Google Website Translator

Saturday, February 26, 2011

Country Profile: Guatemala 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศกัวเตมาลา


กัวเตมาลาเป็นประเทศในอเมริกากลาง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ มีชายฝั่งติดกับทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน พรมแดนด้านตะวันออกจรดเม็กซิโก ตะวันออกเฉียงเหนือจรดเบลีซ และตะวันตกเฉียงใต้จรดฮอนดูรัสและเอลซัลวาดอร์

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐกัวเตมาลา (ภาษาสเปน: República de Guatemala)

1.3 เมืองหลวง กรุงกัวเตมาลา (ประชากรราว 2.9 ล้านคน)

1.4 ขนาดพื้นที่ 108,889 ตารางกิโลเมตร

1.5 ประชากร 13.8 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน นิ้กเกิล ป่าไม้ ประมง พลังงานไฟฟ้า

1.7 ประวัติศาสตร์

กัวเตมาลามีพื้นฐานอารยธรรมมาจากอาณาจักรมายาที่รุ่งเรืองเป็นเวลาพันปีก่อนที่สเปนมายึดครอง กัวเตมาลาอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศสเปนระหว่างปี ค.ศ. 1524-1821 และได้รับเอกราชจากประเทศสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1821 ระหว่างปี ค.ศ. 1839-1944 กัวเตมาลาอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการทางทหาร จนกระทั่งปี ค.ศ.1945 รัฐบาลฝ่ายสังคมนิยมได้รับการเลือกตั้งและพยายามปรับโครงการทางสังคมและประเทศ ต่อมาในปี ค.ศ. 1945 รัฐบาลสังคมนิยมดังกล่าวได้ถูกล้มล้างโดยกลุ่มกบฏทหารฝ่ายขวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน CIA ของสหรัฐฯ โดยนอกจากล้มล้างรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหารใหม่แล้ว ยังได้ทำการกวาดล้างกลุ่มพรรคคอมมิวนิตส์และกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง ส่งผลให้กลุ่มฝ่ายซ้ายดังกล่าวหลบหนีไปอยู่ตามชนบทที่ยากจนและจัดตั้งเป็นกลุ่มกบฏกองโจรฝ่ายซ้ายเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 36 ปี กัวเตมาลาต้องอยู่ในสภาวะสงครามการเมือง จนกระทั่งการเจรจาสงบศึกในปี ค.ศ. 1996

เชื้อชาติ เมสติโซ (ผิวขาวผสมอินเดียน) ร้อยละ 55 อเมริกัน-อินเดียน ร้อยละ 43 คอเคเชียน และอื่นๆ ร้อยละ 2
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
ภาษา ภาษาสเปน และภาษาท้องถิ่น Kekchi, Cakchique, Guiche และ Nam

1.10 ระบอบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อ 14 มกราคม ค.ศ. 1986 ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาย Álvaro Colom Caballeros (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 14 มกราคม ค.ศ. 2008) ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติระบบสภาเดียว จำนวน 158 ที่นั่ง และมีวาระ 4 ปี พื้นที่การปกครองมี 22 จังหวัด

1.11 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน 14,095 กิโลเมตร ทางรถไฟจำนวน 332 กิโลเมตร และทางน้ำ 990 กิโลเมตร ซึ่งเพียง 260 กิโลเมตรสามรถใช้เดินเรือได้ทั้งปี สนามบินมี 372 แห่ง โดยมีสนามบินระหว่างประเทศชื่อ La Aurora Internation Airport อยู่ที่กรุงกัวเตมาลา มีสายการบินเอกชนเล็ก ๆ 3 ราย คือ TAG AVCOM (Aviateca) และ RACSA มีระบบท่อส่งน้ำมัน 480 กิโลเมตร ท่าเรือที่สำคัญได้แก่ Puerto Quetzal และ Santo Tomas de Castilla2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป

2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศกัวเตมาลา

ประเทศกัวเตมาลาเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด และมีขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง โดยในปี ค.ศ. 2010 มีรายได้ต่อหัวประมาณ 4,871 เหรียญสหรัฐ ผลผลิตแห่งชาติของกัวเตมาลามีสัดส่วนเทียบเป็นหนึ่งส่วนสี่ของผลผลิตรวมของกลุ่มตลาดกลางอเมริกากลาง (CACM) อย่างไรก็ตาม กัวเตมาลายังคงต้องรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำอย่างมาก ทั้งนี้ กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรของกัวเตมาลาอยู่ในระดับยากจน และร้อยละ 15 อยู่ในระดับความยากจนขีดสุด การขาดการศึกษาที่เพียงพอในประชากรส่วนใหญ่เป็นปัญหาสำคัญ และทำให้กัวเตมาลาขาดแรงงานที่มีฝีมือ โครงสร้างของเศรษฐกิจยังคงพึ่งรายได้จากเงินส่งกลับจากแแรงงานในต่างประเทศเป็นสำคัญ เทียบได้เป็นสองส่วนสามของมูลค่าการส่งออก หรือร้อยละ 10 ของผลผลิตแห่งชาติ นอกจากนี้ หนึ่งส่วนสามของการผลิตเพื่อการส่งออกยังคงเป็นการผลิตในลักษณะ maquiladora นั่นคือ นำเข้าวัตถุดิบจากหสหรัฐเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพื่อการส่งออกกลับไปยังสหรัฐ

เศรษฐกิจของกัวเตมาลาในปี 2009 ได้รับผลกระทบจากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลต่อมูลค่าเงินส่งกลับจากต่างประเทศลดลงถึงร้อยละ 9 ผลของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจยังคงแสดงตัวในปี 2010 อันเป็นผลให้เศรษฐกิจของกัวเตมาลาขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 1

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจกัวเตมาลา


2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

กัวเตมาลามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในปลายปี ค.ศ. 2010 ประมาณ 5.709 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศกัวเตมาลา

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 62.3 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 24.4 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 13.3 สินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ กาแฟ น้ำตาล และกล้วย ส่วนอุตสาหกรรมที่มีความนสำคัญได้แก่ เหมืองถ่านหิน การขุดเจาะน้ำมัน การประกอบเครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์การขนส่งและเรือ อุปกรณ์สื่อสาร การผลิตอาวุธ การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งทอ รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป การผลิตสารเคมี ปุ๋ย และซีเมนต์ ส่วนกิจการด้านการบริการทีสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว และอสังหริมทรัพย์

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของกัวเตมาลา ได้คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2010 กัวเตมาลาได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมูลค่าประมาณ 608.9 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลของกัวเตมาลามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในภาคลอจิสติก การสื่อสาร การท่องเที่ยว และการผลิตในอุตสาหกรรมอีเล็คตรอนนิกส์ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์เพื่อการแพทย์ สินค้าพลาสติก ผลิตภัณธ์ยาง ผลิตภัณฑ์เคมี และอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า รวมทั้งการสำรวจขุดเจาะน้ำมัน

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกัวเตมาลา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศกัวเตมาลา

ในปี ค.ศ. 2010 กัวเตมาลามีมูลค่าการส่งออกรวม 8.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 17.5 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 40.4 เอลซัลวาดอร์ ร้อยละ 11.2 ฮอนดูรัส ร้อยละ 8.5 และเม็กซิโก ร้อยละ 5.9 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ น้ำตาล น้ำมัน เสื้อผ้าสำเร็จรูป กล้วย ผักและผลไม้ และคาร์ดามอน

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 13.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 20 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 36.5 เม็กซิโก ร้อยละ 10.5 จีน ร้อยละ 5.9 และเอลซัลวาดอร์ ร้อยละ 5.1 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิง เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง วัสดุก่อสร้าง ข้าวและถั่ว ปุ๋ย และไฟฟ้า

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

อัตราภาษี MFN ของกัวเตมาลาทีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.9 สำหรับสินค้าเกษตรมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 9.9 ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 12 มีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีน้อยมาก ไม่มีข้อจำกัดสำหรับการนำเข้า เช่น โควตา หรือใบอนุญาตนำเข้า แต่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับการนำเข้าสินค้าบางประเภท

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

กัวเตมาลาได้เข้าร่วมองค์การค้าโลกในปี ค.ศ. 1995 เป็นสมาชิกกลุ่มศุลกากร Central American Common Market-CACM เมื่อปี ค.ศ. 1960 มีความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับกลุ่ม DR-CAFTA ตั้งแต่ปี 2004 กลุ่ม Colombia-North Triangle (โคลัมเบีย เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และฮอนดูรัส) ตั้งแต่ปี 2007 กลุ่ม Mexico-North Triangle ตั้งแต่ปี 2000 กลุ่มภูมิภาคอเมริกากลางกับชิลี ตั้งแต่ปี 1999 และกลุ่มภูมิภาคอเมริกากลางกับปานามา ตั้งแต่ปี 2002 ในระดับทวิภาคี กัวเตมาลามีความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศไต้หวัน ตั้งแต่ปี 2005 นอกจากนี้แล้ว ยีงมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศเวเนซูเอลา จากปี 1985

