศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับเอลซัลวาดอร์มีมูลค่ารวม 39.642 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 107 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 36.705 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังเอลซัลวาดอร์ในปี 2010 มูลค่า 38.175 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 เทียบเท่ากับร้อยละ 157 การนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์ในปี 2010 มีมูลค่า 1.467 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 66

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศเอลซัลวาดอร์ และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์

สินค้าที่ไทยส่งออกไปเอลซัลวาดอร์ คือ รถยนต์และรถบรรทุก แผ่นเหล็ก เส้นยาง และรองเท้า ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์ อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สินค้าสำหรับการบรรจุ และเศษเหล็กเศษอลูมิเนียม

4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศเอลซัลวาดอร์

รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน สินค้าพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง

4.5 การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวของเอลซัลวาดอร์ได้เติบโกอย่างรวดเร็วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ในปี คศ. 2010 การท่องเที่ยวมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 4.6 ของรายได้ประชาติ และได้มีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 4.5 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศเอลซัลวาดอร์ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.97 เป็น 1.27 ล้านคนจาก 1.15 ล้านคนในปี 2009

การแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยงระหว่างไทยกับเอลซาดอร์แทบจะไม่มี เนื่องจากประเทศเอลซาวาดอร์ยังเป็นที่รู้จักน้อย ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดในคนไทย อีกทั้งการเดิงทางไปยังประเทศเอลซาวาดอร์ต้องต่อเครื่องบินหลายต่อ

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

5.1. กระทรวงการต่างประเทศ (Ministerio de Relaciones Exteriores de El Salvador)
Calle El Pedregal, Blvd. Cancillería. Ciudad Merliot, Antiguo Cuscatlan, El Salvadorใ
Tel: PBX (503) 2231 1000 (503) 2231 1309 (503) 2231 1383
Email: consulta_comunicaciones@rree.gob.sv
Websiste: http://www.rree.gob.sv/

5.2. กระทรวงเศรษฐกิจ (Ministerio de Economia)
Alameda Juan Pablo II y Calle Guadalupe, Edificio C, Plan Maestro, esquina opuesta a PuertoBus, Centro de Gob., San Salvador.
Teléfono (PBX): (503) 2231-5600
E-mail:info@minec.gob.sv
Website: http://www.minec.gob.sv/

5.3 หอการค้าแห่งเอลซัลวาดอร์
Tel: (503) 2231 - 3000
Fax: (503) 2271 - 4461
Email: camara@camarasal.com
Website: http://www.camarasal.com/

Wednesday, March 16, 2011

Country Profile: Cuba 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจคิวบา


ตั้งอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนเหนือ ที่จุดบรรจบของทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และมหาสมุทรแอตแลนติก คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออก และหมู่เกาะบาฮามาส ทางทิศตะวันตกของเกาะเติร์กและหมู่เกาะเคคอสและประเทศเฮติ ทางทิศตะวันออกของเม็กซิโก และทางทิศเหนือของหมู่เกาะเคย์แมนและเกาะจาเมกา

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐคิวบา (ภาษาสเปน: República de Cuba)
1.3 เมืองหลวง/เมืองท่า/เมืองเศรษฐกิจสำคัญ/ สินค้าสำคัญในแต่ละเมือง

กรุงฮาวานา (เมืองหลวง) ประชากร 2.1 ล้าน โรงบรรจุอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เคมีและเภสัชอุตสาหกรรมอาหาร การก่อสร้างซ่อมเรือ ผลิตรถยนต์ เหล้า สิ่งทอ ยาสูบ กรุงฮาวานาเป็นท่าเรือที่สำคัญที่สุดของคิวบา

Santiago de Cuba เป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นอันดับสอง มีประชากรประมาณ 5 แสนคน เป็นศูนย์บริการท่าเรือ เป็นท่าเรืออันดับสองของคิวบา

1.4 ขนาดพื้นที่ 110,861 ตารางกิโลเมตร (ขนาดใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีเหนือ กัวเตมาลา ฮอรดูรัส)
1.5 ประชากร 11.38 ล้านคน
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ แร่โคบาล์ท นิเกิล์ เหล็ก โครเมี่ยม ทองแดง เกลือ ป่าไม้ และน้ำมัน
1.7 ประวัติศาสตร์

ชาวสเปนเดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อ คศ. 1597 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและมีชาวอินเดียนอยู่น้อย จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเฮติ คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ ได้รับเอกราชจากสเปนในปี คศ.1868 โดยการสนับจากสหรัฐฯ แต่แล้วกลับตกมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ แทนจนถึงการยึดอำนาจภายใต้การปกครองระบบคอมมิวนิสต์โดยนายฟิเดล คาสโตรในปี คศ. 1959

เชื้อชาติ ร้อยละ 51 ของประชากรเป็น mulattos (เชื้อสายผสมระหว่างชนผิวขาวกับผิวดำ) ร้อยละ 37 เป็นผู้สืบเชื้อชายจากชาวสเปนโดยแท้จริง ร้อยละ 11 คนผิวดำ ร้อยละ 1 เชื้อสายจีน
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 72 ของประชาการทั้งหมด)
ภาษา ภาษาสเปน

1.8 ระบอบการปกครอง

มีการปกครองแบบระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำ นายราอูล คาสโตร ได้รับการเลือกตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2008 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สภานิติบัญญัตมาจากการเลือกตั้งจากสมาชิกของพรรค Partido Comunista de Cuba (PCC) มีสมาชิก 614 คน มีวาระ 5 ปีเช่นเดียวกัน ประเทศคิวบามีเขตพื้นที่การปกครอง 14 จังหวัด และเขตเทศบาลพิเศษ 1 เขต

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนน จำนวน 60,858 กิโลเมตร ทางเดินรถไฟ 8,598 กิโลเมตร และทางน้ำ 240 กิโลเมตร มีสนามบิน 136 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศชื่อว่า Jose Marti International Airport ที่กรุงฮาวานา สายการบินประจำชาติ ชื่อว่า Cubana Airlines นอกจากระบบคมนาคมนมแล้ว ยังมีท่อส่งแก๊ซ 41 กิโลเมตร และท่อส่งน้ำมัน 230 กิโลเมตร มีเรือเดินทะเลจดทะเบียนภายในประทเศ 5 ลำ และเรือเดินทะเลจากต่างประเทศอีก 6 ลำ จากไซปรัส 1 เนเธอร์แลนด์ อันติลส์ 1 และปานามา 4

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศคิวบา

ตั้งแต่ปี คศ.1990 เป็นต้นมา มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจคิวบา เพื่อเพิ่มบทบาทของตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เศรษฐกิจของคิวบายังคงประกอบด้วยการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (state-owned) การเกษตรภาคเอกชน และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการร่วมทุนของต่างชาติในรูปแบบ joint venture เป็นสำคัญ การนำเข้าและส่งออกสินค้าของคิวบาดำเนินการโดย Cuban Enterprise และหน่วยงานที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ National Registry of Exporters and Importers หน่วยงานเหล่านี้จะสามารถนำเข้าส่งออกสินค้าในรายการที่ได้ระบุไว้เท่านั้น หากมีการนำเข้าส่งออกสินค้านอกเหนือจากรายการเหล่านั้นจะต้องขออนุญาตต่อกระทรวงการค้าต่างประเทศ ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดประมาณ 400 บริษัท ประกอบด้วยรัฐวิสาหกิจ บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์ และบริษัทที่รัฐมีหุ้นบางส่วน ผู้ที่จะประกอบธุรกิจกับคิวบาจะต้องลงนามในสัญญากับบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การค้าระหว่างประเทศของคิวบาดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจและ joint venture บริษัทนำเข้าสินค้าที่สำคัญของคิวบาได้แก่ บริษัท Alimport ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรของรัฐบาล

ตลาดในคิวบาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตลาดสำหรับการนำเข้าเพื่อธุรกิจท่องเที่ยว และตลาดเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมในประเทศ ประกอบด้วยการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งมี Cuban Enterprise เป็นผู้ดำเนินการหลัก

