Google Website Translator

Friday, March 25, 2011

Country Profile: El Salvador 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์

เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศที่เล็กที่สุดในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศกัวเตมาลา และมีชายแดนฝั่งตะวันออกติดกับฮอนดูรัส ทางด้านตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 21,041 ตารางกิโลเมตร เกือบเท่ากับขนาดพื้นที่ของประเทศอิสราเอล แต่ขนาดของเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามในภูมิภาคอเมริกากลาง และมีรายได้ต่อหัวในระดับประมาณสองส่วนสามของรายได้ต่อหัวของประเทศคอสตาริกาและปานามา หรือสองเท่าของรายได้ต่อหัวของประเทศนิคารากัว


1.2 ชื่อเป็นทางการ  สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ (ภาษาสเปน:República de El Salvador)
1.3 เมืองหลวง  กรุงซันซัลวาดอร์ (San Salvador)
1.4 ขนาดพื้นที่  21,041 ตารางกิโลเมตร
1.5 ประชากร  6 ล้านคน (2010)
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ  พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อนใต้ดิน น้ำมัน และพื้นที่เพาะปลูก
1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศเอลซัลวาดอร์ได้รับประกาศอิสรภาพจากสเปนในปี ค.ศ. 1821 และจากสหรัฐอเมริกากลางในปี ค.ศ. 1839  เชื้อชาติ แบ่งเป็นเมสติโซ (เชื้อสายผสมสเปน-พื้นเมือง) ร้อยละ 90 ผิวขาวร้อยละ 9 อเมรินเดียนร้อยละ 1 ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 57 นิกายโปรแตสแตน์ ร้อยละ 21 ภาษา ภาษาสเปน

1.8 ระบอบการปกครอง

เอลซัลวาดอร์มีการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย และได้รับเอกราชจากประเทศสเปนเมื่อปี ค.ศ. 1821 ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2009 ได้แก่ นาย Mauricio FUNES Cartagena มีวาระการดำรงตำแหน่งเทอมละ 5 ปี พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ พรรค FMLN ที่มีสมาชิกสภาจำนวน 35 คน และพรรค ARENA สมาชิกสภา 32 คน โดยรัฐสภาที่นั่งตัวแทนรวม 84 ที่นั่ง มีการเลือกสมาชิกรัฐสภาใหม่ทุก 3 ปี

เอลซัลวาดอร์มีปัญหาความมั่งคงทางการเมืองเป็นระยะเวลานานมาก โดยได้มีสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเป็นเวลา 12 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1980-1992 เป็นการสู้รบระหว่างอำนาจฝ่ายขวาที่เป็นรัฐบาลมาแต่ดั้งเดิมซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ กับตัวแทนกลุ่มฝ่ายซ้ายต่าง ๆ ซึ่งต่อมาได้รวมตัวกันเป็นพรรค FMLN สงครามกลางเมืองดังกล่าวได้ยุติลงโดยความตกลงยุติสงครามระหว่างสองฝ่าย ที่มีการลงนามยุติสงครามในวิหาร Chapultapec ในเม็กซิโก

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน 10,886 กิโลเมตร ทางรถไฟจำนวน 283 กิโลเมตร แม่น้ำสำคัญได้แก่ แม่น้ำ Lempa ซึ่งใช้เดินเรือขนาดเล็กได้ แม่น้ำเล็มป้ามีต้นกำเนิดในประเทศกัวเตมาลา และไหลผ่านประเทศเอลซัลวาดอร์ออกไปสู่มหาสมุทรแอ็ทแลนติกทางฮอนดูรัส ความยาวรวมทั้งสิ้น 442 กิโลเมตร เอลซัลวาดอร์มีสนามบินรวม 65 แห่ง โดยมีสนามบินระหว่างประเทศชื่อ Cuscatlan International Airport (รับผู้โดยสารได้ประมาณ 2 ล้านคน) อยู่ที่กรุง San Salvador สายการบินแห่งชาติ คือ สายการบิน TACA และมีท่าเรือที่สำคัญฝั่งแปซิฟิกฝั่งเดียวที่ท่าเรือ Acajutla และท่า Puerto Cutuco

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเอลซัลวาดอร์

การขยายตัวของเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์ในสองสามปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ในปี ค.ศ. 2009 เศรษฐกิจประเทศเอลซัลวาดอร์ได้หดตัวลงประมาณร้อยละ 3 แต่ได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2011 จะมีฟื้นตัวและมีโอกาสขยายตัวได้ในอัตราระหว่างร้อยละ 2-3 รายได้ที่สำคัญของเอลซัลวาดอร์มาจากการรับโอนเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญเท่ากับรายได้จากการส่งออกของประเทศ โดยประมาณหนึ่งในสามคนของประชากรในประเทศเอลซาวาดอร์พึ่งพารายได้จากเงินโอนจากญาติๆ ในต่างประเทศโดยส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ เงินโอนจากต่างประเทศของเอลซัลวาดอร์มีมูลค่าระหว่าง 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เป็นมูลค่าเงินส่งกลับที่สูงกว่ามูลค่าเงินโอนกลับของประเทศในกลุ่มละตินอเมริกากลางอื่น ๆ

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจ

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

เอลซัลวาดอร์มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ เอลซัลวาดอร์ได้ปรับใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลประจำประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศคอสตาริกา

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 59.9 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 29.1 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 11

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

ในปี ค.ศ. 2009 การลงทุนโดยภาครัฐมีมูลค่ารวม 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการลงทุนในต่างประเทศมูลค่า 333 พันล้านเหรียญฯ รัฐบาลใหม่ของประเทศเอลซัลวาดอร์มีแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายแผนงานที่เน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ในนามกองทุนเพื่อศตวรรษใหม่ (Fomilenio) โดยในขั้นแรกจะมีการพิจารณาออกกฏหมายใหม่เพื่อกำหนดให้รัฐบาลสามารถร่วมทุนกับภาคเอกชนในลักษณะ Public Private Partnership โดยโครงการแรกที่จะได้รับการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าว ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือ La Unión ซึ่งจะทดแทนท่าเรือ Acajutla และจะมีความสามารถรับสินค้าได้เป็นสองเท่าของท่าเรือเก่า ทั้งนี้ รัฐบาลเอลซัลวาดอร์กำลังแสวงหาผู้ร่วมทุนเพื่อการบริหารท่าเรือใหม่ดังกล่าว

นอกจากนี้แล้ว โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้แล้ว ล้วนแต่ต้องการร่วมลงทุนจากภาคเอกชนหรือต่างชาติ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า การประปา และการขยายเส้นทางเดินรถ และการขนส่ง ในปีงบประมาณ 2011 ได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 79 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการยกระดับการบริหารบริการน้ำประปา โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนร่วมมือการพัฒนาของประเทศสเปน (AECI) ในเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 2011 จะมีการเปิดประมูลเพื่อรับการออกแบบโครงการบริหารสาธารณูปโภคสำหรับเขตเมืองหลวงในกรุงซันซัลวาดอร์ โดยโครงการดังกล่าวจะได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคาร Inter-American Development Bank นอกจากนี้แล้ว กองทุนเพื่อการรักษาถนน (Fovial) จะทำการลงทุนเพื่อปรับปรุงถนนเส้นทางรวมทั้งสิ้น 6,544 กิโลเมตร

รัฐบาลของเอลซาวาดอร์มีแผนงานส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยจะส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยว การเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าและลอจิสติกสำหรับภูมิภาคอเมริกากลาง โดยได้มีการเปิดเสรีรับการลงทุนจากภาคเอกชนและต่างชาติในภาคการสื่อสาร การบริการไฟฟ้า การเงิน และภาคกองทุนบำนาญ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของเอลซัลวาดอร์
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศเอลซัลวาดอร์

ในปี ค.ศ. 2009 เอลซัลวาดอร์ได้ขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 321 ล้านเหรียญ โดยมูลค่าการส่งออกรวมในปี ค.ศ. 2009 มีมูลค่า 3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้า 6.7 พันล้านเหรียญฯ ประเทศคู่ค้าที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ ประเทศสหรัฐฯ สัดส่วนความสำคัญทางการค้าร้อยละ 43.9 รองลงมาได้แก่ ประเทศกัวเตมาลา สัดส่วนร้อยละ13.9 ฮอนดูรัส ร้อยละ13.2 และประเทศนิคารากัว ร้อยละ 5.7 ส่วนแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 29.8 เม็กซิโก ร้อยละ 10.3 กัวเตมาลา ร้อยละ 9.7 จีน ร้อยละ 4.5 และฮอนดูรัส ร้อยละ 4.4

3.2 ประเทศคู่ค้าสำคัญด้านการนำเข้า/ส่งออก

ในปี ค.ศ. 2010 เอลซัลวาดอร์มีมูลค่าการส่งออกรวม 4.377 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 15 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 43.8 กัวเตมาลา ร้อยละ 13.9 ฮอนดูรัส ร้อยละ 13.2 และนิคารากัว ร้อยละ 5.7 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ น้ำตาล เสื้อผ้าและสิ่งทอ ทองคำ เอธอนอล สารเคมี ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 7.98 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 10 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 29.8 เม็กซิโก ร้อยละ 10.3 กัวเตมาลา ร้อยละ 9.7 จีน ร้อยละ 4.5 และฮอนดูรัส ร้อยละ 4.4สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค สินค้าทุน เชื้อเพลิง น้ำมัน อาหาร และไฟฟ้า

3.3 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

เอลซัลวาดอร์เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 13 สำหรับค่าเฉลี่ยอัตราภาษีนำเข้า MFN มีอัตราร้อยละ 6.3 โดยทั่วไป สำหรับสินค้าเกษตรมีค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 12.9 ไม่มีการห้ามการนำเข้า แต่ยังคงมีข้อกำหนดใบอนุญาติการนำเข้าสำหรับสินค้าที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นอัตราต่อความมั่นคง สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม มีการควบคุมการนำเข้าน้ำตาลเป็นพิศษเพื่อป้อมกันผู้ผลิตภายในประเทศ และมีการส่งเสริมการส่งออกโดยการคืนภาษีร้อยละ 6 ของมูลค่า f.o.b รวมทั้งการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ สำหรับการผลิตในเขตการค้าเสรี (free trade zone)

3.4 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

เอลซัลวาดอร์เข้าร่วมเป็นภาคีองค์การค้าโลกในปี ค.ศ. 1995 เป็นสมาชิกความตกลงด้านศุลกากรในกลุ่มตลาดกลางอเมริกากลาง (CACM) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 และมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีในระดับพหุภาคีภายใต้กรอบของความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ (CAFTA) ซึ่งเอลซัลวาดอร์เป็นประเทศในกลุ่มอเมริกากลางประเทศแรกที่ให้สัตยาบันสำหรับความตกลงดังกล่าวเมื่อปี ค.ศ. 2006 ความตกลงเขตการค้าเสรีคาฟต้าได้ส่งเสริมให้เอลซัลวาดอร์เพิ่มการส่งออกสินค้าด้านอาหารแปรรูป น้ำตาล เอธานอล ไปยังสหรัฐฯ รวมทั้งได้มีผลกระตุ้นการลงทุนในภาคการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป นอกจากคาฟต้า ซึ่งรวมเขตการค้าเสรีกับสาธารณรัฐโดมินิกันแล้ว เอลซัลวาดอร์ยังมีความตกลงเขตการค้าเสรี North Triangle (กับโคลัมเบีย ปี 2007 และเม็กซิโก ปี 2000) ความตกลงเขตการค้าเสรีกลุ่มอเมริกากลางกับชีลี (1999) และกับปานามา (2002)

ในระดับทวิภาคี เอลซัลวาดอร์มีความตกลงการค้าเสรีกับไต้หวัน (2007) อีกทั้งกำลังทำการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา และสหภาพยุโรป นอกจากนี้แล้ว มีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศ เวเนซูเอล่า (1986) โคลัมเบีย (1984) และปานามา (1970)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและเอลซัลวาดอร์สถาปนาความสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 1987 โดยเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเม็กซานติอาโกเป็นเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์อีกตำแหน่งหนึ่ง และนาย Ricardo Moran Ferracuti เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำ สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับเอลซัลวาดอร์

ในปี ค.ศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับเอลซัลวาดอร์มีมูลค่ารวม 39.642 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 107 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 36.705 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังเอลซัลวาดอร์ในปี 2010 มูลค่า 38.175 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 เทียบเท่ากับร้อยละ 157 การนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์ในปี 2010 มีมูลค่า 1.467 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 66

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศเอลซัลวาดอร์ และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์

สินค้าที่ไทยส่งออกไปเอลซัลวาดอร์ คือ รถยนต์และรถบรรทุก แผ่นเหล็ก เส้นยาง และรองเท้า ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเอลซัลวาดอร์ อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สินค้าสำหรับการบรรจุ และเศษเหล็กเศษอลูมิเนียม

4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศเอลซัลวาดอร์

รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน สินค้าพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง

4.5 การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวของเอลซัลวาดอร์ได้เติบโกอย่างรวดเร็วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ในปี คศ. 2010 การท่องเที่ยวมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 4.6 ของรายได้ประชาติ และได้มีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 4.5 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศเอลซัลวาดอร์ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.97 เป็น 1.27 ล้านคนจาก 1.15 ล้านคนในปี 2009

การแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยงระหว่างไทยกับเอลซาดอร์แทบจะไม่มี เนื่องจากประเทศเอลซาวาดอร์ยังเป็นที่รู้จักน้อย ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดในคนไทย อีกทั้งการเดิงทางไปยังประเทศเอลซาวาดอร์ต้องต่อเครื่องบินหลายต่อ

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

5.1. กระทรวงการต่างประเทศ (Ministerio de Relaciones Exteriores de El Salvador)
Calle El Pedregal, Blvd. Cancillería. Ciudad Merliot, Antiguo Cuscatlan, El Salvadorใ
Tel: PBX (503) 2231 1000 (503) 2231 1309 (503) 2231 1383
Email: consulta_comunicaciones@rree.gob.sv
Websiste: http://www.rree.gob.sv/

5.2. กระทรวงเศรษฐกิจ (Ministerio de Economia)
Alameda Juan Pablo II y Calle Guadalupe, Edificio C, Plan Maestro, esquina opuesta a PuertoBus, Centro de Gob., San Salvador.
Teléfono (PBX): (503) 2231-5600
E-mail:info@minec.gob.sv
Website: http://www.minec.gob.sv/

5.3 หอการค้าแห่งเอลซัลวาดอร์
Tel: (503) 2231 - 3000
Fax: (503) 2271 - 4461
Email: camara@camarasal.com
Website: http://www.camarasal.com/

Wednesday, March 16, 2011

Country Profile: Cuba 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจคิวบา


ตั้งอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนเหนือ ที่จุดบรรจบของทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และมหาสมุทรแอตแลนติก คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออก และหมู่เกาะบาฮามาส ทางทิศตะวันตกของเกาะเติร์กและหมู่เกาะเคคอสและประเทศเฮติ ทางทิศตะวันออกของเม็กซิโก และทางทิศเหนือของหมู่เกาะเคย์แมนและเกาะจาเมกา

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐคิวบา (ภาษาสเปน: República de Cuba)
1.3 เมืองหลวง/เมืองท่า/เมืองเศรษฐกิจสำคัญ/ สินค้าสำคัญในแต่ละเมือง

กรุงฮาวานา (เมืองหลวง) ประชากร 2.1 ล้าน โรงบรรจุอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เคมีและเภสัชอุตสาหกรรมอาหาร การก่อสร้างซ่อมเรือ ผลิตรถยนต์ เหล้า สิ่งทอ ยาสูบ กรุงฮาวานาเป็นท่าเรือที่สำคัญที่สุดของคิวบา

Santiago de Cuba เป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นอันดับสอง มีประชากรประมาณ 5 แสนคน เป็นศูนย์บริการท่าเรือ เป็นท่าเรืออันดับสองของคิวบา

1.4 ขนาดพื้นที่ 110,861 ตารางกิโลเมตร (ขนาดใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีเหนือ กัวเตมาลา ฮอรดูรัส)
1.5 ประชากร 11.38 ล้านคน
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ แร่โคบาล์ท นิเกิล์ เหล็ก โครเมี่ยม ทองแดง เกลือ ป่าไม้ และน้ำมัน
1.7 ประวัติศาสตร์

ชาวสเปนเดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อ คศ. 1597 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและมีชาวอินเดียนอยู่น้อย จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเฮติ คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ ได้รับเอกราชจากสเปนในปี คศ.1868 โดยการสนับจากสหรัฐฯ แต่แล้วกลับตกมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ แทนจนถึงการยึดอำนาจภายใต้การปกครองระบบคอมมิวนิสต์โดยนายฟิเดล คาสโตรในปี คศ. 1959

เชื้อชาติ ร้อยละ 51 ของประชากรเป็น mulattos (เชื้อสายผสมระหว่างชนผิวขาวกับผิวดำ) ร้อยละ 37 เป็นผู้สืบเชื้อชายจากชาวสเปนโดยแท้จริง ร้อยละ 11 คนผิวดำ ร้อยละ 1 เชื้อสายจีน
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 72 ของประชาการทั้งหมด)
ภาษา ภาษาสเปน

1.8 ระบอบการปกครอง

มีการปกครองแบบระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำ นายราอูล คาสโตร ได้รับการเลือกตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2008 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี สภานิติบัญญัตมาจากการเลือกตั้งจากสมาชิกของพรรค Partido Comunista de Cuba (PCC) มีสมาชิก 614 คน มีวาระ 5 ปีเช่นเดียวกัน ประเทศคิวบามีเขตพื้นที่การปกครอง 14 จังหวัด และเขตเทศบาลพิเศษ 1 เขต

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนน จำนวน 60,858 กิโลเมตร ทางเดินรถไฟ 8,598 กิโลเมตร และทางน้ำ 240 กิโลเมตร มีสนามบิน 136 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศชื่อว่า Jose Marti International Airport ที่กรุงฮาวานา สายการบินประจำชาติ ชื่อว่า Cubana Airlines นอกจากระบบคมนาคมนมแล้ว ยังมีท่อส่งแก๊ซ 41 กิโลเมตร และท่อส่งน้ำมัน 230 กิโลเมตร มีเรือเดินทะเลจดทะเบียนภายในประทเศ 5 ลำ และเรือเดินทะเลจากต่างประเทศอีก 6 ลำ จากไซปรัส 1 เนเธอร์แลนด์ อันติลส์ 1 และปานามา 4

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศคิวบา

ตั้งแต่ปี คศ.1990 เป็นต้นมา มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจคิวบา เพื่อเพิ่มบทบาทของตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เศรษฐกิจของคิวบายังคงประกอบด้วยการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (state-owned) การเกษตรภาคเอกชน และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการร่วมทุนของต่างชาติในรูปแบบ joint venture เป็นสำคัญ การนำเข้าและส่งออกสินค้าของคิวบาดำเนินการโดย Cuban Enterprise และหน่วยงานที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ National Registry of Exporters and Importers หน่วยงานเหล่านี้จะสามารถนำเข้าส่งออกสินค้าในรายการที่ได้ระบุไว้เท่านั้น หากมีการนำเข้าส่งออกสินค้านอกเหนือจากรายการเหล่านั้นจะต้องขออนุญาตต่อกระทรวงการค้าต่างประเทศ ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดประมาณ 400 บริษัท ประกอบด้วยรัฐวิสาหกิจ บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์ และบริษัทที่รัฐมีหุ้นบางส่วน ผู้ที่จะประกอบธุรกิจกับคิวบาจะต้องลงนามในสัญญากับบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การค้าระหว่างประเทศของคิวบาดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจและ joint venture บริษัทนำเข้าสินค้าที่สำคัญของคิวบาได้แก่ บริษัท Alimport ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรของรัฐบาล

ตลาดในคิวบาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตลาดสำหรับการนำเข้าเพื่อธุรกิจท่องเที่ยว และตลาดเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมในประเทศ ประกอบด้วยการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งมี Cuban Enterprise เป็นผู้ดำเนินการหลัก

เงินที่ใช้ในคิวบามี 2 ประเภท คือ คิวบาเปโซ และ convertible peso (เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า chavito) เงินคิวบาเปโซเป็นสกุลเงินที่ใช้ได้เฉพาะภายในประเทศ ไม่มีมูลค่าสำหรับการเงินระหว่างประเทศ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้ ในปี คศ. 1993 รัฐบาลคิวบาให้ประชาชนถือเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในประเทศอย่างถูกกฎหมายได้ มีการใช้จ่ายเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในกลุ่มธุรกิจสินค้าและบริการที่เป็นธุรกิจ‘ luxury’ รวมทั้งธุรกิจท่องเที่ยว ต่อมาในปี 1994 คิวบาประกาศใช้เงิน convertible peso เพื่อใช้แทนเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังสามารถถือเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ในการแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ หากแลกด้วยเงินสหรัฐฯ จะต้องเสียค่าคอมมิสชั่นร้อยละ 10

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจคิวบา

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

คิวบามีเงินทุนสำรองประเทศมูลค่า 4.847 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศคิวบา

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 72.9 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22.7 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 4.2

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

ประเทศคิวบาได้รับการลงทุนจากต่างประเทศในปี คศ. 2010 มูลค่า 4.847 พันล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุนจากต่างประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของคิวบา ภายหลังจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเนื่องจากการล่มสลายของรัสเซีย ปัจจุบัน คิวบามีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้มีกิจกรรมที่เกิดผลกำไรและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดในปี 2001 คิวบาออกกฎหมายเกี่ยวกับความร่วมมือและสัญญาของธุรกิจโรงแรม นอกจากนี้ คิวบามีการประกันแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยกฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยของนักลงทุน นอกจากนี้แล้ว นักลงทุนสามารถโอนรายได้และดอกเบี้ยที่เกิดจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวยังอาจถูกเวนคืนและได้รับเงินชดเชยหากเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือสังคมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ปัจจุบันมีนักลงทุนจาก 46 ประเทศลงทุนในกิจการต่าง ๆ 32 สาขา ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจากยุโรป เช่น สเปน อิตาลี และฝรั่งเศส สาขาหลักที่มีการลงทุนได้แก่ การท่องเที่ยว เหมืองแร่ พลังงาน และธุรกิจด้านการสื่อสาร

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของคิวบา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศคิวบา

ในปี คศ. 2010 คิวบามีมูลค่าการส่งออกรวม 3.31 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 15 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ ประเทศจีน ในสัดส่วนร้อยละ 25.7 แคนาดาร้อยละ 20.3 สเปนร้อยละ 6.8 และเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 4.5 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ น้ำตาล นิเกิล์ ยาสูบ ปลา ผลิตภัณฑ์ยา ส้ม และกาแฟ

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 10.25 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 15 เช่นเดียวกัน โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศเวนูซูเอลา ร้อยละ 30.5 (เป็นสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเครื่องจักร) รองลงมามีการนำเข้าจากประเทศจีนร้อยละ 15.5 สเปนร้อยละ 8.3 และสหรัฐฯ ร้อยละ 6.9 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน อาหาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ และสารเคมี

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

คิวบาใช้ระบบ Harmonized 8 หลักในการระบุรายการสินค้า อัตราภาษี MFN ของคิวบาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 15 (ระหว่าง 5-40%) และอัตราภาษีทั่วไปไม่เกินร้อยละ 17 การคำนวณภาษีของคิวบาใช้การคำนวณแบบ ad valorem และไม่มีการเก็บภาษีส่งออก

คิวบาไม่มีข้อจำกัดสำหรับการนำเข้าในแต่ละกรณี เช่น โควตา หรือใบอนุญาตนำเข้า แต่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับการนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าจำพวกอาหารและยา เครื่องสำอาง อุปกรณ์การแพทย์ และ personal and domestic use products นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมสุขอนามัยพืชที่เข้มงวดสำหรับการนำเข้าส่งออกพืชและส่วนประกอบ ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมมี The National Standardization Office (NC) เป็นผู้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้า ใบรับรองสินค้า การควบคุมคุณภาพ มาตรวัดสินค้า การบริการด้านเอกสารและการตรวจสอบคุณภาพสินค้า

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

คิวบาได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าระหว่างประเทศ ในปี คศ. 1995 และในปี คศ. 1999 คิวบาได้เข้าเป็นสมาชิก The Latin American Association of Integration (ALADI) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่างประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน และในปี คศ. 2005ได้ลงนามในความตกลงด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Trade and Economic Cooperation Agreement) กับประเทศในกลุ่ม CARICOM สำหรับความตกลงในระดับทวิภาคีนั้น คิวบามีความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศปานามา รัสเซีย เวเนซูเอล่า โบลเวีย และยังมีความตกลงพิเศษกับประเทศเวียดนามเพื่อการนำเข้าข้าว อีกด้วย

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างคิวบากับไทย

ไทยและคิวบาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม คศ. 1958 รัฐบาลคิวบาได้ตั้งสถานเอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย โดยเริ่มเปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม คศ. 2003 ปัจจุบันมีนาง Maria Luisa Fernandez Equilaz เป็นเอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย สำหรับฝ่ายไทย รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโกเป็นเอกอัครราชทูตประจำคิวบาอีกตำแหน่งหนึ่ง และในปี คศ. 2003 ได้เปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐคิวบาขึ้น โดยมีนาย Jorge Manuel Vera Gonzalez ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับคิวบา

ในปี คศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับคิวบามีมูลค่ารวม 3.441 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 20 และลดลงจากปี 2008 ร้อยละ 64 โดยในปี 2010 ไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้ามูลค่า 772,899 เหรียญสหรัฐ ไทยมีการส่งออกไปยังคิวบาในปี คศ. 2010 มูลค่า 2.107 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 32 การนำเข้าจากคิวบาในปี 2010 มีมูลค่า 1.334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2009 ร้อยละ 10

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคิวบา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากคิวบา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปคิวบา คือ อาหารทะเล เครื่องซักผ้าและชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ข้าว ท่อยาง และยางรถยนต์ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากคิวบา ซีการ์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยา เลือด และเศษเหล็ก
4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศคิวบา

ผลิตภัณฑ์กระดาษ สินค้าพลาสติก และผักผลไม้ เคยส่งออกได้ำจำนวนมากมาปี คศ. 2008 แต่ต่อมาในปี 2009 และ 2010 ไม่ได้มีการนำเข้าสินค้าสามรายการดังกล่าว

