Google Website Translator

Wednesday, December 22, 2010

IDB long term funding for Mexico's Alternative Energy sector

เงินกู้ระยะยาวเป็นหัวใจของการพัฒนาพลังงานทดแทนในเม็กซิโก

ภาคพลังงานทดแทนในเม็กซิโกได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในสองสามปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยส่งเสริมสำคัญคือ มาตราการส่งเสริมระยะยาว เงินกู้ระยะยาวจากองค์กรหรือธนาคารเพื่อการพัฒนา รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบต่างๆ

การเริ่มต้นโครงการพลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานกังหันลม หรือการผลิตเชื้อเพลิงจากอินทรีย์สาร ล้วนเป็นโครงการที่ต้องการเงินลงทุนในระยะแรกสูง เพื่อการก่อสร้างโรงงานใหม่ การซื้ออุปกรณ์ที่ก้าวหน้า รวมทั้งเพื่อการพัฒนาโครงสร้างรองรับ ไม่เหมือนกับการเริ่มต้นโครงการพลังงานที่ใช้น้ำมันและแก๊ซเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีสาธารณูปโภครองรับมากมายโดยทั่วไป

ในปี คศ 2008ที่ผ่านมา  รัฐ Oaxacaได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคาร IDB มูลค่า 102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนในโครงการสร้างโรงงานผลิตพลังงานกังหันลม ที่จะมีความสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณ 318 MW และจะมีผลช่วยให้ประเทศเม็กซิโกบรรลุเป้าหมายการลดมลภาวะ ได้ถึงร้อยละ 50  จากระดับปี คศ. 2000 ภายในปี คศ. 2050

โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการการผลิตพลังงานจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา เป็นการลงทุนโดยบริษัท Acciona Energía México (AEM) ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของบริษัท Acciona ของสเปน ร่วมกับบริษัทปูนซีเมนต์แห่งเม็กซิโก (CEMEX) ซึ่งจะมีสิทธิซื้อพลังงานที่ต้องการทั้งหมดจากโครงการดังกล่าวในระยะเวลา 20 ปีเมื่อการก่อสร้างได้เสร็จสิ้น

เม็กซิโกได้ริเริ่มแผนงานการทดแทนน้ำมัน และกระจายสัดส่วนแหล่งพลังงาน โดยการออกกฎหมายการพัฒนาแรงงาน (Special Program to Exploit Renewable Energy and Special Climate Change Program)  เมื่อเดือนพฤศจิกายน คศ. 2008 แผนงานดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับการลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังมีผลพลอยได้ต่อเศรษฐกิจเพ่มเติม คือการจ้างงาน และสร้างรายได้ในพื้นที่ ชุมชนที่มีรายได้ต่ำ 

นอกจากเงินกู้จากธนาคาร  IDB แล้ว โครงการพลังงานลม Eurus ยังต้องระดมทุนจากแหล่งเงินกู้ทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคีทั้งจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ต้นทุนการก่อสร้างทั้งหมดรวม 600 ล้านเหรียญ

รัฐบาลเม็กซิโกคาดว่า ปริมาณการลงทุนทั้งหมดจะมีมูลค่ารวม 5 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 4 ปี และจะทำการผลิตพลังงานได้ในสัดส่วนร้อยละ 4 ของความต้องการไฟฟ้ารวมของประเทศ จะสร้างงานได้ 10,000 ตำแหน่งทางตรงและทางอ้อมในช่วงการก่อสร้าง และจะมีตำแหน่งานถาวรรวม 374 ตำแหน่งสำหรับการดูแลรักษาต่อไป

นอกจากโครงการพลังงานกังหันลม Eurus ในรัฐ Oaxaca แล้ว ธนาคาร IDB ยังได้อนุมัติเงินกู้อีกจำนวนหนึ่งให้แก่ โครงการพัลงงานกังหันลมอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Eléctrica del Valle de México, S. de R.L. de C.V., (EVM) บริษัทในเครือของบริษัท EDF Energies Nouvelles ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะทำการผลิตไฟฟ้าได้ 67.5 MW โครงการ EVM มีสัญญาการขายไฟฟ้าให้กับบริษัท Wal-Mart เป็นระยะเวลา 15 ปี


แหล่งข้อมูล
http://www.iadb.org/am/2010/pages.cfm?language=en&id=6688
http://www.iadb.org/news-releases/2009-12/english/idb-to-finance-historic-expansion-of-wind-power-in-mexico--6118.html
http://www.iadb.org/en/projects/project,1303.html?id=ME-L1068

Monday, December 20, 2010

PEMEX contracts foreign companies

รูปแบบสัญญาจ้างบริษัทต่างชาติสำหรับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเม็กซิโก

บริษัท PEMEX รัฐวิสาหกิจน้ำมันของเม็กซิโก ได้อนุมัติสัญญาว่าจ้างบริษัทต่างชาติในรูปแบบใหม่สำหรับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเม็กซิโก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากแผนงานปฎิรูปพลังงานที่ประธานาธิบดีแคลดารอนได้ริเริ่มเมื่อสองปีที่ผ่านมา สัญญารูปแบบใหม่ดังกล่าวจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ผู้พัฒนาในรูปแบบ on a per-barrel fee นอกเหนือจากการคืนทุน recovery cost แต่ยังคงยึดถือหลักการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของเม็กซิโก นั่นคือน้ำมันที่ผลิตได้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของเม็กซิโกเท่านั้น การเปิดรับประมูลบริษัทต่างชาติสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำมันในรูปแบบใหม่ดังกล่าว จะขยายไปสู่การพัฒนาแหล่งสัมปทานบ่อมีอายุในพื้นที่อื่น ๆ และจะขยายรวมไปยังพื้นที่สัมปทานในอ่าวเม็กซิโกในระยะต่อไปด้วย

การปรับปรุงสัญญาว่าจ้างบริษัทต่างชาติในรูปแบบใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บริษัทน้ำมันต่างชาติลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยก้าวหน้ามาใช้ เพื่อยกระดับผลผลิตน้ำมันในบ่อน้ำมันทางตอนใต้ของเม็กซิโก ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันที่เริ่มจะหมดสภาวะการผลิตสูง (mature oilfields) ปัจจุบันมีสัดส่วนของผลผลิตเป็นหนึ่งส่วนสามของผลผลิตน้ำมันรวมของเม็กซิโก โดยมีเป้าหมายการชักจูงสำคัญกับบริษัท ExxonMobil, Royal Dutch Shell และ BP

บ่อน้ำมันในภาคใต้ของเม็กซิโกที่เป็นบ่อมีอายุมีทั้งหมด 40 แห่งและจัดแบ่งเป็นพื้นที่สัมปทานได้ 8 บล็อค ปริมาณน้ำมันสำรองรวม 420 mm เบเรล โดยบริษัท PEMEX ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาในพื้นที่สัมปทาน 3 แห่งในขั้นแรด อันได้แก่ Magallanes, Santuario และ Carrizo ซึ่งเป็นพื้นที่ 312 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำมันสำรองเฉลี่ยประมาณ 207 mm boe ความสามารถผลผลิต่อวันประมาณ 14 ล้านเบเรลต่อวัน และได้กำหนดกระบวนการจัดประมูลสัมปทานดังต่อไปนี้

พฤจิกายน 2553  ประกาศขั้นตอนการประมูลและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ
กุมภาพันธุ์ 2554  การประกาศการรับประมูลอย่างเป็นทางการ
กพ.-เม.ย. 2554   ขายเอกสาร package การประมูล
กพ.-มิ.ย. 2554    Workshop และการเยือนแหล่งสัมปทาน
กพ.-มิ.ย. 2554    สัมมนาเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดที่กรุงลอนดอน คัลการี และฮูสตัน
มิ.ย. 2554           ตรวจสอบคูณสมบัติผู้ประมูลในขั้นแรก
สัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2554  การประกาศผู้ได้รับสัมปทาน

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านเวปไซท์ได้ที่ http://www.pep.pemex.com:8080/contratos/eng/eventos.html

แหล่งข้อมูล
http://www.zacks.com/stock/news/43915/Pemex+OKs+New+Contract+Model
http://www.pep.pemex.com:8080/contratos/eng/cmaduros.html

Monday, December 6, 2010

Mexichem mulls acquisitions in Americas and Europe

บริษัท Mexichem ขยายการผลิต PVC
ในภูมิภาคละตินอเมริกา

บริษัท Mexichem เป็นบริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก ก่อตั้งเมื่อปี 2541 จากการรวมตัวของบริษัท Química Pennwalt และบริษัท Polímeros de México โดยได้รับการลงทุนเพิ่มจากผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ บริษัท Elf Atochem จากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับกลุ่มนักลงทุนชาวเม็กซิกันในนามบริษัท Grupo Empresarial Privado Mexicano และในปีถัดมาได้ร่วมทุนเพิ่มกับกลุ่มอุตสาหกรรม Camesa

สินค้าเคมีภัณฑ์ที่บริษัท Mexichem ประสบความสำเร็จด้านการตลาดในตอนต้น ๆ ได้แก่ สินค้าเคมีที่ใช้ในการผลิตแก๊ซและน้ำมัน การผลิตเหล็ก และที่ใช้กับเครื่องมือผลิตภัณฑ์ด้านการสื่อสาร นอกจากนี้แล้ว ยังมีการผลิตสินค้า PVC และโซดาไฟ ซึ่งในระยะแรกมีราคาที่ไม่แข่งขันเท่าไหร่ เนื่องจากวัตถุดิบที่มีราคาสูง รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซาในตลาดภายในของเม็กซิโกและสหรัฐฯ ในช่วงปี 2543-2532 ได้ผลักดันให้บริษัทฯ หันไปให้ความสนใจในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และได้มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรม Camesa ได้ร่วมทุกับบริษัท Total ประเทศฝรั่งเศส ซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นเดิม และได้ขยายกิจการเพิ่มเติมโดยการซื้อกิจการของบริษัท Química Flúor และบริษัท Compañía Minera Las Cuevas ซึ่งเป็นเหมืองแร่ fluorite ในรัฐ San Luis Potosi และผู้ผลิต fluorspar ที่สำคัญของโลก ทำให้บริษัท Mexichem เป็นผู้ผลิต hydrofluoric acid ที่ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาทั้งสอง ส่วนกิจการด้านการผลิต PVC ได้มีการขยายตัวโดยการการซื้อกิจการบริษัท Grupo Primex ซึ่งเป็นผู้ผลิต PVC ที่สำคัญในเม็กซิโก และการซื้อกิจการของคู่แข่งในตลาด บริษัท Plásticos Rex และผู้ผลิตเมล็ดPVC บริษัท Policyd

การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบริษัท Mexichem โดยการซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องการกับผลิตสารเคมีต่าง ๆ ในประเทศเม็กซิโก รวมทั้งการซื้อกิจการในประเทศบราซิล โคลัมเบีย และอาร์เจนตินา และการขยายสินค้าไปครอบคลุมการผลิตสารเคมี fluorite และสารทำความเย็นต่างๆ ทำให้บริษัท Mexichem ลดต้นทุนการผลิตและจัดการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้บริษัทฯ รักษาการแข่งขันภายในตลาดที่กว้างใหญ่ได้ ทั้งนี้ ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาบริษัท Mexichem ได้ใช้ทุนในการซื้อกิจการต่าง ๆ ประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2552 ศาลแพ่งของเม็กซิโกได้ไต่สวนคัดค้านการซื้อกิจกการด้าน PVC เพิ่มในเม็กซิโก โดยอ้างกฏหมายป้องกันการรวมตัวของกิจการในลักษณะผูกขาด แต่ในที่สุดบริษัท Mexichem ก็สามารถซื้อกิจการเพิ่มได้อีก 2 แห่งในปีนั้น โดยได้มีข้อตกลงว่าจะไม่ทำขยายการผลิตในด้านการผลิตท่อ PVC ในตลาดเม็กซิโกเพิ่มเติม บริษัทฯ จึงหันไปแสวงหาโอกาสการขยายตัวในการผลิต PVC ในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค และได้เข้าซื้อกิจการด้าน PVC ในประเทศเปรูในปี 2553 ซึ่งยกสถานะให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตสินค้า PVC และ vinyl resins ที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงานการผลิตสารเคมีทั้งหมด 40 กว่าแห่ง รวมทั้งโรงงานในสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่นและไต้หวัน

บริษัท Mexichem ได้แถลงข่าวในเดือนพฤศจิกายน 2553 ว่าได้เตรียมแผนงานการขยายตัวต่อไปในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปในอนาคต ยอดขายของบริษัทฯ ในไตรมาสแรกของปี 2553 มีมูลค่า 2.157 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2552

แหล่งข่าว:
http://www.mexichem.com/English/historia.html
http://www.plasticsnews.com/headlines2.html?id=20432