เงินที่ใช้ในคิวบามี 2 ประเภท คือ คิวบาเปโซ และ convertible peso (เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า chavito) เงินคิวบาเปโซเป็นสกุลเงินที่ใช้ได้เฉพาะภายในประเทศ ไม่มีมูลค่าสำหรับการเงินระหว่างประเทศ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้ ในปี คศ. 1993 รัฐบาลคิวบาให้ประชาชนถือเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในประเทศอย่างถูกกฎหมายได้ มีการใช้จ่ายเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในกลุ่มธุรกิจสินค้าและบริการที่เป็นธุรกิจ‘ luxury’ รวมทั้งธุรกิจท่องเที่ยว ต่อมาในปี 1994 คิวบาประกาศใช้เงิน convertible peso เพื่อใช้แทนเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังสามารถถือเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ในการแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ หากแลกด้วยเงินสหรัฐฯ จะต้องเสียค่าคอมมิสชั่นร้อยละ 10

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจคิวบา

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

คิวบามีเงินทุนสำรองประเทศมูลค่า 4.847 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศคิวบา

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 72.9 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22.7 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 4.2

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

ประเทศคิวบาได้รับการลงทุนจากต่างประเทศในปี คศ. 2010 มูลค่า 4.847 พันล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุนจากต่างประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของคิวบา ภายหลังจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเนื่องจากการล่มสลายของรัสเซีย ปัจจุบัน คิวบามีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้มีกิจกรรมที่เกิดผลกำไรและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดในปี 2001 คิวบาออกกฎหมายเกี่ยวกับความร่วมมือและสัญญาของธุรกิจโรงแรม นอกจากนี้ คิวบามีการประกันแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยกฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยของนักลงทุน นอกจากนี้แล้ว นักลงทุนสามารถโอนรายได้และดอกเบี้ยที่เกิดจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวยังอาจถูกเวนคืนและได้รับเงินชดเชยหากเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือสังคมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ปัจจุบันมีนักลงทุนจาก 46 ประเทศลงทุนในกิจการต่าง ๆ 32 สาขา ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจากยุโรป เช่น สเปน อิตาลี และฝรั่งเศส สาขาหลักที่มีการลงทุนได้แก่ การท่องเที่ยว เหมืองแร่ พลังงาน และธุรกิจด้านการสื่อสาร

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของคิวบา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศคิวบา

ในปี คศ. 2010 คิวบามีมูลค่าการส่งออกรวม 3.31 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 15 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ ประเทศจีน ในสัดส่วนร้อยละ 25.7 แคนาดาร้อยละ 20.3 สเปนร้อยละ 6.8 และเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 4.5 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ น้ำตาล นิเกิล์ ยาสูบ ปลา ผลิตภัณฑ์ยา ส้ม และกาแฟ

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 10.25 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 15 เช่นเดียวกัน โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศเวนูซูเอลา ร้อยละ 30.5 (เป็นสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเครื่องจักร) รองลงมามีการนำเข้าจากประเทศจีนร้อยละ 15.5 สเปนร้อยละ 8.3 และสหรัฐฯ ร้อยละ 6.9 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน อาหาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ และสารเคมี

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

คิวบาใช้ระบบ Harmonized 8 หลักในการระบุรายการสินค้า อัตราภาษี MFN ของคิวบาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 15 (ระหว่าง 5-40%) และอัตราภาษีทั่วไปไม่เกินร้อยละ 17 การคำนวณภาษีของคิวบาใช้การคำนวณแบบ ad valorem และไม่มีการเก็บภาษีส่งออก

คิวบาไม่มีข้อจำกัดสำหรับการนำเข้าในแต่ละกรณี เช่น โควตา หรือใบอนุญาตนำเข้า แต่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับการนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าจำพวกอาหารและยา เครื่องสำอาง อุปกรณ์การแพทย์ และ personal and domestic use products นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมสุขอนามัยพืชที่เข้มงวดสำหรับการนำเข้าส่งออกพืชและส่วนประกอบ ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมมี The National Standardization Office (NC) เป็นผู้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้า ใบรับรองสินค้า การควบคุมคุณภาพ มาตรวัดสินค้า การบริการด้านเอกสารและการตรวจสอบคุณภาพสินค้า