4.5 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยกับคิวบา

ในปี คศ. 2000 ไทยและคิวบาได้ลงนามใน MOU โดยคิวบาได้สัญญาว่าจะซื้อข้าวจากไทย และได้เสนอการแลกเปลี่ยนข้าวกับน้ำตาลและสินค้าไบโอเทคโนโลยีชีวภาพ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องงดังกล่าว

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2003 ไทยและคิวบาได้ลงนามในความตกลงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ณ กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-คิวบา (Thailand-Cuba Joint Commission) จัดขึ้นทั้งหมด 2 ครั้ง คือ 15 มีนาคม 2004 ที่กรุงเทพฯ และ 13-14 กุมภาพันธ์ 2006 ที่ประเทศคิวบา ในการประชุมครั้งล่าสุด มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้า ได้แก่ การจัดทำ Joint Work Plan เพื่อกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน ฝ่ายคิวบาได้เสนอให้กำหนดเป้าหมายในการขยายการค้าจาก 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยกำหนดเป้าหมายให้การค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นสองเท่า ในปี 2010 สินค้าสำคัญที่ไทยต้องการให้บรรลุเป้าหมายได้แก่ ข้าว เครื่องใช้ภายในบ้าน สินค้าอุตสาหกรรม อะไหล่รถยนต์ เป็นต้น ในขณะที่คิวบาต้องการเสนอสินค้าประเภทวัคซีน

ไทยได้จัดคณะผู้แทนเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่คิวบาระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน คศ.2002 แต่ไม่มีภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว ในการนี้ ผู้แทนฝ่ายไทย ได้เข้าพบหน่วยงานราชการและเอกชนที่สำคัญ เช่น กระทรวงการค้าต่างประเทศ และบริษัท CIMEX Corporation เป็นต้น โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน คิวบาจะเริ่มนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยอีกครั้ง และสนใจที่จะส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมายังไทย และภาคเอกชนคิวบาสนใจนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในโรงแรม เครื่องปรับอากาศ สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้านจากไทย

มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยและหอการค้าคิวบา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม คศ. 2004 ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2006 นาง Maria Luisa Fernandez Equilaz เอกอัครราชทูตสาธารณรรัฐคิวบาประจำประเทศไทยได้เข้าพบกับประธานกรรมการหอการค้าไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและคิวบา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการจัดคณะผู้แทนทางธุรกิจระหว่างกัน ร่วมประชาสัมพันธ์เผยแพร่งานแสดงสินค้าของแต่ละประเทศ และไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพในการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและคิวบา

4.6 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับคิวบา

ไทยประสบอุปสรรคในการส่งออกข้าวไปยังคิวบา อุปสรรคที่สำคัญคือปัญหาเรื่องการชำระเงิน เนื่องจากคิวบาต้องการขอเครดิตระยะยาว และธนาคารในประเทศไทยไม่สามารถรับรอง L/C ที่ออกโดยธนาคารคิวบาได้ เนื่องจากคิวบาถูกจัดอันดับโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้อยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในเรื่องการเมือง ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องหาธนาคารจากประเทศที่ 3 เป็นผู้รับรอง L/C หรือส่งออกข้าวโดยผ่านประเทศที่ 3 ซึ่งทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น

4.7 การท่องเที่ยวในประเทศคิวบา

มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศคิวบา ปี คศ. 2008 จำนวน 2,316,000 คน ภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาก แต่ยังขาดการลงทุนในการสร้างโรงแรม ในขณะนี้ รัฐบาลของคิวบาต้องการส่งเสริมให้มีการสร้างสนามกอลฟ์ และท่าเรือสำหรับเรือสำราญ

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

5.1 กระทรวงการค้าต่างประเทศคิวบา
website: http://america.cubaminrex.cu/

5.2 หอการค้าคิวบา
website: www.camaracuba.cu

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

สถานทูตคิวบาประจำประเทศไทย
Mela Mansion Apt. 3C, 5 สุขุมวิท 27
ถนนสุขุมวิท คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ : 02-665-2803
โทรสาร : 02-661-6560
E-mail: cubaemb1@loxinfo.co.th

Friday, March 11, 2011

Tourism in Mexico

การท่องเที่ยวในประเทศเม็กซิโก
ความสำคัญทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มละตินอเมริกา อันดับสองสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอเมริกา และอันดับสิบสำหรับการท่องเที่ยวโลก เมื่อปี คศ. 2009 ประเทศเม็กซิโกได้รับนักท่องเที่ยวรวมประมาณ 22 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับสามรองจาก การส่งเงินกลับจากต่างประเทศ และรายได้จากการขายน้ำมัน

ในปีที่ผ่านมา (คศ. 2010) ภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโกมีสัดส่วนของผลผลิตแห่งชาติในอัตราร้อยละ 13.2 ซึ่งได้เพิ่มจากร้อยละ 8.9 ในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี คศ. 2000 การขยายตัวของภาคการท่องที่ยวในเม็กซิโกมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 3.8

ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเม็กซิโกประกอบด้วย บริการการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (ประมาณร้อยละ 28.6 ของการขนส่งทั้งหมด) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 29.2 บริการร้านอาหารและบาร์ สัดส่วนร้อยละ 24.8 บริการโรงแรมและห้องพัก สัดส่วนร้อยละ 12.7 การค้า สัดส่วนร้อยละ 12.3 และการขายสินค้าหัตกรรมและอื่น ๆ สัดส่วนร้อยละ 11.4

การท่องเที่ยวในเม็กซิโกได้มีการพัฒนามาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ยุคการปกครองของสเปนจนถึงช่วงการรับเอกราชอันเป็นผลให้มีปรับเปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองของธุรกิจและที่ดินที่เคยเป็นของชาวสเปนมาเป็นของธุรกิจท้องถิ่นชาวเม็กซิกัน ต่อมาในยุคหลังสงครามโลก การท่องเที่ยวในเม็กซิโกได้รับการกระตุ้นจากผู้ที่เดินทางหลบหนีสงครามมาอยู่ที่เม็กซิโก รวมทั้งได้รับการลงทุนจากต่างชาติในระบบการขนส่งด้านการบิน รถไฟ และถนนทางหลวงระหว่างรัฐ การวางแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับชาติได้เริ่มต้นอย่างเป็นระบบในปี คศ. 1998 โดยการรวมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย เป็นสภาการท่องเที่ยวแห่งเม็กซิโก (Consejo de Promoción Turística de México-CPTM) และต่อมาได้มีการกำหนดแผนงานการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับแรกสำหรับช่วงปี คศ. 2001-2005 หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนอำนาจการปกครองเสียงในสภาจากพรรค PRI มายังพรรค PAN ซึ่งได้ครองเสียงในสภาติดต่อกันมาเป็นสองสมัยแล้วในปัจจุบัน

หน่วยงานที่สนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของรัฐในเม็กซิโกมี 3 หน่วยงานหลัก อันได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยว (SECTUR), สภาการท่องเที่ยวที่พัฒนามาจาก CPTM (PROMOTUR) และกองทุนเพื่อการส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว (FONATUR) นอกจากนี้แล้ว ภาคเอกชนยังได้มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมต่าง ๆ เช่น สมาคมร้านอาหาร สมาคมโรงแรม สมาคมสปา สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อการรักษาอนุรักษณ์ธรรมชาติ (ecotourism) เป็นต้น

ลักษณะของการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

งแม้ว่าประเทศเม็กซิโกจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเป็นอันดับสิบของโลก การท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวเม็กซิกันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่อุดหนุนภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโก ร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาจากการเดินทางของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยภายในประเทศ ซึ่งนิยมการเดินทางไปทั่วทุกภาคของประเทศ

การบริการสำหรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศของเม็กซิโก มีรูปแบบที่มีความหลากหลาย ทั้งสำหรับแห่ล่งท่องเที่ยวที่ ๆ ที่จะไป ซึ่งกระจายไปตามรัฐทั้ง 31 รัฐของเม็กซิโก (multidestination) และความหลากหลายในลักษณะรูปแบบของการท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งการท่องเที่ยวในเมือง การท่องเที่ยวแหล่งอารยธรรมโบราณ การท่องเที่ยวตามชายหาดและเกาะ การขึ้นเรือสำราญ การท่องเที่ยวเพื่อบำบัดร่างกาย (spa tourism) การท่องเที่ยวเพื่อการชิมอาหาร (gastro-tourism) และการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษณ์ธรรมชาติ (eco-tourism) เป็นต้น

สถิติของจุดหมายปลายทางของการเดินทางบ่งชี้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเม็กซิโกสำคัญ 6 แห่ง ที่มีผู้เดินทางไปยังแหล่งเหล่านี้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของจุดหมายปลายทางรวม ได้แก่ เมือง Mexico City, Guadalajara และ Monterrey และแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล Acapulco, Veracruz และ Cancun แต่หากพิจารณาเพียวการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ จะพบว่า Cancun จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่ กรุงเม็กซิโก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญรองลงมา ได้แก่ Puerto Vallarta, Acapulco, Los Cabos และ Cozumel

ในปี คศ. 1997 การบริการโรงแรมมีสัดส่วนในผลผลิตของของภาคการท่องเที่ยวระหว่างร้อยละ 12-17 รองจากร้านอาหารและการขนส่ง มีโรงแรมทั้งหมด 14,963 แห่ง และห้องพักรวม 583,731 ห้อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมขนาดกลางและย่อม รัฐที่มีโรงแรมมากที่สุดได้แก่ รัฐ Jalisco (จำนวน 1,346 โรงแรม) รองลงมาได้แก่ รัฐ Veracruz (1,197) Oaxaca (1,033) Quintana Roo (763) เขตนครหลวง Federal District (656) และ Chiapas (648)

การท่องเที่ยวจากต่างประเทศ (Inbound tourism)

ในช่วงระหว่าง คศ. 1990-2000 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกเม็กซิโกได้ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยปีละ 1.9 เปอร์เซ็นต์ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นเป็น 20.6 ล้านคนในปี คศ. 2000 การเดินทางข้ามชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกได้ขยายตัวอย่างฉับพลันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงการค้าเสรีนาฟต้า ในปี คศ. 2000 การเดินทางท่องเที่ยวข้ามชายแดนจากสหรัฐฯ เพื่อมาเที่ยวในเม็กซิโกแบบไปกลับภายในวันเดียวได้มียอดเกิน 80 ล้านเที่ยวในปีนั้น

นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึน ข้อมูลสถิติยังบ่งชี้ว่า นักท่องเที่ยวได้เพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทาง โดยค่าใช้จ่ายรวมที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายระหว่างปี คศ. 1989-2000 ได้เพิ่มจาก 5.5 พันล้านเหรียญ เป็น 8.3 พันล้านเหรียญ หรือขยายตัวในอัตราร้อลละ 4.1

การเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศอื่น (Outbound tourism)

การเดินทางในท่องเที่ยวในต่างประเทศ มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปตามสภาพวัฏจักรของธุรกิจ และความผันผวนของ โดยสามารถสังเกตเห็นว่า ในระยะวิกฤตการณ์การเงินช่วงปี คศง 1990 เมื่อผลผลิตรวมแห่งชาติได้ลดลงและค่าเงินเปโซได้อ่อนตัวมีค่าลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง การท่องเที่ยวออกไปต่างประเทศได้ลดลงร้อยละ 6.2

แหล่งท่องเที่ยวในต่างประเทศที่ชาวเม็กซิกันนิยมไปที่สุดของ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากชาวเม็กซิกันมีความสะดวกในการเดินทางไปยังสหรัฐฯ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพียง และมีบริการรับการท่องเที่ยวที่ดี ทั้งนี้ ชาวเม็กซิกัน นิยมการเดินทางไปซื้อสินค้าบริโภคต่าง ๆ การท่องเที่ยวแหล่งสำราญ เช่น คาซิโน สวนเด็กเล่น หรือการชมเมือง เป็นต้น นักท่องเที่ยวเม็กซิกันไม่นิยมการท่องเที่ยวตามแหล่วงธรรมชาติ ยกเว้นการสกี ซึ่งมักจะมีการเดินทางไปสกีในรัฐ Colorado และ New Mexico ในช่วงฤดูหนาย

ในปี คศ. 1999 ได้มีชาวเม็กซิกันเดินทางออกนอกประเทศจำนวน 7.4 ล้านคน และได้เพิ่มเป็น 12 ล้านคนในปี 2535 ก่อนการเกิดวิกฤตการณ์การเงินในประเทศเม็กซิโก อันเป็นให้มีการลดค่าเงินเปโซในขั้นแรกถึงร้อยละ 30 การเดินทางไปต่างประเทศได้ลดลงไปหนึ่งในสามในปี คศ. 1993 และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น การเดินทางออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศได้ค่อยเพิ่มขึ้น โดยมีการขยายตัวประมาณปีละ 5.6 เปอร์เซ้นต์ จนถึงระดับ 11 ล้านคนในปี คศ. 2000

ในปี คศ. 2007 ชาวเม็กซิกันที่เดินทางไปสหรัฐฯ ได้ใช้จ่ายรวม 9.5 พันล้านเหรียญฯ ประมาณร้อยละ 75 เป็นผู้ที่เดินทางไปทางอากาศ

ภาวะวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปของเม็กซิโก และภาวะค่าเงินเปโซที่อ่อนตัว ทำให้การท่องเที่ยวในสหรัฐฯ แพงขึ้นสำหรับชาวเม็กซิกัน และเป็นผลให้มีการเดินทางไปสหรัฐฯ ลดลงไปประมาณร้อยละ 6

การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการท่องเที่ยว

หน่วยงาน FONATUR เป็นหน่วยงานที่เอื้ออำนวยการลงทุนจากต่างประเทศสำหรับภาคการท่องเที่ยวในเม็กซิโก โดยเป็นผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างและการขายที่ดินในพื้นที่ ๆ ได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ FONATUR เป็นหน่วยงานที่ทำการส่งเสริมการขายที่ดิน รวมทั้งเป็นองค์กรที่เป็นผู้ร่วมทุนกับนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยการถือหุ้นส่วนในโครงการลงทุนต่างๆ นอกจากนี้แล้ว ยังให้ความร่วมมือหรือความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคแก่หน่วยงานบรหารในระดับท้องถิ่น และเป็นผู้ประสานงานระหว่างผุ้ทำการพัฒนา หน่วยงานรัฐ และนักลงทุน FONATUR ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ Cancun และ Los Cabos และกำลังเร่งการส่งเสริมสำหรับพื้นที่ในเขต Ixtapa แต่มีพื้นที่ ๆ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ได้แก่ Huatulco และ Loreto ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมใหม่อีกรอบต่อไป ส่วนโครงที่จะได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวใหม่มีพื้นที่ในเขค Sea of Cortes (หรืออ่าวแคลิฟอร์เนีย), the Maya Coast และ Palenque

รัฐบาลของเม็กซิโกทำการส่งเสริมและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวต่าง ๆ ในลักษณะเปรียบได้เสมือนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยการเอื้ออำนวยพิเศษ การให้สิทธิต่าง ๆ และการร่วมลงทุน กิจกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ไปลงทุนในเขตพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการส่งเสริม เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บาร์ โรงแรม ปาร์ค มารีน่า บ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวหรือพนักงาน มอเตอร์โฮม พื้นที่การจัดแคมพ์ ศูนย์การค้า รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ไม่เกิน 50 เอกเกอร์ ผู้ที่สนใจเสนอโครงการลงทุนสามารถยื่นเสนอขออนุมัติรับการส่งเสิรมผ่านกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก

โอกาสทางการตลาดเพื่อชักจูงท่องเที่ยวจากเม็กซิโก

บริษัททัวร์ที่ต้องการส่งเสริมชักจูงนักท่องเที่ยวจากเม็กซิโกที่มีตัวแทนในสหรัฐฯ จะมีความได้เปรียบกว่าบริษัทที่ต้องกาชักจูงนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันที่ไม่มีสำนักงานตัวแทนในภูมิภาค การเปิดสำนักงานตัวแทนในเม็กซิโกเป็นลู่ทางในการชักจูงที่ดีที่สุด เนื่องจากประเทศเม็กซิโกมีพื้นที่กว้างขวาง การเปิดสำนักงานตัวแทน ควรจะมีสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่ในภาคต่าง ๆ เช่น ทีเมือง Guadalajara และ Monterrey นอกจากกรุงเม็กซิโก เป็นต้น

อีกลู่ทางหนึ่งคือการจ้างบริษัททัวร์ที่มีบริการและตัวแทนกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ นอกจากการเสนอราคาที่ดีแล้ว ยังต้องมีการบริการทันต่อเวลา และการบริการหลังการขาย นักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันไม่นิยมทำการซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตและชอบใช้บริการของทัวร์เอเยนต์ การขายผ่านตัวแทนแบบ wholesale เป็นช่องทางการเข้าสู่ตลาดที่ดีที่สุด สองส่วนสามของผู้ขายทัวร์จะเสนอแพ็กเก็จแบบ incentive travel packages แก่บริษัทในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นในภาคเภสัช ธุรกิจห้องแล็บ ธุรกิจประกัน บริษัทขายรถยนต์ บริการท่องเที่ยว บริการการเงิน หรือบริษัทที่ทำการขายตรง

บริษัททัวร์ที่ต้องการเจาะตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกันควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1) ทำการโปรโหมดในประเทศเม็กซิโก
2) การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และคู่ค้าฝ่ายเม็กซิกัน เช่น บริษัทที่บริการเกี่ยวกับการเดินทาง ฯลฯ
3) สร้างความเข้าใจกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิกัน และออกแบบแผนทัวร์ตามความนิยมของลูกค้า 4) ต้องมีพนักงานที่ให้บริการเป็นภาษาสเปนนิช
5) ให้เข้าใจว่าชาวเม็กซิกันมักจะตัดสินใจเดินทางโดยทันด่วน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า และไม่ชอบทำการซื้อบริการผ่านอินเตอร์เน็ต
6) ให้เน้นขายความเชี่ยวชาญด้านบริการที่มีโดยเฉพาะ เช่น บริการสปา บริการท่องเที่ยงในป่า บริการท่องเที่ยวด้านอาหาร หรือบริการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมหรือโบราณสถาน

แหล่งข้อมูล:

Saturday, February 26, 2011

Country Profile: Guatemala 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศกัวเตมาลา


กัวเตมาลาเป็นประเทศในอเมริกากลาง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ มีชายฝั่งติดกับทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน พรมแดนด้านตะวันออกจรดเม็กซิโก ตะวันออกเฉียงเหนือจรดเบลีซ และตะวันตกเฉียงใต้จรดฮอนดูรัสและเอลซัลวาดอร์

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐกัวเตมาลา (ภาษาสเปน: República de Guatemala)

1.3 เมืองหลวง กรุงกัวเตมาลา (ประชากรราว 2.9 ล้านคน)

1.4 ขนาดพื้นที่ 108,889 ตารางกิโลเมตร

1.5 ประชากร 13.8 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน นิ้กเกิล ป่าไม้ ประมง พลังงานไฟฟ้า

1.7 ประวัติศาสตร์

กัวเตมาลามีพื้นฐานอารยธรรมมาจากอาณาจักรมายาที่รุ่งเรืองเป็นเวลาพันปีก่อนที่สเปนมายึดครอง กัวเตมาลาอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศสเปนระหว่างปี ค.ศ. 1524-1821 และได้รับเอกราชจากประเทศสเปนในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1821 ระหว่างปี ค.ศ. 1839-1944 กัวเตมาลาอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการทางทหาร จนกระทั่งปี ค.ศ.1945 รัฐบาลฝ่ายสังคมนิยมได้รับการเลือกตั้งและพยายามปรับโครงการทางสังคมและประเทศ ต่อมาในปี ค.ศ. 1945 รัฐบาลสังคมนิยมดังกล่าวได้ถูกล้มล้างโดยกลุ่มกบฏทหารฝ่ายขวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน CIA ของสหรัฐฯ โดยนอกจากล้มล้างรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหารใหม่แล้ว ยังได้ทำการกวาดล้างกลุ่มพรรคคอมมิวนิตส์และกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง ส่งผลให้กลุ่มฝ่ายซ้ายดังกล่าวหลบหนีไปอยู่ตามชนบทที่ยากจนและจัดตั้งเป็นกลุ่มกบฏกองโจรฝ่ายซ้ายเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 36 ปี กัวเตมาลาต้องอยู่ในสภาวะสงครามการเมือง จนกระทั่งการเจรจาสงบศึกในปี ค.ศ. 1996

เชื้อชาติ เมสติโซ (ผิวขาวผสมอินเดียน) ร้อยละ 55 อเมริกัน-อินเดียน ร้อยละ 43 คอเคเชียน และอื่นๆ ร้อยละ 2
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
ภาษา ภาษาสเปน และภาษาท้องถิ่น Kekchi, Cakchique, Guiche และ Nam

1.10 ระบอบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อ 14 มกราคม ค.ศ. 1986 ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาย Álvaro Colom Caballeros (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 14 มกราคม ค.ศ. 2008) ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติระบบสภาเดียว จำนวน 158 ที่นั่ง และมีวาระ 4 ปี พื้นที่การปกครองมี 22 จังหวัด

1.11 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน 14,095 กิโลเมตร ทางรถไฟจำนวน 332 กิโลเมตร และทางน้ำ 990 กิโลเมตร ซึ่งเพียง 260 กิโลเมตรสามรถใช้เดินเรือได้ทั้งปี สนามบินมี 372 แห่ง โดยมีสนามบินระหว่างประเทศชื่อ La Aurora Internation Airport อยู่ที่กรุงกัวเตมาลา มีสายการบินเอกชนเล็ก ๆ 3 ราย คือ TAG AVCOM (Aviateca) และ RACSA มีระบบท่อส่งน้ำมัน 480 กิโลเมตร ท่าเรือที่สำคัญได้แก่ Puerto Quetzal และ Santo Tomas de Castilla2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป

2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศกัวเตมาลา

ประเทศกัวเตมาลาเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด และมีขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง โดยในปี ค.ศ. 2010 มีรายได้ต่อหัวประมาณ 4,871 เหรียญสหรัฐ ผลผลิตแห่งชาติของกัวเตมาลามีสัดส่วนเทียบเป็นหนึ่งส่วนสี่ของผลผลิตรวมของกลุ่มตลาดกลางอเมริกากลาง (CACM) อย่างไรก็ตาม กัวเตมาลายังคงต้องรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำอย่างมาก ทั้งนี้ กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรของกัวเตมาลาอยู่ในระดับยากจน และร้อยละ 15 อยู่ในระดับความยากจนขีดสุด การขาดการศึกษาที่เพียงพอในประชากรส่วนใหญ่เป็นปัญหาสำคัญ และทำให้กัวเตมาลาขาดแรงงานที่มีฝีมือ โครงสร้างของเศรษฐกิจยังคงพึ่งรายได้จากเงินส่งกลับจากแแรงงานในต่างประเทศเป็นสำคัญ เทียบได้เป็นสองส่วนสามของมูลค่าการส่งออก หรือร้อยละ 10 ของผลผลิตแห่งชาติ นอกจากนี้ หนึ่งส่วนสามของการผลิตเพื่อการส่งออกยังคงเป็นการผลิตในลักษณะ maquiladora นั่นคือ นำเข้าวัตถุดิบจากหสหรัฐเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพื่อการส่งออกกลับไปยังสหรัฐ

เศรษฐกิจของกัวเตมาลาในปี 2009 ได้รับผลกระทบจากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลต่อมูลค่าเงินส่งกลับจากต่างประเทศลดลงถึงร้อยละ 9 ผลของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจยังคงแสดงตัวในปี 2010 อันเป็นผลให้เศรษฐกิจของกัวเตมาลาขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 1

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจกัวเตมาลา


2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

กัวเตมาลามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในปลายปี ค.ศ. 2010 ประมาณ 5.709 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศกัวเตมาลา

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 62.3 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 24.4 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 13.3 สินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ กาแฟ น้ำตาล และกล้วย ส่วนอุตสาหกรรมที่มีความนสำคัญได้แก่ เหมืองถ่านหิน การขุดเจาะน้ำมัน การประกอบเครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์การขนส่งและเรือ อุปกรณ์สื่อสาร การผลิตอาวุธ การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งทอ รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป การผลิตสารเคมี ปุ๋ย และซีเมนต์ ส่วนกิจการด้านการบริการทีสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว และอสังหริมทรัพย์

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของกัวเตมาลา ได้คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2010 กัวเตมาลาได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมูลค่าประมาณ 608.9 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลของกัวเตมาลามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในภาคลอจิสติก การสื่อสาร การท่องเที่ยว และการผลิตในอุตสาหกรรมอีเล็คตรอนนิกส์ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์เพื่อการแพทย์ สินค้าพลาสติก ผลิตภัณธ์ยาง ผลิตภัณฑ์เคมี และอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า รวมทั้งการสำรวจขุดเจาะน้ำมัน

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกัวเตมาลา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศกัวเตมาลา

ในปี ค.ศ. 2010 กัวเตมาลามีมูลค่าการส่งออกรวม 8.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 17.5 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 40.4 เอลซัลวาดอร์ ร้อยละ 11.2 ฮอนดูรัส ร้อยละ 8.5 และเม็กซิโก ร้อยละ 5.9 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ น้ำตาล น้ำมัน เสื้อผ้าสำเร็จรูป กล้วย ผักและผลไม้ และคาร์ดามอน

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 13.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 20 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 36.5 เม็กซิโก ร้อยละ 10.5 จีน ร้อยละ 5.9 และเอลซัลวาดอร์ ร้อยละ 5.1 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิง เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง วัสดุก่อสร้าง ข้าวและถั่ว ปุ๋ย และไฟฟ้า

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

อัตราภาษี MFN ของกัวเตมาลาทีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.9 สำหรับสินค้าเกษตรมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 9.9 ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 12 มีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีน้อยมาก ไม่มีข้อจำกัดสำหรับการนำเข้า เช่น โควตา หรือใบอนุญาตนำเข้า แต่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับการนำเข้าสินค้าบางประเภท