Grupo Bimbo acquires Sara Lee

บริษัท Bimbo ซื้อกิจการด้านการาผลิตขนมปัง Sara Lee ของสหรัฐฯ

Grupo Bimbo SAB เป็นบริษัทผู้ผลิตขนมปังสำคัญของเม็กซิโก ที่มีเครือข่ายการลงทุนด้านการผลิตขนมปังใน ภูมิภาคละตินอเมริกา จัดได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่คุมตลาดการผลิตขนมปังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2552 มีรายได้รวม 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตรายี่ห้อขนมปังที่สำคัญอันได้แก่ Bimbo และ Lara มีโรงงานผลิตขนมปังทั่วโลก 98 แห่ง ซึ่งรวมโรงงานขนมปังในสหรัฐฯ 39 โรงงาน มีลูกจ้างรวม 102,000 คน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 กลุ่ม Bimbo ประกาศข่าวว่าได้เสนอราคาซื้อกิจการด้านการผลิตขนมปังของบริษัท Sara Lee ของสหรัฐฯ ในมูลค่า 959 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมสิทธิการขายขนมปังในยี่ห้อ Sara Lee, Grandma Sycamore’s, Heiner’s และ Rainbo ในตลาดสหรัฐฯ และสามารถขายขนมปังในยี่ห้อ Sara Lee ได้ในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ยกเว้นในสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ กิจการการผลิตขนมปังของ Sara Lee มีโรงงานผลิตขนมปังทั้งหมด 41 โรง เส้นทางการขนส่งขนมปัง 4,800 สาย และคนงาน 13,000 คน แต่ประสบภาวะการแข่งขันจากคู่แข่งในระดับท้องถิ่นที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ยอดขายในปีที่ผ่าน ๆ มาได้หดตัว การขายกิจการด้านการผลิตขนมปังให้แก่ Bimbo จึงจะช่วยลดภาระของบริษัท Sara Lee ให้สามารถหันไปพัฒนาการขายสินค้าอาหารด้านเนื้อวัวและกาแฟอย่างเต็มตัวแทน

กลุ่ม Bimbo ได้ซื้อกิจการผลิตขนมปังในสหรัฐฯ บริษัท George Weston เมื่อปี 2551 ในมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อรวมกับกิจการ Sara Lee แล้ว จะทำให้ตลาดการขายขนมปังในสหรัฐฯ กลายเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของกลุ่ม Bimbo แทนตลาดภายในเม็กซิโกซึ่งเป็นฐานตลาดสำคัญเดิม

กลุ่ม Bimbo มีแผนงานที่จะลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพในกิจการการผลิตขนมปังในสหรัฐฯ เป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลช่วยให้บริษัทลดต้นทุนการผลิตรวมได้ถึง 200 ล้านเหรียญภายในปี 2553 และมีค่า Ebitda อัตราร้อยละ 12 ในปีนั้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
http://www.bloomberg.com/news/2010-11-09/sara-lee-sells-north-american-fresh-bakery-to-grupo-bimbo-for-959-million.html
http://www.grupobimbo.com.mx/
http://en.wikipedia.org/wiki/Grupo_Bimbo
http://en.wikipedia.org/wiki/Sara_Lee_Corporation

Monday, November 29, 2010

Opportunities for Thai Trade and Investment: Construction Sector in Mexico

ภาวะตลาดอุตสาหกรรมก่อสร้างในเม็กซิโก

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ประธานาธิบดีของเม็กซิโก นายเฟลิเป คัลเดรอน ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเม็กซิโก เพื่อเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยต้องการยกระดัลให้เป็นอันดับที่ 20 ในดัชนีโครงสร้างพื้นฐานของ World Economic Forum ภายในปี คศ. 2012 จึงได้มีการเร่งการลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของโครงสร้างที่มีอยู่ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐได้สร้างภาวะเศรษฐกิจซบเซาในเม็กซิโก และได้มีผลทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยภาคเอกชนได้ถูกเลื่อนกำหนดออกไป แต่การก่อสร้างไม่ได้ถึงกับหยุดชะงับ โดยบริษัทก่อสร้างเอกชนได้หันทำการก่อสร้างในขนาดกลางแทน เช่น การสร้างศูนย์พาณิชย์ หรือโรงแรม เป็นต้น ในขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การบูรณะปรับปรุงเขื่อน การสร้างหรือบูรณะโรงผลิตไฟฟ้าและการประปา การตัดเส้นทางถนนใหม่ การปรับปรุงระบบทางเดินรถไฟ และการปรับปรุงสนามบินและท่าเรือ การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่พาณิชย์ในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ โครงการก่อสร้างเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยการก่อสร้างโดยส่วนใหญ่มักจะรวมตัวในพื้นที่เมืองใหญ่ๆ เช่น ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ และในพื้นที่ของรัฐ Puerto Vallarta, Baja California, Monterrey, San Miguel de Allende, Guadalajara และ Riviera Maya

นอกจากการจัดสรรงบประมาณภาครัฐแล้ว รัฐบาลเม็กซิโกของเม็กซิโกยังได้รับความช่วงเหลือจากแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น จากธนาคารโลก ธนาคาร North American Development Bank, Interamerican Development Bank, OPIC, USTDA, ExIm Bank, USAID, Banobras และ FONADIN เป็นต้น

การขยายตัวของการเคหะ

ในด้านการเคหะในเม็กซิโกนั้น ปรากฏว่าได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาก ประมาณปีละ 4.5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณทั้งในระดับชาติ ระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น รวมทั้งได้มีการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุน เพื่อสร้างบ้านเรือนให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำ เพื่อเป็นการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลของเม็กซิโกมีสถานบันที่ให้สินเชื่อเพื่อการเคหะสองสถาบันสำคัญ อันได้แก่ Infonavit (สถาบันสินเชื่อเพื่อการเคหะสำหรับแรงงานในภาคเอกชน) และ Fovissste (สถาบันสินเชื่อการเคหะสำหรับพนักงานในภาครัฐ) โดยกฎหมายแรงงานได้บังคับให้ลูกจ้างทุกรายต้องสมทบทุนร้อยละ 5 ของค่าจ้างเข้ากองทุนดังกล่าว และเมื่อลูกจ้างที่ได้สะสมเงินออมได้ระดับหนึ่งก็จะสามารถขอเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้

บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเม็กซิโกที่เป็นขนาดใหญ่ ได้แก่ ICA, GEO, ARA, HOGAR, SARE, HOMEX และ URBI โดยเฉพาะบริษัท GEO และ บริษัท HOMEX นับว่าเป็นบริษัทก่อสร้างโครงการการเคหะที่ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการการเคหะขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับการพัฒนา มีขนาดหมู่บ้านละ 10,000-20,000 หลังในพื้นที่เดียว โดยตลาดที่พักอาศัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุด ได้แก่ บ้านเรือนระดัลกลางซึ่งมีราคาอยู่ในระดับราคาระหว่าง 28,000-50,000 เหรียญสหรัฐฯต่อหลัง

การขยายตัวของการเคหะดังกล่าวทำให้ความต้องการสำรหรับวัตถุดิบ และอุปกรณ์การก่อสร้างขยายตัวในอัตราที่เทียบได้หรือมากกว่าอัตราการขยายตัวของการก่อสร้าง สภาหอการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งเม็กซิโก (CMIC) ได้รายงานว่า มีบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับการก่อสร้างภายในประเทศ ที่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก (ลูกจ้างน้อยกว่า 50 คน) จำนวนกว่า 7,000 ราย และมีกำลังจ้างแรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 6.8 ล้านคน

ส่วนบริษัทที่เป็นผู้นำในด้านสินค้าก่อสร้างมีประมาณ 25 บริษัท อันได้แก่ บริษัท Cemex, Cementos Cruz Azul, Cementos Apasco, Eureka, Ceramica Santa Julia, Ladrillera Mecanizada, Terracon, Lamina Desplegada, Panel Rey, Vitro Fibras, Ceramica Gaya, Mosaicos Venecianos de Mexico, Fester, Laminados de Barro, Marmoles y Granitos, Cerraduras Tesa, Black and Decker, Imperquimia, Protexa, Productos Nacobre, Escaleras Rital, Vidrio Plano, Madeira Carpinteria Profesional, Recubre และ Productos Cristalum เป็นต้น

ช่องทางการตลาด

สำหรับตลาดการนำเข้าสินค้าก่อสร้างนั้น สหรัฐฯ เป็นผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งของตลาดที่สำคัญ โดยในปี 2550 ได้มีการคาดคะเนสัดส่วนการครองตลาดการนำเข้าสินค้าก่อสร้าง คือ สหรัฐฯ ร้อยละ 60 อิตาลี ร้อยละ 10 สเปน ร้อยละ 9 จีนร้อยละ 7 เกาหลี ร้อยละ 6 ไต้หวันร้อยละ 4.5 แคนาดา ร้อยละ 2 และอื่น ๆ ร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ดี ในปีหลัง ๆ ได้มีการนำเข้าาสินค้าเกี่ยวกับการก่อสร้างจากประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น

ตลาดสินค้าก่อสร้าง (มูลค่า: ล้านเหรียญหสหรัฐ)

บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเม็กซิกันกำลังค้นหาความรู้ เทคโนโลยี และวัตถุดิบทั้งในระดับราคาสูงและต่ำ ที่พร้อมติดตั้งได้สะดวกง่ายดาย และต้องการสั่งซื้อจากผู้ผลิตโดยตรงเพื่อรับราคาซื้อในระดับที่ต่ำที่สุด สินค้าก่อสร้างที่มีโอกาศในการนำเข้า (ตามระหัสสินค้า HS/ประเภทสินค้า) มีดังต่อไปนี้

7610.1001: Aluminum doors and windows
6910.10: Bathroom and kitchen fixtures
4418.1001: Windows and their frames of wood
4418.2001: Doors and their frames of wood
8512.10: Electrical fixtures
7019.9006: Electric insulating tubes
7308.3099: Steel and iron doors and windows
4418.3001: Parquet panels of wood
8203.4002: Plumbing fixtures
3925.2001: Plastic doors and windows
3920: Roofing products
7411.1001: Tubes and pipes of copper
8302.4105: Window brackets

การเจาะเข้าตลาดเม็กซิโกในขั้นแรก จำเป็นต้องหาตัวแทนจำหน่ายที่มีประสบการณ์ และเครือข่ายการขายกับบริษัทก่อสร้างอยู่แล้ว ซึ่งมักจะรวมตัวกันอยู่กันในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อสร้างสำคัญ ๆ ในขั้นต่อมาเมื่อมีประสบการณ์ในตลาดพอสมควรแล้ว สามารถเปิดสำนักงานตัวแทนจำหน่ายภายในประเทศเพี่อดูแลลูกค้าหลังการขาย

ผู้ผลิตสินค้าก่อสร้างที่ต้องการให้สินค้าของตนเป็นที่ยอมรับในการประมูลกับสถานบันที่เกี่ยวข้อง ควรจะลงทะเบียนบันทึกเป็นส่งมอบสินค้าด้านก่อสร้างไว้กับ INFONAVIT, FOVISSSTE, FONHAPO, PEMEX, CEF และสถาบันอาคารสังเคราะห์ในระดับรัฐ

ปัจจัยที่จะสนับสนุนการเจาะเข้าตลาดก่อสร้างที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา คือ การให้เงินกู้ในลักษณะเงินช่วงเหลือในการพัฒนาประเทศหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการผูกมัดเงื่อนไขการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทย

งานแสดงสินค้าสำคัญ:

CONCRETO LATIONAMERICA http://www.concretolatinoamerica.com/
Website: http://www.saiemexico.com.mxwww/

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:

Mexican Chamber for the Construction Industry: http://www.cmic.org/
National Chamber for Housing: http://www.canadevi.org.mx/
National Chamber for Consulting Firms: http://www.cnec.org.mx/
Construction and Housing Development Center: http://www.cihac.com.mx/
National Institute for Geography and Statistics: http://www.inegi.gob.mx/
Institute of National Housing Fund for Workers:
Government Housing Fund for Federal and State workers: http://www.fovissste.gob.mx/

แหล่งข้อมูล:http://www.buyusa.gov/mexico/en/building_construction.html
http://www.bis.org/ifc/publ/ifcb31c.pdf

Increase in taxes for energy drinks in Mexico

รัฐสภาเม็กซิโกผลักดันกฏหมายขึ้นภาษีเครื่องดื่มประเภท Energy Drink

คณะกรรมาธิการฝ่ายสรรพกรของรัฐสภาเม็กซิโก ได้ลงมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ให้มีการเก็บภาษี IEPS (Impuesto Especial sobre Producción y Servicio) สำหรับการผลิตและบริการต่าง ๆ เช่น การขนส่ง การจำหน่าย และการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มประเภท energy drink ในอัตราร้อยละ 25 รวมทั้งการเพิ่มภาษีของบุหรี่ จากซองละ 10 สตางค์ เป็นซองละ 35 สตางค์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อการป้องกันสุขภาพของพลเมือง โดยเฉพาะเยาวชนเม็กซิกันที่นิยมนำเครื่องดื่มเติมกำลังไปผสมกับเหล้า และได้เกิดการเสียชีวิตไปเป็นบางราย การเพิ่มภาษีสำหรับเครื่องดื่มเติมกำลังร้อยละ 25 นี้ มีผลทำให้ราคาของเครื่องดื่มเติมกำลังเพิ่มอีกเป็นประมาณ 6 เปโซต่อกระป๋อง และภาษีดังกล่าวมีผลเก็บได้จากเครื่องดื่มเติมกำลังที่ขายในรูปแบบผง (ในซอง) สำหรับผสมในน้ำดื่มเอง รวมทั้งที่ขายเป็น concentrate สำหรับการผสม

