Google Website Translator

Friday, April 22, 2011

Country Profile: Costa Rica 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศคอสตาริกา


คอสตาริกา เป็นประเทศในภูมิภาคอเมริกากลาง มีอาณาเขตจรดประเทศนิการากัว ทางทิศเหนือ จรดประเทศปานามา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และจรดทะเลแคริบเบียนทางทิศตะวันออก
1.2 ชื่อเป็นทางการ Costa Rica
1.3 เมืองสำคัญ
  • San Jose (เมืองหลวง) บริการการเงิน การค้าและการท่องเที่ยว อีเลคทรอนนิกส์
  • Puerto Limon และ Caldera เมืองท่า
  • Cartago สินค้าเกษตร บริการและการค้า การศึกษา
  • Alajuela สนามบิน
1.4 ขนาดพื้นที่ 51,100 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับ 129 ขนาดพื้นที่เทียบเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของประเทศไทย มีสภาพภูมิศาสตร์ทำให้มีพืชพันธุ์ไม้อุดมสมบูรณ์ที่ไม่สามารถพบได้ในประเทศอื่น มีพื้นที่เป็นเขตป่าสงวนมากถึง 25% ของประเทศห้ามทำลายอย่างมาก

1.5 ประชากร 4.5 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานไฟฟ้า

1.7 ประวัติศาสตร์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้ค้นพบคอสตาริกาในปี คศ. 1502 โดยได้รับการต้อนรับจากคนพื้นเมืองอย่างเป็นมิตร ได้รับเอกราชจากสเปนในปี คศ. 1821

เชื้อชาติ คนผิวขาวและผสมที่เรียกว่า mestizo ร้อยละ 94 คนผิวดำร้อยละ 3% คนพื้นเมืองดั้งเดิม ร้อยละ1 คนจีนร้อยละ 1
ศาสนา คริสต์คาตอลิกส์
ภาษา เป็นภาษาสเปน

1.8 ระบอบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครอง สาธารณรัฐ ประธานาธิบดี นาย Oscar ARIAS Sanchez (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549) มีวาระ 4 ปี ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบรัฐสภาเดียว มีสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง 57 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ฝ่ายตุลาการ ศาลสูงสุดของประเทศ (Supreme Court) มาจากการเลือกตั้งโดย สมาชิกสภานิติบัญญัติ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไป กุมภาพันธ์ 2548 พรรคการเมืองสำคัญ Social Christian Unity Party (PUSC) (พรรครัฐบาล) Democrat Party National Liberation Party National Patriot Party

การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2549 ทำให้พรรค Citizen Action Party ซึ่งเป็นพรรคนิยมซ้าย สามารถเข้าไปมีบทบาทเป็นพรรคฝ่ายค้านเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของคอสตาริกา โดยในอดีตนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 คอสตาริกาถูกปกครองโดยพรรคการเมือง 2 พรรคได้แก่ พรรค PLN และพรรค PUSC ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลชุดก่อน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกระแสความนิยมของชาวคอสตาริกาที่มีต่อพรรคที่มีอุดมการณ์สังคมนิยมที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศอื่นในลาตินอเมริกา เช่น ชิลี และโบลิเวีย

ประธานาธิบดี Arias ประกาศจะให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ – อเมริกากลาง (US-CAFTA) และดำเนินการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ การแปรรูปกิจการโทรคมนาคมและพลังงาน รวมทั้งได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตราความยากจนของประชาชนคอสตาริกาลงอย่างน้อยร้อยละ 1 ต่อปี ปรับปรุงระบบการศึกษาและกำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับจนถึงอายุ 17 ปี ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศตามระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก และขยายการจัดทำความตกลงเสรีทางการค้า อาทิ การเจรจา FTA ระหว่างกลุ่มประเทศอเมริกากลางและ EU และการเจรจา FTA กับปานามา (ปานามาเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าอาหารและเวชภัณฑ์)

1.11 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางการเดินทางแบบถนน 35,330 กิโลเมตร ทางรถไฟ 278 กิโลเมตร ทางน้ำ 730 กิโลเมตรที่ใช้เดินเรือได้เฉพาะเรือขนาดเล็ก สนามบิน 151 แห่ง มีท่อส่งแก๊ซและน้ำมัน 796 กิโลเมตร ท่าเรือสำคัญ 2 แห่ง

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศคอสตาริกา

ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคอสตาริกาประจำเดือนธันวาคม 2553 ชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศยังเติบโตต่ำ และเป็นไปในแนวทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวลดลงเรื่อยๆ ตลอดปีที่ผ่านมา เมื่อเดือนธันวาคม 2553 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลดลงอีก 2.3% จากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี มีบางภาคเศรษฐกิจที่ยังคงขยายตัวได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ ซึ่งขยายตัว 9.10% รวมทั้งอุตสาหกรรมการขนส่ง การสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งขยายตัว 6.42% ส่วนภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ในขณะที่ภาคธุรกิจก่อสร้าง การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคการเหมืองแร่ และเหมืองหินมีอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบ

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปี 2553 คอสตาริกามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 4.584 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศคอสตาริกา

ภาคบริการมีความสำคัญเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.8 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22.9 และภาคเกษตรร้อยละ 6.3  สินค้าเกษตรสำคัญได้แก่ กล้วย (คอสตาริกาเป็นผู้ส่งออกกล้วยมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากเอกวาดอร์) กาแฟ เมล็ดโกโก้ ข้าว และถั่ว สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญคือ สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ เคมีภัณฑ์และสินค้าพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าบริการสำคัญคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (ทำรายได้เข้าประเทศกว่า ร้อยละ 60)

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศคอสตาริกา

มุลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในคอตาริกาในปี 2553 เท่ากับ 13.92 พ้นล้านเหรียญฯ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของคอสตาริกา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศคอสตาริกา

ในปี 2553 คอสตาริกามีการส่งออกมูลค่า 10.1 พันล้านเหรียญฯ และการนำเข้า 13.32 พ้นล้านเหรียญฯ ประเทศคู่ค้าการส่งออกที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 35.61 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 12.82 จีนร้อยละ 11.81 และเม็กซิโก ร้อยละ 4.2 สินค้าส่งออกสำคัญคือ กล้วย สัปปะรด กาแฟ เมลอน พืชตกแต่ง น้ำตาล เนื้อวัว อาหารทะเล สินค้าอีเล็คตรอนิกส์ สินค้าเภสัช คู่ค้าการนำเข้าได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 44.72 เม็กซิโก ร้อยละ 7.65 เวเนซุเอล่า ร้อยละ 5.56 จีนร้อยละ 5.15 และญี่ปุ่นร้อยละ 4.36 นำเข้าที่สำคัญคือ วัตถุดิน สินค้าบริโภค สินค้าทุน น้ำมัน และสิ่งก่อสร้าง

3.2 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

คอสตาริกาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบ Organization of the American States (OAS) และความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันประเทศซึ่งคอสตาริกาได้ยกเลิกกองกำลังทหาร ตั้งแต่ปี 2492 นอกจากนี้แล้ว คอสตาริกายังให้ความสำคัญกับการต่อต้านการค้ายาเสพติด โดยเป็นประเทศแรกในอเมริกากลางที่ลงนามใน Maritime Counter-Narcotics Agreement กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความร่วมมือเพื่อต่อต้านการลักลอบขนส่งยาเสพติดในน่านน้ำคอสตาริกา

ความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีที่คอสตาริกาเป็นภาคีร่วมมี

1. CAFTA-DR (ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประเทศอเมริกากลาง และสาธารณรัฐคอมินิกัน กับสหรัฐอเมริกา) ลงนามเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 มีผลบังคับในคอสราริกาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอเมริกากลางเป็นตลาดส่งออกอันดับสามในกลุ่มละตินอเมริกาสำหรับสหรัฐฯ หลังจากเม็กซิโกและบราซิล การส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศ CAFTA-DR มีมูลค่า 26.3 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2551

2. ความตกลงเขตการค้าเสรีพหุภาคีกับกลุ่มประเทศคาริเบียน (CARICOM) ลงนามเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 มีผลบังคับในคอสตาริกาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 โดยมีเงื่อนไขความตกลง 4 ระดับซึ่งเจรจากันระหว่างแต่ละประเทศอีกต่างหาก ได้แก่ การเปิดเสรีอัตโนมัติ การลดภาษีใน 4 ปี ข้อยกเว้นเป็นรายสินค้า และข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรตามฤดูกาล

สำหรับความตกลงเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคี คอสตาริกาได้ลงนามความตกลงไว้ 5 ประเทศ คือ กับเม็กซิโก (มีผลบังคับตั้งแต่ปี 2538) แคนาดา (2544) ชิลี (2545) สาธารณรัฐดอมินิกัน (2538) และปานามา (2551) และได้เริ่มกระบวนการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับ ประเทศจีน เมื่อปี 2550 และกับสหภาพยุโรป (AACUE) เมื่อปี 2549

ความตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ICC/CBI (Carribean Basin Initiative-1983), GSP-Europe และ ALCA/FTAA (Free Trade Areas of the Americas-1994)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับคอสตาริกา

ประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับคอสตาริกา เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2516 โดยแต่งตั้งให้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก (นายระวี หงส์ประภาส) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำคอสตาริกาอีกตำแหน่งหนึ่ง และแต่งตั้งนาย Juan Carlos Morales เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำคอสตาริกา แต่ต่อมา เมื่อรัฐบาลมีดำริเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา จึงมีการปรับเขตอาณาสถานอกอัครราชทูตในลาตินอเมริกา โดยได้ปรับให้คอสตาริกาอยู่ในความดูแลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก

ประเทศคอสตาริกาได้เปิดสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 โดยมี ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์

ความตกลงที่ไทยมีกับคอสตาริกาได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันสำหรับหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ (หนังสือเดินทางพิเศษ) ลงนามเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2548

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับคอสตาริกา

ในปี 2553 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับคอสตาริกามีมูลค่ารวม 126.942 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 84 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 25.978 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังคอสตาริกาในปี 2553 มูลค่า 76.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เทียบเท่ากับเพิ่มขึ้นร้อยละ 113 การนำเข้าจากคอสตาริกาในปี 2553 มีมูลค่า 50.472 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 52.5

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคอสตริกา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากคอสตาริกา

สินค้าที่ไทยส่งออกไปคอสตาริกา คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องซักผ้าและเครื่องซักผ้าแห้งและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องคอมพิวเตอร์, เม็ดพลาสติก, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผักกระป๋องและแปรรูป

ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากคอสตาริกา ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, กระจก, แก้วและผลิตภัณฑ์, พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช, สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์

 4.4 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

-ระยะเวลาสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อการค้าใช้เวลามากและต่อเครื่องหลายต่อ ทำให้ต้นทุนการติดต่อหรือขนส่งสูง
-การติดฉลากสินค้านำเข้าเป็นภาษาสเปน
-การใช้ภาษาสเปนในการติดต่อสื่อสาร
-ขาดความตกลงคุ้มครองการลงทุนและความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน - แปลข้อมูลขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ส่งออก จัดการอบรมสัมมนา
- ผู้ส่งออกควรจ้างล่ามสำหรับการติดต่อการค้า
- การส่งเสริมการเรียนภาษาสเปนในสถานบันการศึกษาไทย
- การแลกเปลี่ยนการเยือนและเจรจาในระดับสูงเพื่อเร่งการทำความตกลงฯ

4.5 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

คอสตาริกามีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่ใกล้ชิดกับประเทศจีนและไต้หวัน จึงมีทัศนติที่เปิดรับต่อการทำการค้ากับไทย การที่คอสตาริกายังต้องมีการพัฒนาอีกมากจึงมีโอกาสทำการค้าได้เพิ่มขึ้น ความไม่มั่นคงด้านอาหารของคอสตาริกาเนื่องจากประสบภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งออกสินค้าอาหาร ทั้งโภคภัณฑ์พื้นฐาน และสินค้ากระป๋องและแปรรูป การเสนอความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีในภาคเกษตร ขนส่ง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ที่ไทยมีความเชี่ยวชาญอาจจะช่วยเป็นการปูทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งเสริมให้เพิ่มการค้าระหว่างทั้งสองประเทศได้