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัวเตมาลากับไทย

กัวเตมาลาเป็นประเทศแรกในภูมิภาคลาตินอเมริกากลางที่เปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยเมื่อปลายปี ค.ศ. 1988 โดยมีนาย Luis Alberto Henry Sanchez เป็นเอกอัครราชทูตกัวเตมาลาคนแรกในประเทศไทย แต่ต่อมาได้ปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยลงเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 1990 ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศกัวเตมาลาอีกตำแหน่งหนึ่ง และแต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทยประจำกัวเตมาลา (Mr. Louis Leonowens) ส่วนกัวเตมาลาแต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตกัวเตมาลาประจำญี่ปุ่น มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศ

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับกัวเตมาลา

ในปี ค.ศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัวเตมาลามีมูลค่ารวม 105.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 71 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 99.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังกัวเตมาลาในปี 2010 มูลค่า 102.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 71.6 การนำเข้าจากกัวเตมาลาในปี 2010 มีมูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 57

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศกัวเตมาลา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากกัวเตมาลา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศกัวเตมาลา 10 อันดับแรกในปี ค.ศ. 2010 คือ รถยนต์และชิ้นส่วน ผ้าลูกไม้และปัก ผลิตภัณฑ์ยาง ด้าย อาหารทะเลแปรรูป เครื่องจักรและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์เคมี เมล็ดพลาสติก ตู้เย็นและชิ้นส่วน และสิ่งทอ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากกัวเตมาลา ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เศษเหล็ก ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เสื้อผ้า กาแฟ-ชา-เครื่องเทศ ผ้า สิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ ผักและผลิตภัณฑ์

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย

ไทยและกัวเตมาลามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น ไม่มีปัญหาขัดแย้ง แต่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ใกล้ชิดเท่าที่ควร โดยเมื่อปี ค.ศ. 2007 เป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงล่าสุดของฝ่ายไทย คือเมื่อวันที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 รัฐมนตรีช่วยประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนกัวเตมาลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเยือนระดับสูงครั้งแรกของไทยนับตั้งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน สำหรับฝ่ายกัวเตมาลา แม้ว่าจะยังไม่มีการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ แต่นาย Oscar Jose Rafael BERGER Perdomo อดีตประธานาธิบดีกัวเตมาลาได้เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัว ระหว่างวันที่ 23 – 26 มิ.ย. 2007 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบการแต่งงานกับภรรยา และได้เดินทางไปเยือนจังหวัดภูเก็ตด้วยในปี 2009

4.5 การท่องเที่ยวในกัวเตมาลา

ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแหล่งเงินรายได้ของกัวเตมาลาเป็นอันดับ 2 โดยในช่วงไตรมาสของ ปี ค.ศ. 2009 เงินรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 หรือประมาณ 323 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดี จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด H1N1 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกัวเตมาลา นอกจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมและความไม่ปลอดภัยในกัวเตมาลา ยังคงเป็นปัจจัยที่ลดปริมาณนักท่องเที่ยวของกัวเตมาลาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ในแต่ละปีกัวเตมาลามีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 ล้านคน

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

5.1.  กระทรวงการต่างประเทศกัวเตมาลา
2a Av. 4-17 zona 10, Ciudad de Guatemala
Código Postal: 01010
Teléfono: (502)2410-0000
http://www.minex.gob.gt/

5.2. องค์กรการส่งเสริมการลงทุนแห่งกัวเตมาลา
10a calle 3-17 Z. 10, Edificio Aseguradora General, 4to Nivel
Phone: (502) 2421.2484
http://www.investinguatemala.org/

5.3. หอการค้ากัวเตมาลา
10 Calle 3-80, Zona 1. 01001, Guatemala, C.A.
Tel: +(502) 2417-2700
http://www.negociosenguatemala.com/

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

6.1. สถานเอกอัครราชทูตกัวเตมาลา ประเทศญี่ปุ่น
Kowa Nr. 38 Bldg. Rm. 905, Nishi-Azabu
106, Minato-Ku, Tokyo, Japan
Phone: +81-3-34001830
Fax: +81-3-34001820

Friday, February 11, 2011

Country Profile: Belize 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศเบลิซ


ชื่อทางราชการ เบลีซ (Belize)
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์  อยู่ในภูมิภาคอเมริกากลาง ทิศตะวันตกติดกับทะเลแคริบเบียน ทิศเหนือติดกับเม็กซิโก ทิศตะวันตกติดกับกัวเตมาลา
เนื้อที่ 22,965 ตารางกิโลเมตร
ภูมิอากาศ ร้อนชื้น อากาศร้อนและชื้นมาก ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกุมภาพันธ์
เมืองหลวง กรุงเบลโมแพน (BELMOPAN)
ประชากร 307,899 คน (ปี 2552)
ศาสนา โรมันคาทอลิก (ร้อยละ 49.6), โปรเตสแตนท์ (ร้อยละ 27), อื่นๆ (ร้อยละ 14) ไม่นับถือศาสนา (ร้อยละ 9.4)
ภาษาราชการ อังกฤษ
วันชาติ  21 กันยายน 1981 (ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร)
รูปแบบการปกครอง  ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
นายกรัฐมนตรี นาย Dean O. Barrow (ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2551)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Wilfred Elrington

ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

ระบบคมนาคมของเบลีซมีเส้นทางถนนจำนวน 3,007 กิโลเมตร สนามบิน 45 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศ คือ Philip S. W. Goldson International Airport ที่กรุงเบลีซ สายการบินของเบลีซ Tropic Air เป็นสายการบินเล็ก ๆ ที่มีเรือบิน 11 ลำ เบลีซมีเส้นเดินทาง ๆ น้ำ 825 กิโลเมตร มีท่าเรือ 2 แห่งที่กรุงเบลีซ และเมือง Creek City มีเรือเดินทะเลรวม 231 ลำ เป็นเรือบรรทุกสินค้า 146 ลำ bulk carrier 37 ลำ เรือบรรทุกสินค้าเย็น 27 ลำ เรือน้ำมัน 7 ลำ roll on/roll off 10 ลำbarge carrier 1 ลำ เรือโดยสาร 1 ลำ และเรือของต่างชาติอีก 171 ลำ ซึ่งเป็นของประเทศจีน 64 ลำ

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเบลีซ

การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดที่ให้เงินตราต่างประเทศกับเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กอย่างเบลีซ ภาคเศรษฐกิจที่ให้รายได้สำคัญรองลงมาได้แก่ การส่งออกผลิตภัฑ์ทะเล ส้ม น้ำตาล กล้วยและเสื้อผ้า รัฐบาลของเบลีซได้ดำเนินมาตรการด้า-การเงินและการคลังเพื่อขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ. 1998 อันเป็นผลให้ผลผลิตแห่งชาติขยายตัวของในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4 ในช่วงระหว่างปี 1999-2007 ในปี 2006 การขยายตัวของเศรษฐกิจเบลีซได้รับการกระตุ้นจากการค้นพบน้ำมันที่ช่วยให้รัฐบาลเบลีซปรับลดหนี้ระหว่างประเทศของภาครัฐ และช่วยให้มีสภาพคล่องด้านการเงินที่ดีขึ้น แต่ในปี 2009 เศรษฐกิจของเบลีซได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ภัยอุทกภัย และราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงในปีนั้น ทำให้เศรษฐกิจของเบลีซไม่มีกาาขยายตัวเลยในปีนั้น จนกระทั่งปี 2010 เศรษฐกิจของเบลีซจึงฟื้นฟูขยายตัวในอัตราร้อยละ 1.5


เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ประเทศเบลีซมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในปลายปี ค.ศ. 2010 ประมาณ 213.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

โครงสร้างการผลิตภายในประเทศเบลีซ

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 54.1 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 16.9 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 29

ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศเบลีซ

การลงทุนจากต่างประเทศในเบลีซได้เริ่มขยายตัวอย่างชัดเจนใจตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา โดยมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศได้กระโดดเพิ่มขึ้นจากประมาณปีละ 70 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เป็นปีละกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในช่วง 2004-2007 สำหรับในปี 2008 เบลีซได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดในมูลค่า 188 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการณ์เงินในสหรัฐฯ การลงทุนจากต่างประเทศในเบลีซได้ลดลงเป็น 94 ล้านเหรียญฯ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของเบลีซได้พัฒนาการให้สิทธิพิเศษและการอำนวยความสะดวกสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศหลายประการ ภาคเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ คือ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตร (การผลิตน้ำตาล และการเลี้ยงผึ่ง) การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงกุ้งและปลา การเพาะปลูกต้นไม้และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับป่าไม้ อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ และการประมงน้ำลึก

ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศเบลีซ

ในปี ค.ศ. 2010 เบลีซมีมูลค่าการส่งออกรวม 404 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 5.8 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 30.7 อังกฤษ ร้อยละ 29.8 ไนจีเรีย ร้อยละ 4.9 และค็อทดิวอร์ ร้อยละ 4.5 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ น้ำตาล กล้วย ส้ม เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ปลา น้ำเชื่อม ไม้ และน้ำมันดิบ

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 740 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 19 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 33.6 เม็กซิโก ร้อยละ 14.2 คิวบา ร้อยละ 8.5 กัวเตมาลา ร้อยละ 6.8 สเปน ร้อยละ 6 และจีน ร้อยละ 4.1 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรม เชื้อเพลิง สารเคมี สินค้าเภสัช อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ
นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

รัฐบาลของเบลีซเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 12.5 นอกจากนี้แล้วยังมีการเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท และภาษีสำหรับสินค้าพิเศษซึ่งเก็บจากทั้งสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศประมาณ 219 รายการ นอกจากนี้แล้ว ยังเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมอีกร้อยละ 2 สำหรับสินค้านำเข้าทุกประเภทนอกเหนือจากภาษีนำเข้าทั่วไป ความร่วมมือภายใต้กลุ่มประชาคมแคริบเบียนได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสูงสุด สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียกเว้นพิเศษ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 และภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตรที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียกเว้นพิเศษในอัตราไม่เกินร้อยละ 40 ระบบภาษีของเบลีซให้รหัส HS 8 หลัก และมีอัตราภาษี MFN เฉลี่ยร้อยละ 11

ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเบลิซ

ไทยและเบลิซสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1999 โดยรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโกดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำเบลิซเพิ่มเติมอีกตำแหน่งหนึ่ง รัฐบาลเบลิซได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยเมื่อปี 2003 โดยมีนาย David Allan Kirkwood Gibson ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเบลิซ ประจำประเทศไทย แต่ต่อมา ในปี 2006 เบลิซได้ปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ
4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับเบลีซ

ในปี 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับเบลีซมีมูลค่ารวม 4.24 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 40.8 โดยไทยเป็นฝ่ายเสียปรียบดุลการค้ามูลค่า 454,138 เหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังเบลีซในปี 2010 มูลค่า 1.895 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 6.4 การนำเข้าจากเบลีซในปี 2010 มีมูลค่า 2.349 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2009 ร้อยละ 137

สินค้าที่ไทยส่งออกไปเบลีซคือ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารประเภททะเลกระป๋อง เสื้อผ้า และสินค้าพลาสิตก ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเบลีซได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็ง รถยนต์สำหรับงานก่อสร้าง หนังสัตว์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า

ลู่ทางการค้าและการลงทุน

มีโอกาสการค้าการลงทุนในด้านภาคการท่องเที่ยว ยังขาดร้านอาหารไทย และยังต้องการการลงทุนพัฒนาโรงแรมห้องพัก รวมทั้งการการค้าและการลงทุนเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น ในการสร้างถนนหนทางและการปรับปรุงพัฒนาท่าเรือที่มีเรือสำราญเข้าเทียบท่าในปริมาณมาก

การท่องเที่ยวในเบลีซ

การท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเบลีซ และได้มีบทบาทในการจ้างงานในปี 2008 ในสัดส่วนร้อยละ 26 ของการจ้างงานทั่วประเทศ และสร้างรายได้ในสัดส่วนร้อยละ 26 ของผลผลิตแห่งชาติ เบลีซรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีในปริมาณที่ใกล้เคียงกับประเทศแคริเบียนอื่น ๆ ในปี 2008 ได้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเบลีซ 245,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 60 ) รองลงมามีนักท่องเที่ยวจากยุโรป ร้อยละ 14 จากละตินอเมริการ้อยละ 11 และจากแคนาดาร้อยละ 7 นอกจากนี้แล้ว มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านประเทศเบลีซโดยเรือสำราญในจำนวนระหว่าง 200,000- 800,000 คนต่อปี ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ในปี 2008 ได้มีนักท่องเที่ยวเรือสำราญเดินทางผ่านเบลีซจำนวนประมาณ 600,000 คน

รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น


Ministry of Foreign Affairs
NEMO Building,, P.O. Box 174, Belmopan City, Cayo District, Belize, Central America
Phone: 501-822-2322/2167
Fax: 501-822-2854
Email: belizemfa@btl.net

Ministry of Economic Development, Commerce and Industry, and Consumer Protection
Sir Edney Cain Building, Belmopan City
Belmopan: Tel: (501) 822-2526/822-2527/822-1495
Fax: (501) 822-3673
Email: econdev@btl.net

Belize Chamber of Commerce and Industry
P.O. Box 291, 4792 Coney Drive, 2nd Floor, Withfield Tower, Belize City, Belize
Tel: +501-223-5330
Fax: +501-223-5333
Email: bcci@belize.org
Website: http://www.belize.org/

Thursday, January 27, 2011

Country Profile: Mexico 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเม็กซิโก
 

ประเทศสหรัฐเม็กซิโกตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ตอนเหนือของประเทศติดกับประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนตอนใต้ของประเทศติดกับประเทศสาธารณรัฐกัวเตมาลา และประเทศเบลิซ พื้นที่ของประเทศขนาบไปด้วยภูเขาทั้ง 2 ด้านโดยฝั่งตะวันตกมีเทือกเขา Sierra Madre Occidental และฝั่งตะวันออกมีเทือกเขา Sierra Madre Oriental ตอนกลางของประเทศเป็นที่ราบสูงซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของเนื้อที่ประเทศ ลักษณะพื้นที่ประเทศแบ่งได้เป็นดังนี้ เหมาะแก่การเพาะปลูก ร้อยละ 20 เป็นทุ่งหญ้าเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ ร้อยละ 38 เป็นป่าไม้ ร้อยบะ 28 และพื้นที่ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัย ความยาวของประเทศจากเหนือจรดใต้ราว 1,875 ไมล์

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐเม็กซิโก (ภาษาสเปน: Estados Unidos Mexicanos)

1.3 เมืองหลวง  กรุงเม็กซิโกซิตี้ (Mexico City)

1.4 ขนาดพื้นที่ 1.9 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก

1.5 ประชากร 108 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ ปิโตรเลียม เงิน ทองแดง ทองคำ ตะกั่ว สังกะสี ก๊าซธรรมชาติ และป่าไม้

1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศเม็กซิโกแต่เดิมปกครองโดยชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ มาเป็นเวลาพันปี เช่น ชนเผ่า Maya ที่มีอาณาจักรอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ และต่อมามีชนเผ่า Aztec ซึ่งมีความรุ่งเรืองอยู่ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโก

ในปี ค.ศ. 1521 เม็กซิโกถูกยึดครองโดยราชอารณาจักรสเปนในช่วงการแสวงหาอาณานิคม และเรียกอาณานิคมนี้ว่า New Spain ราชอารณาจักรสเปนได้ปกครองเม็กซิโกเป็นเวลายาวนานถึง 300 ปี จนประชาชนได้เริ่มลุกขึ้นต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1810 จนได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1821 หลังจากได้รับเอกราชแล้ว เม็กซิโกก็เริ่มทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา เพื่อแย่งชิงดินแดนเป็นระยะๆ และได้เสียดินแดนจำนวนมากให้กับสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1861 เม็กซิโกประสบภาวะหนี้สิน จึงประกาศพักชำระหนี้ ทำให้ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศเจ้าหนี้ ไม่พอใจและส่งกองทหารเข้ามายึดครองเม็กซิโก และแต่งตั้งให้ Archduke Ferdinand Maximillian of Hapsburg เป็นจักรพรรดิปกครองเม็กซิโก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1867 เม็กซิโกจึงได้รับเอกราชคืนจากฝรั่งเศส หลังจากนั้น มีการปฏิวัติเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพื่อแย่งชิงอำนาจ จนสามารถจัดให้มีการเลืองตั้งอย่างเป็นระบอบประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบัน

1.8 เชื้อชาติ

ประชากรเชื้อสายเมสติโซ (ซึ่งเป็นเชื้อสายเลือดผสมอินเดียนแดงและสเปน) ราวร้อยละ 60 คนอินเดียนแดงร้อยบะ 30 คนขาวร้อยละ 6 และที่เหลือเป็นชาวเอเชียและแอฟริกา

1.9  ศาสนา

โรมันคาทอลิก ร้อยละ 89 และโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 6 โดยเม็กซิโกได้รับอิทธิพลทางศาสนาจากสเปน อย่างไรก็ตามความเชื่อโบราณก็ยังฝั่งรากอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเม็กซิกัน

1.10 ภาษา

คนเม็กซิโกมีภาษาท้องถิ่นที่ใช้หลายภาษาราว 60 ภาษา แต่มีภาษาทางราชการเป็นภาษาสเปน

1.11 ระบอบการปกครอง

ประเทศเม็กซิโกมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ โดยแบ่งพื้นที่การปกครองเป็น 31 มลรัฐ และ 1 เขตปกครอง มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 6 ปี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายเฟลิเป คัลเดรอน ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2006 ฝ่ายนิติบัญญัติมีวุฒิสภา 128 คน และสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง ผู้ว่าราชการของแต่ละมลรัฐได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในมลรัฐนั้น ๆ มีพรรคการเมืองสำคัญ ๆ  3 พรรค คือ PAN PRD และ PRI

1.11 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

เม็กซิโกมีชายแดนติดกับประเทศสหรัฐอเมริกายาว 3,152 กิโลเมตร มีแม่น้ำสำคัญคือ Rio Lerma ลักษณะของประเทศจากตอนเหนือจรดใต้มีระยะทางห่างไกล ทำให้เม็กซิโกต้องการระบบขนส่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเดินทางและขนถ่ายสินค้าทั้งทางรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน และเรือ

ระบบถนนมีเส้นทางรวม 366,095 กิโลเมตร เส้นทางรถไฟมี 17,516 กิโลเมตร และเส้นทางน้ำ 2,900 กิโลเมตร

ท่าเรือที่สำคัญสองฝั่งมหาสมุทนแอ็ทแลนติดและแปซิฟิก ได้แก่ ท่าเรือ Altamira, Coatzacoalcos, Lazaro Cardenas, Manzanillo, Salina Cruz และ Veracruz กองเรือเดินทะเลมี 60 ลำ

มีสนามบินทั่วประเทศรวม 250 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศคือ Benito Juarez Internationl Airport ที่กรุงเม็กซิโก สายการบินของประเทศที่สำคัญ 2 สาย คือ Aeromexico และ Mexicana

นอกจากนี้แล้ว มีระบบท่อส่งแก๊ซ 22,705 กิโลเมตร ท่อส่งแก๊ซเหลว 1,875 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบ 8,688 กิโลเมตร ท่อส่งผสมผสานอีก 228 กิโลเมตร และท่อส่งน้ำมันที่กลั่นแล้ว 6,520 กิโลเมตร

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเม็กซิโก

ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจ OECD และเป็นเศรษฐกิจอันอับที่ 13 ของโลก โดยมีผลผลิตแห่งชาติรวม 1,549 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5 เท่าของผลผลิตรวมของไทย) และรายได้ต่อหัวสูงสุดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศเม็กซิโกพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นสำคัญนั่นคือ ร้อยละ 90 ของการส่งออก ถึงแม้ว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจเม็กซิโกจะพัฒนาพื้นฐานให้เข้มแข็งขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์การเงินของเม็กซิโกช่วงปี คศ. 1994-5 พื้นฐานเศรษฐกิจของเม็กซิโกยังคงมีจุดอ่อนหลายประการอันได้แก่
  • การพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบเป็นรายได้สำคัญของงบประมาณแผ่นดิน ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงมีผลทำให้รัฐบาลเม็กซิโกประเมินรายได้และงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผิดพลาดไปในปีที่ผ่านๆ มา
  • แหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศอันดับสองของเม็กซิโก ได้แก่ เงินส่งกลับจากต่างประเทศจากแรงงานที่ไปทำงานในสหรัฐฯ ซึ่งได้ลดลงในปริมาณมากเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซบเซา
  •  ค่าเงินของเม็กซิโกยังคงมีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดอย่างสูง ถึงแม้ว่าจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศในปริมาณที่เพียงพอ อันเป็นผลให้ค่าเงินเปโซมีมูลค่าลดลงเกือบหนึ่งส่วนสามของมูลค่าเดิม โดยในช่วงปลายปีคศ. 2008 อัตราแลกเปลี่ยนตกจากที่เคยแลกได้ 11-12 เปโซต่อเหรียญฯ เป็น 15 เปโซต่อเหรียญฯ
  •  การระบาดไข้หวัดหมู N1H1 ในช่วงเดือนเมษายน คศ. 2009 มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและได้ทำให้เสียรายได้ไปประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปี 2010 เม็กซิโกมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวน 116.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศ

สัดส่วน GDP ของเม็กซิโกมาจากภาคการบริโภค ร้อยละ 26.5 ภาคธุรกิจบริการ ร้อยละ 20 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17.8 ภาคการเงินและประกันภัย ร้อยละ 12.8 ภาคการขนส่ง ร้อยละ 10.3 ภาคการก่อสร้าง ร้อยละ 5.4 ภาคการเกษตรร้อยละ 3.8 และภาคเหมืองแร่ ร้อยละ 1.4

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

การลงทุนจากต่างประเทศในเม็กซิโกเม็กซิโกระหว่างช่วงปี คศ. 1999-2009 ได้มีความผันผวนขึ้นๆ ลงๆ โดยเม็กซิโกประสบภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ 2 ช่วงในระยะเวลาดังกล่าว ปี คศ. 2001 และ 2007 เป็นปีที่ได้รับการลงทุนมากที่สุดในมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้าน และ 2.7 หมื่นล้านเหรียญตามลำดับ ส่วนปีที่ได้รับการลงทุนต่ำสุด นั่นคือน้อยกว่าปีละ 2 หมื่นล้านเหรียญ คือปี คศ. 1999, 2000, 2003, 2006 และ 2009

การลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่ ประมาณ 86.78 % เป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการการเงิน และการค้า และมีแหล่งการลงทุนมาจากสหรัฐประมาณ 57.5% และจากสหภาพยุโรป 34.1% (สเปนและเนเธอร์แลนด์)
ประเทศเม็กซิโกมีโครงการส่งเสริมการลงทุนแยกเป็น 2 โครงการ ได้แก่

1) โครงการ Maquila เพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อการส่งออก โดยหากผู้ลงทุนผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกคิดเป็นเพียง 10% ของผลผลิตของโรงงานก็จะสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยเมื่อเข้าโครงการแล้วผู้ลงทุนไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และเครื่องจักรเหมือนเป็น Bonded warehouse

2)โครงการ PROSEC เป็นการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม 22 สาขาเพื่อให้เม็กซิโกสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ โดยโรงงานสามารถนำเข้าวัตถุดิบในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราภาษีนำเข้าปกติได้จำนวนกว่า 16,000 รายการ

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เม็กซิโกได้พยายามส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศทั้งโดยการเปิดเสรีทางการค้า การลงนามความตกลงด้านภาษีซ้อน และการปกป้องด้านการลงทุนกับต่างประเทศ ซึ่งเม็กซิโกได้เปิดให้มีการลงทุนโดยเสรีในเกือบทุกแขนง ยกเว้นบางอุตสาหกรรม และบางธุรกิจบริการที่เป็นสมบัติของรัฐ อาทิ
  • กิจการที่สงวนไว้สำหรับรัฐบาล อาทิ การขุดเจาะน้ำมัน ปิโตรเคมี ไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ บริการไปรษณีย์ การควบคุมท่าเรือและท่าอากาศยาน
  • กิจการที่จำกัดสำหรับคนเม็กซิกันเท่านั้น อาทิ การขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลัง บริการการเดินทางท่องเที่ยว บริการโทรทัศน์ วิทยุ และบริการธนาคารเพื่อการพัฒนา กิจการที่จำกัดสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49 อาทิ การบินภายในประเทศ บริการแท็กซี่ การประกัน โกดังสินค้า การเช่าซื้ด การผลิตอาวุธ การพิมพ์หนังสือพิมพ์ ประมง ท่าเรือ บริการเดินเรือ การศึกษาเอกชน การก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน
  • ในด้านการถือครองที่ดิน ชาวต่างชาติมีสิทธิในการถือครองที่ดินได้ ยกเว้นไว้เฉพาะพื้นที่ในรัศมี 100 กม. จากพรมแดน และรัศมี 50 กม. จากพื้นที่ที่ติดกับชายทะเล จะไม่อนุญาตให้ต่างชาติถือครอง
3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของเม็กซิโก
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำหลายครั้งในปี คศ. 1980 ปี 1994 และปี 2008 ทั้งนี้เนื่องจากการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบ และการส่งออกไปยังสหรัฐฯเป็นตลาดสำคัญเพียงตลาดเดียว ทำให้เม็กซิโกต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายมาเปิดประเทศมากขึ้น เพื่อหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยกำหนดนโยบายเปิดประเทศหลายแบบ ซึ่งได้แก่ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ GATT ในปี 1986 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อาทิ การขนส่ง การคมนาคม ฯลฯ และการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ 12 ฉบับครอบคลุม 43 ประเทศ ได้แก่  เขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ (NAFTA) เขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป  เขตการค้าเสรีกับกลุ่ม EFTA เขตการค้าเสรีกับกลุ่ม North Triangle (กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส) และความตกลงเขตการค้าทวิภาคีกับประเทศชิลี เวเนซูเอล่า อุรุกวัย โคลัมเบีย คอสตาริก้า โบลิเวีย นิการากัว อิสลาเอล และญี่ปุ่น

นอกจากนี้แล้ว เม็กซิโกยังเป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศอีกหลายกลุ่ม เช่น WTO , APEC, OECD และ FTAA เป็นต้น

3.2 สินค้าส่งออก/สินค้านำเข้าหลักของประเทศเม็กซิโก

สินค้าส่งออกหลักของเม็กซิโก ได้แก่ เครื่องไฟฟ้า (รหัส HS 85) โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ร้อยละ 90.8 การส่งออกรถยนต์ (รหัส HS 87) ไปยังสหรัฐฯ ร้อยละ 86.2 เยอร์มันร้อยละ 4.3 แคนาดาร้อยละ 2.9 โคลัมเบียและบราซิล ส่งออกเครื่องจักรไปยังสหรัฐฯ จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และการส่งออกเชื้อเพลังและแร่ไปยัง สหรัฐฯ สเปน อารูบา แคนาดา และอินเดีย การส่งออกเลนซ์ประกอบแว่นสายตา จากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ
สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องไฟฟ้า จากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เครื่องจักรจากสหรัฐฯ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ จีน และเยอรมัน สินค้าพลาสติกจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเกาหลีใต้ นำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ ญี่ปุ่น บราซิล เยอรมัน และแคนาดา และนำเข้าเชื้อเพลังและแร่จากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อาร์เจนติน่า อิตาลี่ และออสเตรเลีย

3.3 ประเทศคู่ค้าสำคัญด้านการนำเข้า/ส่งออก
 การส่งออกของเม็กซิโก (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐ)

การนำเข้าของเม็กซิโก (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
                                           แหล่งข้อมูล: World Trade Atlas
3.4 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

เม็กซิโกเก็บภาษีรายได้บุคคลหัก ณ ที่ จ่าย ร้อยละ 35 ภาษีกำไรธุรกิจ ร้อยละ 35 หรือ ภาษีทรัพย์สิน ร้อยละ 2 และภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 16 สำหรับภาษีการนำเข้ามีแตกต่างไปหลายอัตรา ต้องทำการตรวจสอบภาษีนำเข้าเป็นรายสินค้าเฉพาะกับกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโก

ตลาดเม็กซิโกถือเป็นตลาดใหม่สำหรับประเทศไทย ในช่วง ม.ค. – พ.ย. 2550 ที่ผ่านมาการขยายตัวการส่งออกของไทยมายังตลาดเม็กซิโกสูงขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามประเทศเม็กซิโกนับว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการกีดกันการนำเข้าที่มิใช่ภาษีที่ค่อนข้างมาก ก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า

ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเม็กซิโกได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นระยะจากผู้นำเข้าเม็กซิโกและผู้ส่งออกไทยในกรณีที่สินค้าส่งไปถึงท่าเรือเม็กซิโกแล้วไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรในหลายกรณี อาทิ เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่มีเอกสารสำคัญประกอบการนำเข้า ข้อมูลในเอกสารไม่ถูกต้องตรงตามประเภทสินค้า สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้นำเข้าต้องจ่ายค่าโกดังสินค้าเพิ่มเติม และบางครั้งต้องส่งสินค้ากลับไปยังประเทศไทย ซึ่งเป็นผลเสียหายต่อผู้ส่งออกไทย และเป็นผลในด้านลบต่อผู้นำเข้าไม่กล้าจะนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยอีก แนวทางที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาที่น่าจะทำได้ดีที่สุดคือการให้ความรู้แก่ผู้ส่งออกให้มีความเข้าใจในระบบและระเบียบการนำเข้าของเม็กซิโกในเบื้องต้น และคอยเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของเม็กซิโก โดยสอบถามจากผู้นำเข้า และสามารถสอบถามจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเม็กซิโกที่จะช่วยแนะนำได้อีกทางหนึ่ง

การใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีของประเทศเม็กซิโกซึ่งสามารถแยกได้เป็น 12 มาตรการมาเพื่อทราบ ได้แก่

- มาตรการการจดทะเบียนผู้นำเข้าสินค้า (Padron de Importadores)
- มาตรการด้านมาตรฐานสินค้า
- มาตรการด้านสุขอนามัย
- มาตรการแหล่งกำเนิดสินค้า
- มาตรการสินค้าห้ามนำเข้า
- มาตรการสินค้าควบคุม
- มาตรการโควต้านำเข้า
- มาตรการด้านเอกสารการนำเข้า
- มาตรการราคาประเมินสินค้าขั้นต่ำ
- มาตรการการนำเข้าตัวอย่างสินค้า
- มาตรการป้ายสลากสินค้า
- มาตรการขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร

3.5 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

เม็กซิโกมีการทำความตกลงการค้าเสรีจำนวน 12 ฉบับครอบคลุม 43 ประเทศ ได้แก่ ความตกลงเขตการค้าเสรีเป็นกลุ่ม คือ เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA), เขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป, เขตการค้าเสรีกับกลุ่ม EFTA (ไอซแลนด์ ลีค์เต็นสไรน์ นอร์เวย์และสวิสเซอร์แลนด์), กลุ่ม North Triangle (กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส) ความตกลงเขตการค้าเสรีรายประเทศ มีประเทศชิลี เวเนซูเอล่า โคลัมเบีย คอสตาริก้า โบลีเวีย นิการากัว อิสลาเอล อุรุกวัย และญี่ปุ่น ขณะนี้อยุ่ระหว่างการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศเปรู แต่โดยหลักการแล้วในปัจจุบันกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้แจ้งท่าที ไม่ประสงค์จะเจราจาความตกลงเขตการค้าเสรีเพิ่มเติมไปมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและเม็กซิโกมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2553 มูลค่า 1,366 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 45 โดยการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 967 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนาเข้า 399 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับเม็กซิโกมูลค่า 568 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

4.2 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศเม็กซิโก และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากประเทศเม็กซิโก

ในปี 2553 การส่งออกจากไทยไปยังเม็กซิโกมีมูลค่า 967 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 32.74 สินค้าส่งออกสาคัญของไทยไปยังเม็กซิโก ได้แก่ เครื่องคิดเลข, หม้อแปลงไฟฟ้าและชิ้นส่วน, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, แผงวงจรอีเล็กตรอนนิกส์, อุปกรณ์ไฟฟ้า , แผงควบคุมการเดินไฟ, เสื้อผ้าสาเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์ยาง, หัวเทียนสำหรับรถยนต์, วิทยุและโทรทัศน์

ในปี 2553 ไทยนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกมูลค่า 398.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากจากปี 2552 ร้อยละ 87.58 สินค้านำเข้าที่สาคัญ ได้แก่ , เครื่องไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องประดับอัญมณี รวมทั้งเงินและทองคำแท่ง, รถยนต์และชิ้นส่วนฯ, เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน, คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน, ไดโอดและหม้อแปลง, ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง, แว่นตาและกระจกแว่นตา
การส่งออก/นำเข้าจากเม็กซิโก

สินค้าส่งออก/นำเข้าที่สำคัญระหว่างไทยกับเม็กซิโก ปี 2553 (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
                                              แหล่งข้อมูล: Thai Trading Report, MOC

4.3 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศเม็กซิโก

สินค้า/บริการที่มีศักยภาพ ได้แก่ สินค้าอาหาร มีประเทศคู่แข่งคือ สหรัฐฯ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ คุ่แข่งคือสหรัฐฯ และยุโรป เฟอร์นิเจอร์ มีคู่แข่งจากอินโดนีเซีย อินเดีย สหรัฐฯ และยุโรป สินค้ากี๊ฟท์และของเด็กเล่น และเครื่องเขียน มีการแข่งขันจากประเทศจีน อุปกรณ์การแพทย์ คู่แข่งคือ สหรัฐฯ และยุโรป
เครื่องประดับ คุ่แข่งคือ อิตาลีและอินเดีย สินค้าพลาซสติก คู่แข่งคือ สหรัฐฯ สินค้าอาหาร และสินค้าสำหรับธุรกิจสปา คู่แข่งคือ สหรัฐฯ และยุโรป

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย
  1. ความตกลงร่วมมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภานักธุรกิจเม็กซิโก (Mexican Business Council) ปี ค.ศ. 1990
  2. ความตกลงยกเลิกการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการปี ค.ศ. 199
  3. ความตกลงร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัย Colima ปี ค.ศ. 2003
  4. ความตกลงร่วมมือการวัฒนธรรมและการศึกษาปี ค.ศ. 2003
  5. ข้อตกลง Agreed Minutes of Meeting between the Minister of Economy of Mexico and the Minister of Commerce of Thailand เพื่อจัดตั้งคณะทำงานพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ปี ค.ศ. 2002
  6. ข้อตกลง Agreement of Cooperation between the Mexican Business Council for Foreign Trade, Investment and Technology (COMCE) and the Federation of Thai Industries (FTI) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมมือทางธุรกิจ ปี ค.ศ. 2003
  7. ข้อตกลงระหว่างหอการค้าเมืองมอนเตอร์เร่ CAINTRA-The Federation of Thai Industries, 27 พย. 2010
4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย
  • กฏระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าในเม็กซิโกมีความซับซ้อนมาก
  • การติดฉลากสินค้านำเข้าเป็นภาษาสเปน
  • การใช้ภาษาสเปนในการติดต่อสื่อสาร
  • ขาดความตกลงคุ้มครองการลงทุนและความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน
  • แจ้งข้อมูลให้แก่ผู้ส่งออก จัดสมมนาอบรม
  • แจ้งข้อมูลให้แก่ผู้ส่งออก จัดสมมนาอบรม
  • การใช้ล่าม ส่งเสริมการเรียนภาษาสเปนในสถานบันการศึกษาไทย
  • การแลกเปลี่ยนการเยือนและเจรจาในระดับสูงเพื่อเร่งการทำความตกลงฯ
4.6 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

 ปัจจุบันโรงงานในโครงการ Maquiladora ในเม็กซิโกมีราว 2,800 – 3,000โรงงาน สามารถก่อให้เกิดการจ้างแรงงานถึง 1.4 ล้านคน โดยในปี ค.ศ. 2006 เม็กซิโกสามารถส่งออกสินค้าจากโรงงานภายในโครงการ Maquiladora รวมกันเป็นมูลค่า 111.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาใช้ในโครงการฯ เป็นมูลค่า 87.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคำนวณส่วนต่างที่เกิดขึ้นราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐถือเป็นมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ตกอยู่ในประเทศเม็กซิโก

โรงงานในโครงการ Maquiladora มีที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณชายแดนทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโกติดกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ได้แก่ ในมลรัฐ Baja California ติดกับมลรัฐแคลิฟรอเนียมี 898 โรงงาน, มลรัฐ Chihuahua ติดกับมลรัฐเท็กซัลมี 395 โรงงาน, มลรัฐ Sonora ติดกับมลรัฐอาริโซน่ามี 213 โรงงาน ฯลฯ ทั้งนี้ตัวอย่างอุตสาหกรรมใน
โครงการ Maquiladora ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ได้แก่

- อุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 590 โรงงานมีการจ้างงาน 254,900 คน
- อุตสาหกรรมยานยนต์มีจำนวน 313 โรงงานมีการจ้างงาน 268,000 คน
- อุตสาหกรรมสิ่งทอมีจำนวน 461 โรงงานมีการจ้างงาน 158,300 คน
- อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มีจำนวน 301 โรงงานมีการจ้างงาน 57,000 คน
- อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีจำนวน 184 โรงงานมีการจ้างงาน 37,000 คน

นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ในโครงการ Maquiladora ของเม็กซิโกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีในอนาคต อาทิ Aerospace, Software, Metal mechanics, Medical Supplies, Pharmaceutical, Information Technology, Machinery and Equipment repair และ Call Center เป็นต้น

4.7 จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างไทยและเม็กซิโก

ภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโก เป็นภาคที่นำเข้ารายได้ต่างประเทศเป็นอันดับสามของประเทศรองจากน้ำมันและเงินส่งกลับจากต่างประเทศ และเป็นภาคการผลิตที่มีส่วนแบ่งเป็นร้อยละ 8 ของผลผลิตรวมประชาชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีประมาณ 20 ล้านคน โดยมีอัตราขยายตัวประมาณปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันดับ 10 ของโลก

รัฐบาลของเม็กซิโกได้เริ่มแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เมื่อปี 1973 โดยการแต่งตั้งกองทุน FONATUR (http://www.fonatur.gob.mx/) ซึ่งดำเนินกิจการในลักษณะรัฐวิสาหกิจ ที่ได้มีบทบาทในการพัฒนาเขตท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของเม็กซิโก เช่น ฝั่งชายทะเล Cancún, Los Cabos, Ixtapa, Loreto และอ่าว Huatulco ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงกับ FONATUR โดยองค์กรดังกล่าวสามารถจัดหาแหล่งลงทุนให้กับนักลงทุนในต้นทุนต่ำที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเม็กซิโก

นอกจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการท่องเที่ยวเม็กซิโกได้แก่ บริษัทการบินภายในประเทศสำคัญสองบริษัท คือ Mexicana และ Aeroméxico และบริษัทผู้ที่ครอบครองเครือข่ายโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก อันได้แก่ Grupo Posadas ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนเม็กซิกันที่มีเครือโรงแรมที่มีชื่อว่า Fiesta Americana และกลุ่ม Sol Meliá ของประเทศสเปน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศสเปนเป็นผู้ลงทุนสำคัญในภาคการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาทั้งหมด เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯ เท่านั้น

ภาคการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโก จึ่งเป็นภาคที่น่าสนใจสำหรับการขยายความร่วมมือ และการลงทุน เนื่องจากเป็นภาคที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ และหน่วยงานที่เป็นตัวกลางเอื้ออำนวยความสะดวกในการลงทุนดังกล่าวข้างต้น โดยมีศักยภาพเป็นสะพานเชื่อมไปยังตลาดการท่องเที่ยวของสเปนและกลุ่มละตินอเมริกาทั้งหมด

จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างเม็กซิโกและไทยไม่ได้เป็นจำนวนมากนัก เนื่องจากความห่างไกลจากกันและราคาค่าตั๋วเครื่องบินที่แพง

5. บริษัทที่ติดต่อการค้าระหว่างไทยและเม็กซิโกในปี 2554
  • บริษัทเม็กซิโกที่นำเข้าจากไทย: Kume (อาหาร), Liverpool (อาหารและเสื้อผ้า), Palacio (เสื้อผ้า), Walmex (อาหารและของใช้ในบ้าน), Rodatex (เครื่องพิมพ์ขวดพลาสติด)
  • บริษัทไทยส่งออกไปเม็กซิโก: Lenso (กรอบล้อแม็กซ์), Asian Tao (ผ้าเช็ดเงิน), Thai Nippon Rubber (ถุงยางอานามัย)
  • บริษัทที่สนใจเปิดตลาดในเม็กซิโก: Osothspa (เครื่องดื่ม M-100) , Bitwise (เครื่องปรับอากาศ), เบียร์สิงห์
6. การวิเคราะห์แนวโน้ม

คาดว่าเศรษฐกิจปี 2555 จะพื้นตัวและเดิบโตได้ในระหว่างร้อยละ 4-5 ภาวะเงินเฟ้ออาจจะสร้างปัญหาในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ติดตามดูการขยายความสัมพันธ์การค้ากับยุโรป จีน และอเมริกาใต้ จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไปภายใต้แผนงานพัฒนาของประธานาธิบดีคัลเดรอ ความสามารถใช้จ่ายในระดับผู้บริโภคจะไม่เดิบโตเร็วนัก อุตสาหกรรมสปาและการบริการการแพทย์เป็นภาคที่น่าสนใจ

7. SWOT Analysis

Strength: เป็นภาคความตกลงเขตการค้าเสรีภูมิภาคอเมริกาเหนือ
เป็นตลาดที่ใหญ่ประชากรร้อยกว่าล้านคน
มีทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบในปริมาณมากและหลากหลายประเภท Weakness
พึ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันมากเกินไป
ภาคการผลิตกระจุกตัวในบางกลุ่มอุตสาหกรรม
บริษัมใหญ่ๆคุมตลาด ขาดการแข่งขัน

Opportunities:  สินค้าอาหาร ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ กี๊ฟท์ ของเด็กเล่น สินค้าสำหรับธุรกิจสปา สินค้าพลาดสิตก เครื่องประดับ คุรุถัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์

Threat:  ระบบเศรษฐกิจผูกพันกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯมากเกินไป
สงครามปราบปรามยาเสพติด ทำให้มีความปลอดภัยต่ำ
การกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมอย่างสูง ตลาดจึงขาดการเชื่อมโยงที่ดี
กฎระเบียบมีความสลับซับซ้อนมาก

8. กิจกรรมส่งเสริมการส่งออก ณ ประเทศเม็กซิโกปี 2554
  • โครงการส่งเสริมการขายและเผยแพร่อาหารไทยร่วมกับ Chain Store ของเม็กซิโก
  • โครงการคณะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ/คณะผู้แทนการค้าจากสคต.ในภูมิภาคลาตินเยือนไทย
  • โครงการคณะผู้บริหารเดินทางเยือนภูมิภาคลาตินอเมริกา
  • โครงการจัดสัมมนา Thailand - Mexico Business Partnership กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเม็กซิโก ภายใต้โครงการ Team Thailand ซึ่งได้กำหนดจัดในระหว่างวันที่ ๒ - ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ กรุงเม็กซิโกและเมืองมอนเทอเร ประเทศเม็กซิโก
  • การจัดบูทส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทย ที่งานแสดงสินค้า Pescamar, Jewelry, PAACE Automechanika, Airconditioning Expo
9. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น
1. Secretaria de Economia (กระทรวงเศรษฐกิจ)
Alfonso Reyes No. 30 Col. Hipódromo Condesa C.P. 06140, Delegación Cuauhtémoc, México, D.F. Tel: 01 800 410 2000, 5729 9100
http://www.economia.gob.mx/swb/en/economia
2. ProMexico (องค์การส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนต่างประเทศ)
Camino a Santa Teresa No. 1679, Col. Jardines del Pedregal, Del. Álvaro Obregón, CP 01900, México D.F., T. 5447 7000, 01800 EXPORTE (397 6783)
http://www.promexico.gob.mx/wb/Promexico/idiomas/_lang/en
3. SRE (กระทรวงการต่างประเทสเม้กซิโก)
Ave. Juárez #20, Col. Centro, CP 06010, Cuauhtémoc, Phone: (55) 3686 - 5100 www.sre.gob.mx
4. Secretaria de Turismo (กระทรวงการท่องเที่ยว)
Av. Presidente Masaryk 172 Col. Bosques de Chapultepec Del. Miguel Hidalgo D.F. C.P 09000
Tel. 3002 6300
http://www.sectur.gob.mx/en/secturing/
10. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย
1. Thai Wah Tower I
21/60-62 South Sathorn Road, Piso 20
Sathorn, Bangkok 10120
TAILANDIA
Tels.:+66 (2) 285-09-95 y 285-08-15 al 18
Fax: +66 (2) 285-06-67
2. Francisco Bautista Plancarte, Business Representative
Trade and Investment Commissioner
152, Beach Rd, #06-05/06 Gateway East
Singapore 189721
francisco.bautista@promexico.gob.mx
Phone:(00 65) 6297-2052
Fax: 6297-1721

Wednesday, January 19, 2011

Medical tourism in Mexico and Central America

การท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ในเม็กซิโกและอเมริกากลาง

การท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ (medical tourism) เป็นภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีประมาณ 50 ประเทศที่ได้ประกาศส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อบริการทางการแพทย์ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป้าหมายสำคัญ

สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อบริการการแพทย์แห่งสหรัฐฯ (Medical Tourism Association) ได้ร่วมมือทำรายงานการศึกษาธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทที่ปรึกษา Deloitte และได้รายงานว่า มีผู้ที่เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ในปี คศ. 2007 มีจำนวนประมาณ 9 ล้านคน โดยขนาดของตลาดโลกการท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์มีมูลค่าประมาณ 60 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี คศ. 2008 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าประมาณ 100 พันล้านเหรียญฯ ในปี คศ. 2010

ผู้ที่เดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศจากสหรัฐฯ มีประมาณ 750,000 คน ในปี คศ. 2007 โดยบริษัทดีลอยท์คาดการณ์ว่า ผู้ที่เดินทางไปแสวงหาบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณเป็นหลายล้านคนภายในปี คศ. 2010 เนื่องจากภาวะค่าบริการทางการแพทย์ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าครองชีพ) และประชากรสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วมรับบริการประกันสุขภาพ จึงต้องแสวงหาค่าบริการที่ถูกกว่า โดยบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับจะมีต้นทุนต่ำกว่าประมาณร้อยละ 30-40 ของค่าบริการฯ ในสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริการทางการแพทย์ในต่างประเทศที่เป็นที่นิยม ได้แก่ การผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติก ทันตกรรม การเปลี่ยนข้อหัวเข่า การผ่าตัดหัวใจ เป็นต้น

ประชาชนของสหรัฐฯ นิยมเดินทางข้ามชายแดนไปรับบริการการแพทย์ในประเทศเม็กซิโกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเพื่อการทำฟัน ซึ่งถูกกว่าเป็นหนึ่งในห้าของค่าทำฟันในสหรัฐฯ หรือการซื้อยาโดยใบสั่งแพทย์ซึ่งมีราคาครึ่งหนึ่งของราคาในสหรัฐฯ เมืองชายแดนที่มีบริการการแพทย์พื้นฐานสำหรับชาวอเมริกันในรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ได้แก่ เมือง Tijuana เมือง Mexicali และเมือง Laredo สำหรับการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง จะอยู่ในกรุงเม็กซิโก เมืองกัวดาราฮาร่า และมอนเตอเรย์

โรงพยาบาลในเม็กซิโกที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรรับรองมาตรฐานการแพทย์ของสหรัฐฯ (JCI) ได้แก่ American British Cowdray Medical Center IAP ซึ่งมีสาขา อยู่ 2 แห่งในกรุงเม็กซิโก โรงพยาบาล Christus Muguerza Alta Especialidad เมื่อง Monterrey โรงพยาบาล Clinica Cumbres เมือง Chihuahua โรงพยาบาล CIMA ซึ่งมีสาขา อยู่ 2 แห่งคือเมือง Hermosillo รัฐโซโนรา และที่รัฐมอนเตอเรย์ โรงพยาบาล Mexico Americano เมือง Guadalajara รัฐ Jalisco โรงพยาบาล San Jose Tec de Monterrey และกลุ่ม OCA ในเมือง Monterrey รัฐ Nuevo Leon

เปรียบเทียบค่าบริการการแพทย์ในสหรัฐฯ กับเม็กซิโก


นอกจากเม็กซิโกแล้ว ประเทศกลุ่มอเมริกากลางซึ่งมีทำเลที่ตั้งใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีประชากรส่วนหนึ่งของทั้งสองประเทศที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในทั้งสองแห่ง กำลังรณรงค์ปรับปรุงและส่งเสริมบริการทางการแพทย์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง โดยประเทศคอสตาริกาเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ มีสถาบันที่ได้รับการรับรองบริการการแพทย์โดยองค์กรฯ ในสหรัฐฯ (JCI) รวม 3 แห่ง คือ โรงพยาบาล CIMA คลีนิค Biblica และโรงพยาบาล La Catolica

ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกากลาง เช่น กัวเตมาลา ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อรับนักท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์ในปี คศ. 2012 จำนวน 5,000 ราย โดยคาดคะเนว่า นักท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์จำนวนนี้ จะทำรายได้ให้กับประเทศกัวเตมาลาได้ 464 ล้านคินตัล ประเทศนิคารากัว มีโรงพยาบาลทีได้รับการรับรองโดย JCI หนึ่งแห่ง ได้แก่ Hospital Metropolitano และโรงพยาบาล Vivian Pellas

นอกจากนี้แล้ว ประเทศคูบายังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์ที่มีประวัติการให้บริการสำหรับคนไข้ในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นเวลา 40 กว่าปี มีราคาค่าบริการการแพทย์ที่ถูกกว่าค่าบริการในสหรัฐฯ กว่าครึ่งราคา มีบริการรักษาโรคมะเร็ง การผ่าตัดตา และการรักษาการติดยา เป็นต้น

ปัจจัยสำคัญที่ประเทศอเมริกากลางคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้รองรับนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ได้มากขึ้น ได้แก่ การขอการรับรองมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์โดยสถาบันผุ้ให้การรับรองในสหรัฐฯ ในประเทศคอสตาริกา ได้มีคลินิคที่ให้บริการการแพทย์แก่ชาวต่างชาติที่ได้รับการรับรองจาก Aaaasf (American Association for Accreditation of Ambulatory Surgery Facilities) 3 แห่งคือ คลินค Unibe ที่ให้บริการผ่าตัด คลินิค Sonrisa para Todos ที่ให้บริการทันตกรรม และคลินิค Pino ที่เน้นให้บริการด้านศัลยกรรมตกแต่ง ทั้งนี้ ได้มีการคาดว่าคลินิคทั้งสามแห่งนี้ ให้บริการทางการแพทย์แก่ต่างชาติราว ๆ 25,000 คน และคาดว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ใช้จ่ายประมาณ 400-500 เหรียญฯ ต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็น 4-5 เท่าของนักท่องเที่ยวธรรมดา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.deloitte.com/assets/Dcom-UnitedStates/Local%20Assets/Documents/us_chs_MedicalTourismStudy(3).pdf
http://www.prensalibre.com/economia/Turismo-salud-genera-expectativas_0_348565150.html
http://wvw.nacion.com/ln_ee/2009/octubre/02/economia2109776.html
http://www.health-tourism.com/medical-tourism/industry-certifications/
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Guatemala_Commits_to_US_Medical_Tourism
http://en.wikipedia.org/wiki/International_healthcare_accreditation
http://en.wikipedia.org/wiki/Medical_tourism
http://www.medicaltourismassociation.com/en/about-the-mta.html
http://www.aaaasf.org/

Wednesday, January 5, 2011

Mexico Competitiveness ranks 66th in World Economic Forum Global Competitiveness

ขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของเม็กซิโก

รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ (Global Competitiveness Report) ของ World Economic Forum ปี คศ. 2010 ได้จัดอันดับคะแนนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจให้กับเม็กซิโกเท่ากับ 4.19 จัดเป็นอันดับที่ 66 จากประเทศที่ได้รับการจัดคะแนนความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศทั้งหมด 139 ประเทศ (ประเทศไทยได้รับคะแนน 4.51 เป็นอันดับที่ 38)

ปัจจัยในเชิงบวกสำหรับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจของเม็กซิโกได้แก่ ขนาดของตลาดที่ใหญ่ (อันดับที่ 12) ความเข้มแข็งของภาคเอกชน (อันดับที่ 67 สำหรับความช่ำชองทางธุรกิจ และอันดับที่ 78 สำหรับนวัตกรรม) ความช่ำชองในการพัฒนาการรวมกลุ่มวิสาหกิจ (well-developed clusters) จัดเป็นอันดับที่ 50 และสำหรับการดำเนินธุรกิจตามกระบวนการสร้างมูลค่า (value chain) จัดเป็นอันดับที่ 49

คะแนนขีดความสามารถในการแข่งขันของเม็กซิโกไม่ได้พัฒนาขึ้นจากเมื่อสองปีก่อน ซึ่งมีผลทำให้อันดับความแข่งขันฯ ร่วงลงไปถึง 6 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีการพัฒนาปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอย่อมมีผลทำให้มีความแข่งขันลดน้อยลง

เศรษฐกิจของเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในปี คศ. 2008 มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกา เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของเม็กซิโกมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ทั้งในด้านการเงินการธนาคาร การค้า และการรับเงินโอนจากแรงงานในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์กเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่ร้ายแรงท่ากับครั้งปี คศ. 1994 เนื่องจากรัฐบาลเม็กซิกันได้บริหารความมั่นคงด้านเศรษฐกิจมหาภาคได้ดีกว่าครั้งก่อน (จัดอันดับการบริหารภาคเศรษฐกิจมหาภาคเป็นที่ 28) โดยได้ดำเนินการแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลดี ผลผลิตมวลรวมประชาชาติหดตัวลงเพียงร้อยละ 6.5 ในปี คศ. 2009 แต่ได้ฟื้นตัวขึ้นได้ในอัตราร้อยละ 4.2 ในปี คศ. 2010

ถึงแม้ว่า เม็กซิโกจะได้ดำเนินการมาตรการเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพความสามรถในการแข่งขันโดยทั่วไปแล้วยังคงมีปัจจัยด้านตลาดและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีความยืดหยุ่น และไม่ตอบสนองต่อมาตรการปรับปรุงในระยะยาว (rigid market factors and structural impediments for growth over the long term) ยกตัวอย่างเช่น
  • การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งได้รับคะแนนความแข่งขันเท่ากับ 3.75 จัดเป็นอันดับที่ 75
  • ความมั่นคงเชื่อถือได้และคุณภาพบริการของสถาบันต่าง ๆ อยู่ในอันดับต่ำที่ 106
  • ปัญหาด้านความปลอดภัยที่ได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากสงครามการปราบปรามยาเสพติด ทำให้อันดับความมั่นคงลดลง 9 ตำแหน่งเป็นที่ 134
  • ปัจจัยด้านแรงงาน ซึ่งได้ถูกจัดอันดับเป็นที่ 103 เนื่องจากมีกฏระเบียบที่เคร่งครัดสลับซับซ้อนที่ควบคุมกาาจ้างงาน การเก็บภาษีเงินเดือนและเงินสมทบด้านสังคมสูง และมีความยืดหยุ่นสำหรับการเลิกจ้างน้อย ทั้งนี้ เม็กซิโก ได้ถูกจัดอันดับด้านความแข่งขันในการใช้แรงงาน เป็นอันดับที่ 122 จาก 137 ประเทศ
  • การศึกษาและการฝึกฝน ได้ถูกจับอันดับเป็นที่ 79 เนื่องจากนักธุรกิจต่าง ๆ มีความเห็นว่า ประเทศเม็กซิโกไม่สามารถผลิตแรงงานที่มีคุณภาพได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะด้านนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร
  • การปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้ถูกจัดอันดับเป็นที่ 89

The Global Competitiveness Report 2010-2011

Wednesday, December 22, 2010

IDB long term funding for Mexico's Alternative Energy sector

เงินกู้ระยะยาวเป็นหัวใจของการพัฒนาพลังงานทดแทนในเม็กซิโก

ภาคพลังงานทดแทนในเม็กซิโกได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในสองสามปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยส่งเสริมสำคัญคือ มาตราการส่งเสริมระยะยาว เงินกู้ระยะยาวจากองค์กรหรือธนาคารเพื่อการพัฒนา รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบต่างๆ

การเริ่มต้นโครงการพลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานกังหันลม หรือการผลิตเชื้อเพลิงจากอินทรีย์สาร ล้วนเป็นโครงการที่ต้องการเงินลงทุนในระยะแรกสูง เพื่อการก่อสร้างโรงงานใหม่ การซื้ออุปกรณ์ที่ก้าวหน้า รวมทั้งเพื่อการพัฒนาโครงสร้างรองรับ ไม่เหมือนกับการเริ่มต้นโครงการพลังงานที่ใช้น้ำมันและแก๊ซเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีสาธารณูปโภครองรับมากมายโดยทั่วไป

ในปี คศ 2008ที่ผ่านมา  รัฐ Oaxacaได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคาร IDB มูลค่า 102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนในโครงการสร้างโรงงานผลิตพลังงานกังหันลม ที่จะมีความสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณ 318 MW และจะมีผลช่วยให้ประเทศเม็กซิโกบรรลุเป้าหมายการลดมลภาวะ ได้ถึงร้อยละ 50  จากระดับปี คศ. 2000 ภายในปี คศ. 2050

โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการการผลิตพลังงานจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา เป็นการลงทุนโดยบริษัท Acciona Energía México (AEM) ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของบริษัท Acciona ของสเปน ร่วมกับบริษัทปูนซีเมนต์แห่งเม็กซิโก (CEMEX) ซึ่งจะมีสิทธิซื้อพลังงานที่ต้องการทั้งหมดจากโครงการดังกล่าวในระยะเวลา 20 ปีเมื่อการก่อสร้างได้เสร็จสิ้น

เม็กซิโกได้ริเริ่มแผนงานการทดแทนน้ำมัน และกระจายสัดส่วนแหล่งพลังงาน โดยการออกกฎหมายการพัฒนาแรงงาน (Special Program to Exploit Renewable Energy and Special Climate Change Program)  เมื่อเดือนพฤศจิกายน คศ. 2008 แผนงานดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับการลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังมีผลพลอยได้ต่อเศรษฐกิจเพ่มเติม คือการจ้างงาน และสร้างรายได้ในพื้นที่ ชุมชนที่มีรายได้ต่ำ 

นอกจากเงินกู้จากธนาคาร  IDB แล้ว โครงการพลังงานลม Eurus ยังต้องระดมทุนจากแหล่งเงินกู้ทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคีทั้งจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ต้นทุนการก่อสร้างทั้งหมดรวม 600 ล้านเหรียญ

รัฐบาลเม็กซิโกคาดว่า ปริมาณการลงทุนทั้งหมดจะมีมูลค่ารวม 5 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 4 ปี และจะทำการผลิตพลังงานได้ในสัดส่วนร้อยละ 4 ของความต้องการไฟฟ้ารวมของประเทศ จะสร้างงานได้ 10,000 ตำแหน่งทางตรงและทางอ้อมในช่วงการก่อสร้าง และจะมีตำแหน่งานถาวรรวม 374 ตำแหน่งสำหรับการดูแลรักษาต่อไป

นอกจากโครงการพลังงานกังหันลม Eurus ในรัฐ Oaxaca แล้ว ธนาคาร IDB ยังได้อนุมัติเงินกู้อีกจำนวนหนึ่งให้แก่ โครงการพัลงงานกังหันลมอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Eléctrica del Valle de México, S. de R.L. de C.V., (EVM) บริษัทในเครือของบริษัท EDF Energies Nouvelles ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะทำการผลิตไฟฟ้าได้ 67.5 MW โครงการ EVM มีสัญญาการขายไฟฟ้าให้กับบริษัท Wal-Mart เป็นระยะเวลา 15 ปี


แหล่งข้อมูล
http://www.iadb.org/am/2010/pages.cfm?language=en&id=6688
http://www.iadb.org/news-releases/2009-12/english/idb-to-finance-historic-expansion-of-wind-power-in-mexico--6118.html
http://www.iadb.org/en/projects/project,1303.html?id=ME-L1068

Monday, December 20, 2010

PEMEX contracts foreign companies

รูปแบบสัญญาจ้างบริษัทต่างชาติสำหรับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเม็กซิโก

บริษัท PEMEX รัฐวิสาหกิจน้ำมันของเม็กซิโก ได้อนุมัติสัญญาว่าจ้างบริษัทต่างชาติในรูปแบบใหม่สำหรับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเม็กซิโก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากแผนงานปฎิรูปพลังงานที่ประธานาธิบดีแคลดารอนได้ริเริ่มเมื่อสองปีที่ผ่านมา สัญญารูปแบบใหม่ดังกล่าวจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ผู้พัฒนาในรูปแบบ on a per-barrel fee นอกเหนือจากการคืนทุน recovery cost แต่ยังคงยึดถือหลักการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของเม็กซิโก นั่นคือน้ำมันที่ผลิตได้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของเม็กซิโกเท่านั้น การเปิดรับประมูลบริษัทต่างชาติสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำมันในรูปแบบใหม่ดังกล่าว จะขยายไปสู่การพัฒนาแหล่งสัมปทานบ่อมีอายุในพื้นที่อื่น ๆ และจะขยายรวมไปยังพื้นที่สัมปทานในอ่าวเม็กซิโกในระยะต่อไปด้วย

การปรับปรุงสัญญาว่าจ้างบริษัทต่างชาติในรูปแบบใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บริษัทน้ำมันต่างชาติลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยก้าวหน้ามาใช้ เพื่อยกระดับผลผลิตน้ำมันในบ่อน้ำมันทางตอนใต้ของเม็กซิโก ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันที่เริ่มจะหมดสภาวะการผลิตสูง (mature oilfields) ปัจจุบันมีสัดส่วนของผลผลิตเป็นหนึ่งส่วนสามของผลผลิตน้ำมันรวมของเม็กซิโก โดยมีเป้าหมายการชักจูงสำคัญกับบริษัท ExxonMobil, Royal Dutch Shell และ BP

บ่อน้ำมันในภาคใต้ของเม็กซิโกที่เป็นบ่อมีอายุมีทั้งหมด 40 แห่งและจัดแบ่งเป็นพื้นที่สัมปทานได้ 8 บล็อค ปริมาณน้ำมันสำรองรวม 420 mm เบเรล โดยบริษัท PEMEX ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาในพื้นที่สัมปทาน 3 แห่งในขั้นแรด อันได้แก่ Magallanes, Santuario และ Carrizo ซึ่งเป็นพื้นที่ 312 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำมันสำรองเฉลี่ยประมาณ 207 mm boe ความสามารถผลผลิต่อวันประมาณ 14 ล้านเบเรลต่อวัน และได้กำหนดกระบวนการจัดประมูลสัมปทานดังต่อไปนี้

พฤจิกายน 2553  ประกาศขั้นตอนการประมูลและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ
กุมภาพันธุ์ 2554  การประกาศการรับประมูลอย่างเป็นทางการ
กพ.-เม.ย. 2554   ขายเอกสาร package การประมูล
กพ.-มิ.ย. 2554    Workshop และการเยือนแหล่งสัมปทาน
กพ.-มิ.ย. 2554    สัมมนาเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดที่กรุงลอนดอน คัลการี และฮูสตัน
มิ.ย. 2554           ตรวจสอบคูณสมบัติผู้ประมูลในขั้นแรก
สัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2554  การประกาศผู้ได้รับสัมปทาน

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านเวปไซท์ได้ที่ http://www.pep.pemex.com:8080/contratos/eng/eventos.html

แหล่งข้อมูล
http://www.zacks.com/stock/news/43915/Pemex+OKs+New+Contract+Model
http://www.pep.pemex.com:8080/contratos/eng/cmaduros.html