สมาชิกสภาที่เป็นผู้ผลักดันมติดังกล่าวเป็นสมาชิกของพรรคเขียวของเม็กซิโก (PVEM-Partido Verde Ecologista de Mexico) นาง Adriana Sarur นาย Juan José Guerra Abud และนาย Francisco Agundis Arias ได้ผลัดกันผลักดันมติดังกล่างตั้งแต่เมื่อปี 2552 โดยสื่อมวลชนเม็กซิกันได้ออกข่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดระยะเวลา 2-3 ปี่ที่ผ่านมาเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการดื่มเครื่องดื่มเติมกำลังไปผสมกับเหล้า หรือการดื่มเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันซึ่งได้แก่ประมาณ 500 มิลิลิตรต่อวัน

การกำหนดเก็บภาษี IEPS ดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรการที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อกำหนดบังคับเกี่ยวกับการผลิดและการขายเครื่องดื่มเติมกำลังที่ได้กำหนดตั้งแต่ปี 2552 (Norma Oficial Mexicana PROY-NOM-218-SSA1-2009) จะมีผลกระทบต่อผู้ขายเครื่องดื่มเติมกำลังทุกราย ซึ่งในเม็กซิโกมีกว่า 50 ยี่ห้อ รวมทั้ง Red Bull ตรายี่ห้อของเครื่องดื่มเติมกำลังในเม็กซิโกที่ครองตลาดส่วนใหญ่ (ร้อยละ 95) มีรวม 10 ยี่ห้อ อันได้แก่ Red Bull, Monster, Boost, Dark Dog, La Bomba, Rockstar, Cult, Blue Shot, Tribu และ Cafe Olé ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการศึกาเกี่ยวกับการปรับกฏระเบียบ ได้แจ้งว่ามาตรฐานที่ควบคุมการผลิตเครื่องดื่มเติมกำลังได้กำหนดปริมาณคาเฟอินต่อ 100 มิลิลิตรไว้ไม่เกิน 33 มิลิกรัม แต่ได้มีผู้ผลิตเครื่องดื่มเติมกำลังบางรายได้มีปริมาณคาเฟอินถึง 82 มิลิกรัมต่อ 100 มิลิลิตร ซึ่งย่อมเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่ซื้อดื่มโดยไม่กำจัดปริมาณ หรือนำไปผสมกับเหล้าซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม

นอกจากนี้แล้ว รัฐ Queretaro ได้ออกกฏหมายประจำรัฐห้ามการขายเครื่องดื่มเติมกำลังทุกประเภทในแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน เช่น บาร์และดิสโก้ ในพื้นที่เขตรัฐเคเร็ตตาโร่

แหล่งข่าวอ้างอิง:
http://eleconomista.com.mx/sistema-financiero/2010/10/20/red-bull-pagara-mas-impuestos
http://www.provincia.com.mx/17-10-2010/92040

Monday, November 22, 2010

Opportunities for Thai Trade & Investment: Air Conditioning Market in Mexico

ข้อมูลตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโก

1. รหัส HS ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครื่องปรับอากาศ
  • H.S. code 8415 หมวดครื่องปรับอากาศโดยรวม
  • H.S. code 841510 เครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งบนฝาผนังระบบครบวงจร
  • H.S. code 841581 หน่วยทำความเย็น ระบบปรับอากาศร้อนเย็น
  • H.S. code 841582 เครื่องปรับอากาศชนิดอื่น ๆ ที่มีหน่วยทำความเย็น 
  • H.S. code 841583 เครื่องปรับอากาศที่ไม่มีหน่วยทำความเย็น
  • H.S. code 841590 ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ
2. ภาวะการผลิต

ตลาดของเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโกสามารถจัดแบ่งเป็น 3 ส่วน อันได้แก่ เครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านเรือน สำหรับอาคาร และสำหรับรถยนต์ ตลาดของเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโกได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับการกระตุ้นจากการเปิดเขตการค้าเสรีจากสหรัฐฯ ซึ่งเดิมเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศมายังเม็กซิโกที่สำคัญที่สุด โดยได้มีการเติบโตระหว่างปี 2546 และ 2547 ในอัตราร้อยละ 6 มูลค่าการส่งออกมายังเม็กซิโก เพิ่มจาก 962 ล้านเหรียญ เป็น 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ในปัจจุบันผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศที่สำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ เช่น York, Trane และ Carrier ได้ตั้งโรงงานเพื่อทำการผลิตภายในเม็กซิโก ซึ่งทำให้มีการนำเข้าลดลง ถึงแม้ว่าแนวโน้มของการติดตั้งเครื่องปรับอากาศจะเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตที่สำคัญรองลงมาได้แก่ บริษัท Samsung, LG และ Mirage ซึ่งมาเปิดโรงงานทำการผลิตเพื่อตลาดเม็กซิโก รวมทั้งเพื่อการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคละตินอเมริกา

3. การบริโภค

ใน 5 ปีที่ผ่านมา การก่อสร้างบ้านเรือนได้เติบโตอย่างสม่ำเสมอในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปจะประสบปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลของเม็กซิโกได้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน และเพื่อการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ จึงได้มีการเปิดโครงการบ้านอาคารสงเคราะห์ขนาดใหญ่หลายโครงการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด รัฐที่ได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษได้แก่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ รัฐเม็กซิโก โตลูกา กัวดาราฮาร่า มอนเตอเร เคเร็กตาโร และพาชูกา นอกจากอาคารบ้านเรือนแล้ว ยังมีการส่งเสริมการก่อสร้างอาคารที่ทำงาน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล โรงหนัง โรงแรม และพิพิฒภัณฑ์

การลงทุนสำหรับภาคก่อสร้างในปี 2551 มีมูลค่ารวมประมาณ 64 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่การก่อสร้างในปี 2549 ได้มีการลงทุนเพื่อการสร้างบ้านเรือนมูลค่า 26 พันล้านเหรียญสหรัฐ

บริษัทรับเหมาก่อสร้างสำคัญของเม็กซิโกที่รับก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท ICA, GEO, ARA, HOGAR, SARE, HOMEX และ URBI ทั้งนี้ บริษัท GEO และบริษัท HOMEX นับว่าเป็นบริษัทก่อสร้างบ้านรายใหญ่ของเม็กซิโก

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผบต่อการซื้อขายเครื่องปรับอากาศได้แก่ ค่าไฟฟ้า ซึ่งในประเทศเม็กซิโกได้เพิ่มขึ้นตลอดมาทุก ๆ ปีตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ในระหว่างปี 2552 และ 2553 ค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เนื่องจากการขาดการลงทุนเพื่อขยายความสามารถในการผลิต และถึงแม้ว่ารัฐบาลเม็กซิโกจะมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า แต่ผู้บริโภคยังคงเป็นผู้ที่แบกภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนของภาคการผลิตไฟฟ้าในเม็กซิโก ครอบครัวชนชั้นกลางโดยทั่วไปจะเสียค่าไฟฟ้าประมาณ 800-900 เปโซต่อเดือน
ในเขตกรุงเม็กซิโกซิตี้และรัฐเม็กซิโก ซึ่งเป็นที่ราบสูง จะไม่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเรือนโดยส่วนใหญ่ จะมีการติดระบบเครื่องปรับอากาศเฉพาะในอาคารทำงาน โรงแรม และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่บางแห่ง โดยส่วนใหญ่ห้างสรรพสินค้าใหม่ ๆ จะออกแบบเป็นลักษณะเปิดรับลม เพื่อจำกัดบริเวณที่ต้องใช้ระบบปรับอากาศ อย่างไรก็ตามในเขตพื้นที่ตามชายฝั่งทะเล ในภาคเหนือ และในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ อากาศร้อน มีการขยายตัวของการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น แต่โดยที่ค่าไฟเป็นปัจจัยที่ผู้ใช้จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ จึงมีการเน้นการแสวงหาระบบที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน

4. การนำเข้า

ได้มีการนำเข้าเครื่องปรับอากาศประเภทต่าง ๆ (หมวดรวมรหัส HS 8415) ในปี 2552 มูลค่ารวม 561 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2552 ซึ่งได้มีการนำเข้ามูลค่า 719 ล้านเหรียญฯ แสดงผลกระทบจากภาวะวิกฤตการณ์การเงินอย่างเห็นได้ชัด การนำเข้าเฉพาะเครื่องปรับอากาศในบ้านเรือน (HS 841510) มีมูลค่า 208 ล้านเหรียญฯ ในปี 2552 เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 124 ล้านเหรียญฯ ในปี 2551 ในรอบห้าปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเข้าเครื่องปรับอากาศสูงประเภทต่าง ๆ สุดในปี 2550 ในมูลค่า 764 ล้านเหรียญฯ
 

แหล่งนำเข้าที่สำคัญที่สุดสำหรับเครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านเรือน ได้แก่ ประเทศจีน เกาหลี และสหรัฐฯ ได้มีการนำเข้าจากประเทศไทยในปริมาณที่สำคัญเล็กน้อย โดยในปี 2552 ได้มีการนำเข้ามูลค่า 3.2 ล้านเหรียญฯ รองจากสหรัญฯ ซึ่งได้ส่งเครื่องปรับอากาศมายังเม็กซิโกในมูลค่า 4.6 ล้านเหรียญฯ ในปีเดียวกัน

5. การส่งออก

การที่ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศสำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ จีนและเกาหลี ได้เปิดโรงงานทำการผลิตในเม็กซิโก ทำให้การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคละตินอเมริกามีความสำคัญมากขึ้น ในปี 2552 ได้มีการส่งออกรวม 908 ล้านเหรียญฯ โดยการส่งออกชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศมีความสำคัญมากกว่าการส่งออกเครื่องปรับอากาศทั้งตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นสำคัญ

6. ช่องทางการตลาด

การจำหน่ายเครื่องปรับอากาศในเม็กซิโกมีหลายรูปแบบ มีทั้งการขายตรงต่อลูกค้าผ่านเครือข่ายของผู้แทยจำหน่ายของยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งการวางขายตามร้านค้าย่อยซึ่งให้บริการการซ่อมเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้แล้ว ยังมีการขายผ่านในห้างขายปลีก
เมืองมอนเตอเรเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศุนย์กลางสำหรับเขตภาคเหนือ ที่มีอากาศร้อนและเย็นและมีความจำเป็นต้องใช้เครืองปรับอากาศมากกว่าภาคอื่นๆ

มีการจัดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับการปรับอากาศในเม็กซิโกทุก 2 ปี ที่ชื่อว่า AHR Expo de aire acondicionado, calefacción, ventilación y refrigeración จัดแสดงงานสลับกันระหว่างเมืองมอนเตอรเรย์ และกรุงเม็กซิโกซิตี้ โดยงานฯ ในปี 2553 ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ที่ World Trade Center ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2553 ได้มีบริษัทเข้าร่วมงานประมาณ 350 รายจาก 17 ประเทศ โดยมีผู้เข้าชมดูงานประมาณ 11,000 คน

 7. เงื่อนไขและกฎระเบียบทางการค้า

ประเทศเม็กซิโกได้เริ่มกำหนดมาตรฐานการประหยับพลังงานตั้งแต่ปี 2537 และในปัจจุบันมีมาตรฐานเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานทั้งหมดมากกว่า 20 มาตรฐาน หรือ NOM มาตรฐานที่มีผลกระทบต่อการติดตั้งระบบการปรับอากาศมากที่สุดมี 3 มาตรฐาน (http://www.economia-noms.gob.mx/noms/consultasAction.do) คือ  
  •  PROY-NOM-023-ENER-2008: Energy Efficiency in Air Conditioners, Split Type without air ducts
  •  NOM-011-ENER-2006: Energy Efficiency in Central Air Conditioners Type, Package or Splits
  •  NOM-021-ENER/SCFI-2008: Energy Efficiency and Safety Standards for Room Air Conditioning
สินค้าไฟฟ้าที่ต้องติดฉลากมาตรฐานสินค้าในเม็กซิโก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง ปั้ม และเครื่องต้มน้ำที่ใช้แก๊ซ แสดงตัวอย่างฉลาก และตรารับประกันการประหยัดพลังงาน ดังต่อไปนี้

8. ภาษีนำเข้า

อัตราภาษีนำเข้าของประเทศเม็กซิโกเก็บจากราคา CIF โดยมีอัตราโดยเฉลี่ย ดังนี้  (H.S. code/Description/ อัตราภาษีนำเข้า)

  • 841510 เครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งบนฝาผนัง (ระบบครบวงจร): ยกเว้นภาษีนำเข้า
  • 841581 หน่วยทำความเย็น ที่มีระบบปรับอากาศร้อน/เย็น: 15%
  • 841582 เครื่องปรับอากาศชนิดอื่น ๆ ที่มีหน่วยทำความเย็น: 15%
  • 841583 เครื่องปรับอากาศที่ไม่มีหน่วยทำความเย็น: 10%
  • 841590 ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ: ยกเว้นภาษีนำเข้า
9. โอกาสทางการค้าของไทย

เครื่องปรับอากาศจากประเทศไทยน่าจะมีโอกาสการแข่งขันในตลาดราคาปานกลาง ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาแบบตั้งหรือแขวนที่มีคุณสมบัติที่มีความคงทน เนื่องมีการนำเข้าเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กจากประเทศจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำจำนวนมาก ในขณะที่สหรัฐฯ เน้นการขายเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่สำหรับอาคารพาณิชย์ และญี่ปุ่นและเกาหลีมุ่งขายเครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพราคาแพงผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศไทยควรเน้นการหาช่องทางการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ที่รับซื้อเพื่อการขายในปริมาณมากเพื่อส่งขายกับห้างขายปลีกใหญ่ ๆ เช่น Walmart/Bodega หรือมุ่งหาตัวแทนจำหน่ายที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทก่อสร้างที่บริหารโครงการการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โรงแรม และโรงพยาบาล หรือแสวงหาผู้แทนจำหน่ายที่มีประสบการณ์และเครือข่ายการบริการลูกค้าที่กว้างขวางอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้ว อาจจะมีช่องทางเพื่อการผลิตในลักษณะ OEM เพื่อให้ฝ่ายเม็กซิกันทำการตลาดเอง

10. กิจกรรมส่งเสริมการส่งออก  

ผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศไทย บริษัท Bitwise Co. Ltd. ได้เดินทางมาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า AHR Expo ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2553 และเดินทางไปเยือนลูกค้าต่อในประเทศบราซิล พารากวัย และฮอนดูรัส โดยสำนักงานส่งเสิรมการค้าฯ ได้เอื้ออำนวยความสะดวกและได้จัดนัดหมายให้บริษัทฯ ได้เข้าพบกับผู้นำเข้าที่ได้แสดงสนใจที่จะนำเข้าเครื่องปรับอากาศจากประเทศไทย

12. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

12.1. งานแสดงสินค้า AHR EXPO (http://www.ashraecdmexico.org/)
Contact: asistente@ashraecdmexico.org
Tel: (55 )5669-1367, 5669-0863

12.2. ANDIRA (Asociacion Nacional de Distribuidores-สมาคมผู้แทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น) (http://www.andira.org.mx/)
Email: Fruiz@mereti.com.mx (Francisco Ruiz)
Tel: 5510-0909

12.3. ANFIR (Asociacion Nacional de Fabricantes para la Industria de la Refrigeracion-สมาคมผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น) http://www.anfir.com/
Address: Insurgentes Sur No. 686-1001 Col. Del Valle, Mexico D.F. C.P. 03100
Tel: 5536-6217, 5669-1040

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

http://www.aireacondicionadomexico.org/
http://www.aireclima.com/
http://www.mundohvacr.com.mx/
http://www.profeco.gob.mx/encuesta/brujula/bruj_2006/bol20_aire_acon.asp
http://www.caloryfrio.com/200809232406/noticias/ferias-y-congresos/feria-ahr-de-aire-acondicionado-calefaccion-ventilacion-y-refrigeracion-en-mexico.html
http://www.eventseye.com/fairs/f-ahr-expo-mexico-3104-1.html
http://www.ashraecdmexico.org/sesiones%20tecnicas/2009-2010/sesion_tecnica_junio_2010.pdf

Wednesday, November 17, 2010

Thai Restaurants in Mexico

รายชื่อร้านอาหารไทยในเม็กซิโก

1. Mexico City

BANGKOK GARDEN
Plaza Galerías Local 5,
Melchor Ocampo 193,
Col. Verónica Anzures,
C.P. 17000,
México D.F.
Tel. 5260 3305

ERAWAN
Plaza Antara
Ejército Nacional 843-B, piso 2 (debajo de las salas de cine),
Col. Polanco.
México D.F.
Tel. 5281-3181

PAD THAI
Avenida Sonora 49-1,
Col. Condesa,
Mexico D.F.
Tel. 5256-4518
padthai.com.mx

SUKHOTHAI
Copenhage No. 30,
Zona Rosa,
(entre Reforma y Hamburgo)
Col. Juarez, Mexico D.F. 066000
Tel. 5280-4870

THAI GARDENS (POLANCO)
Calderón de La Barca, 72,
Colonia Polanco,
México D.F.
Tel. 5281 3850/56
http://www.thai-gardens.com/

THAI GARDENS (CONDESA)
Tamaulipas 100,
Colonia Condesa,
México D.F.
Tel.
http://www.facebook.com/pages/Thai-Gardens-Condesa-DF/184428833917?v=wall

2. Acapulco

SAFFRON
Banyan Tree Cabo Marques
Col. Punta Diamante
Acapulco, Guerrero 39907
Tel. (+52) 744 434 0100
http://www.banyantree.com/en/cabomarques/resort_facilities/dining/saffron/

3. Cancun:

SASI THAI
Marriot-CasaMagna
Blvd. Kukulcan Km. 12.5 Zona Hotelera,
Plaza La Isla, Cancún, México
Tel. (+52) 998 8812001
http://www.sasi-thai.com/

THAI LOUNGE
Interactive Aquarium Cancún,
Plaza La Isla, Z.H. Km. 12.5,
77500 Cancún
Tel./Fax (998) 8831401
http://www.thai.com.mx/

4. Los Cabos:

BAAN THAI
Historic Downtown,
San José,
Los Cabos,
Baja California Sur, Mexico
Tel. (624) 1434830

5. Monterrey:

BAAN MAI THAI
Plaza Tanarah, Avenida Vasconcelos
#345 Ote., Local 237
San Pedro Garca Garcia, Nuevo Leon
Tel. (81) 1642 4949 y 1642 4942
http://www.baanmaithai.com/

6. Vera Cruz:

KRUA THAI
Boulevard Miguel Aleman
(esq. Ballena, a 2 min. de WTC, hacia el corazon de Boca del Rio)
Fraccionamento los Delfines,
Vera Cruz, Mexico
Tel. (01) 229-202-0235 y 229-202-0234
http://www.kruathai.com.mx/

Friday, November 5, 2010

Mexico wants to impose import control for rice

ผู้ผลิตข้าวเม็กซิกันเรียกร้องการควบคุมการนำเข้าข้าว

นาย Pedro Alejandro Díaz Hartz ประธานสภาข้าวของเม็กซิโก (Comité Nacional del Sistema Producto Arroz) ได้ออกข่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 เรียกร้องให้มีการควบคุมการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในเม็กซิโก รวมทั้งการกำหนดราคาของปัจจัยการผลิตที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตข้าวในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ

นาย Pedro ได้กล่าวว่า ผู้ผลิตข้าวภายในประเทศเม็กซิโก ที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ราย เป็นจำนวนที่ลดลงจากผู้ผลิตประมาณ 25,000 รายที่เคยทำการผลิตเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศเม็กซิโกมีความต้องการบริโภคข้าวประมาณปีละ 800,000 ตันต่อปี แต่ความสามารถในการผลิตข้าวในปัจจุบันมีเพียงประมาณ 300,000 ตัน ทั้ง ๆ ที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวมากพอ เช่น ในเขตรัฐ Vera Cruz, Campeche และ Chiapas เป็นต้น พื้นที่การเพาะปลูกข้าวในเม็กซิโกนับวันจะลดลง และเมื่อปีทีผ่านมา ทั้งวิกฤตการณ์การเงินและสภาวะอากาศได้บีบให้มีเกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวน้อยลงถึง 24,000 เฮ็กตาร์ จึงมีความเสี่ยงสูงสำหรับการผลิตข้าวภายในประเทศที่อาจจะหายสาปสูญไปในวันข้างหน้า

นาย Pedro ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลเม็กซิโกไม่ได้ใส่ใจควบคุมดูแลการนำเข้า เป็นเหตุให้มีการลักลอกการนำเข้าข้าวและถั่ว โดยร้อยละ 75 ของข้าวที่นำเข้ามาในเม็กซิโกโดยความเห็นชอบของกรมสรรพกร เป็นการนำเข้าที่ไม่เป็นไปตามกฏระเบียบของรัฐ เมื่อ 15 ปีที่แล้วเม็กซิโกมีความสามารถในการผลิตข้าวได้อย่างเพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ แต่การเปิดตลาดการนำเข้าโดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ได้มีผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตและได้ทำลายระบบการเชื่อมโยงที่ควรมีระหว่างผู้ผลิดภายในถึงตลาดผู้บริโภค จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่รัฐบาลของเม็กซิโกต้องหันมาใส่ใจดูส่งเสริมการผลิตข้าวภายในประเทศ



Source: World Trade Atlas


แหล่งข่าวอ้างอิง: http://www.jornada.unam.mx/2010/11/03/index.php?section=economia&article=026n1eco

Friday, October 15, 2010

Autoindustry Mexico Review 2010

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 9 ของโลก และมีความสามารถผลิตได้ประมาณ 2 ล้านหน่วยต่อปี โดยได้มีการคาดคะเนว่าเม็กซิโกจะมีความสามารถเพิ่มการผลิตและจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 5 ของโลกได้ภายในปี 2554-55 เที่ยบระดับการแข่งขันได้เท่าเทียมกับผู้ผลิตสำคัญ ๆ ของโลก เช่น สหรัฐฯ จีน อินเดีย และโสลวาเกีย อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเม็กซิโก โดยมีส่วนแบ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของการส่งออก และมีสัดส่วนในผลผลิตรวมแห่งชาติร้อยละ 24 รวมทั้งมีการจ้างแรงงานทางตรงและทางออ้มทั้งหมดประมาณ 1.9 ล้านคน

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโกได้เติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากได้รับการกระตุ้นจาก ความตกลงเขตการค้าเสรีนาฟต้า อันเป็นผลให้เม็กซิโกได้รับการลงทุงใหม่จากต่างประเทศระหว่างปี 2537 และ 2544 เป็นหลายหมื่นล้านเหรียญฯ เป็นการลงทุนระยะยาวในการสร้างโรงงานและการลงทุนซื้อหรือปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ อันเป็นผลให้โรงงานในเขตภาคเหนือและภายกลางของเม็กซโก เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ทันสมัยที่สุดในระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก และได้มีการเกิดกลุ่มการผลิตเฉพาะ (specialized cluster) ในพื้นที่รอบข้างโรงงานผลิตรถยนต์รายใหญ่ ๆ การมี supply chain ที่เข้มแข็ง และการขยายธรุกิจรองรับในแนวนอน (vertical integration)

โรงงานผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่ ๆ ในเม็กซิโกมี 7 ราย อาทิ General Motors, Daimler-Chrysler, Volkswagen, Nissan, Ford, Honda, และ Seat กระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้แล้ว มีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีกจำนวนราว 1,000 ราย โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 70 เป็นบริษัทผู้ผลิตของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งโรงงานในเม็กซิโก โดยชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเม็กซิโกมีการส่งออกไปยังผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก 32 ประเทศ

ภาวะวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐฯ ในปี 2552 ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดต่อภาคผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของเม็กซิโก โดยได้มีการไล่คนงานออกจากภาคการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จำนวน 18,000 ในระยะเวลา 14 เดือน ในช่วงระหว่างปี 2549-2551 เม็กซิโกเคยผลิตรถยนต์ได้ราว 2 ล้านคัน แต่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2552 ได้มีผลให้การผลิตลดลงเหลือเพียง 1.5 ล้านคัน และได้มีการคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นได้ 1.7 ล้านคันในปี 2553 แต่จะไม่สามารถเพิ่มการผลิตถึงระดับ 2 ล้านคันต่อปีจนกว่าจะถึงปี 2554 หากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงรักษาระดับการขยายตัวที่ดี

ยอดขายรถยนต์ใหม่ภายในประเทศของเม็กซิโกได้มีปริมาณสูงสุดในปี 2548 ประมาณ 1.1 ล้านคัน วิกฤตการณ์การเงินจากสหรัฐฯ ได้สร้างผลกระทบต่อตลาดการขายรถยนต์ในเม็กซิโก ทำให้ยอดขายในปี 2552 ตกลงเหลือเพียง 750,000 คันในปีนั้น และได้มีการประเมินว่ายอดการขายรถยนต์ในตลาดเม็กซิโกจะไม่กลับไปสู่ยอด 1 ล้านคันต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า

ตลาดชิ้นส่วนและส่วนประกอบรถนยต์มีสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโก และยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสการขยายตัวสูง ปัจจุบันการผลิตชิ้นส่วนฯ มีมูลค่าการผลิตประมาณ 20 พันล้านเหรียญ มี ผู้ supply ชิ้นส่วนรถยนต์ ประมาณ 1,000 บริษัท สองส่วนสามเป็นบริษัทต่างชาติ อีกหนึ่งส่วนสามเป็นบริษัทเม็กซิกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยอาจจะมีโอกาสการเจาะเข้าตลาดซัพพลายด้าน OEM และส่วนประกอบ และสำหรับการบริการหลังการขาย โดยมีโอกาสสำหรับมีสินค้าที่มีความต้องการสูงได้แก่ ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมส่วนเสียหาที่เกิดจากการชนปะทะ ส่วนประกอบของรถยนต์ดัดแปลง ระบบป้องกันการสั่นสะเทือน ชิ้นส่วน stamping อุปกรณ์อิเลคตรอนนิกส์ เครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะด้าน อุปกรณ์ที่ช่วยลดสารเป็นพิษในระบบท่อไอเสีย พวงมาลัย ระบบเสียง ระบบนำทาง GPS ส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องประดับรถยนต์ เป็นต้น

ปัจจุบันช่องทางการขายสินค้าชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ของเม็กซิโกจะขายผ่านผู้กระจายสินค้าที่มีอยู่ราว 300 ราย โดยในจำนวนนี้ 30 รายนับเป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ อาทิ Auto Zone, California และ Rogelio สำหรับในระดับค้าปลีกมีผู้ประกอบการอยู่ราว 39,410 รายมีกำลังแรงงานในธุรกิจค้าปลีกนี้ราว 167,809 คน และในส่วนของอู่ซ่อมรถยนต์มีอยู่ราว 146,720 แห่ง มีกำลังแรงงานในธุรกิจนี้ราว 322,784 คน

เม็กซิโกมีการนำเข้าสินค้ารถยนต์จากประเทศไทยสามประเภท ได้แก่ รถบรรทุก ชิ้นส่วนรถยนต์ และยางรถยนต์ โดยในปี 2552 ได้มีการนำเข้ารถบรรทุกมูลค่า 16.5 ล้านเหรียญฯ คาดว่าเป็นการนำเข้าโดยบริษัท Hino ซึ่งได้มาเปิดโรงงานประกอบรถบรรทุกที่รัฐ Guanajuato เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา การนำเข้าชิ้นส่วนในปี 2552 มีมูลค่า 13.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้ายางรถยนต์ในปีเดียวกันมีมูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้แล้ว ในระยะสามปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเข้ารถมอเตอร์ไซค์จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2550 2551 และ 2552 ได้มีการนำเข้ามูลค่า 0.611 2.964 และ 1.552 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ

Monday, October 11, 2010

War on drugs affects Mexico's tourism

ผลกระทบของสงครามปราบปรามยาเสพติดต่อภาวะการท่องเที่ยวในเม็กซิโก

รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศการเตือนภัยเกี่ยวการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก เมื่อต้นปี 2553 เมื่อเจ้าหน้ากงศลของสหรัฐฯ ถูกสังหาร 3 คน ในระหว่างการเดินทางในเมืองชายแดน Tijuana โดยได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการเตือนภัยฯ ทุก 90 วัน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งเมื่อครบ 180 วันแล้ว จะต้องมีการพิจารณาถอนคำเตือนฯ จึงได้มีประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเม็กซิโก (Travel Warning) ลงวันที่ 10 กันยายน 2553 ในหน้าเวปของกรมกงศุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยกเลิกการงดประจำการของเจ้าหน้าที่กงศุลสหรัฐฯ ในเมือง Tijuana, Nogales, Ciudad Juarez, Nuevo Laredo, Monterrey และ Matamoros แต่ยังคงรักษาการเตือนเพื่อตักเตือนห้ามการเดินทางสำหรับเด็กหรือเยาชนสัญชาติอเมริกันในรัฐ Monterrey เนื่องจากได้มีระเบิดเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับโรงเรียนอเมริกันในเมืองนั้น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม

การเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางสำหรับประเทศเม็กซิโกดังกล่าวข้างต้น ได้มีการกระจายข่าวไปยังโรงเรียน มหาวิทยาลัย และบริษัทที่จัดทัวร์และขายตั๋วเครื่องบินในสหรัฐฯทั้งหลาย และได้มีผลให้มีนักท่องเที่ยวอเมริกันหลายคนพิจารณางดการเดินทาง หรือเปลี่ยนแผนการเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น ๆ แทน

เหตุของการเตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเม็กซิโก มาจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ที่เป็นนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีเม็กซิโก ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 โดยมีการส่งกองกำลังของทหารไปเสริมการทำงานของตำรวจในท้องที่ ๆ เป็นพื้นที่ ๆ กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดควบคุมอยู่ อันได้แก่ รัฐ Michoacán และรัฐ Tamaulipas รวมทั้งรัฐข้างเคียง อันได้แก่ รัฐ Chihuahua, Sinaloa, Durango และ Coahuila และตามจุดผ่านชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก

การไล่จับตัวเจ้าพ่อกลุ่มค้ายาเสพติดที่สำคัญๆ ทำให้เกิดการยิงสู้รบกับกลางถนน ระหว่างเจ้าหน้าที่และคนร้าย รวมทั้งระหว่างกลุ่มคนร้ายด้วยกันเอง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือของเม็กซิโก เช่น ที่เมือง Ciudad Juarez, Tijuana, Chihuahua City, Nogales, Nuevo Laredo, Piedras Negras, Reynosa, Matamoros และ Monterrey ในช่วงหลังๆ การยิงสู้รบกันกลางถนนได้ขยายไปในเขตที่ไม่ได้เป็นถิ่นเดิมของกลุ่มค้ายาเสพติด เช่น ที่รัฐ Nayarit, Jalisco และ Colima

รัฐบาลเม็กซิโกได้ประสบผลสำเร็จ จับตัวหัวหน้ากลุ่มค้ายาเสพติดสำคัญๆ ได้หลายรายแล้ว เช่น The Barbie และ El Chopo จากกลุ่ม Sinaloa Cartel และ El Teo พ่อค้ากัญชาและยาบ้าตัวฉกันจากเมือง Tijuana

กลุ่มค้ายาเสพติดของเม็กซิโกได้ขยายอำนาจควบคุมเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปี คศ. 1990 เมื่อกลุ่มค้ายาเสพติดของโคลัมเบียมีอำนาจลดลง จากการร่วมปราปรามโดยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีกลุ่มลักลอบค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ที่ควบคุมเส้นทางการลักลอบขนถ่ายข้ามแดน รวมทั้งควบคุมตลาดการขายยาเสพติดในสหรัฐฯ มีสองฝ่ายใหญ่ ๆ คือฝ่าย Juárez Cartel, Tijuana Cartel, Los Zetas และ Beltrán-Leyva Cartel และฝ่ายตรงกันข้ามมีการวมตัวกันของกลุ่ม Gulf Cartel, Sinaloa Cartel และ La Familia Cartel

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประเมินมูลค่าของการค้าโคเคนที่ถูกลักลอบเข้าสหรัฐฯ โดยผ่านเม็กซิโก ว่ามีมูลค่าระหว่าง 1.3 ถึง 4.8 หมื่นล้านเหรียญฯ ต่อปี

ความรุนแรงที่สืบเนื่องมาจากการปราบปรามยาเสพติดที่นับวันจะทวีขึ้น เกิดจากการไล่ฆ่าล้างแค้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ระหว่างกลุ่มค้ายาเสพติดกันเอง ได้มีนายกเทศมนตรี ผู้บัญชาการทหาร และหัวหน้าตำรวจสืบสวน ถูกลอบสังหารไปแล้วหลายคน ในการสู้รบที่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ได้มีประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเช่นกัน รายงานข่าวของตำรวจเม็กซิโก ได้แจ้งว่า ผู้ที่เสียชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด (ทั้งเจ้าหน้าที่ คนร้ายและประชาชน) ตั้งแต่ปี 2549 มีจำนวนประมาณ 22,700 คน และในเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายน 2553 ได้มีการค้นพบกองศพการสังหารหมู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่มีศพกองอยู่รวม 76 ศพ



โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ให้ข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ห้ามการเดินทางไปยังเม็กซิโก แต่ต้องแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวอเมริกันมีความระมัดระวังในการเดินทางไปยังรัฐบางแห่ลในเม็กซิโก รวมทั้งในบริเวณชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่ อื่น ๆ ในเม็กซิโกจะมีสภาวะปกติที่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ มักจะไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายของความรุนแรง ยกเว้น เมือง Cancún ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการลักลอบขนยาเสพ และได้มีการสังหารนายทหารที่ควบคุมการกวาดล้างในพื้นที่ไปผู้หนึ่ง และในเขตเมือง Cancún กลุ่มค้ายาเสพติดอาจจะมีการแอบอ้างตัวเป็นตำรวจ หรือการเจาะเข้าไปทำงานในกองตำรวจของพื้นที่

องค์การท่องเที่ยวโลก (UNTWO) ได้จัดอันดับประเทศเม็กซิโก เป็นประเทศที่รับนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลกในปี 2552 โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโกในปีนั้นจำนวน 21.5 ล้านคน การท่องเที่ยวของเม็กซิโกเป็นแหล่งรายได้อันดับสามของประเทศ รองจากน้ำมันและเงินส่งกลับจากต่างประเทศ โดยการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับเม็กซิโกประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญต่อปี นอกจากนี้แล้วมีการการเดินทางไปกลับข้ามชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกวันละหลายหมื่นคน และมีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกประมาณ 1 ล้านคน

กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกได้รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเม็กซิโกรวม 7.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 ของช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยมีนักท่องเที่ยว 4.3 ล้านคนที่เดินทางมากจากสหรัฐฯ อีก 1.3 ล้านคนเดินทางมาจากแคนาดา และ 200,513 คนจากประเทศสเปน

แหล่งข่าว:
http://travel.state.gov/travel/cis_pa_tw/tw/tw_4755.html
http://www.bajainsider.com/baja-california-travel/mexico-travel-warning.htm
http://online.wsj.com/article/NA_WSJ_PUB:SB123931839488506787.html
http://travel.usatoday.com/destinations/dispatches/post/2010/08/cancun-bar-mexico-travel-safety/110694/1?csp=hf
http://worldblog.msnbc.msn.com/_news/2010/09/08/5069426-mexican-blog-sheds-grim-light-on-drug-war
http://www.dallasnews.com/sharedcontent/dws/news/world/stories/DN-mexicotourism_11bus.ART.State.Edition1.47662b3.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Mexican_Drug_War
http://en.wikipedia.org/wiki/World_Tourism_rankings

Friday, October 1, 2010

Nicaragua seeking investment in hotels from Spain

นิคารากัวส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว

ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจนิคารากัว

ประเทศนิคารากัวมีผลผลิตแห่งชาติในปี 2551 มูลค่า 17.37 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีประชากรเกือบ 6 ล้านคน เมืองหลวงซึ่งได้แก่ เมืองมานากัว เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรประมาณ 2 ล้านคน

นิคารากัวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดอันดับสองของภูมิภาคละตินอเมริกา (รองจากไฮติ) รายได้ต่อหัวเฉลี่ยเท่ากับ 2,627 เหรียญต่อปี ค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จำนวนแรงงานประมาณ 2.32 ล้านคน ซึ่งทำงานในภาคบริการเป็นส่วนใหญ่ และรองลงมาได้แก่การทำงานในภาคเกษตรกรรม ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากร้อยละ 60 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าเกษตร มูลค่าการส่งออกประมาณ 300 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ต่อปี และสินค้าเกษตรส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจขึ้นพื้นฐาน เช่น กล้วย กาแฟ น้ำตาล เนื้อและยาสูบ สินค้าส่งออกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่ เหล้า rum ตรา Flor de Caña

สัดส่วนของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ในผลผลิตประชาชาติ ได้แก่ ร้อยละ 56.9 มาจากภาคบริการ ร้อยละ 26.1 จากภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17 จากภาคเกษตร และร้อยละ 15 จากเงินโอนกลับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญฯ 

ภาคอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และมักเป็นการผลิตภายใต้การส่งเสริมเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป

โครงสร้างพื้นฐานของนิคารากัวยังขาดการพัฒนาอีกมาก เครือข่ายการเดินรถไฟและถนนทางหลวงมีบริการแค่ในภาคฝั่งแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและประชากรจะอาศัยอยู่ ไม่มีถนนทางหลวงหลักที่เชื่อมชายฝั่งแปซิฟิกกับชายฝั่งแคริเบี่ยน และจะต้องทำการเดินทางในส่วนที่เหลือโดยทางเรือร่องแม่น้ำ Río Escondido จากเมืองรามา มีท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวที่เมือง Corinto ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีโครงการความช่วยเหลือที่อาจพิจารณาการสร้างช่องเดินเรือตัดผ่านสองฝั่งหมาสมุทรเพื่อเป็นทางเดินเรือสำรองรองจากช่องเดินเรือปานามา

การส่งออกนิคารากัว (มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
          แหล่งข้อมูล: World Trade Atlas

รัฐมนตรีการท่องเที่ยวนิคารากัวเยือนประเทศสเปนเพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านโรงแรม

รัฐมนตรีการท่องเที่ยว นาย Mario Salinas ได้เดินทางไปเยือนประเทศสเปน เพื่อการชักจูงการลงทุนจากกลุ่มธุรกิจด้านโรงแรมของสเปน ร่วมทั้งเพื่อการดูงานเกี่ยวกับระบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศสเปน ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อว่า Paradores  ที่บริหารโรงแรมในเครือรวม 80 แห่ง ประมาณ 10,000 ห้อง รวมทั้งมีสถาบันการฝึกอบรมบุคลลาการเพื่อการท่องเที่ยว โดยนาย Salinas มีความสนใจที่จะนำระบบดังกล่าวมาพัฒนาใช้ประเทศนิคารกัว

นาย Salinas ได้กล่าวว่า โอกาสการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของนิคารากัว ยังต้องการการลงทุนอีกมาก เนื่องจากในปัจจุบันมีห้องพักเพียง 7,800 ห้อง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น คอสตาริกา มีถึง 38,000 ห้อง กลุ่มโรงแรมของประเทศสเปนที่ได้ทำการลงทุนในประเทศนิคารากัวแล้ว ได้แก่ กลุ่ม Barceló Managua, Hoteles Globales ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม Sol Meliá อีกกลุ่มหนึ่ง หากนักลงทุนต่างชาติมีความสนใจที่จะลงทุนด้านธุรกิจโรงแรมในนิคารากัว จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการก่อตั้งกิจการรวมทั้งการได้รับสิทธิพิเศษด้าภาษีต่าง ๆ โดยผ่านหน่วยงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของนิคารากัว Pronicaragua

แผนงานการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศนิคารากัว

การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศนิคารากัว ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของนิคารากัวได้ขยายตัวในอัตราร้อยละ 10-16 ต่อปี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศละตินอเมริกาอื่น ๆ และยุโรป แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดได้แก่ เมือง Granada ส่วนแหล่งที่เป็นที่นิยมอื่น ๆ ได้แก่ เมือง León, Masaya, Rivas และเมือง San Juan del Sur ส่วนแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติได้แก่ แม่น้ำ San Juan River เกาะ Ometepe ซึ่งอยู่ในทะเลสาป Cocibolca ภูเขาไฟ Mombacho หมู่เกาะ Corn Islands หาดทราย และเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงาม

ร้อยละ 60 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศนิคารากัวมาจากกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ร้อยละ 30 จากสหรัฐฯ และร้อยละ 10 จากยุโรป ปัจจุบันมีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในนิคารากัวประมาณ 5,300 คน 

หน่วยงานส่งเสริมการค้านิคารากัว Pronicaragua และ Intur กำลังรณรงค์การชักจูงนักท่องเที่ยววัยเกษียนของสหรัฐฯ และได้จัดงานแสดงการท่องเที่ยว "Nicaragua: A Paradise Within your Grasp" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมงานรวม 24.000 คน ได้มีการเสนอโครงการทั้งหมด 24 โครงการ ซึ่งรวมการแสดงโครงการพิเศษของ Montecristo, Gran Pacífica, Guacalito de la Isla, Rancho Santana, La Talanguera, El Encanto del Sur, Parque Marítimo El Coco, Barceló Montelimar, Hacienda Iguana, Colinas de San Juan, Laguna Sol, Remax de Nicaragua, Desarrollos Sooner และ Hotel Seminole

นอกจากนี้แล้ว หน่วยงาน ProNicaragua สามารถชักจูงให้รายการโทรทัศน์ reality show "Survivor" ทำการถ่ายทำ "Survivor Nicaragua" ในประเทศนิคารากัว ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ชมถึง 13 ล้านคนในสหรัฐฯ เป็นการโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับนิคารากัว ซึ่งมีงบประมาณการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพียงปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 


แหล่งข้อมูล:
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_Promotes_Itself_in_Europe
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/What_Can_Survivor_TV_Do_for_Nicaraguan_Tourism
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_10Years_Tax_Breaks_for_Hotels
http://www.hosteltur.com/noticias/69086_nicaragua-busca-inversion-hoteleras-espanolas-planea-importar-modelo-paradores.html
http://www.elnuevodiario.com.ni/economia/40019
http://www.centralamericadata.com/en/article/home/Nicaragua_Promoted_as_Retirement_Destination
http://www.pronicaragua.org/
http://en.wikipedia.org/wiki/Nicaragua

Monday, September 20, 2010

Mexicana Restructuring

สายการบิน Mexicana ปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท Mexicana de Aviación เป็นสายการบินที่สำคัญของเม็กซิโก เป็นสายการบินที่มีประวัติยาวนานอันดับสามของโลก ก่อตั้งเมื่อปี 2464 ในขั้นเริ่มต้นเป็นสัมปทานเส้นทางการบินภายในประเทศให้กับรัฐบาลเม็กซิโก ขยายเป็นสายการบินภายในและระหว่างประเทศ เคยประสบปัญหาทางเงินสำคัญในปี 2511 และได้คลี่คลายปัญหาโดยการร่วมลงทุนของบริษัท Pan Am และในปี 2538 เมื่อประเทศเม็กซิโกประสบวิกฤตการณ์การเงิน ซึ่งมีผลลดค่าเงินเปโซอย่างรุนแรง รัฐบาลเม็กซิโกได้เข้ายึดกิจการการบินปรับบริษัทฯ เป็นองค์กรของรัฐ (nationalized) โดยรวมกับสายการบิน Aeromexico และต่อมาได้แปรสภาพกลับเป็นธุรกิจเอกชนในปี 2548 โดยมีการร่วมทุนจากกลุ่มลงทุน Grupo Posadas ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโรงแรมมีเครือข่ายโรงแรมสำคัญคือกลุ่มเครือข่าย Fiesta Americana ได้เข้าร่วมถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30

ในปัจจุบันสายการบิน Mexicana มีเครื่องบินทั้งหมด 119 ลำและมีเส้นทางการบินทั้งหมด 65 สาย สายสำคัญคือการส่งผู้โดยสารไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก นอกจากนี้แล้วยังมีเส้นทางการบินไปยังแคนาดา กลุ่มประเทศอเมริกากลาง แคริเบี่ยน ประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ และยุโรป สายการบิน Mexicana ได้เข้าร่วมเครือข่ายพันธมิตรสายการบิน Star Alliance ในปี 2543 แต่เปลี่ยนไปร่วมเครือข่าย Oneworld Alliance ในปี 2552 แทน คาดว่า Mexicana จะมียอดการขนส่งผู้โดยสารได้ประมาณ 12 ล้านคนในปี 2553 คู่แข่งสำคัญคือสายการบิน Aeromexico ที่เป็นสายการบินภายในประเทศที่ครองตลาดภายในประเทศของเม็กซิโก รวมทั้งสายการบินต้นทุนต่ำใหม่สองบริษัท คือ Volaris และ Interjet ที่เริ่มการบินเมื่อปี 2548 และได้แย่งตลาดของ Mexicana ไปได้ถึงร้อยละ 10 ในปี 2552 Mexicana มีสัดส่วนการครองตลาดร้อยละ 22 ลดลงจากร้อยละ 32 ในปี 2548

Mexicana เริ่มประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่ปลายปี 2551 เมื่อวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ได้มีผลลดจำนวนผู้เดินทางลง และต่อมาในต้นปี 2552 การระบาดไข้หวัด N1H1 ทำให้มีผู้โดยสารเดินทางมางเม็กซิโกน้อยมากเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน ทำให้รายได้ในปีนั้นลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ในปีที่มีการบินโดยปกติ ผนวกกับภาวะราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในปีเดียวกัน ทำให้ Mexicana แบกภาระการขาดทุนติดต่อกันมา 2 ปี ภาระหนี้ในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 796 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2553 Mexicana ได้พยายามที่จะขายพันธบัตรตราสารหนี้มูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาในเดือนกรกฏาคม 2553 ได้มีข่าวว่า บริษัท Mexicana อาจจะต้องแจ้งภาวะการขอป้องกันภายใต้ภาวะล้มละลายต่อศาลแพ่งเม็กซิโก และเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2533 Air Canada ซึ่งได้เป็นผู้จ้างเช่าเครื่องบินและเส้นทางการบินจาก Montreal และ Calgary ได้สั่งระงับการบินและยึดเครื่องบิน 2 ลำที่ Mexicana ใช้อยู่ และได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาวะการเงินของ Mexicana ในวันที่ 2 สิงหาคม Mexican ได้ประกาศระงับเส้นทางการบินระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกหลายเส้นทาง เช่นระหว่าง L.A. ถึง Puerto Vallarta Guadalajara และ Mexico City ซึ่งสำหรับ Mexico City เป็นการลดเที่ยวบินจาก 6 เที่ยวเป็น 4 เที่ยวแทน นอกจากนี้แล้ว ในวันที่ 30 กรกฏาคม องค์กรบริหารการบินของสหรัฐฯ Federal Aviation Administration ได้ลดการจัดระดับความปลอดภัยของสายการบินจากเม็กซิโก โดยให้เหตุผลว่ามีการขาดคุณสมบัติบางประการของสายการบินเม็กซิกัน ทั้งของ Mexicana และ Aeromexico ซึ่งมีผลในทางปฏิบัติห้ามไม่ให้สายการบินของเม็กซิโกขยายบริการในสหรัฐฯ รวมทั้งไม่สามารถใช้ code sharing กับสายการบินของสหรัฐฯ

สหภาพแรงงานของสายการบิน Mexicana ซึ่งมีสมาชิกเป็นนักบินและผู้ให้บริการบนเครื่องประมาณ 1,500 คน ได้ยืนยันว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ได้ขอเจรจากับสหภาพฯ เพื่อขอลดค่าจ้างและสิทธิต่าง ๆรวมทั้งการการตัดจำนวนลูกจ้างประมาณ 500 คน โดยมีข้อเสนอการแลกถือหุ้นหนี้ของบริษัทฯ และมีกำหนดต้องสิ้นสุดการเจรจากับสหภาพฯ ในวันที่ 9 สิงหาคม การลดต้นทุนค่าแรงเป็นปัจจัยสำคัญของการปรับโครงสร้างการเงินของบริษัทฯ แต่ปรากฏว่ สหภาพฯ ไม่ยอมรับข้อเสนอของบริษัทฯ Mexicana จึงได้ยื่นขอการคุ้มครองเพื่อการดำเนินการกิจการในภาวะวิกฤตการณ์การเงินที่ได้รับการป้องกันจากเจ้าหนี้และเพื่อเปิดทางให้มีการปรัโครงสร้างทาง ทั้งในสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายแพ่งสหรัฐฯ Chapter 15 และในเม็กซิโกภายใต้กฎหมาย Ley de Concursos Mercantiles (LCM) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553

กฏหมายล้มละลายของเม็กซิโก (LCM) ได้มีการแก้ไขในปี 2550 เพื่อช่วยให้บริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงินสามารถขอการป้องกันจากเจ้าหนี้ในช่วงการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยศาลของเม็กซิโกจะดำเนินการพิจารณาอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่เดือน หากผู้ร้องขอมีการกำหนดแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินที่ได้เจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้าไว้แล้ว และได้มีบริษัทเม็กซิกันหลายแห่งที่ได้ขอสถานะภายใต้กฎหมายดังกล่าว รายที่ใหญ่ที่สุดคือเครือซุปเปอร์มาร์เก็ต Comercial Mexicana ที่ได้มีปัญหาหนี้มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สืบเนื่องมาจากทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าที่ไม่ได้คาดการณ์ถึงการลดค่าเงินเปโซประมาณร้อยละ 25 ในปี 2552

ในวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ธนาคาร Banorte ซึ่งเป็นธนาคารอันดับสามของเม็กซิโก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัท Mexicana ได้แถลงข่าวว่า Mexicana มีภาระหนี้กับธนาคาร Banorte ในจำนวน 156 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบเท่ากับร้อยละ 0.3 ของทรัพย์สินรวมของธนาคารฯ และคาดว่าปัญหาการเงินของ Mexicana จะไม่มีกระทบต่อการดำเนินการของ Banorte ซึ่งกำลังฟื้นตัวได้จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาของสองปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวและข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.mexicana.com/
http://en.wikipedia.org/wiki/Mexicana_de_Aviaci%C3%B3n
http://www.businessweek.com/news/2010-08-02/mexicana-seeks-to-resolve-critical-financial-ills.html
http://www.reuters.com/article/idUSN2924804520100730
http://www.reuters.com/article/idUSN0316490620100203
http://blog.seattlepi.com/worldairlinenews/archives/216857.asp

Wednesday, September 15, 2010

Manganese and manganese sulfate production, Mexico

การขายเกลือแมงกานีสซัลเฟต แร่ธาติเพื่อการปุ๋ย และผลิตอาหารสัตว์ในเม็กซิโก

Maganese sulphate (MnSO4) เป็นสารเคมีประเภทเกลือสีออกชมพู ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เป็นผลผลิตข้างเคียงที่ได้มาจากการสังเคราะห์แร่แมงกานีสที่เป็นแร่สำคัญที่นำไปใช้ในเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล็ก แหล่งผลิตสำคัญของแร่แมงกานีส (ร้อยละ 80 ของผลผลิตโลก) มาจากประเทศแอฟริการใต้ และยูเครน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีแร่แมงกานีสในปริมาณมากรองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย จีน กาบอน บราซิล และเม็กซิโก การผลิตส่วนใหญี่ในเม็กซิโกจะนำไปใช้อุตสาหกรรมการหล่อเหล็กภายในประเทศ มีการส่งออกบางส่วนไปยังสหรัฐฯ

เม็กซิโกได้เริ่มผลิตแร่แมงกานีสในปริมาณมากในปี คศ. 1960 เมื่อค้นพบแหล่งแร่แมงกานีสในปริมาณสูงในเหมือง Molango รัฐ Hidalgo โดยบริษัท Compania Minera Autlan ได้เริ่มการผลิตจากปี คศ. 1968 เป็นต้นมา ได้มีการประเมินผลผลิตสำรองของแร่แมกานีสในเหมืองดังกล่าวว่ามีปริมาณ 1.5 ล้านตัน ได้มีการผลิตแร่แมงกานีสระหว่างปี คศ. 1980-1989 ปริมาณ 40,000 เมตริกตันต่อปี ในปี คศ. 1996 ได้มีการขาย manganese carbonates ในปริมาณ 103,000 ตัน oxide nodules 363,000 ตัน และ manganese dioxide plus manganous oxide 19,000 ตัน การผลิตแร่ดังกล่าวพยายามรักษาสัดส่วนการขุดเจาะให้รักษาระดับปริมาณสำรองต่อการผลิตในอัตรา 1 ต่อ 20 นอกจากเหมืองสำคัญของรัฐ Hidalgo แล้วมีแหล่งอื่น ๆ ที่ให้ผลผลิตของแร่แมงกานีสในปริมาณน้อยที่รัฐ Chihuahua, Durango, Michoacan, San Luis Potosi และ Zacatecas

บริษัททำเหมือง Minera Autlán SA เป็นผู้ผลิตแร่แมงกานีสที่สำคัญที่สุดของเม็กซิโก เดิมเป็นองค์กรของรัฐแต่ได้รับการแปรสภาพเป็นธุรกิจเอกชนในปี คศ. 1993 โดยกลุ่มการลงทุน Ferrominero SA de CV ได้รับการลงทุนใหม่จำนวน 66 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2003 ขยายการผลิตได้ถึงร้อยละ 70 มีผลผลิตสูงสุดตั้งแต่ดำเนินการในปีนั้นได้ 111,641 ตัน

สำหรับเคมีภัณฑ์แมงกานีสซัลเฟตนั้น ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกได้แก่ประเทศจีน ซึ่งมีการผลิตในปริมาณสูง แต่คุณภาพอาจจะไม่คงที่ ส่วนการผลิตในเม็กซิโกได้เริ่มขึ้นในปี คศ. 1997 เมื่อบริษัท TETRA Technologies ได้ซื้อบริษัท Sulfamex เพื่อทำการผลิต manganese sulfate ในเมือง Tampico รัฐ Veracruz โดยกระบวนการผลิตแบบ monohydrate และมีความสามารถผลิตได้ 20,000 ตัน ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 ได้ขายกิจการให้แก่บริษัท Comilog ในเครือข่ายของ Eramet

มีบริษัทเคมีภัณฑ์ในเม็กซิโกที่ทำการผลิตและค้าสารเคมีแมงกานีสซัลเฟตจำนวนหนึ่ง ดังรายชื่อบริษัทฯ ที่ค้นหาจากอินเตอร์เน็ต (www.cosmos.com.mx) ได้ดังนี้

โรงงานผลิตแมงกานีสซัลเฟต รัฐเวราครูซ เม็กซิโก

Maganese sulphate (MnSO4) เป็นสารเคมีประเภทเกลือสีออกชมพู ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เป็นผลผลิตข้างเคียงที่ได้มาจากการสังเคราะห์แร่แมงกานีสที่เป็นแร่สำคัญที่นำไปใช้ในเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล็ก แหล่งผลิตสำคัญของแร่แมงกานีส (ร้อยละ 80 ของผลผลิตโลก) มาจากประเทศแอฟริการใต้ และยูเครน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีแร่แมงกานีสในปริมาณมากรองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย จีน กาบอน บราซิล และเม็กซิโก การผลิตส่วนใหญี่ในเม็กซิโกจะนำไปใช้อุตสาหกรรมการหล่อเหล็กภายในประเทศ มีการส่งออกบางส่วนไปยังสหรัฐฯ

เม็กซิโกได้เริ่มผลิตแร่แมงกานีสในปริมาณมากในปี คศ. 1960 เมื่อค้นพบแหล่งแร่แมงกานีสในปริมาณสูงในเหมือง Molango รัฐ Hidalgo โดยบริษัท Compania Minera Autlan ได้เริ่มการผลิตจากปี คศ. 1968 เป็นต้นมา ได้มีการประเมินผลผลิตสำรองของแร่แมกานีสในเหมืองดังกล่าวว่ามีปริมาณ 1.5 ล้านตัน ได้มีการผลิตแร่แมงกานีสระหว่างปี คศ. 1980-1989 ปริมาณ 40,000 เมตริกตันต่อปี ในปี คศ. 1996 ได้มีการขาย manganese carbonates ในปริมาณ 103,000 ตัน oxide nodules 363,000 ตัน และ manganese dioxide plus manganous oxide 19,000 ตัน การผลิตแร่ดังกล่าวพยายามรักษาสัดส่วนการขุดเจาะให้รักษาระดับปริมาณสำรองต่อการผลิตในอัตรา 1 ต่อ 20 นอกจากเหมืองสำคัญของรัฐ Hidalgo แล้วมีแหล่งอื่น ๆ ที่ให้ผลผลิตของแร่แมงกานีสในปริมาณน้อยที่รัฐ Chihuahua, Durango, Michoacan, San Luis Potosi และ Zacatecas

บริษัททำเหมือง Minera Autlán SA เป็นผู้ผลิตแร่แมงกานีสที่สำคัญที่สุดของเม็กซิโก เดิมเป็นองค์กรของรัฐแต่ได้รับการแปรสภาพเป็นธุรกิจเอกชนในปี คศ. 1993 โดยกลุ่มการลงทุน Ferrominero SA de CV ได้รับการลงทุนใหม่จำนวน 66 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2003 ขยายการผลิตได้ถึงร้อยละ 70 มีผลผลิตสูงสุดตั้งแต่ดำเนินการในปีนั้นได้ 111,641 ตัน

สำหรับเคมีภัณฑ์แมงกานีสซัลเฟตนั้น ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกได้แก่ประเทศจีน ซึ่งมีการผลิตในปริมาณสูง แต่คุณภาพอาจจะไม่คงที่ ส่วนการผลิตในเม็กซิโกได้เริ่มขึ้นในปี คศ. 1997 เมื่อบริษัท TETRA Technologies ได้ซื้อบริษัท Sulfamex เพื่อทำการผลิต manganese sulfate ในเมือง Tampico รัฐ Veracruz โดยกระบวนการผลิตแบบ monohydrate และมีความสามารถผลิตได้ 20,000 ตัน ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 ได้ขายกิจการให้แก่บริษัท Comilog ในเครือข่ายของ Eramet

มีบริษัทเคมีภัณฑ์ในเม็กซิโกที่ทำการผลิตและค้าสารเคมีแมงกานีสซัลเฟตจำนวนหนึ่ง ดังรายชื่อบริษัทฯ ที่ค้นหาจากอินเตอร์เน็ต (http://www.cosmos.com.mx/) ได้ดังนี้

1. บริษัท Erachem Comilog (Sulfamex)
ที่อยู่: Domicilio Conocido, Carretera Tampico-Valles Km 28, Tamos, Panuco, Veracrua, Mexico 92018
csmex@erametgroup.com , http://www.erachem-comilog.com/
โทรศัพท์: +52 - 833 357 5801
แฟกซ์: +52 - 833 357 5811
2. บริษัท Camara Suarez
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาง Martha Montaño
ที่อยู่: Calle 26 No. 1169, Col. Zona Industrial, Guadalajara, Jalisco México 44940
เวปไซท์: http://www.camarasuarez.com.mx/
โทรศัพท์: (+33) 3145-1308
แฟกซ์ (+33) 3145-3548

3. บริษัท CIA Tratamiento de cobre y sulfato
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Eligio Campos
ที่อยู่: Calle Aquiles Serdán No. 5 Col. Los Angeles , Acolman, Edo. de Méx. 55885
เวปไซท์: http://www.tratcob.com.mx/
โทรศัพท์: (+55) 2958-8242, 2958-8278, 2958-8206
แฟกซ์ (+55) 2958-8206
4. บริษัท QBinden
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Juan Manuel Fuentes Aguirre
ที่อยู่: Cuauhtémoc No. 15 Col. El Cardonal, Xalostoc, Edo. de Méx. 55320
เวปไซท์: http://www.qbinden.com/
โทรศัพท์: (+55) 5569-6027 y 5699-7911
แฟกซ์ (+5) 5699-7911

5. บริษัท OUMAG
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Alfonsina Fragoso
ที่อยู่: Carr. Guadalajara-Chapala km. 17.5, No. 8100, Col. Potrero, El Llano, Tlajomulco de Zúñiga, Jalisco 45640
เวปไซท์: http://www.quimicosaguila.com/
โทรศัพท์: (+33) 3688-6766, 3688-6719, 3688-6720
แฟกซ์ (+33) 3688-6720
6. บริษัท VWR International
ผู้จัดการฝ่ายขาย: นาย Alvaro Reyes
ที่อยู่: Km. 14.5 Carretera Tlalnepantla-Cuautitlán Col. Lechería, Tultitlán, Edo. de Méx. 54940
เวปไซท์: http://mx.vwr.com/
โทรศัพท์: (+55) 5005-0100, (+01-800) 759-8974
แฟกซ์: (+55) 5005-0126

แหล่งข้อมูล:
http://www.univarquimicos.com.mx/
http://www.grupoalianzaempresarial.com/erachemmexicosadecv_e_548885.html
http://www.eramet.fr/us/Site/Template/ACCUEIL.aspx?SELECTID=1&
http://www.erachem-comilog.com/About/mexico.html

Monday, September 13, 2010

Testing Gulf of Mexico seafood safety

การทดสอบความปลอดภัยอาหารทะเลในอ่าวเม็กซิโก

เมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการเปิดตกปลาจับกุ้งและสัตว์ทะเลในน่านน้ำอ่าวเม็กซิโก ที่ได้รับผลเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากการรั่วไหลของน้ำมันในท้องทะเล ในช่วงเดือนเมษายน - กรกฎาคม 2553 แต่กลุ่มชาวประมงบางกลุ่ม นักวิทยาศาสตร์อิสระ และกลุ่มผุ้บริโภคหลายกลุ่ม ยังต่อต้านการเปิดการทำประมงอย่างรวดเร็วโดยขาดการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ กลุ่มที่ต่อต้านดังกล่าว ได้เรียกร้องให้มีความรัดกุมในกระบวนการทดสอบเพื่อวัดความปลอดภัยของอาหารทะเล โดยเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบทุกรายการ และได้ขอให้มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อการวิจัยมากขึ้น ชาวประมงในพื้นที่รอบอ่าวฯ ต่างคาดกันว่ายังคงต้องให้เวลาอีกนานกว่าความมั่นใจเกี่ยวกับสินค้าประมงจากอ่าวฯ จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐฯ ได้ยืนยันว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการรั่งไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกได้คลี่คลายแล้ว และกระบวนการทดสอบต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฏาคมได้ชี้ผลว่า สินค้าประมงที่จับได้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของอาหารทะเลปกติ

สถาบันบริหารน่านน้ำและภาวะแวดล้อมแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration- NOAA) ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหารและยา (FDA) สถาบันป้องกันสิ่งแวดล้อม (Evironmental Protection Agency) และเจ้าหน้าที่รักษาป่าไม้และสัตว์ป่าของรัฐต่างๆ รอบๆ อ่าวเม็กซิโก เพื่อทำการทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสัตว์น้ำที่จับได้ในพื้นที่อ่าว เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการระเบิดบ่อขุดน้ำมัน Deep Horizon

การทดสอบความปลอดภัยของอาหารทะเลสำหรับสินค้าประมง ต้องผ่านกกระบวนการทดสอบสองขั้นตอน เมื่อไม่พบเห็นน้ำมันลอยบนผิวน้ำ ขึ้นแรกเป็นการทดสอบอย่างง่าย ๆ โดยพนักงานตรวจสอบ ที่ตระเวนสุ่มจัดตัวอย่างในหมู่ชาวประมง และในโรงงานที่เตรียมอาหารทะเลทั้งหลาย จะดมตัวอย่างอาหารทะเลที่จับได้เป็นร้อย ๆ ตัวอย่างสำรับพื้นที่น้ำในอ่าวพื้นที่หนึ่ง หากปลา กุ้ง หรือสัตว์ประมงที่จับได้ มีกลิ่นน้ำมันหรือกลิ่นของสารเคมีที่ได้ฉีดกระจ่ายลงไปในอ่าวเพื่อการสลายน้ำมัน ติดตามตัวอย่างดมกลิ่นได้อย่างชัดเจน เขตพื้นที่น้ำที่จับตัวอย่างปลานั้น ๆ จะไม่ได้รับการอนุมัติให้เปิดน่านน้ำเพื่อการประมง ในกรณีตัวอย่างที่พนักงานตรวจดมแล้วไม่พบว่ามีกลิ่นน้ำมันหรือสารเคมีติดตัวอย่าง พนักงานตรวจสอบต้อง จัดตัวอย่างใส่ขวดบรรจุในกล่องน้ำแข็งแห้งส่งไปทำการทดสอบด้านเคมีในศูนย์ทดสอบของ NOAA ที่อยู่ที่เมือง Seattle อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่า ในจำนวน 1700 กลุ่มตัวอย่างที่ได้ทดสอบทั้งหมด มีเพียงตัวอย่างเดียวที่ไม่ผ่านการทดสอบ ซึ่งเป็นการทดสอบที่ได้ทำในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่อ่าว Orange Beach รัฐ Alabama จึงได้มีการอนุมัติเปิดน่านน้ำในอ่าวเม็กซิโกเพื่อการประมงในพื้นที่ประมาณร้อยละ 70 ของอ่าว ทั้งนี้ ผลผลิตการประมงของอ่าวเม็กซิโกมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 20 ของการผลิตสินค้าอาหารประมงภายในของสหรัฐฯ

การทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสินค้าอาหารทะเล โดยกระบวนการทางเคมี จะเป็นการทดสอบหาสารที่เรียกว่า polycyclic aromatic hydrocarbons หรือ PAH ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในอาหารโดยทั่วไปที่เพาะปลูกในพื้นที่ ๆ ได้รับมลภาวะสูงหรือจากการย่างเผาของอาหารในอุณหภูมิที่สูง PAH เป็นสารที่เกิดได้จากมลภาวะจากน้ำมัน จากควันรถยนต์ จากการย่างเผา แม้กระทั่งจากควันบุหรี่ หรือจากการรมควัน มาตรฐานระดับ PAH ที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อการบริโภค คือระดับ 12 หรือ 35 ส่วนของ benzo(a)pyrene ต่อพันล้าน (ppb) สัดส่วนของ benzo(a)pyrene ที่ได้ค้นพบในพื้นที่แถวรัฐ Florida มีแค่ 1 ppb ส่วนการทดสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสินค้าอาหารทะเล จากสารที่ใช้ละลายน้ำมันยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และได้รับการวิจารณ์จากผู้ที่คัดค้านการเปิดประมงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่ปลาที่ว่ายน้ำในพื้นอ่าวที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมัน ไม่แสดงผล PAH สูง เป็นเพราะว่า ปลาจำพวกที่นำมาเป็นอาหารทะเล เช่น ปลาเก๋า ปลาทูน่า และปลากระพง มีกระบวนการเผาผลาน (metabolize) PAH ได้อย่าวรวดเร็ว จึงมักจะมีการอนุมัติให้เปิดการจับปลาในพื้นที่น้ำทะเลที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมัน ได้ก่อนสัตว์น้ำประมงอื่น ๆ การเผาผลาน PAH ของกุ้งจะอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะนี้ ได้มีการอนุมัติให้จับกุ้งได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดการอนุมัติการจับปูและหอยนางรม ที่มีอัตราการแปรสภาพ PAH ที่ช้าที่สุด

แหล่งข่าวอ้างอิง:
http://news.yahoo.com/s/ap/20100816/ap_on_he_me/us_med_healthbeat_seafood
http://www.usatoday.com/news/nation/2010-08-23-shriming-season-gulf-mexico_N.htm

Wednesday, September 8, 2010

Mexico puts tariffs on more U.S. goods in truck row

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากข้อพิพาทการค้า เกี่ยวกับการเดินรถบรรทุกข้ามแดนระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ

ภูมิหลัง

เม็กซิโกได้คัดค้านการที่สหรัฐฯ กีดกันไม่ให้รถบรรทุกเม็กซิกันสามารถขับข้ามชายแดนเกิน 25 ไมล์ ตั้งแต่ปี 2544 โดยให้เหตุผลว่าขัดกับหลักการของข้อตกลงเขตการค้าเสรี NAFTA ซึ่งเป็นผลให้ประธานาธบดีบุชริเริ่มโครงการนำร่องให้รถบรรทุกเม็กซิกันสามารถขับข้ามชายแดนได้และเดินทางได้อย่างเสรีทั่วสหรัฐฯ และได้มีผลปฏิบัติมาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งระหว่างปี 2549-2551 โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ขัรถบรรทุกและสภาหอการค้าของอเมริกัน โดยได้มีบริษัทขนส่งเม็กซิกันที่ได้รับประโยชน์เข้าร่วมโครงการฯ ประมาณหนึ่งร้อยบริษัท มีรถบรรทุกร่วมโครงการจำนวน 500 คัน และในหนึ่งปีครึ่งนั้น ได้มีการเดินรถบรรทุกไปกลับอย่างเสรีระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ แล้ว 45,000 เที่ยว

แต่เมื่อประธานาธิบดีโอบามา ได้เข้ารับตำแหน่งใหม่ในปี 2552 โครงการนำร่องดังกล่าวได้ถูกตัดออกไปจากงบประมาณการเงินประจำปี 2552 โดยโครงการนำร่องดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากสหภาพแรงงานของผู้ขับรับบรรทุกฝ่ายสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลเรื่องมาตรฐานการฝึกการขับรถบรรทุกและนโยบายการประกันรถบรรทุกของเม็กซิโกที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐฯ

ฝ่ายเม็กซิโกมองเห็นว่า การห้ามมิให้รถบรรทุกเม็กซิกันข้ามชายแดนได้อย่างเสรีเป็นการกีดกันการค้า โดยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโก นาย Gerardo Ruiz ได้ประกาศการเริ่มใช้มาตรการโต้ตอบทางภาษี ขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราระหว่างร้อยละ 10 ถึง 45 สำหรับรายการสินค้าเกษตรรวม 90 รายการ รวมผักผลไม้ ไวน์ และน้ำผลไม้ ซึ่งนำเข้าจาก 40 รัฐของสหรัฐอเมริกา มูลค่ารวมประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับรายการอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี และผลิตภัณท์เนื้อ เริ่มบังคับวันพฤหัสที่ 19 มีนาคม 2552

ประธานาธิดีของเม็กซิโกนายคัลเดรอน ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการกีดกันกาค้าที่อาจเกิดขึ้นสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ รวมทั้งกรณีการยกเลิกโครงการนำร่องดังกล่าวตั้งแต่กลางปี 2552 และได้มีท่าทีว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าวได้ในต้นปี 2533 แต่ปรากฎว่าเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีโดยผู้บริหารระดับสูงของสหรัฐฯ ไม่ได้ชี้แจงท่าทีว่าจะนำโครงการนำร่องดังกล่าวนี้กลับมาปฏิบัติต่อ อีกทั้งยังได้มีมาตรการกีดกันคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น
กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกจึงได้ประกาศยืดระยะเวลาการเก็บภาษีนำเข้าในรายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 99 รายการ แต่ระดับภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 5-20 ทั้งนี้เพราะข้อตกลงการค้านาฟต้ากำหนดไว้ว่าการเก็บภาษีโต้ตอบกรณีข้อพิพาทใด ๆ จะต้องไม่เกิน 2.5 พันล้านเหรียญ เม็กซิโกจึงได้เพิ่มรายการสินค้าให้กระจายไปมากกว่าเดิม โดยได้ตัดสินค้าบางอย่างออกไป และเพิ่มรายการที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งในรายการใหม่นี้ รวมถึงสินค้าประเภทเนื้อหมู ชีส ผักและผลไม้
ตลาดการส่งออกเนื้อหมูจากสหรัฐฯไปยังเม็กซิโก เป็นตลาดที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ และในปี 2552 เม็กซิโกได้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ มูลค่า 762 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การประกาศมาตรการเก็บภาษีสินค้าเนื้อหมูจึงย่อมมีผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ ในหมวดสินค้าดังกล่าว และผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกหมูของสหรัฐฯ เองก็ได้ให้ข่าวว่า มีความผิดหวังในความล่าช้าของรัฐบาลโอบามาในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททารการค้าดังกล่าว

รายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากวันที่ 18 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป

รหัส HS: รายการสินค้า: ภาษีที่เรียกเก็บใหม่

0203.12.01 ขาหมูไม่ถอดกระดูก หมูบด หมูชิ้น 5%
0203.22.01 ขาหมูไม่ถอดกระดูก หมูบด หมูชิ้น 5%
0406.10.01 ชีสสด 25%
0406.30.99 สินค้าจากนมประเภทอื่น ๆ 25%
0406.90.04 ชีสประเภท Grana หรือ Parmegiano-reggiano ที่มีสัดส่วนไขมัน 20% ร้อยละ 40 ที่มีน้ำร้อยละ 40 ประเภท Danbo, Edam, Fontal, Fontina, Fynbo, Gouda, HAVARTA, MARIBO, Samsoe, Esrom, Italaico, Kermhe, Saint Nectiare, Saint-Paulin, Taleggio ที่มีสัดส่วนไขมัน ร้อยละ 40
น้ำเกินกว่าร้อยละ 47 แต่ไม่เกินร้อยละ 72
0406.90.99 ชีสและไขจากนมประเภทอื่น ๆ 25%
0604.91.02 ต้นครีสมาส 20%
0703.10.01 หัวหอม 10%
0705.11.07 ผักกาด 10%
0710.40.01 ข้าวโพดหวาน 15%
0802.12.01 เมล็ดถั่วไม่มีเปลือก 20%
0802.50.01 เมล็ดถั่วสด 20%
0802.50.99 เมล็ดถั่วประเภทอื่น ๆ 20%
0804.10.01 ลูกเด้ทสด 20%
0804.10.99 ลูกเด็ทอื่น ๆ 20%
0805.10.01 ส้ม 20%
0805.40.01 ส้มโอ 20%
0806.10.01 องุ่นสด 20%
0808.10.01 แอ็ปเปิ้ล 20%
0808.20.01 แพร์ 20%
0809.10.01 แอพริก็อด 20%
0809.20.01 เชอรี่ 20%
0810.10.01 สตอเบอรี่ 20%
0813.30.01 แอ็ปเปิ้ล 20%
0813.50.01 ผลไม้แห้งผสมต่างๆ 20%
1104.12.01 โอ๊ต 10%
1602.49.01 หนังหมูสุก 20%
1704.10.01 หมากฝรั่ง 20%
1806.31.01 ช็อคโกแล็ตมีใส้ 20%
1806.32.01 ช็อคโกแล็ตไม่มีใส้ 20%
1902.19.99 พาสต้าอื่น ๆ 10%
2004.10.01 แผ่นมันทอด 5%
2005.40.01 ผักอบแห้ง 20%
2008.11.99 ส่วนผสมผลไม้แห้งและถั่ว 20%
2008.19.01 เมล็ดอัลมอนด์ 20%
2008.19.99 ถั่วอื่น ๆ 20%
2008.60.01 เชอรี่แห้ง 20%
2009.80.01 น้ำผลไม้ 20%
2009.90.01 น้ำผลไม้ผสม 20%
2009.90.99 น้ำผลไม้อื่นๆ 20%
2103.10.01 ซิอิ้ว 20%
2103.20.01 เค็จอัพ 20%
2103.90.99 ซ้อสปรุงแต่งอื่นๆ 20%
2104.10.01 เครื่องปรุงซุปสำเร็จรุป 10%
2106.90.06 น้ำผลไม้เข้มข้น 15%
2106.90.07 น้ำผลไม้เข้มข้มผสมประเภทต่าง ๆ 15%
2106.90.08 น้ำผลไม้ผสมต่าง ๆ 15%
2201.10.01 น้ำแร่ 20%
2204.10.99 น้ำองุ่นอื่นๆ 20%
2204.21.02 ไวน์แดง ชมพู และขาว สัดส่วนแอลกอฮอถึงร้อยละ 14 20%
2206.00.99 น้ำผลไม้หมัดประเภทอื่น ๆ 20%
2306.30.01 เมล็กทานตะวัน 15%
2306.49.99 เมล็กอื่น ๆ 15%
2309.10.01 อาหารสำหรับสุนัขและแมว 10%
3213.10.01 สีต่างๆ 10%
3304.30.01 เครื่องสำอางค์สำหรับการทำเล็บ 10%
3304.99.99 เครื่องสำอางค์อื่นๆ 5%
3305.10.01 แชมพู 10%
3305.30.01 น้ำยาเคลื่อบผม 10%
3305.90.99 อื่น ๆ 10%
3306.10.01 สินค้าเกี่ยวกับฟัน 10%
3306.90.99 สนค้าเกี่ยวกับฟ้นอื่น ๆ 15%
3307.10.01 เครื่องสำอางค์สำหรับการโกนหนวด 15%
3307.20.01 น้ำยาดับกลิ่มตัว 15%
3405.30.01 น้ำยาเคลือบรถยนต์ 15%
3506.91.03 กาวประเภทต่าง 10%
3924.10.01 เครื่องแก้วสำหรับครัวเรือน 15%
3924.90.99 เครื่องแก้วอื่น ๆ 15%
3926.40.01 เครื่องใช้ในครัวเรือนที่เป็นพลาสติก 15%
4015.19.99 ถุงมือยาง 15%
4016.91.01 เครื่องปูพื้นที่ทำจากยางและพรหม 10%
4818.10.01 กระดาษชำระ 5%
4820.20.01 สมุดเขียน 5%
4901.99.99 อื่น ๆ 15%
4911.99.02 ตั่วพิมพ์ประเภทต่าง ๆ 15%
4911.99.03 สิ่งพิมพ์สำหรับการเขียน 15%
4911.99.05 บัตรพลาสติกพิมพ์ 15%
5511.10.01 เส้นด้ายสังเคราะห์ที่มีส่วนสังเคราะห์เกินร้อยละ 85 15%
7013.49.03 เครื่องแก้ว 15%
7612.90.99 กระป่องประเภทอะลูมิเนียม 15%
8302.41.02 เครื่องประกอบการทำผ้าม่าน 15%
8304.00.99 เครื่องประกอบการแขวนอื่นๆ 15%
8418.10.99 เครื่องทำความเย็นประเภทต่าง ๆ 15%
8418.21.01 เครื่องทำความเย็นระบบคอมเพรชั่น 20%
8419.81.01 เครื่องทำกาแฟ 15%
8421.39.99 เครื่องกรองสำหรับแก๊ซ 5%
8422.11.01 เครื่องทำความสะอาด ล้างจาน 15%
8429.59.01 เครื่องจักรสำหรับการขุด 15%
8450.12.01 เครื่องซักผ้าสำหรับครัวเรือน 20%
8450.10.99 เครื่องซักผ้าอื่นๆ 15%
8516.79.99 เครื่องเป่าผม 15%
9004.10.01 แว่นกันแดด 10%
9020.00.01 หน้ากากกันแก์ซ 5%
9504.30.99 อุปกรณ์การพันันร้านเกม 15%
9608.10.01 เครื่องเขียนทำจากส่วนผสมเหล็กทั่วไป 15%
9608.10.99 เครื่องเขืยนอื่น ๆ 15%
9806.20.01 เครื่องเขียนหมึกสี 15%
9608.99.99 เครื่องเขียนอื่น ๆ 15%
9609.10.01 ดินสอ ยกเว้น 9609.10.02 15%

แหล่งข้อมูล

Diaro Oficial, 18 Agosto, 2010, Secretario de Economia y Secretario de Hacienda y Credito Publico
http://news.yahoo.com/s/nm/20100816/pl_nm/us_mexico_trucks