5. SWOT Analysis

Strength
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-ระบบการค้าเสรีและส่งเสริมการส่งออก
Weakness
-ห่างไกลจากประเทศไทย
-ตลาดภายในประเทศไม่ใหญ่
Opportunities
-มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่ใกล้ชิดกับประเทศจีนและไต้หวันจึงมีทัศนติที่เปิดรับต่อการทำการค้ากับไทย
Threat
-ยังต้องมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก
-ภัยธรรมชาติ เช่น พายุไต้ฝุ่น และแผ่นดินไหว

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ

Camara de Comericio de Costa Rica
Barrio Tournón, del Centro Comercial el Pueblo, 125 metros Noroeste.
Goicochea, San José, Costa Rica 1114-1000
Tel: (506) 2221-0005 (506) 2221-0124
Fax: (506) 2223-1157 (506) 2256-9680
Website: http://www.camara-comercio.com/
Email: camara@camara-comercio.com

Monday, April 18, 2011

Country Profile: Panama 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศปานามา


อยู่ทางใต้สุดของภูมิภคาอเมริกากลาง มีอาณาเขตจรดประเทศคอสตาริกาทางทิศตะวันตก และจรดประเทศโคลอมเบียทางทิศตะวันออก

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐปานามา (ภาษาสเปน: República de Panamá)
1.3 เมืองหลวง/เมืองสำคัญ

Panama City (เมืองหลวง) บริการการเงิน การค้าและการท่องเที่ยว

Colon (เมืองท่าและเขตการค้าเสรี) อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาและเภสัช เหล้า ยาสูบ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า ของเด็กเล่น เครื่องประดับ

1.4 ขนาดพื้นที่ 75,420 ตารางเมตร (ใกล้เคียงกับประเทศไอร์แลนด์ ใหญ่กว่าสิวสเซอร์แลนด์)
1.5 ประชากร มีประชากร 3,232,000 คน
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ ทองแดง ป่าไม้มาฮอกกานี กุ้ง พลังงานไฟฟ้าจากน้ำ
1.7 ประวัติศาสตร์

ประเทศปานามาได้รับเอกราชจากประเทศสเปนในปี คศ. 1826 ได้รวมประเทศกับประเทศโคลัมเบีย เอควาดอร์และเวเนซูเอลาเป็นสาธารณรัฐแห่งโคลัมเบีย ซึ่งได้สลายสถานะในปี คศ. 1830 แต่ประเทศปานามายังคงเป็นส่วนหนึ่งของโคลัมเบีย ซึ่งต่อมาด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ได้รับอิสระสามารถแยกตัวออกจากโคลัมเบียได้ในปี คศ. 1903 แต่ในขณะเดียวกันได้ลงนามความตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อการสร้างช่องเดินเรือปานามา โดยมอบสิทธิที่ดินเรียบสองชายฝั่งช่องเดินเรือให้แก่สหรัฐฯ จนกระทั่งปี คศ. 1999 สหรัฐฯ ได้คืนสิทธิทั้งที่ดินและช่องเดินเรือปานามาให้แก่ประเทศปานามา และในปี คศ. 2006 รัฐบาลปานามาได้เริ่มโครงการลงทุนเพื่อขยายความสามารถในการขนถ่ายของทางเดินเรือปานามาเพื่ออำนวยการผ่านของรือเดินทะเลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กำหนดจะเสร็จสิ้นในปี คศ. 2014-2015

1.8 เชื้อชาติ

ร้อยละ 70 เป็นพวกเมสติโซ (เผ่าพันธ์ผสมระหว่างผิวขาวชาวยุโรปและชนพื้นเมืองอินเดียน) เป็นพวกผิวดำ (เป็นประชากรที่อพยพมาจากหมู่เกาะอินดีสตะวันตก) ร้อยละ 14 ร้อยละ 10 เป็นชาวสเปน ส่วนที่เหลือเป็นชนพื้นเมืองอินเดียน ร้อยละ 6 ปัจจุบันชนพื้นเมืองอินเดียน แบ่งออกได้ 3 เผ่าใหญ่ ได้แก่ เผ่าคูนา (Cuna)อาศัยอยู่ในหมู่เกาะมูลาตาสในทะเลแคริบเบียน ชนเผ่ามีอำนาจในการปกครองตัวเอง แต่ยังคงอยู่ในอำนาจของรัฐบาลกลาง เผ่ากายมี (Guaymi)อาศัยอยู่ในจังหวัดชีรีกี จังหวัดโบกัสเดลโตโร และ จังหวัดเบรากวัส เผ่าโชโก (Choco)อาศัยอยู่ในป่าภายในจังหวัดดาเวียงทรัพยากรธรรมช

1.9 ศาสนา คริสแคทอลิค ร้อยละ 85
1.10 ภาษา ภาษาสเปน

1.11 ระบอบการปกครอง

ปานามาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นระบบสภาเดียว คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาต ประกอบด้วย สมาชิก 72 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ฝ่ายบริหาร ได้แก่ ประธานาธิบดี เป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้แก่ นาย Ricardo MARTINELLI Berrocal ได้รับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 คณะรัฐมนตรีจะได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาการศาลสูงสุดมาจากการเสนอชื่อของประธานาธิบดี และดำรงตำแหน่งวาระละ 10 ปี พรรคการเมืองที่สำคัญ ๆ มี 3 พรรค

ปานามาแบ่งออกเขตการปกครองออกเป็น 9 จังหวัด (provincias - provincias) และ 5 ดินแดน (indigenous territories - comarcas indígenas) และพื้นที่พิเศษ 1 แห่ง

1.12 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีโครงสร้างถนนรวม 11,978 กิโลเมตร ทางเดินรถไฟ 76 กิโลเมตร สนามบิน 118 แห่ง ท่าเฮลิปอร์ท 3 แห่ง ท่าเรือ 3 แห่ง และทางเดินน้ำ 800 กิโลเมตร

ปานามาเป็นประเทศที่มีเรือพาณิชย์เดินทะเลจดทะเบียนในประเทศเป็นอันดับหนึ่งของโลก จำนวนทั้งหมด 6,323 ลำ โดยเป็นเรือพาณิชย์ชาติ 5,394 ลำ ซึ่งในจำนวนนั้น มีเรือเดินทะเลของไทยจำนวน 10 ลำ ของสิงคโปร์ 100 ลำ อินโดนีเซีย 31 ลำ เวียดนาม 30 ลำ มาเลเซีย 12 ฟิลิปปินส์ 7 ฮ่องกง 130 ลำ จีน 532 ลำ และ ญี่ปุ่น 2335

2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป

2.1 ข้อมูลพื้นฐานของประเทศปานามา

ในปี 2553 ปานามามีผลผลิตรวมของประเทศมูลค่า 4.482 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อหัว 12,397 เหรียญฯ แต่มีประชากรยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานการยังชีพขั้นนต่ำประมาณร้อยละ 29 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2553 ร้อยละ 7.5 และอัตราเงินเฟ้อในปีเดียวกันร้อยละ 2.4

เศรษฐกิจของประเทศปานามาได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการลงทุนขยายการขุดคลองปานามา ทำให้มีการก่อสร้างและการขยายด้านการบิรการมาก องค์การ Panama Economy Insight ได้พยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจของปานามาในปี 2554 ว่าจะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 9.2 ส่วนปี 2555 และ 2556 จะมีอัตราการขยายตัวในอัตราร้อยละ 13 และ 11 ตามลำดับ


2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปลายปี 2553 ประเทศปานามามีเงินทุนสำรองฯ มูลค่า 3.525 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศ

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของปานามา ได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณสามในสี่ของผลผลิตรวมของประเทศ โดยธุรกิจบริการที่สำคัญ ได้แก่ บริการคลองเดินเรือปานามา บริการธนาคาร บริการเขตพื้นที่การค้าพิเศษปลอดภาษีคอโลน (Colon Free Trade Zone) บรบริการประกันภัย บริการการท่าขนถ่ายคอนเทเนอร์ บริการทะเบียนเรือ บริการท่องเที่ยว

ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนในผลผลิตรวมประมาณร้อยละ 18 โดยมีกิจกรรมอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้าง การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การผลิตซีเม็นต์และวัสดุก่อสร้าง และการกลั่นน้ำตาล

ภาคเกษตรมีสัดส่วนในผลผลิตรวมร้อยละ 15 มีสินค้าเกษตรที่สำคัญได้แก่ กล้วย ข้าว ข้าวโพด กาแฟ น้ำตาล ผัก ปศุสัตว์ และ กุ้ง

2.4 ข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศ

การลงทุนจากต่างประเทศในปานามาในปี 2553 มีมูลค่าประมาณ 2.362 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ในอัตราร้อยละ 33 ในปี 2553 ได้มีการลงทุนเพื่อทำการขยายคลองปานามาในมูลค่า 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลของปานามาจะเริ่มการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายแรกของปานามาในปี 2554 โดยได้จัดสรรเงินลงทุนจำนวน 1.45 ล้านเหรียญสำหรับปีนั้น และจะมีการก่อสร้างเหมืองทองแดงในจำนวนเงินลงทุน 4.320 พันล้านเหรียญฯ และจะมีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าโดยมีการลงทุนเป็นระยะในรอบ 6 ปีข้างหน้า นอกจากนี้แล้ว สมาคมโรงแรมแห่งปานามาได้คาดการณ์ว่า จะมีการลงทุนในด้านโรงแรมระหว่างปี 2553-2555 มูลค่า 2.387 ล้านเหรียญ

3. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศปานามา
3.1 ภาพรวมสถานการณ์ทางการค้าของประเทศปานามา

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ปานามาได้มีการส่งออกในปี 2553 มูลค่า 710.79 ล้านเหรียญฯ มีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ กล้วย กุ้ง น้ำตาล กาแฟ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป ประเทศที่ส่งออกสำคัญคือ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ คอสตาริกา สเปน ไต้หวัน สวีเดน และประเทศ

ส่วนสินค้าที่ประเทศปานามานำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันและเชื้อเพลิง สินค้าทุน สินค้าอาหาร สินค้าบริโภค และเคมีภัณฑ์ โดยในปี 2553 มีมูลค่าการนำเข้ารวม 8.9 พันล้านเหรียญฯ ประเทศแหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ประเทศคอสตาริกา ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

มีภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 5 โดยยกเว้นสำหรับสินค้ายาและเภสัช อาหาร และคุรุภัณฑ์ ในด้านการเก็บภาษีนำเข้า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกาแล้ว ปานามาเป็นประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าที่ต่ำที่สุด เฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 9 นอกจากนี้แล้ว ปานามายังได้แก้ไขปรับปรุงมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ผู้นำเข้าไม่ต้องขอใบอนุญาตการนำเข้า เป็นต้น ปานามามีการอุดหนุนการส่งออก 3 ประเภท คือ Processing Zones (ZPE) Tax Credit Certificate (CAT) และ Official National Industry Registry (ROIN)

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

ปานามาได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกเมื่อปี คศ. 1997 และมีความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เป็นพิเศษ มีประวัติดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี คศ. 1982 เพื่อการพัฒนาคลองเดินเรือ ในปี คศ. 2007 ปานามาได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้ผลปฏิบัติ นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ปานามาได้ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง (2010) กับไต้หวัน (2003) สิงค์โปร์ (2006) ชิลี (2006) และแคนาดา (2010) อีกทั้งยังมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้าสำหรับประเทศเม็กซิโก (1985) โคลัมเบีย (1993) และสาธารณรัฐดอมินิกัน (1985)

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

ไทยและปานามามีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2553 มูลค่า 212.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 30 โดยการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 223 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนาเข้า 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับปานามา 212.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

4.2 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศปานามา และสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากปานามา

ในปี 2553 การส่งออกมีมูลค่า 223.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 63.97 สินค้าส่งออกสาคัญของไทยไปยังปานามา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, เสื้อผ้าสาเร็จรูป, รองเท้าและชิ้นส่วน, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, เครื่องซักผ้า เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบเคมีภัณฑ์, ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ, และผลิตภัณฑ์ยาง
ในปี 2553 ไทยนำเข้าสินค้าจากปานามามูลค่า 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดจากจากปี 2552 ร้อยละ 52 สินค้านาเข้าที่สาคัญ ได้แก่ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้า, เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, สัตว์น้าสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสาเร็จรูป, เคมีภัณฑ์, กาแฟ ชา เครื่องเทศ, ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมผลิตภัณฑ์สิ่งทอและอื่นๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

4.3 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศปานามา

นอกจากสินค้าที่ส่งออกไปประเทศปานามาดั้งเดิม ที่มีโอกาสการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ตามรายการที่กล่าวข้างต้นแล้ว สินค้าส่งออกใหม่ที่ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาการร่วมลงทุนในด้านบริการ เช่น ในด้านการขนส่งทางเรือ และด้านการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โรงแรม และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านการนำเข้าไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าแร่ทองแดงจากเหมืองที่กำลังเปิดใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า

4.4 ข้อตกลง/ความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย

ขณะนี้ไทยยังไม่มีความตกลงทางการค้ากับปานามา แต่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2525 โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก มีอาณาเขตครอบคลุมปานามา และแต่งตั้งนาย Carlos Alberto Janon F. เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจาปานามา และปานามาได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจาประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2538

4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

นักธุรกิจไทยอาจจะไม่สนใจทำธุรกิจกับปานามาเนื่องจากความห่างไกลในระยะทางการเดินทางขนส่ง อีกทั้งปานามายังเป็นประเทศที่มีตลาดภายในที่จำกัด แต่หากพิจารณประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ต่างได้ไปตั้งกิจการในปานามาเป็นหลักแหล่งกันแล้ว โดยนักลงทุนของประเทศเหล่านี้ เล็งเห็นความสะดวกในการดำเนินกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษของปานามาทีเอื้ออำนวยทั้งการนำเข้า และการส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้แล้ว ยังไม่มีปัญหาข้อจำกัดด้านภาษาในการติดต่อโดยมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางราชการ การเจรจาความตกลงคุ้มครองการลงทุนและการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนเป็นพื้นฐานที่ต้องปูเอาไว้เพื่อให้นักลงทุนไทยมีความสนใจบ้าง การเจรจาการค้าเสรีกับปานามาก็น่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มละตินอเมริกา

4.6 ลู่ทางการค้าและการลงทุน

ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยควรพิจารณาการร่วมลงทุนในด้านบริการ เช่น ในด้านการขนส่งทางเรือ และด้านการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โรงแรม และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านการนำเข้าไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าแร่ทองแดงจากเหมืองที่กำลังเปิดใหม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า

5. บริษัท 10 อันดับแรก

บริษัทสำคัญ 10 อันดับแรกของปานามาได้แก่ บริษัท McDermott International (ที่ปรึกษาก่อสร้าง), Panmaco (ผลิตเบียร์), Wilbros Group (ที่ปรึกษาก่อสร้าง), BLADEX (ธนาคารส่งเสริมการส่งออก), Excony Interamerica (), Aguas de Panama (ผลิตน้ำ), Bahia Las Minas (เหมือง), Banaprest (ธนาคาร), Banco Continental (ธนาคาร), Banco Iboamerica (ธนาคาร)

6. การวิเคราะห์แนวโน้ม

มีศักยภาพสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเนื่องจากการก่อสร้างขยายคลองปานามา
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-รถยนต์และเครื่องจักร
-บริการด้านการเดินเรือ
-บริการโรงแรม
-บริการด้านสุขภาพและแพทย์
-บริการที่พักอยู่อาศัย

7. SWOT Analysis

Strength
-เป็นทำเลที่ดีสำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไปยังประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้
-ระบบการค้าเสรีและส่งเสริมการส่งออก
-ใช้ภาษาอังกฤษในภูมิภาคที่พูดภาษาสเปน

Weakness
-ห่างไกลจากประเทศไทย
-ตลาดภายในประเทศไม่ใหญ่

Opportunities
-การขยายคลองปานามาให้เรือขนาดใหญ่ขึ้นสามารถเดินผ่านได้

Threat
-เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกและการบริการคลองปานามาเป็นส่วนใหญ่

8. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ

8.1. กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมปานามา
Ministerio de Comercio e Industria
Plaza Edison, Sector El Paical, Pisos 2 y 3..
Tel: (507) 560-0600, (507) 560-0700. Fax: (507) 261-1942.

8.2. กระทรวงการต่างประเทศปานามา
Ministerio de Relaciones Exteriores, San Felipe. Calle 3. Palacio Bolívar.
Ciudad de Panamá. Zona Postal San Felipe, Panamá 4
Tel: (507) 511-4100 / (507) 511-4200
Fax: (507) 511-4022

8.3. องค์กรการท่องเที่ยวปานามา
Autoridad de Tourismo Panama
Samuel Lewis Ave. and Gerardo Ortego Str., Central Bldg., Panama City
Tel: (507) 526-7000

9. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย

Embassy of Panama
1168/37 Lumpini Tower Building, 16th Floor
Tungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120, Thailand

Country Profile: Honduras 2011

ข้อมูลเศรษฐกิจฮอนดูรัส


เป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคอเมริกากลาง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันดังนี้คือ ทิศตะวันตกติดต่อกับกัวเตมาลา ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับเอลซัลวาดอร์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับนิการากัว ทิศใต้จรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศเหนือจรดอ่าวฮอนดูรัสและทะเลแคริบเบียน และอยู่ห่างจากเบลีซ 75 กิโลเมตร ตามชายฝั่งอ่าวฮอนดูรัส

1.2 ชื่อเป็นทางการ สาธารณรัฐฮอนดูรัส (ภาษาสเปน: Republica de Honduras)