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

คิวบาได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าระหว่างประเทศ ในปี คศ. 1995 และในปี คศ. 1999 คิวบาได้เข้าเป็นสมาชิก The Latin American Association of Integration (ALADI) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่างประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน และในปี คศ. 2005ได้ลงนามในความตกลงด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Trade and Economic Cooperation Agreement) กับประเทศในกลุ่ม CARICOM สำหรับความตกลงในระดับทวิภาคีนั้น คิวบามีความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศปานามา รัสเซีย เวเนซูเอล่า โบลเวีย และยังมีความตกลงพิเศษกับประเทศเวียดนามเพื่อการนำเข้าข้าว อีกด้วย

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างคิวบากับไทย

ไทยและคิวบาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม คศ. 1958 รัฐบาลคิวบาได้ตั้งสถานเอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย โดยเริ่มเปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม คศ. 2003 ปัจจุบันมีนาง Maria Luisa Fernandez Equilaz เป็นเอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย สำหรับฝ่ายไทย รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโกเป็นเอกอัครราชทูตประจำคิวบาอีกตำแหน่งหนึ่ง และในปี คศ. 2003 ได้เปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐคิวบาขึ้น โดยมีนาย Jorge Manuel Vera Gonzalez ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับคิวบา

ในปี คศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับคิวบามีมูลค่ารวม 3.441 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 20 และลดลงจากปี 2008 ร้อยละ 64 โดยในปี 2010 ไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้ามูลค่า 772,899 เหรียญสหรัฐ ไทยมีการส่งออกไปยังคิวบาในปี คศ. 2010 มูลค่า 2.107 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 32 การนำเข้าจากคิวบาในปี 2010 มีมูลค่า 1.334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2009 ร้อยละ 10

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคิวบา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากคิวบา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปคิวบา คือ อาหารทะเล เครื่องซักผ้าและชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ข้าว ท่อยาง และยางรถยนต์ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากคิวบา ซีการ์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยา เลือด และเศษเหล็ก
4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศคิวบา

ผลิตภัณฑ์กระดาษ สินค้าพลาสติก และผักผลไม้ เคยส่งออกได้ำจำนวนมากมาปี คศ. 2008 แต่ต่อมาในปี 2009 และ 2010 ไม่ได้มีการนำเข้าสินค้าสามรายการดังกล่าว

4.5 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยกับคิวบา

ในปี คศ. 2000 ไทยและคิวบาได้ลงนามใน MOU โดยคิวบาได้สัญญาว่าจะซื้อข้าวจากไทย และได้เสนอการแลกเปลี่ยนข้าวกับน้ำตาลและสินค้าไบโอเทคโนโลยีชีวภาพ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องงดังกล่าว

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2003 ไทยและคิวบาได้ลงนามในความตกลงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ณ กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-คิวบา (Thailand-Cuba Joint Commission) จัดขึ้นทั้งหมด 2 ครั้ง คือ 15 มีนาคม 2004 ที่กรุงเทพฯ และ 13-14 กุมภาพันธ์ 2006 ที่ประเทศคิวบา ในการประชุมครั้งล่าสุด มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้า ได้แก่ การจัดทำ Joint Work Plan เพื่อกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน ฝ่ายคิวบาได้เสนอให้กำหนดเป้าหมายในการขยายการค้าจาก 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยกำหนดเป้าหมายให้การค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นสองเท่า ในปี 2010 สินค้าสำคัญที่ไทยต้องการให้บรรลุเป้าหมายได้แก่ ข้าว เครื่องใช้ภายในบ้าน สินค้าอุตสาหกรรม อะไหล่รถยนต์ เป็นต้น ในขณะที่คิวบาต้องการเสนอสินค้าประเภทวัคซีน

ไทยได้จัดคณะผู้แทนเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่คิวบาระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน คศ.2002 แต่ไม่มีภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว ในการนี้ ผู้แทนฝ่ายไทย ได้เข้าพบหน่วยงานราชการและเอกชนที่สำคัญ เช่น กระทรวงการค้าต่างประเทศ และบริษัท CIMEX Corporation เป็นต้น โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน คิวบาจะเริ่มนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยอีกครั้ง และสนใจที่จะส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมายังไทย และภาคเอกชนคิวบาสนใจนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในโรงแรม เครื่องปรับอากาศ สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้านจากไทย

มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยและหอการค้าคิวบา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม คศ. 2004 ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2006 นาง Maria Luisa Fernandez Equilaz เอกอัครราชทูตสาธารณรรัฐคิวบาประจำประเทศไทยได้เข้าพบกับประธานกรรมการหอการค้าไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและคิวบา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการจัดคณะผู้แทนทางธุรกิจระหว่างกัน ร่วมประชาสัมพันธ์เผยแพร่งานแสดงสินค้าของแต่ละประเทศ และไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพในการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและคิวบา

4.6 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับคิวบา

ไทยประสบอุปสรรคในการส่งออกข้าวไปยังคิวบา อุปสรรคที่สำคัญคือปัญหาเรื่องการชำระเงิน เนื่องจากคิวบาต้องการขอเครดิตระยะยาว และธนาคารในประเทศไทยไม่สามารถรับรอง L/C ที่ออกโดยธนาคารคิวบาได้ เนื่องจากคิวบาถูกจัดอันดับโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้อยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในเรื่องการเมือง ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องหาธนาคารจากประเทศที่ 3 เป็นผู้รับรอง L/C หรือส่งออกข้าวโดยผ่านประเทศที่ 3 ซึ่งทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น

4.7 การท่องเที่ยวในประเทศคิวบา

มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศคิวบา ปี คศ. 2008 จำนวน 2,316,000 คน ภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาก แต่ยังขาดการลงทุนในการสร้างโรงแรม ในขณะนี้ รัฐบาลของคิวบาต้องการส่งเสริมให้มีการสร้างสนามกอลฟ์ และท่าเรือสำหรับเรือสำราญ

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

5.1 กระทรวงการค้าต่างประเทศคิวบา
website: http://america.cubaminrex.cu/

5.2 หอการค้าคิวบา
website: www.camaracuba.cu

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

สถานทูตคิวบาประจำประเทศไทย
Mela Mansion Apt. 3C, 5 สุขุมวิท 27
ถนนสุขุมวิท คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ : 02-665-2803
โทรสาร : 02-661-6560
E-mail: cubaemb1@loxinfo.co.th

Friday, March 11, 2011

Tourism in Mexico

การท่องเที่ยวในประเทศเม็กซิโก
ความสำคัญทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มละตินอเมริกา อันดับสองสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอเมริกา และอันดับสิบสำหรับการท่องเที่ยวโลก เมื่อปี คศ. 2009 ประเทศเม็กซิโกได้รับนักท่องเที่ยวรวมประมาณ 22 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับสามรองจาก การส่งเงินกลับจากต่างประเทศ และรายได้จากการขายน้ำมัน

ในปีที่ผ่านมา (คศ. 2010) ภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโกมีสัดส่วนของผลผลิตแห่งชาติในอัตราร้อยละ 13.2 ซึ่งได้เพิ่มจากร้อยละ 8.9 ในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี คศ. 2000 การขยายตัวของภาคการท่องที่ยวในเม็กซิโกมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 3.8

ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเม็กซิโกประกอบด้วย บริการการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (ประมาณร้อยละ 28.6 ของการขนส่งทั้งหมด) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 29.2 บริการร้านอาหารและบาร์ สัดส่วนร้อยละ 24.8 บริการโรงแรมและห้องพัก สัดส่วนร้อยละ 12.7 การค้า สัดส่วนร้อยละ 12.3 และการขายสินค้าหัตกรรมและอื่น ๆ สัดส่วนร้อยละ 11.4