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

กัวเตมาลาได้เข้าร่วมองค์การค้าโลกในปี ค.ศ. 1995 เป็นสมาชิกกลุ่มศุลกากร Central American Common Market-CACM เมื่อปี ค.ศ. 1960 มีความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับกลุ่ม DR-CAFTA ตั้งแต่ปี 2004 กลุ่ม Colombia-North Triangle (โคลัมเบีย เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และฮอนดูรัส) ตั้งแต่ปี 2007 กลุ่ม Mexico-North Triangle ตั้งแต่ปี 2000 กลุ่มภูมิภาคอเมริกากลางกับชิลี ตั้งแต่ปี 1999 และกลุ่มภูมิภาคอเมริกากลางกับปานามา ตั้งแต่ปี 2002 ในระดับทวิภาคี กัวเตมาลามีความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศไต้หวัน ตั้งแต่ปี 2005 นอกจากนี้แล้ว ยีงมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศเวเนซูเอลา จากปี 1985

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัวเตมาลากับไทย

กัวเตมาลาเป็นประเทศแรกในภูมิภาคลาตินอเมริกากลางที่เปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยเมื่อปลายปี ค.ศ. 1988 โดยมีนาย Luis Alberto Henry Sanchez เป็นเอกอัครราชทูตกัวเตมาลาคนแรกในประเทศไทย แต่ต่อมาได้ปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยลงเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 1990 ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศกัวเตมาลาอีกตำแหน่งหนึ่ง และแต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทยประจำกัวเตมาลา (Mr. Louis Leonowens) ส่วนกัวเตมาลาแต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตกัวเตมาลาประจำญี่ปุ่น มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศ

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับกัวเตมาลา

ในปี ค.ศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัวเตมาลามีมูลค่ารวม 105.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 71 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 99.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังกัวเตมาลาในปี 2010 มูลค่า 102.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 71.6 การนำเข้าจากกัวเตมาลาในปี 2010 มีมูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 57

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศกัวเตมาลา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากกัวเตมาลา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศกัวเตมาลา 10 อันดับแรกในปี ค.ศ. 2010 คือ รถยนต์และชิ้นส่วน ผ้าลูกไม้และปัก ผลิตภัณฑ์ยาง ด้าย อาหารทะเลแปรรูป เครื่องจักรและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์เคมี เมล็ดพลาสติก ตู้เย็นและชิ้นส่วน และสิ่งทอ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากกัวเตมาลา ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เศษเหล็ก ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เสื้อผ้า กาแฟ-ชา-เครื่องเทศ ผ้า สิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ ผักและผลิตภัณฑ์

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย

ไทยและกัวเตมาลามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น ไม่มีปัญหาขัดแย้ง แต่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ใกล้ชิดเท่าที่ควร โดยเมื่อปี ค.ศ. 2007 เป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงล่าสุดของฝ่ายไทย คือเมื่อวันที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 รัฐมนตรีช่วยประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนกัวเตมาลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเยือนระดับสูงครั้งแรกของไทยนับตั้งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน สำหรับฝ่ายกัวเตมาลา แม้ว่าจะยังไม่มีการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ แต่นาย Oscar Jose Rafael BERGER Perdomo อดีตประธานาธิบดีกัวเตมาลาได้เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัว ระหว่างวันที่ 23 – 26 มิ.ย. 2007 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบการแต่งงานกับภรรยา และได้เดินทางไปเยือนจังหวัดภูเก็ตด้วยในปี 2009

4.5 การท่องเที่ยวในกัวเตมาลา

ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแหล่งเงินรายได้ของกัวเตมาลาเป็นอันดับ 2 โดยในช่วงไตรมาสของ ปี ค.ศ. 2009 เงินรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 หรือประมาณ 323 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดี จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด H1N1 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกัวเตมาลา นอกจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมและความไม่ปลอดภัยในกัวเตมาลา ยังคงเป็นปัจจัยที่ลดปริมาณนักท่องเที่ยวของกัวเตมาลาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ในแต่ละปีกัวเตมาลามีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 ล้านคน

5. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

5.1.  กระทรวงการต่างประเทศกัวเตมาลา
2a Av. 4-17 zona 10, Ciudad de Guatemala
Código Postal: 01010
Teléfono: (502)2410-0000
http://www.minex.gob.gt/

5.2. องค์กรการส่งเสริมการลงทุนแห่งกัวเตมาลา
10a calle 3-17 Z. 10, Edificio Aseguradora General, 4to Nivel
Phone: (502) 2421.2484
http://www.investinguatemala.org/

5.3. หอการค้ากัวเตมาลา
10 Calle 3-80, Zona 1. 01001, Guatemala, C.A.
Tel: +(502) 2417-2700
http://www.negociosenguatemala.com/

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

6.1. สถานเอกอัครราชทูตกัวเตมาลา ประเทศญี่ปุ่น
Kowa Nr. 38 Bldg. Rm. 905, Nishi-Azabu
106, Minato-Ku, Tokyo, Japan
Phone: +81-3-34001830
Fax: +81-3-34001820

Friday, February 11, 2011

Country Profile: Belize 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศเบลิซ


ชื่อทางราชการ เบลีซ (Belize)
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์  อยู่ในภูมิภาคอเมริกากลาง ทิศตะวันตกติดกับทะเลแคริบเบียน ทิศเหนือติดกับเม็กซิโก ทิศตะวันตกติดกับกัวเตมาลา
เนื้อที่ 22,965 ตารางกิโลเมตร
ภูมิอากาศ ร้อนชื้น อากาศร้อนและชื้นมาก ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกุมภาพันธ์
เมืองหลวง กรุงเบลโมแพน (BELMOPAN)
ประชากร 307,899 คน (ปี 2552)
ศาสนา โรมันคาทอลิก (ร้อยละ 49.6), โปรเตสแตนท์ (ร้อยละ 27), อื่นๆ (ร้อยละ 14) ไม่นับถือศาสนา (ร้อยละ 9.4)
ภาษาราชการ อังกฤษ
วันชาติ  21 กันยายน 1981 (ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร)
รูปแบบการปกครอง  ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
นายกรัฐมนตรี นาย Dean O. Barrow (ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2551)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Wilfred Elrington

ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

ระบบคมนาคมของเบลีซมีเส้นทางถนนจำนวน 3,007 กิโลเมตร สนามบิน 45 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศ คือ Philip S. W. Goldson International Airport ที่กรุงเบลีซ สายการบินของเบลีซ Tropic Air เป็นสายการบินเล็ก ๆ ที่มีเรือบิน 11 ลำ เบลีซมีเส้นเดินทาง ๆ น้ำ 825 กิโลเมตร มีท่าเรือ 2 แห่งที่กรุงเบลีซ และเมือง Creek City มีเรือเดินทะเลรวม 231 ลำ เป็นเรือบรรทุกสินค้า 146 ลำ bulk carrier 37 ลำ เรือบรรทุกสินค้าเย็น 27 ลำ เรือน้ำมัน 7 ลำ roll on/roll off 10 ลำbarge carrier 1 ลำ เรือโดยสาร 1 ลำ และเรือของต่างชาติอีก 171 ลำ ซึ่งเป็นของประเทศจีน 64 ลำ

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเบลีซ

การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดที่ให้เงินตราต่างประเทศกับเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กอย่างเบลีซ ภาคเศรษฐกิจที่ให้รายได้สำคัญรองลงมาได้แก่ การส่งออกผลิตภัฑ์ทะเล ส้ม น้ำตาล กล้วยและเสื้อผ้า รัฐบาลของเบลีซได้ดำเนินมาตรการด้า-การเงินและการคลังเพื่อขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ. 1998 อันเป็นผลให้ผลผลิตแห่งชาติขยายตัวของในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4 ในช่วงระหว่างปี 1999-2007 ในปี 2006 การขยายตัวของเศรษฐกิจเบลีซได้รับการกระตุ้นจากการค้นพบน้ำมันที่ช่วยให้รัฐบาลเบลีซปรับลดหนี้ระหว่างประเทศของภาครัฐ และช่วยให้มีสภาพคล่องด้านการเงินที่ดีขึ้น แต่ในปี 2009 เศรษฐกิจของเบลีซได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ภัยอุทกภัย และราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงในปีนั้น ทำให้เศรษฐกิจของเบลีซไม่มีกาาขยายตัวเลยในปีนั้น จนกระทั่งปี 2010 เศรษฐกิจของเบลีซจึงฟื้นฟูขยายตัวในอัตราร้อยละ 1.5


เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ประเทศเบลีซมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในปลายปี ค.ศ. 2010 ประมาณ 213.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

โครงสร้างการผลิตภายในประเทศเบลีซ

ภาคบริการมีสัดส่วนความสำคัญในผลผลิตแห่งชาติร้อยละ 54.1 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 16.9 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 29

ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศเบลีซ

การลงทุนจากต่างประเทศในเบลีซได้เริ่มขยายตัวอย่างชัดเจนใจตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา โดยมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศได้กระโดดเพิ่มขึ้นจากประมาณปีละ 70 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เป็นปีละกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในช่วง 2004-2007 สำหรับในปี 2008 เบลีซได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดในมูลค่า 188 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการณ์เงินในสหรัฐฯ การลงทุนจากต่างประเทศในเบลีซได้ลดลงเป็น 94 ล้านเหรียญฯ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของเบลีซได้พัฒนาการให้สิทธิพิเศษและการอำนวยความสะดวกสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศหลายประการ ภาคเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ คือ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตร (การผลิตน้ำตาล และการเลี้ยงผึ่ง) การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงกุ้งและปลา การเพาะปลูกต้นไม้และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับป่าไม้ อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ และการประมงน้ำลึก

ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศเบลีซ

ในปี ค.ศ. 2010 เบลีซมีมูลค่าการส่งออกรวม 404 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการส่งออกในปี 2009 ร้อยละ 5.8 คู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ในสัดส่วนร้อยละ 30.7 อังกฤษ ร้อยละ 29.8 ไนจีเรีย ร้อยละ 4.9 และค็อทดิวอร์ ร้อยละ 4.5 สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กาแฟ น้ำตาล กล้วย ส้ม เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ปลา น้ำเชื่อม ไม้ และน้ำมันดิบ

การนำเข้าในปี 2010 มีมูลค่า 740 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นร้อยละ 19 โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 33.6 เม็กซิโก ร้อยละ 14.2 คิวบา ร้อยละ 8.5 กัวเตมาลา ร้อยละ 6.8 สเปน ร้อยละ 6 และจีน ร้อยละ 4.1 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรม เชื้อเพลิง สารเคมี สินค้าเภสัช อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ
นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

รัฐบาลของเบลีซเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 12.5 นอกจากนี้แล้วยังมีการเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท และภาษีสำหรับสินค้าพิเศษซึ่งเก็บจากทั้งสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศประมาณ 219 รายการ นอกจากนี้แล้ว ยังเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมอีกร้อยละ 2 สำหรับสินค้านำเข้าทุกประเภทนอกเหนือจากภาษีนำเข้าทั่วไป ความร่วมมือภายใต้กลุ่มประชาคมแคริบเบียนได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสูงสุด สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียกเว้นพิเศษ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 และภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตรที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียกเว้นพิเศษในอัตราไม่เกินร้อยละ 40 ระบบภาษีของเบลีซให้รหัส HS 8 หลัก และมีอัตราภาษี MFN เฉลี่ยร้อยละ 11

ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเบลิซ

ไทยและเบลิซสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1999 โดยรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโกดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำเบลิซเพิ่มเติมอีกตำแหน่งหนึ่ง รัฐบาลเบลิซได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยเมื่อปี 2003 โดยมีนาย David Allan Kirkwood Gibson ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเบลิซ ประจำประเทศไทย แต่ต่อมา ในปี 2006 เบลิซได้ปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ
4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับเบลีซ

ในปี 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับเบลีซมีมูลค่ารวม 4.24 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 40.8 โดยไทยเป็นฝ่ายเสียปรียบดุลการค้ามูลค่า 454,138 เหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังเบลีซในปี 2010 มูลค่า 1.895 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 6.4 การนำเข้าจากเบลีซในปี 2010 มีมูลค่า 2.349 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2009 ร้อยละ 137

สินค้าที่ไทยส่งออกไปเบลีซคือ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารประเภททะเลกระป๋อง เสื้อผ้า และสินค้าพลาสิตก ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเบลีซได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็ง รถยนต์สำหรับงานก่อสร้าง หนังสัตว์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า

ลู่ทางการค้าและการลงทุน

มีโอกาสการค้าการลงทุนในด้านภาคการท่องเที่ยว ยังขาดร้านอาหารไทย และยังต้องการการลงทุนพัฒนาโรงแรมห้องพัก รวมทั้งการการค้าและการลงทุนเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น ในการสร้างถนนหนทางและการปรับปรุงพัฒนาท่าเรือที่มีเรือสำราญเข้าเทียบท่าในปริมาณมาก

การท่องเที่ยวในเบลีซ

การท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเบลีซ และได้มีบทบาทในการจ้างงานในปี 2008 ในสัดส่วนร้อยละ 26 ของการจ้างงานทั่วประเทศ และสร้างรายได้ในสัดส่วนร้อยละ 26 ของผลผลิตแห่งชาติ เบลีซรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีในปริมาณที่ใกล้เคียงกับประเทศแคริเบียนอื่น ๆ ในปี 2008 ได้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเบลีซ 245,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 60 ) รองลงมามีนักท่องเที่ยวจากยุโรป ร้อยละ 14 จากละตินอเมริการ้อยละ 11 และจากแคนาดาร้อยละ 7 นอกจากนี้แล้ว มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านประเทศเบลีซโดยเรือสำราญในจำนวนระหว่าง 200,000- 800,000 คนต่อปี ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ในปี 2008 ได้มีนักท่องเที่ยวเรือสำราญเดินทางผ่านเบลีซจำนวนประมาณ 600,000 คน

รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น


Ministry of Foreign Affairs
NEMO Building,, P.O. Box 174, Belmopan City, Cayo District, Belize, Central America
Phone: 501-822-2322/2167
Fax: 501-822-2854
Email: belizemfa@btl.net

Ministry of Economic Development, Commerce and Industry, and Consumer Protection
Sir Edney Cain Building, Belmopan City
Belmopan: Tel: (501) 822-2526/822-2527/822-1495
Fax: (501) 822-3673
Email: econdev@btl.net

Belize Chamber of Commerce and Industry
P.O. Box 291, 4792 Coney Drive, 2nd Floor, Withfield Tower, Belize City, Belize
Tel: +501-223-5330
Fax: +501-223-5333
Email: bcci@belize.org
Website: http://www.belize.org/

Thursday, January 27, 2011

Country Profile: Mexico 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเม็กซิโก
 

ประเทศสหรัฐเม็กซิโกตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ตอนเหนือของประเทศติดกับประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนตอนใต้ของประเทศติดกับประเทศสาธารณรัฐกัวเตมาลา และประเทศเบลิซ พื้นที่ของประเทศขนาบไปด้วยภูเขาทั้ง 2 ด้านโดยฝั่งตะวันตกมีเทือกเขา Sierra Madre Occidental และฝั่งตะวันออกมีเทือกเขา Sierra Madre Oriental ตอนกลางของประเทศเป็นที่ราบสูงซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของเนื้อที่ประเทศ ลักษณะพื้นที่ประเทศแบ่งได้เป็นดังนี้ เหมาะแก่การเพาะปลูก ร้อยละ 20 เป็นทุ่งหญ้าเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ ร้อยละ 38 เป็นป่าไม้ ร้อยบะ 28 และพื้นที่ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัย ความยาวของประเทศจากเหนือจรดใต้ราว 1,875 ไมล์

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐเม็กซิโก (ภาษาสเปน: Estados Unidos Mexicanos)

1.3 เมืองหลวง  กรุงเม็กซิโกซิตี้ (Mexico City)

1.4 ขนาดพื้นที่ 1.9 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก

1.5 ประชากร 108 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ ปิโตรเลียม เงิน ทองแดง ทองคำ ตะกั่ว สังกะสี ก๊าซธรรมชาติ และป่าไม้

1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศเม็กซิโกแต่เดิมปกครองโดยชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ มาเป็นเวลาพันปี เช่น ชนเผ่า Maya ที่มีอาณาจักรอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ และต่อมามีชนเผ่า Aztec ซึ่งมีความรุ่งเรืองอยู่ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโก

ในปี ค.ศ. 1521 เม็กซิโกถูกยึดครองโดยราชอารณาจักรสเปนในช่วงการแสวงหาอาณานิคม และเรียกอาณานิคมนี้ว่า New Spain ราชอารณาจักรสเปนได้ปกครองเม็กซิโกเป็นเวลายาวนานถึง 300 ปี จนประชาชนได้เริ่มลุกขึ้นต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1810 จนได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1821 หลังจากได้รับเอกราชแล้ว เม็กซิโกก็เริ่มทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา เพื่อแย่งชิงดินแดนเป็นระยะๆ และได้เสียดินแดนจำนวนมากให้กับสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1861 เม็กซิโกประสบภาวะหนี้สิน จึงประกาศพักชำระหนี้ ทำให้ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศเจ้าหนี้ ไม่พอใจและส่งกองทหารเข้ามายึดครองเม็กซิโก และแต่งตั้งให้ Archduke Ferdinand Maximillian of Hapsburg เป็นจักรพรรดิปกครองเม็กซิโก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1867 เม็กซิโกจึงได้รับเอกราชคืนจากฝรั่งเศส หลังจากนั้น มีการปฏิวัติเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพื่อแย่งชิงอำนาจ จนสามารถจัดให้มีการเลืองตั้งอย่างเป็นระบอบประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบัน

1.8 เชื้อชาติ

ประชากรเชื้อสายเมสติโซ (ซึ่งเป็นเชื้อสายเลือดผสมอินเดียนแดงและสเปน) ราวร้อยละ 60 คนอินเดียนแดงร้อยบะ 30 คนขาวร้อยละ 6 และที่เหลือเป็นชาวเอเชียและแอฟริกา

1.9  ศาสนา

โรมันคาทอลิก ร้อยละ 89 และโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 6 โดยเม็กซิโกได้รับอิทธิพลทางศาสนาจากสเปน อย่างไรก็ตามความเชื่อโบราณก็ยังฝั่งรากอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเม็กซิกัน

1.10 ภาษา

คนเม็กซิโกมีภาษาท้องถิ่นที่ใช้หลายภาษาราว 60 ภาษา แต่มีภาษาทางราชการเป็นภาษาสเปน

1.11 ระบอบการปกครอง

ประเทศเม็กซิโกมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ โดยแบ่งพื้นที่การปกครองเป็น 31 มลรัฐ และ 1 เขตปกครอง มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 6 ปี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายเฟลิเป คัลเดรอน ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2006 ฝ่ายนิติบัญญัติมีวุฒิสภา 128 คน และสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง ผู้ว่าราชการของแต่ละมลรัฐได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในมลรัฐนั้น ๆ มีพรรคการเมืองสำคัญ ๆ  3 พรรค คือ PAN PRD และ PRI

1.11 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

เม็กซิโกมีชายแดนติดกับประเทศสหรัฐอเมริกายาว 3,152 กิโลเมตร มีแม่น้ำสำคัญคือ Rio Lerma ลักษณะของประเทศจากตอนเหนือจรดใต้มีระยะทางห่างไกล ทำให้เม็กซิโกต้องการระบบขนส่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเดินทางและขนถ่ายสินค้าทั้งทางรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน และเรือ

ระบบถนนมีเส้นทางรวม 366,095 กิโลเมตร เส้นทางรถไฟมี 17,516 กิโลเมตร และเส้นทางน้ำ 2,900 กิโลเมตร

ท่าเรือที่สำคัญสองฝั่งมหาสมุทนแอ็ทแลนติดและแปซิฟิก ได้แก่ ท่าเรือ Altamira, Coatzacoalcos, Lazaro Cardenas, Manzanillo, Salina Cruz และ Veracruz กองเรือเดินทะเลมี 60 ลำ

มีสนามบินทั่วประเทศรวม 250 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศคือ Benito Juarez Internationl Airport ที่กรุงเม็กซิโก สายการบินของประเทศที่สำคัญ 2 สาย คือ Aeromexico และ Mexicana

นอกจากนี้แล้ว มีระบบท่อส่งแก๊ซ 22,705 กิโลเมตร ท่อส่งแก๊ซเหลว 1,875 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบ 8,688 กิโลเมตร ท่อส่งผสมผสานอีก 228 กิโลเมตร และท่อส่งน้ำมันที่กลั่นแล้ว 6,520 กิโลเมตร

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเม็กซิโก

ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจ OECD และเป็นเศรษฐกิจอันอับที่ 13 ของโลก โดยมีผลผลิตแห่งชาติรวม 1,549 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5 เท่าของผลผลิตรวมของไทย) และรายได้ต่อหัวสูงสุดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา แต่เศรษฐกิจของประเทศเม็กซิโกพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นสำคัญนั่นคือ ร้อยละ 90 ของการส่งออก ถึงแม้ว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจเม็กซิโกจะพัฒนาพื้นฐานให้เข้มแข็งขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์การเงินของเม็กซิโกช่วงปี คศ. 1994-5 พื้นฐานเศรษฐกิจของเม็กซิโกยังคงมีจุดอ่อนหลายประการอันได้แก่
  • การพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบเป็นรายได้สำคัญของงบประมาณแผ่นดิน ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงมีผลทำให้รัฐบาลเม็กซิโกประเมินรายได้และงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผิดพลาดไปในปีที่ผ่านๆ มา
  • แหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศอันดับสองของเม็กซิโก ได้แก่ เงินส่งกลับจากต่างประเทศจากแรงงานที่ไปทำงานในสหรัฐฯ ซึ่งได้ลดลงในปริมาณมากเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซบเซา
  •  ค่าเงินของเม็กซิโกยังคงมีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดอย่างสูง ถึงแม้ว่าจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศในปริมาณที่เพียงพอ อันเป็นผลให้ค่าเงินเปโซมีมูลค่าลดลงเกือบหนึ่งส่วนสามของมูลค่าเดิม โดยในช่วงปลายปีคศ. 2008 อัตราแลกเปลี่ยนตกจากที่เคยแลกได้ 11-12 เปโซต่อเหรียญฯ เป็น 15 เปโซต่อเหรียญฯ
  •  การระบาดไข้หวัดหมู N1H1 ในช่วงเดือนเมษายน คศ. 2009 มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและได้ทำให้เสียรายได้ไปประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปี 2010 เม็กซิโกมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวน 116.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศ

สัดส่วน GDP ของเม็กซิโกมาจากภาคการบริโภค ร้อยละ 26.5 ภาคธุรกิจบริการ ร้อยละ 20 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17.8 ภาคการเงินและประกันภัย ร้อยละ 12.8 ภาคการขนส่ง ร้อยละ 10.3 ภาคการก่อสร้าง ร้อยละ 5.4 ภาคการเกษตรร้อยละ 3.8 และภาคเหมืองแร่ ร้อยละ 1.4

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

การลงทุนจากต่างประเทศในเม็กซิโกเม็กซิโกระหว่างช่วงปี คศ. 1999-2009 ได้มีความผันผวนขึ้นๆ ลงๆ โดยเม็กซิโกประสบภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ 2 ช่วงในระยะเวลาดังกล่าว ปี คศ. 2001 และ 2007 เป็นปีที่ได้รับการลงทุนมากที่สุดในมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้าน และ 2.7 หมื่นล้านเหรียญตามลำดับ ส่วนปีที่ได้รับการลงทุนต่ำสุด นั่นคือน้อยกว่าปีละ 2 หมื่นล้านเหรียญ คือปี คศ. 1999, 2000, 2003, 2006 และ 2009

การลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่ ประมาณ 86.78 % เป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการการเงิน และการค้า และมีแหล่งการลงทุนมาจากสหรัฐประมาณ 57.5% และจากสหภาพยุโรป 34.1% (สเปนและเนเธอร์แลนด์)
ประเทศเม็กซิโกมีโครงการส่งเสริมการลงทุนแยกเป็น 2 โครงการ ได้แก่

1) โครงการ Maquila เพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อการส่งออก โดยหากผู้ลงทุนผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกคิดเป็นเพียง 10% ของผลผลิตของโรงงานก็จะสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยเมื่อเข้าโครงการแล้วผู้ลงทุนไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และเครื่องจักรเหมือนเป็น Bonded warehouse

2)โครงการ PROSEC เป็นการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม 22 สาขาเพื่อให้เม็กซิโกสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ โดยโรงงานสามารถนำเข้าวัตถุดิบในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราภาษีนำเข้าปกติได้จำนวนกว่า 16,000 รายการ

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เม็กซิโกได้พยายามส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศทั้งโดยการเปิดเสรีทางการค้า การลงนามความตกลงด้านภาษีซ้อน และการปกป้องด้านการลงทุนกับต่างประเทศ ซึ่งเม็กซิโกได้เปิดให้มีการลงทุนโดยเสรีในเกือบทุกแขนง ยกเว้นบางอุตสาหกรรม และบางธุรกิจบริการที่เป็นสมบัติของรัฐ อาทิ
  • กิจการที่สงวนไว้สำหรับรัฐบาล อาทิ การขุดเจาะน้ำมัน ปิโตรเคมี ไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ บริการไปรษณีย์ การควบคุมท่าเรือและท่าอากาศยาน
  • กิจการที่จำกัดสำหรับคนเม็กซิกันเท่านั้น อาทิ การขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลัง บริการการเดินทางท่องเที่ยว บริการโทรทัศน์ วิทยุ และบริการธนาคารเพื่อการพัฒนา กิจการที่จำกัดสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49 อาทิ การบินภายในประเทศ บริการแท็กซี่ การประกัน โกดังสินค้า การเช่าซื้ด การผลิตอาวุธ การพิมพ์หนังสือพิมพ์ ประมง ท่าเรือ บริการเดินเรือ การศึกษาเอกชน การก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน
  • ในด้านการถือครองที่ดิน ชาวต่างชาติมีสิทธิในการถือครองที่ดินได้ ยกเว้นไว้เฉพาะพื้นที่ในรัศมี 100 กม. จากพรมแดน และรัศมี 50 กม. จากพื้นที่ที่ติดกับชายทะเล จะไม่อนุญาตให้ต่างชาติถือครอง
3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของเม็กซิโก
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำหลายครั้งในปี คศ. 1980 ปี 1994 และปี 2008 ทั้งนี้เนื่องจากการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบ และการส่งออกไปยังสหรัฐฯเป็นตลาดสำคัญเพียงตลาดเดียว ทำให้เม็กซิโกต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายมาเปิดประเทศมากขึ้น เพื่อหาเงินตราจากต่างประเทศ โดยกำหนดนโยบายเปิดประเทศหลายแบบ ซึ่งได้แก่ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ GATT ในปี 1986 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อาทิ การขนส่ง การคมนาคม ฯลฯ และการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ 12 ฉบับครอบคลุม 43 ประเทศ ได้แก่  เขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ (NAFTA) เขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป  เขตการค้าเสรีกับกลุ่ม EFTA เขตการค้าเสรีกับกลุ่ม North Triangle (กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส) และความตกลงเขตการค้าทวิภาคีกับประเทศชิลี เวเนซูเอล่า อุรุกวัย โคลัมเบีย คอสตาริก้า โบลิเวีย นิการากัว อิสลาเอล และญี่ปุ่น

นอกจากนี้แล้ว เม็กซิโกยังเป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศอีกหลายกลุ่ม เช่น WTO , APEC, OECD และ FTAA เป็นต้น

3.2 สินค้าส่งออก/สินค้านำเข้าหลักของประเทศเม็กซิโก

สินค้าส่งออกหลักของเม็กซิโก ได้แก่ เครื่องไฟฟ้า (รหัส HS 85) โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ร้อยละ 90.8 การส่งออกรถยนต์ (รหัส HS 87) ไปยังสหรัฐฯ ร้อยละ 86.2 เยอร์มันร้อยละ 4.3 แคนาดาร้อยละ 2.9 โคลัมเบียและบราซิล ส่งออกเครื่องจักรไปยังสหรัฐฯ จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และการส่งออกเชื้อเพลังและแร่ไปยัง สหรัฐฯ สเปน อารูบา แคนาดา และอินเดีย การส่งออกเลนซ์ประกอบแว่นสายตา จากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ
สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องไฟฟ้า จากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เครื่องจักรจากสหรัฐฯ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ จีน และเยอรมัน สินค้าพลาสติกจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเกาหลีใต้ นำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ ญี่ปุ่น บราซิล เยอรมัน และแคนาดา และนำเข้าเชื้อเพลังและแร่จากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อาร์เจนติน่า อิตาลี่ และออสเตรเลีย

3.3 ประเทศคู่ค้าสำคัญด้านการนำเข้า/ส่งออก
 การส่งออกของเม็กซิโก (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐ)

การนำเข้าของเม็กซิโก (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
                                           แหล่งข้อมูล: World Trade Atlas
3.4 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

เม็กซิโกเก็บภาษีรายได้บุคคลหัก ณ ที่ จ่าย ร้อยละ 35 ภาษีกำไรธุรกิจ ร้อยละ 35 หรือ ภาษีทรัพย์สิน ร้อยละ 2 และภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 16 สำหรับภาษีการนำเข้ามีแตกต่างไปหลายอัตรา ต้องทำการตรวจสอบภาษีนำเข้าเป็นรายสินค้าเฉพาะกับกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโก

ตลาดเม็กซิโกถือเป็นตลาดใหม่สำหรับประเทศไทย ในช่วง ม.ค. – พ.ย. 2550 ที่ผ่านมาการขยายตัวการส่งออกของไทยมายังตลาดเม็กซิโกสูงขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามประเทศเม็กซิโกนับว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการกีดกันการนำเข้าที่มิใช่ภาษีที่ค่อนข้างมาก ก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า

ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเม็กซิโกได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นระยะจากผู้นำเข้าเม็กซิโกและผู้ส่งออกไทยในกรณีที่สินค้าส่งไปถึงท่าเรือเม็กซิโกแล้วไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรในหลายกรณี อาทิ เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่มีเอกสารสำคัญประกอบการนำเข้า ข้อมูลในเอกสารไม่ถูกต้องตรงตามประเภทสินค้า สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้นำเข้าต้องจ่ายค่าโกดังสินค้าเพิ่มเติม และบางครั้งต้องส่งสินค้ากลับไปยังประเทศไทย ซึ่งเป็นผลเสียหายต่อผู้ส่งออกไทย และเป็นผลในด้านลบต่อผู้นำเข้าไม่กล้าจะนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยอีก แนวทางที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาที่น่าจะทำได้ดีที่สุดคือการให้ความรู้แก่ผู้ส่งออกให้มีความเข้าใจในระบบและระเบียบการนำเข้าของเม็กซิโกในเบื้องต้น และคอยเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของเม็กซิโก โดยสอบถามจากผู้นำเข้า และสามารถสอบถามจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเม็กซิโกที่จะช่วยแนะนำได้อีกทางหนึ่ง

การใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีของประเทศเม็กซิโกซึ่งสามารถแยกได้เป็น 12 มาตรการมาเพื่อทราบ ได้แก่

- มาตรการการจดทะเบียนผู้นำเข้าสินค้า (Padron de Importadores)
- มาตรการด้านมาตรฐานสินค้า
- มาตรการด้านสุขอนามัย
- มาตรการแหล่งกำเนิดสินค้า
- มาตรการสินค้าห้ามนำเข้า
- มาตรการสินค้าควบคุม
- มาตรการโควต้านำเข้า
- มาตรการด้านเอกสารการนำเข้า
- มาตรการราคาประเมินสินค้าขั้นต่ำ
- มาตรการการนำเข้าตัวอย่างสินค้า
- มาตรการป้ายสลากสินค้า
- มาตรการขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร

3.5 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

เม็กซิโกมีการทำความตกลงการค้าเสรีจำนวน 12 ฉบับครอบคลุม 43 ประเทศ ได้แก่ ความตกลงเขตการค้าเสรีเป็นกลุ่ม คือ เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA), เขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป, เขตการค้าเสรีกับกลุ่ม EFTA (ไอซแลนด์ ลีค์เต็นสไรน์ นอร์เวย์และสวิสเซอร์แลนด์), กลุ่ม North Triangle (กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส) ความตกลงเขตการค้าเสรีรายประเทศ มีประเทศชิลี เวเนซูเอล่า โคลัมเบีย คอสตาริก้า โบลีเวีย นิการากัว อิสลาเอล อุรุกวัย และญี่ปุ่น ขณะนี้อยุ่ระหว่างการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศเปรู แต่โดยหลักการแล้วในปัจจุบันกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้แจ้งท่าที ไม่ประสงค์จะเจราจาความตกลงเขตการค้าเสรีเพิ่มเติมไปมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและเม็กซิโกมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2553 มูลค่า 1,366 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 45 โดยการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 967 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนาเข้า 399 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับเม็กซิโกมูลค่า 568 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

4.2 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศเม็กซิโก และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากประเทศเม็กซิโก

ในปี 2553 การส่งออกจากไทยไปยังเม็กซิโกมีมูลค่า 967 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 32.74 สินค้าส่งออกสาคัญของไทยไปยังเม็กซิโก ได้แก่ เครื่องคิดเลข, หม้อแปลงไฟฟ้าและชิ้นส่วน, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, แผงวงจรอีเล็กตรอนนิกส์, อุปกรณ์ไฟฟ้า , แผงควบคุมการเดินไฟ, เสื้อผ้าสาเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์ยาง, หัวเทียนสำหรับรถยนต์, วิทยุและโทรทัศน์

ในปี 2553 ไทยนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกมูลค่า 398.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากจากปี 2552 ร้อยละ 87.58 สินค้านำเข้าที่สาคัญ ได้แก่ , เครื่องไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องประดับอัญมณี รวมทั้งเงินและทองคำแท่ง, รถยนต์และชิ้นส่วนฯ, เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน, คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน, ไดโอดและหม้อแปลง, ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง, แว่นตาและกระจกแว่นตา
การส่งออก/นำเข้าจากเม็กซิโก

สินค้าส่งออก/นำเข้าที่สำคัญระหว่างไทยกับเม็กซิโก ปี 2553 (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
                                              แหล่งข้อมูล: Thai Trading Report, MOC

4.3 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศเม็กซิโก

สินค้า/บริการที่มีศักยภาพ ได้แก่ สินค้าอาหาร มีประเทศคู่แข่งคือ สหรัฐฯ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ คุ่แข่งคือสหรัฐฯ และยุโรป เฟอร์นิเจอร์ มีคู่แข่งจากอินโดนีเซีย อินเดีย สหรัฐฯ และยุโรป สินค้ากี๊ฟท์และของเด็กเล่น และเครื่องเขียน มีการแข่งขันจากประเทศจีน อุปกรณ์การแพทย์ คู่แข่งคือ สหรัฐฯ และยุโรป
เครื่องประดับ คุ่แข่งคือ อิตาลีและอินเดีย สินค้าพลาซสติก คู่แข่งคือ สหรัฐฯ สินค้าอาหาร และสินค้าสำหรับธุรกิจสปา คู่แข่งคือ สหรัฐฯ และยุโรป

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย
  1. ความตกลงร่วมมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภานักธุรกิจเม็กซิโก (Mexican Business Council) ปี ค.ศ. 1990
  2. ความตกลงยกเลิกการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการปี ค.ศ. 199
  3. ความตกลงร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัย Colima ปี ค.ศ. 2003
  4. ความตกลงร่วมมือการวัฒนธรรมและการศึกษาปี ค.ศ. 2003
  5. ข้อตกลง Agreed Minutes of Meeting between the Minister of Economy of Mexico and the Minister of Commerce of Thailand เพื่อจัดตั้งคณะทำงานพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ปี ค.ศ. 2002
  6. ข้อตกลง Agreement of Cooperation between the Mexican Business Council for Foreign Trade, Investment and Technology (COMCE) and the Federation of Thai Industries (FTI) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมมือทางธุรกิจ ปี ค.ศ. 2003
  7. ข้อตกลงระหว่างหอการค้าเมืองมอนเตอร์เร่ CAINTRA-The Federation of Thai Industries, 27 พย. 2010
4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย
  • กฏระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าในเม็กซิโกมีความซับซ้อนมาก
  • การติดฉลากสินค้านำเข้าเป็นภาษาสเปน
  • การใช้ภาษาสเปนในการติดต่อสื่อสาร
  • ขาดความตกลงคุ้มครองการลงทุนและความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน
  • แจ้งข้อมูลให้แก่ผู้ส่งออก จัดสมมนาอบรม
  • แจ้งข้อมูลให้แก่ผู้ส่งออก จัดสมมนาอบรม
  • การใช้ล่าม ส่งเสริมการเรียนภาษาสเปนในสถานบันการศึกษาไทย
  • การแลกเปลี่ยนการเยือนและเจรจาในระดับสูงเพื่อเร่งการทำความตกลงฯ
4.6 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

 ปัจจุบันโรงงานในโครงการ Maquiladora ในเม็กซิโกมีราว 2,800 – 3,000โรงงาน สามารถก่อให้เกิดการจ้างแรงงานถึง 1.4 ล้านคน โดยในปี ค.ศ. 2006 เม็กซิโกสามารถส่งออกสินค้าจากโรงงานภายในโครงการ Maquiladora รวมกันเป็นมูลค่า 111.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาใช้ในโครงการฯ เป็นมูลค่า 87.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคำนวณส่วนต่างที่เกิดขึ้นราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐถือเป็นมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ตกอยู่ในประเทศเม็กซิโก

โรงงานในโครงการ Maquiladora มีที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณชายแดนทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโกติดกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ได้แก่ ในมลรัฐ Baja California ติดกับมลรัฐแคลิฟรอเนียมี 898 โรงงาน, มลรัฐ Chihuahua ติดกับมลรัฐเท็กซัลมี 395 โรงงาน, มลรัฐ Sonora ติดกับมลรัฐอาริโซน่ามี 213 โรงงาน ฯลฯ ทั้งนี้ตัวอย่างอุตสาหกรรมใน
โครงการ Maquiladora ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ได้แก่

- อุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 590 โรงงานมีการจ้างงาน 254,900 คน
- อุตสาหกรรมยานยนต์มีจำนวน 313 โรงงานมีการจ้างงาน 268,000 คน
- อุตสาหกรรมสิ่งทอมีจำนวน 461 โรงงานมีการจ้างงาน 158,300 คน
- อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มีจำนวน 301 โรงงานมีการจ้างงาน 57,000 คน
- อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีจำนวน 184 โรงงานมีการจ้างงาน 37,000 คน

นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ในโครงการ Maquiladora ของเม็กซิโกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีในอนาคต อาทิ Aerospace, Software, Metal mechanics, Medical Supplies, Pharmaceutical, Information Technology, Machinery and Equipment repair และ Call Center เป็นต้น

4.7 จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างไทยและเม็กซิโก

ภาคการท่องเที่ยวของเม็กซิโก เป็นภาคที่นำเข้ารายได้ต่างประเทศเป็นอันดับสามของประเทศรองจากน้ำมันและเงินส่งกลับจากต่างประเทศ และเป็นภาคการผลิตที่มีส่วนแบ่งเป็นร้อยละ 8 ของผลผลิตรวมประชาชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีประมาณ 20 ล้านคน โดยมีอัตราขยายตัวประมาณปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันดับ 10 ของโลก

รัฐบาลของเม็กซิโกได้เริ่มแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เมื่อปี 1973 โดยการแต่งตั้งกองทุน FONATUR (http://www.fonatur.gob.mx/) ซึ่งดำเนินกิจการในลักษณะรัฐวิสาหกิจ ที่ได้มีบทบาทในการพัฒนาเขตท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของเม็กซิโก เช่น ฝั่งชายทะเล Cancún, Los Cabos, Ixtapa, Loreto และอ่าว Huatulco ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงกับ FONATUR โดยองค์กรดังกล่าวสามารถจัดหาแหล่งลงทุนให้กับนักลงทุนในต้นทุนต่ำที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเม็กซิโก

นอกจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการท่องเที่ยวเม็กซิโกได้แก่ บริษัทการบินภายในประเทศสำคัญสองบริษัท คือ Mexicana และ Aeroméxico และบริษัทผู้ที่ครอบครองเครือข่ายโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก อันได้แก่ Grupo Posadas ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนเม็กซิกันที่มีเครือโรงแรมที่มีชื่อว่า Fiesta Americana และกลุ่ม Sol Meliá ของประเทศสเปน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศสเปนเป็นผู้ลงทุนสำคัญในภาคการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาทั้งหมด เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯ เท่านั้น

ภาคการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโก จึ่งเป็นภาคที่น่าสนใจสำหรับการขยายความร่วมมือ และการลงทุน เนื่องจากเป็นภาคที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ และหน่วยงานที่เป็นตัวกลางเอื้ออำนวยความสะดวกในการลงทุนดังกล่าวข้างต้น โดยมีศักยภาพเป็นสะพานเชื่อมไปยังตลาดการท่องเที่ยวของสเปนและกลุ่มละตินอเมริกาทั้งหมด

จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างเม็กซิโกและไทยไม่ได้เป็นจำนวนมากนัก เนื่องจากความห่างไกลจากกันและราคาค่าตั๋วเครื่องบินที่แพง

5. บริษัทที่ติดต่อการค้าระหว่างไทยและเม็กซิโกในปี 2554
  • บริษัทเม็กซิโกที่นำเข้าจากไทย: Kume (อาหาร), Liverpool (อาหารและเสื้อผ้า), Palacio (เสื้อผ้า), Walmex (อาหารและของใช้ในบ้าน), Rodatex (เครื่องพิมพ์ขวดพลาสติด)
  • บริษัทไทยส่งออกไปเม็กซิโก: Lenso (กรอบล้อแม็กซ์), Asian Tao (ผ้าเช็ดเงิน), Thai Nippon Rubber (ถุงยางอานามัย)
  • บริษัทที่สนใจเปิดตลาดในเม็กซิโก: Osothspa (เครื่องดื่ม M-100) , Bitwise (เครื่องปรับอากาศ), เบียร์สิงห์
6. การวิเคราะห์แนวโน้ม

คาดว่าเศรษฐกิจปี 2555 จะพื้นตัวและเดิบโตได้ในระหว่างร้อยละ 4-5 ภาวะเงินเฟ้ออาจจะสร้างปัญหาในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ติดตามดูการขยายความสัมพันธ์การค้ากับยุโรป จีน และอเมริกาใต้ จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไปภายใต้แผนงานพัฒนาของประธานาธิบดีคัลเดรอ ความสามารถใช้จ่ายในระดับผู้บริโภคจะไม่เดิบโตเร็วนัก อุตสาหกรรมสปาและการบริการการแพทย์เป็นภาคที่น่าสนใจ

7. SWOT Analysis

Strength: เป็นภาคความตกลงเขตการค้าเสรีภูมิภาคอเมริกาเหนือ
เป็นตลาดที่ใหญ่ประชากรร้อยกว่าล้านคน
มีทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบในปริมาณมากและหลากหลายประเภท Weakness
พึ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันมากเกินไป
ภาคการผลิตกระจุกตัวในบางกลุ่มอุตสาหกรรม
บริษัมใหญ่ๆคุมตลาด ขาดการแข่งขัน

Opportunities:  สินค้าอาหาร ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ กี๊ฟท์ ของเด็กเล่น สินค้าสำหรับธุรกิจสปา สินค้าพลาดสิตก เครื่องประดับ คุรุถัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์

Threat:  ระบบเศรษฐกิจผูกพันกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯมากเกินไป
สงครามปราบปรามยาเสพติด ทำให้มีความปลอดภัยต่ำ
การกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมอย่างสูง ตลาดจึงขาดการเชื่อมโยงที่ดี
กฎระเบียบมีความสลับซับซ้อนมาก

8. กิจกรรมส่งเสริมการส่งออก ณ ประเทศเม็กซิโกปี 2554
  • โครงการส่งเสริมการขายและเผยแพร่อาหารไทยร่วมกับ Chain Store ของเม็กซิโก
  • โครงการคณะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ/คณะผู้แทนการค้าจากสคต.ในภูมิภาคลาตินเยือนไทย
  • โครงการคณะผู้บริหารเดินทางเยือนภูมิภาคลาตินอเมริกา
  • โครงการจัดสัมมนา Thailand - Mexico Business Partnership กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเม็กซิโก ภายใต้โครงการ Team Thailand ซึ่งได้กำหนดจัดในระหว่างวันที่ ๒ - ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ กรุงเม็กซิโกและเมืองมอนเทอเร ประเทศเม็กซิโก
  • การจัดบูทส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทย ที่งานแสดงสินค้า Pescamar, Jewelry, PAACE Automechanika, Airconditioning Expo
9. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น
1. Secretaria de Economia (กระทรวงเศรษฐกิจ)
Alfonso Reyes No. 30 Col. Hipódromo Condesa C.P. 06140, Delegación Cuauhtémoc, México, D.F. Tel: 01 800 410 2000, 5729 9100
http://www.economia.gob.mx/swb/en/economia
2. ProMexico (องค์การส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนต่างประเทศ)
Camino a Santa Teresa No. 1679, Col. Jardines del Pedregal, Del. Álvaro Obregón, CP 01900, México D.F., T. 5447 7000, 01800 EXPORTE (397 6783)
http://www.promexico.gob.mx/wb/Promexico/idiomas/_lang/en
3. SRE (กระทรวงการต่างประเทสเม้กซิโก)
Ave. Juárez #20, Col. Centro, CP 06010, Cuauhtémoc, Phone: (55) 3686 - 5100 www.sre.gob.mx
4. Secretaria de Turismo (กระทรวงการท่องเที่ยว)
Av. Presidente Masaryk 172 Col. Bosques de Chapultepec Del. Miguel Hidalgo D.F. C.P 09000
Tel. 3002 6300
http://www.sectur.gob.mx/en/secturing/
10. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย
1. Thai Wah Tower I
21/60-62 South Sathorn Road, Piso 20
Sathorn, Bangkok 10120
TAILANDIA
Tels.:+66 (2) 285-09-95 y 285-08-15 al 18
Fax: +66 (2) 285-06-67
2. Francisco Bautista Plancarte, Business Representative
Trade and Investment Commissioner
152, Beach Rd, #06-05/06 Gateway East
Singapore 189721
francisco.bautista@promexico.gob.mx
Phone:(00 65) 6297-2052
Fax: 6297-1721

Wednesday, January 19, 2011

Medical tourism in Mexico and Central America

การท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ในเม็กซิโกและอเมริกากลาง

การท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ (medical tourism) เป็นภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีประมาณ 50 ประเทศที่ได้ประกาศส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อบริการทางการแพทย์ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป้าหมายสำคัญ

สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อบริการการแพทย์แห่งสหรัฐฯ (Medical Tourism Association) ได้ร่วมมือทำรายงานการศึกษาธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทที่ปรึกษา Deloitte และได้รายงานว่า มีผู้ที่เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ในปี คศ. 2007 มีจำนวนประมาณ 9 ล้านคน โดยขนาดของตลาดโลกการท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์มีมูลค่าประมาณ 60 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี คศ. 2008 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าประมาณ 100 พันล้านเหรียญฯ ในปี คศ. 2010

ผู้ที่เดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศจากสหรัฐฯ มีประมาณ 750,000 คน ในปี คศ. 2007 โดยบริษัทดีลอยท์คาดการณ์ว่า ผู้ที่เดินทางไปแสวงหาบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณเป็นหลายล้านคนภายในปี คศ. 2010 เนื่องจากภาวะค่าบริการทางการแพทย์ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าครองชีพ) และประชากรสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วมรับบริการประกันสุขภาพ จึงต้องแสวงหาค่าบริการที่ถูกกว่า โดยบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับจะมีต้นทุนต่ำกว่าประมาณร้อยละ 30-40 ของค่าบริการฯ ในสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริการทางการแพทย์ในต่างประเทศที่เป็นที่นิยม ได้แก่ การผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติก ทันตกรรม การเปลี่ยนข้อหัวเข่า การผ่าตัดหัวใจ เป็นต้น

ประชาชนของสหรัฐฯ นิยมเดินทางข้ามชายแดนไปรับบริการการแพทย์ในประเทศเม็กซิโกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเพื่อการทำฟัน ซึ่งถูกกว่าเป็นหนึ่งในห้าของค่าทำฟันในสหรัฐฯ หรือการซื้อยาโดยใบสั่งแพทย์ซึ่งมีราคาครึ่งหนึ่งของราคาในสหรัฐฯ เมืองชายแดนที่มีบริการการแพทย์พื้นฐานสำหรับชาวอเมริกันในรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ได้แก่ เมือง Tijuana เมือง Mexicali และเมือง Laredo สำหรับการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง จะอยู่ในกรุงเม็กซิโก เมืองกัวดาราฮาร่า และมอนเตอเรย์

โรงพยาบาลในเม็กซิโกที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรรับรองมาตรฐานการแพทย์ของสหรัฐฯ (JCI) ได้แก่ American British Cowdray Medical Center IAP ซึ่งมีสาขา อยู่ 2 แห่งในกรุงเม็กซิโก โรงพยาบาล Christus Muguerza Alta Especialidad เมื่อง Monterrey โรงพยาบาล Clinica Cumbres เมือง Chihuahua โรงพยาบาล CIMA ซึ่งมีสาขา อยู่ 2 แห่งคือเมือง Hermosillo รัฐโซโนรา และที่รัฐมอนเตอเรย์ โรงพยาบาล Mexico Americano เมือง Guadalajara รัฐ Jalisco โรงพยาบาล San Jose Tec de Monterrey และกลุ่ม OCA ในเมือง Monterrey รัฐ Nuevo Leon

เปรียบเทียบค่าบริการการแพทย์ในสหรัฐฯ กับเม็กซิโก


นอกจากเม็กซิโกแล้ว ประเทศกลุ่มอเมริกากลางซึ่งมีทำเลที่ตั้งใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีประชากรส่วนหนึ่งของทั้งสองประเทศที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในทั้งสองแห่ง กำลังรณรงค์ปรับปรุงและส่งเสริมบริการทางการแพทย์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง โดยประเทศคอสตาริกาเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ มีสถาบันที่ได้รับการรับรองบริการการแพทย์โดยองค์กรฯ ในสหรัฐฯ (JCI) รวม 3 แห่ง คือ โรงพยาบาล CIMA คลีนิค Biblica และโรงพยาบาล La Catolica

ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกากลาง เช่น กัวเตมาลา ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อรับนักท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์ในปี คศ. 2012 จำนวน 5,000 ราย โดยคาดคะเนว่า นักท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์จำนวนนี้ จะทำรายได้ให้กับประเทศกัวเตมาลาได้ 464 ล้านคินตัล ประเทศนิคารากัว มีโรงพยาบาลทีได้รับการรับรองโดย JCI หนึ่งแห่ง ได้แก่ Hospital Metropolitano และโรงพยาบาล Vivian Pellas

นอกจากนี้แล้ว ประเทศคูบายังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการแพทย์ที่มีประวัติการให้บริการสำหรับคนไข้ในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นเวลา 40 กว่าปี มีราคาค่าบริการการแพทย์ที่ถูกกว่าค่าบริการในสหรัฐฯ กว่าครึ่งราคา มีบริการรักษาโรคมะเร็ง การผ่าตัดตา และการรักษาการติดยา เป็นต้น

ปัจจัยสำคัญที่ประเทศอเมริกากลางคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้รองรับนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ได้มากขึ้น ได้แก่ การขอการรับรองมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์โดยสถาบันผุ้ให้การรับรองในสหรัฐฯ ในประเทศคอสตาริกา ได้มีคลินิคที่ให้บริการการแพทย์แก่ชาวต่างชาติที่ได้รับการรับรองจาก Aaaasf (American Association for Accreditation of Ambulatory Surgery Facilities) 3 แห่งคือ คลินค Unibe ที่ให้บริการผ่าตัด คลินิค Sonrisa para Todos ที่ให้บริการทันตกรรม และคลินิค Pino ที่เน้นให้บริการด้านศัลยกรรมตกแต่ง ทั้งนี้ ได้มีการคาดว่าคลินิคทั้งสามแห่งนี้ ให้บริการทางการแพทย์แก่ต่างชาติราว ๆ 25,000 คน และคาดว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเพื่อรับบริการทางการแพทย์ ใช้จ่ายประมาณ 400-500 เหรียญฯ ต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็น 4-5 เท่าของนักท่องเที่ยวธรรมดา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.deloitte.com/assets/Dcom-UnitedStates/Local%20Assets/Documents/us_chs_MedicalTourismStudy(3).pdf
http://www.prensalibre.com/economia/Turismo-salud-genera-expectativas_0_348565150.html
http://wvw.nacion.com/ln_ee/2009/octubre/02/economia2109776.html
http://www.health-tourism.com/medical-tourism/industry-certifications/
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Guatemala_Commits_to_US_Medical_Tourism
http://en.wikipedia.org/wiki/International_healthcare_accreditation
http://en.wikipedia.org/wiki/Medical_tourism
http://www.medicaltourismassociation.com/en/about-the-mta.html
http://www.aaaasf.org/