1.3 เมืองหลวง/เมืองท่า/เมืองเศรษฐกิจสำคัญ
Tegucigalpa (เมืองหลวง) เสื้อผ้าและสิ่งทอ น้ำตาล ยาสูบ ไม้แปรรูป กระดาษ เซรามิกส์ ซีเมนต์ แก้ว พลาสติก การกลึงเหล็ก ยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรเกษตร เชื่อมฝั่งแอตแลนติกทางท่าเรือน้ำลึก Cortes เชื่อมฝั่งแปซิฟิกผ่านท่า San Lorenzo

San Pedro Sula ใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเบา เช่น การแปรรูปกาแฟ เนื้อ น้ำตาล ยาสูบ และสินค้าจากป่าไม้ เชื่อมฝั่งแอตแลนติกทางท่าเรือน้ำลึก Cortes

Puerto Cortes (เมืองท่าสำคัญ) ท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญที่สุดของอเมริกากลาง เชื่อมฝั่งแอตแลนติก

La Cieba ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของฮอนดูรัส และเป็นเมืองท่าอันดับ 2 เป็นแหล่งท่องเที่ยวและมีสินค้าเกษตร (กล้วย และสัปปะรด) เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่สำคัญ เชื่อมทะเลแอตแลนติก
1.4 ขนาดพื้นที่ 112,492 ตารางกิโลเมตร

1.5 ประชากร 7.2 ล้านคน

1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ การทำไม้แปรรูป ทองคำ เงิน ทองแดง ตะกัว สังกะสี เหล็ก ถ่านหิน และการทำประมง

1.7 ประวัติศาสตร์ อารยธรรมดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอารยธรรมมายา มีชื่อว่า กลุ่ม Xukpi โดยมีเมืองสำคัญเก่าแก่ชื่อว่า Copan มีความรุ่งเรืองระหว่างคริสตศตวรรษที่ 5 ถึง 9 ในการเดินทางมาสำรวจทวีปอเมริกาครั้งสุดท้ายของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เมื่อปี คศ. 1502 ได้ขึ้นบกที่เมือง Trujillo ชายฝั่งของฮอนดูรัส ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของหัวเมืองอาณาจักรสเปน ประเทศฮอนดูรัสได้เอกราชจากประเทศสเปนเมื่อปี คศ. 1821

เชื้อชาติ ร้อยละ 90 สืบเชื้อสายมาจากการผสมผสานระหว่างคนพื้นเมืองและชาวสเปน คนพื้นเมืองดั้งเดิมล้วนมีร้อยละ 7 คนผิวดำร้อยละ 2 และคนผิวขาว ร้อยละ 1

ศาสนา คริสต์โรมันคาทอลิก

ภาษา ภาษาราชการเป็นภาษาสเปน แต่มีภาษาท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการอีก 2 ภาษา
1.8 ระบอบการปกครอง

สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประเทศฮอนดูรัสได้เอกราชจากประเทศสเปนเมื่อวันที่ 15 กันยายน คศ. 1821 ปัจจุบันมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขรัฐและประมุขรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นาย Porfirio Lobo Sosa ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม คศ. 2010 ฝ่ายนิติบัญญัติ มีสภาเดี่ยว คือ รัฐสภาแห่งชาติ การเมืองมีระบบหลายพรรคการเมือง (multi-party system) มีเขตการปกครองทั้งหมด 18 เขต

1.9 ระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศ

มีเส้นทางถนนจำนวน14,239 กิโลเมตร ทางรถไฟ 75 กิโลเมตร สนามบิน 104 แห่ง สนามบินระหว่างประเทศ คือ Golosón International Airport ที่เมือง La Cieba สายการบินสำคัญคือ สายการบิน Isleña Airlines ทางเดินเรือขนาดเล็กทางน้ำ 465 กิโลเมตร ท่าเรือสำคัญ 2 แห่ง มีท่าเรือ 4 แห่ง และเรือเดินทะเลที่จดทะเบียนไว้ในประเทศฮอนดูรัส 104 ลำ ซึ่งเป็นของฮอนดูรัสเพียงลำเดียวกัน นอกนั้นเป็นของประเทศสิงคโปร์ (12) เกาหลีใต้ (6) บาเรน (5) ญี่ปุ่น (4) กรีซ (4) จีน (2) ไตว้หวัน (2) อียิปต์ (2) เลบานอน (2) มอนเตเนโกร (2) ฮ่องกง (1) แคนาดา (1) อิสราเอล (1) เม็กซิโก (1) ปานามา (1) แทเซเนีย (1) และเวียดนาม (1)
2. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจโดยทั่วไป
2.1 ข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของประเทศฮอนดูรัส

ฮอนดูรัสเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวน้อยที่สุดในกลุ่มอเมริกากลางรองจากประเทศนิคารากัว ร้อยละ 60 ของประชากรอยู่ในระดับความยากจน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจยังไม่ถึงระดับที่ยกฐานะของคนเหล่านี้ได้ในระยะสั้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้เติบโตมาจากการส่งออกกล้วยและกาแฟเป็นสำคัญ ต่อมาได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เช่น การผลิตเสื้อผ้า และการผลิตสายไฟภายในรถยนต์ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของฮอนดูรัสยังพึ่งพาตลาดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพียงผู้เดียวเป็นส่วนใหญ่ โดยหนึ่งส่วนสามของรายได้ประชาชาติมาจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และอีกร้อยละ 20 มาจากการรับโอนเงินจากสหรัฐฯ รวมทั้งต้นกำเนิดการลงทุนจากต่างประเทศมาจากสหรัฐถึงร้อยละ 70 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด

สรุปข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศฮอนดูรัส

2.2 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ในปี คศ. 2010 ฮอนดูรัสมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.3 โครงสร้างการผลิตภายในประเทศฮอนดูรัส

ภาคบริการเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด มีสัดส่วนของผลผลิตแห่งชาติเป็นร้อยละ 60.8 รองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 26.9 และภาคเกษตรร้อยละ 12.4

3. ข้อมูลค้าการลงทุนทั่วไปของประเทสฮอนดูรัส
3.1 สินค้าส่งออก/สินค้านำเข้าหลักของประเทศออนดูรัส

ในปี คศ. 2010 ฮอนดูรัสได้มีการส่งออกมูลค่ารวม 5.879 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี คศ. 2009 ร้อยละ 15.5 โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญคือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กาแฟ กุ้ง สายไฟฟ้า ซีการ์ กล้วย ทองคำ น้ำมันปาล์ม ผลไม้ กุ้งก้ามกราม และไม้แปรรูป และมีประเทศคู่ค้าส่งออกสำคัญ อันได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 59.6 เอลซัลวาดอร์ร้อยละ 5.6 กัวเตมาลาร้อยละ 5.3 เม็กซิโก ร้อยบะ 4.2 และประเทศเยอรมัน ร้อยบะ 4

สำหรับการนำเข้าในปีเดียวกันนั้น ฮอนดูรัสได้มีมูลค่าการนำเข้ารวม 8.88 พันล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น ร้อยละ 50 มีรายการสินค้านำเข้าสำคัญ คือ เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการขนส่ง วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์เคมี เชื้อเพลิง และสินค้าอาหาร โดยมีประเทศคู่ค้านำเข้า อันได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 46.8 กัวเตมาลา 8.9 เอลซัลวาดอร์ ร้อยละ 7.1 เม็กซิโก ร้อยละ 5.5 และประเทศคอสตาริกา ร้อยละ 4.9

3.2 นโยบาย/มาตรการทางการค้า ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี

อัตราภาษีสำหรับสินค้านำเข้าโดยทั่วไปมีค่าเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 6 แต่สินค้าเกษตรจะมีภาษีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 11.1 ฮอนดูรัสถือว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการกีดกันการค้าไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศละตินอเมริกาและแคริเบียนอื่น ๆ ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 77 ในจำนวน 125 ประเทศ สำหรับดัชนี Trade Tariff Restrictiveness Index (TTRI) สำหรับความแข่งขันระหว่างประเทศ ได้รับจัดอันดับใน Global Competitive Index เป็นประทศที่ 91 ต่ำกว่าประเทศปานามา (53) คอสตาริกา (56) กัวเตมาลา (78) และเอลซัลวาดอร์ (82) แต่สูงกว่าประเทศนิคารากัว (112)

3.3 ความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศ

ฮอนดูรัสได้เข้าเป็นภาคีองค์การค้าระหว่างประเทศในปี คศ. 1995 ความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญมี่สุดสำหรับประเทศฮอนดูรัส ได้แก่ ความตกลงกับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบของความตกลงเขตการค้าเสรีสาธารณรัฐดอมินิกันและอเมริกากลาง (DR-CAFTA) นอกจากนี้แล้ว ฮอนดูรัสยังเป็นภาคีของตลาดกลางของกลุ่มภูมิภาคอเมริกากลาง (CACM- Central American Common Market) กลุ่ม Central American Group of Four และ ACS- Association of Caribbean States

ในระดับทวิภาคี ฮอนดูรัสมีความตกลงเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโก (ปี คศ. 2001) ปานามา และไต้หวัน (ปี คศ. 2007) และมีความตกลงให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศเวเนซูเอลา (ปี คศ. 1986)

ประเทศฮอนดูรัส ได้ทำความตกลงเอื้ออำนวยการลงทุนกับหลายประเทศ แต่ไม่มีข้อตกลงยกเว้นภาษีซ้อนกับประเทศใดทั้งสิ้น

4. ข้อมูลทางการค้ากับประเทศไทย
4.1 ภาพรวมสถานการณ์/ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับคอสตาริกา

ไทยและฮอนดูรัสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม คศ.1985 โดยรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำฮอนดูรัสอีกตำแหน่งหนึ่ง และแต่งตั้งให้นาย Henry Bahr เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำฮอนดูรัส ในขณะที่รัฐบาลฮอนดูรัสได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตประจำญี่ปุ่นมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งนายสุนทร อรุณานนท์ชัย เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศไทย

4.2 มูลค่าการค้าของไทยกับฮอนดูรัส

ในปี คศ. 2010 การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับฮอนดูรัสมีมูลค่ารวม 72.312 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี คศ. 2009 ร้อยละ 99.7 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ปรียบดุลการค้า 69.694 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยส่งออกไปยังฮอนดูรัสในปี คศ. 2010 มูลค่า 71.003 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี คศ. 2009 เทียบเท่ากับร้อยละ 107 การนำเข้าจากฮอนดูรัสในปี คศ. 2010 มีมูลค่า 1.309 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี คศ. 2009 ร้อยละ 35

4.3 สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังประเทศฮอนดูรัสและสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากฮอนดูรัส

สินค้าที่ไทยส่งออกไปฮอนดูรัสคือ รถนยต์และรถบรรทุก สิ่งทอ และอาหารทะเล ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากฮอนดูรัส สายไฟ้ฟ้า เสื้อผ้าและสิ่งทอ และเศษเหล็ก-เศษทองแดง-เศษอาลูมิเนียม

4.4 สินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทยสำหรับประเทศฮอนดูรัส

มีโอกาสการส่งออกสินค้าอาหาร และวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล ยางพารา อาหารทะเล เครื่องจักรเกษตร รวมทั้งรถยนต์ และผลิตภัฒฑ์ไฟฟ้า ในจำนวนจำกัดเนื่องจากขนาดของตลาดไม่ใหญ่นัก

4.5 ปัญหา/อุปสรรค/ประเด็นทางการค้าและการลงทุนกับไทย

ระยะทางในการเดินทางขนส่งสินค้าที่ห่างไกล ขนาดของตลาดที่เล็ก และการสื่อสาร ติดฉลากเป็นภาษาสเปน เป็นอุปสรรคที่มีเหมือนกับการค้าขายกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ การมองตลาดของฮอนดูรัสจึงควรมองในลักษณะรวมของภูมิภาค นั่นคือ เพื่อให้มีการติดต่อการค้ากันบ้าง ไทยอาจจะพิจารณาการนำเข้าจากประเทศฮอนดูรัสเพิ่มเพื่อเป็นการช่วยเหลือในการพัฒนาของประเทศฮอนดูรัส และอาจจะมีโอกาสขยายความสัมพันธ์ทางการค้าโดยการเข้าร่วมการประมูลในงานก่อสร้างต่าง ๆ

4.6 การท่องเที่ยวในฮอนดูรัส

ในปี คศ. 2007 ได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปฮอนดูรัสประมาณ 1.2 ล้านคน นักท่องเที่ยวนิยมใช้เวลาท่องเที่ยวในฮอนดูรัสเฉลี่ย 9 วันต่อเที่ยว การท่องเที่ยวของฮอนดูรัสในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง รวมทั้งผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ อย่างไร็ก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลฮอนดูรัสมุ่งเน้นการส่งเสริม โดยเล็งเห็นว่ามีโอกาสการขยายตัวได้สูง เพราะฮอนดูรัสมีแหล่งท่องเที่ยวในหลายรูปแบบ ทั้งด้านโบราณคดี ด้านธรรมชาติ ด้านกีฬาน้ำ และเรือสำราญ เป็นต้น ได้มีการประเมินว่า ภาคการท่องเที่ยวฮอนดูรัสต้องมีการลงทุนเพิ่มจำนวนห้องพักอีก 20,000 ห้องใน 10 ปีข้างหน้า บริษัทต่างชาติที่สนใจลงทุนในการท่องเที่ยวในฮอนดูรัสสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือ และสิทธิพิเศษกับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนฮอนดูรัส นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลของฮอนดูรัสได้รับความช่วยเหลือด้านเงินกู้เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจาก ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนา และรัฐบาลของญี่ปุ่น

5. SWOT Analysis

Strength: มีท่าเรือน้ำลึกฝั่งแอทแลนติกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
Weakness: ขนาดของตลากเล็กและกำลงซื้อน้อย
Opportunities: โอกาสการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว
Threat: การเมืองหรืออุทกภัย

6. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยราชการ/ รัฐวิสาหกิจไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางการค้าของประเทศนั้น

หอการค้าฮอนดูรัส
Edificio Torre Alianza I, 7 nivel,
Colonia Lomas del Guijarro Sur, Boulevard San Juan Bosco, Tegucigalpa
Teléfonos: 271-0094 / 0095 / 0096 Fax: 271-0097
amcham@amchamhonduras.org
www.amchamhonduras.org/

7. รายชื่อ ที่ติดต่อหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศนั้นๆ

Embassy of the Republic of Honduras
No. 38 Kowa Bldg., 8th Fl., Room 802,
4-12-24 Nishi-Azabu, Minato-ku,
Tokyo 106-0031, Japan
Tel: (813) 3409-1150
Fax: (813) 3409-0305

Sunday, April 10, 2011

Mexico signs fishery cooperation with Chile

เม็กซิโกและชิลีลงนามข้อตกลงความร่วมมือการประมง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการพัฒนาและการท่องเที่ยวของชิลี นาย Juan Andres Fontaine ได้เดินทางไปเยือนประเทศเม็กซิโกเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2011 และได้เข้าพบกับ นาย Francisco Mayorga รัฐมนตรีเกษตร-ปศุสัตว์-การพัฒนาชนบท-การประมงและอาหารของเม็กซิโก โดยในโอกาสนี้ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระหว่างชิลีกับเม็กซิโก

ข้อตกลงฯ ดังกล่าวได้กำหนดกลไกที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีในการใช้ทรัพยากรประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจับปลา การเพาะเลี้ยง การผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การตลาด และการจัดการด้านมาตรฐานสุขภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของธุรกิจการประมง ข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนผลงานการวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งการส่งเสิรมความร่วมมือของภาคเอกชนในด้านการประมงของทั้งสองประเทศ

ประเทศชิลีเป็นผู้ส่งออกปลาแซลมอนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเม็กซิโกเองก็มีศักยภาพในการพัฒนาการส่งออกปลาแซลมอนสูง เนื่องจากมีเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลสำหรับการจับปลาถึง 11,500 กิโลเมตร ประเทศทั้งสองจึงมีความคาดหวังว่า การแลกเปลี่ยนวความรู้ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการประมงและการตลาดของผลิตภัณฑ์ประมงจะเกิดประโยชน์แก่ภาคการประมงและสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ

ตลาดสินค้าอาหารทะเลในเม็กซิโกเป็นตลาดที่ใหญ่ โดยมีการบริโภคอาหารทะเลภายในประเทศเม็กซิโกรวมประมาณปีละ 1.5 ล้านตันต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นการบริโภคผลิตภัณฑ์การประมงที่เม็กซิโกผลิตเอง แต่ก็ยังคงมีความต้องการนำเข้าสินค้าประมงในประเภทที่ไม่สามารถจับได้ในน่านน้ำของเม็กซิโก จึงมีการนำเข้าอาหารทะเลในปริมาณมากพอสมควร ในปี 2010 เม็กซิโกได้นำเข้าอาหารทะเลรวมมูลค่า 389.5 ล้านเหรียญสหรัฐจากแหล่งต่าง ๆ ถึง 89 ประเทศ แต่มีแหล่งนำเข้าที่สำคัญสามอันดับแรกได้แก่ ประเทศจีน (119 ล้านเหรียญฯ) เวียดนาม (78 ล้าน) และชิลี (41.5 ล้านเหรียญ)

สำหรับการค้าด้านอาหารทะเลระหว่างไทยและเม็กซิโก ในปี 2010 ประเทศไทยได้นำเข้าอาหารทะเลจากเม็กซิโกมูลค่า 4.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกอาหารทะเลจากประเทศไทยไปยังเม็กซิโกมีมูลค่าเพียง 424,573 เหรียญฯ ลดลงจากปี 2009 ร้อยละ 61 ซึ่งมีการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปยังเม็กซิโกมูลค่า 1,102,106 เหรียญฯ

แหล่งข่าวอ้างอิง:http://www.excelsior.com.mx/index.php?m=nota&id_nota=725865
http://www.fis.com/fis/worldnews/worldnews.asp?l=e&country=0&special=&monthyear=&day=&id=41650&ndb=1&df=0