การท่องเที่ยวในเม็กซิโกได้มีการพัฒนามาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ยุคการปกครองของสเปนจนถึงช่วงการรับเอกราชอันเป็นผลให้มีปรับเปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองของธุรกิจและที่ดินที่เคยเป็นของชาวสเปนมาเป็นของธุรกิจท้องถิ่นชาวเม็กซิกัน ต่อมาในยุคหลังสงครามโลก การท่องเที่ยวในเม็กซิโกได้รับการกระตุ้นจากผู้ที่เดินทางหลบหนีสงครามมาอยู่ที่เม็กซิโก รวมทั้งได้รับการลงทุนจากต่างชาติในระบบการขนส่งด้านการบิน รถไฟ และถนนทางหลวงระหว่างรัฐ การวางแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับชาติได้เริ่มต้นอย่างเป็นระบบในปี คศ. 1998 โดยการรวมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย เป็นสภาการท่องเที่ยวแห่งเม็กซิโก (Consejo de Promoción Turística de México-CPTM) และต่อมาได้มีการกำหนดแผนงานการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับแรกสำหรับช่วงปี คศ. 2001-2005 หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนอำนาจการปกครองเสียงในสภาจากพรรค PRI มายังพรรค PAN ซึ่งได้ครองเสียงในสภาติดต่อกันมาเป็นสองสมัยแล้วในปัจจุบัน

หน่วยงานที่สนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของรัฐในเม็กซิโกมี 3 หน่วยงานหลัก อันได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยว (SECTUR), สภาการท่องเที่ยวที่พัฒนามาจาก CPTM (PROMOTUR) และกองทุนเพื่อการส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว (FONATUR) นอกจากนี้แล้ว ภาคเอกชนยังได้มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมต่าง ๆ เช่น สมาคมร้านอาหาร สมาคมโรงแรม สมาคมสปา สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อการรักษาอนุรักษณ์ธรรมชาติ (ecotourism) เป็นต้น

ลักษณะของการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

งแม้ว่าประเทศเม็กซิโกจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเป็นอันดับสิบของโลก การท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวเม็กซิกันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่อุดหนุนภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโก ร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาจากการเดินทางของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยภายในประเทศ ซึ่งนิยมการเดินทางไปทั่วทุกภาคของประเทศ

การบริการสำหรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศของเม็กซิโก มีรูปแบบที่มีความหลากหลาย ทั้งสำหรับแห่ล่งท่องเที่ยวที่ ๆ ที่จะไป ซึ่งกระจายไปตามรัฐทั้ง 31 รัฐของเม็กซิโก (multidestination) และความหลากหลายในลักษณะรูปแบบของการท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งการท่องเที่ยวในเมือง การท่องเที่ยวแหล่งอารยธรรมโบราณ การท่องเที่ยวตามชายหาดและเกาะ การขึ้นเรือสำราญ การท่องเที่ยวเพื่อบำบัดร่างกาย (spa tourism) การท่องเที่ยวเพื่อการชิมอาหาร (gastro-tourism) และการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษณ์ธรรมชาติ (eco-tourism) เป็นต้น

สถิติของจุดหมายปลายทางของการเดินทางบ่งชี้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเม็กซิโกสำคัญ 6 แห่ง ที่มีผู้เดินทางไปยังแหล่งเหล่านี้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของจุดหมายปลายทางรวม ได้แก่ เมือง Mexico City, Guadalajara และ Monterrey และแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล Acapulco, Veracruz และ Cancun แต่หากพิจารณาเพียวการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ จะพบว่า Cancun จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่ กรุงเม็กซิโก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญรองลงมา ได้แก่ Puerto Vallarta, Acapulco, Los Cabos และ Cozumel

ในปี คศ. 1997 การบริการโรงแรมมีสัดส่วนในผลผลิตของของภาคการท่องเที่ยวระหว่างร้อยละ 12-17 รองจากร้านอาหารและการขนส่ง มีโรงแรมทั้งหมด 14,963 แห่ง และห้องพักรวม 583,731 ห้อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมขนาดกลางและย่อม รัฐที่มีโรงแรมมากที่สุดได้แก่ รัฐ Jalisco (จำนวน 1,346 โรงแรม) รองลงมาได้แก่ รัฐ Veracruz (1,197) Oaxaca (1,033) Quintana Roo (763) เขตนครหลวง Federal District (656) และ Chiapas (648)

การท่องเที่ยวจากต่างประเทศ (Inbound tourism)

ในช่วงระหว่าง คศ. 1990-2000 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกเม็กซิโกได้ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยปีละ 1.9 เปอร์เซ็นต์ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นเป็น 20.6 ล้านคนในปี คศ. 2000 การเดินทางข้ามชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกได้ขยายตัวอย่างฉับพลันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงการค้าเสรีนาฟต้า ในปี คศ. 2000 การเดินทางท่องเที่ยวข้ามชายแดนจากสหรัฐฯ เพื่อมาเที่ยวในเม็กซิโกแบบไปกลับภายในวันเดียวได้มียอดเกิน 80 ล้านเที่ยวในปีนั้น

นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึน ข้อมูลสถิติยังบ่งชี้ว่า นักท่องเที่ยวได้เพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทาง โดยค่าใช้จ่ายรวมที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายระหว่างปี คศ. 1989-2000 ได้เพิ่มจาก 5.5 พันล้านเหรียญ เป็น 8.3 พันล้านเหรียญ หรือขยายตัวในอัตราร้อลละ 4.1

การเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศอื่น (Outbound tourism)

การเดินทางในท่องเที่ยวในต่างประเทศ มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปตามสภาพวัฏจักรของธุรกิจ และความผันผวนของ โดยสามารถสังเกตเห็นว่า ในระยะวิกฤตการณ์การเงินช่วงปี คศง 1990 เมื่อผลผลิตรวมแห่งชาติได้ลดลงและค่าเงินเปโซได้อ่อนตัวมีค่าลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง การท่องเที่ยวออกไปต่างประเทศได้ลดลงร้อยละ 6.2

แหล่งท่องเที่ยวในต่างประเทศที่ชาวเม็กซิกันนิยมไปที่สุดของ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากชาวเม็กซิกันมีความสะดวกในการเดินทางไปยังสหรัฐฯ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพียง และมีบริการรับการท่องเที่ยวที่ดี ทั้งนี้ ชาวเม็กซิกัน นิยมการเดินทางไปซื้อสินค้าบริโภคต่าง ๆ การท่องเที่ยวแหล่งสำราญ เช่น คาซิโน สวนเด็กเล่น หรือการชมเมือง เป็นต้น นักท่องเที่ยวเม็กซิกันไม่นิยมการท่องเที่ยวตามแหล่วงธรรมชาติ ยกเว้นการสกี ซึ่งมักจะมีการเดินทางไปสกีในรัฐ Colorado และ New Mexico ในช่วงฤดูหนาย

ในปี คศ. 1999 ได้มีชาวเม็กซิกันเดินทางออกนอกประเทศจำนวน 7.4 ล้านคน และได้เพิ่มเป็น 12 ล้านคนในปี 2535 ก่อนการเกิดวิกฤตการณ์การเงินในประเทศเม็กซิโก อันเป็นให้มีการลดค่าเงินเปโซในขั้นแรกถึงร้อยละ 30 การเดินทางไปต่างประเทศได้ลดลงไปหนึ่งในสามในปี คศ. 1993 และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น การเดินทางออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศได้ค่อยเพิ่มขึ้น โดยมีการขยายตัวประมาณปีละ 5.6 เปอร์เซ้นต์ จนถึงระดับ 11 ล้านคนในปี คศ. 2000

ในปี คศ. 2007 ชาวเม็กซิกันที่เดินทางไปสหรัฐฯ ได้ใช้จ่ายรวม 9.5 พันล้านเหรียญฯ ประมาณร้อยละ 75 เป็นผู้ที่เดินทางไปทางอากาศ

ภาวะวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปของเม็กซิโก และภาวะค่าเงินเปโซที่อ่อนตัว ทำให้การท่องเที่ยวในสหรัฐฯ แพงขึ้นสำหรับชาวเม็กซิกัน และเป็นผลให้มีการเดินทางไปสหรัฐฯ ลดลงไปประมาณร้อยละ 6

การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการท่องเที่ยว

หน่วยงาน FONATUR เป็นหน่วยงานที่เอื้ออำนวยการลงทุนจากต่างประเทศสำหรับภาคการท่องเที่ยวในเม็กซิโก โดยเป็นผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างและการขายที่ดินในพื้นที่ ๆ ได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ FONATUR เป็นหน่วยงานที่ทำการส่งเสริมการขายที่ดิน รวมทั้งเป็นองค์กรที่เป็นผู้ร่วมทุนกับนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยการถือหุ้นส่วนในโครงการลงทุนต่างๆ นอกจากนี้แล้ว ยังให้ความร่วมมือหรือความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคแก่หน่วยงานบรหารในระดับท้องถิ่น และเป็นผู้ประสานงานระหว่างผุ้ทำการพัฒนา หน่วยงานรัฐ และนักลงทุน FONATUR ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ Cancun และ Los Cabos และกำลังเร่งการส่งเสริมสำหรับพื้นที่ในเขต Ixtapa แต่มีพื้นที่ ๆ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ได้แก่ Huatulco และ Loreto ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมใหม่อีกรอบต่อไป ส่วนโครงที่จะได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวใหม่มีพื้นที่ในเขค Sea of Cortes (หรืออ่าวแคลิฟอร์เนีย), the Maya Coast และ Palenque

รัฐบาลของเม็กซิโกทำการส่งเสริมและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวต่าง ๆ ในลักษณะเปรียบได้เสมือนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยการเอื้ออำนวยพิเศษ การให้สิทธิต่าง ๆ และการร่วมลงทุน กิจกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ไปลงทุนในเขตพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการส่งเสริม เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บาร์ โรงแรม ปาร์ค มารีน่า บ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวหรือพนักงาน มอเตอร์โฮม พื้นที่การจัดแคมพ์ ศูนย์การค้า รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ไม่เกิน 50 เอกเกอร์ ผู้ที่สนใจเสนอโครงการลงทุนสามารถยื่นเสนอขออนุมัติรับการส่งเสิรมผ่านกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก

โอกาสทางการตลาดเพื่อชักจูงท่องเที่ยวจากเม็กซิโก

บริษัททัวร์ที่ต้องการส่งเสริมชักจูงนักท่องเที่ยวจากเม็กซิโกที่มีตัวแทนในสหรัฐฯ จะมีความได้เปรียบกว่าบริษัทที่ต้องกาชักจูงนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันที่ไม่มีสำนักงานตัวแทนในภูมิภาค การเปิดสำนักงานตัวแทนในเม็กซิโกเป็นลู่ทางในการชักจูงที่ดีที่สุด เนื่องจากประเทศเม็กซิโกมีพื้นที่กว้างขวาง การเปิดสำนักงานตัวแทน ควรจะมีสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่ในภาคต่าง ๆ เช่น ทีเมือง Guadalajara และ Monterrey นอกจากกรุงเม็กซิโก เป็นต้น

อีกลู่ทางหนึ่งคือการจ้างบริษัททัวร์ที่มีบริการและตัวแทนกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ นอกจากการเสนอราคาที่ดีแล้ว ยังต้องมีการบริการทันต่อเวลา และการบริการหลังการขาย นักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันไม่นิยมทำการซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตและชอบใช้บริการของทัวร์เอเยนต์ การขายผ่านตัวแทนแบบ wholesale เป็นช่องทางการเข้าสู่ตลาดที่ดีที่สุด สองส่วนสามของผู้ขายทัวร์จะเสนอแพ็กเก็จแบบ incentive travel packages แก่บริษัทในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นในภาคเภสัช ธุรกิจห้องแล็บ ธุรกิจประกัน บริษัทขายรถยนต์ บริการท่องเที่ยว บริการการเงิน หรือบริษัทที่ทำการขายตรง

บริษัททัวร์ที่ต้องการเจาะตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1) ทำการโปรโหมดในประเทศเม็กซิโก
2) การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และคู่ค้าฝ่ายเม็กซิกัน เช่น บริษัทที่บริการเกี่ยวกับการเดินทาง ฯลฯ
3) สร้างความเข้าใจกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกัน และออกแบบแผนทัวร์ตามความนิยมของลูกค้า 4) ต้องมีพนักงานที่ให้บริการเป็นภาษาสเปนนิช
5) ให้เข้าใจว่าชาวเม็กซิกันมักจะตัดสินใจเดินทางโดยทันด่วน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า และไม่ชอบทำการซื้อบริการผ่านอินเตอร์เน็ต
6) ให้เน้นขายความเชี่ยวชาญด้านบริการที่มีโดยเฉพาะ เช่น บริการสปา บริการท่องเที่ยงในป่า บริการท่องเที่ยวด้านอาหาร หรือบริการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมหรือโบราณสถาน

แหล่งข้อมูล: