Google Website Translator

Wednesday, August 3, 2011

Investment update: Guatemala

ภาวะการลงทุนต่างประเทศในกัวเตมาลา

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานจัดระดับเครดิตเรตติ้งต่าง ๆ ได้จัดระดับเรตติ้งของกัวเตมาลาไว้ที่ระดับที่คงที่ๆ BB+ โดยกล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของกัวเตมาลาคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเพิ่มรายได้ของรัฐจากการเก็บภาษีที่ยังเก็บได้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ

ส่วนรายงาน Global Competitive Report ปี 2010-2011 ได้จัดอันดับประเทศกัวเตมาลาเป็นอันดับที่ 78 จาก 139 ประเทศ และให้คะแนนความแข่งขันสำหรับกัวเตมาลาเท่ากับ 4.04 โดยจัดให้กัวเตมาลาอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวจาก factor driven economies สู่ระดับ efficiency driven economies และเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง กัวเตมาลามีระดับความแข่งขันเป็นอันดับ 3 รองจากปานามาและคอสตาริกา

รัฐบาลของกัวเตมาลาได้เร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา โดยการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของกัวเตมาลา (www.investinguatemala.org) และได้รับการลงทุนจากต่างประเทศในมูลค่าเฉลี่ย 631 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สำหรับปี ค.ศ. 2010 นั้น หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนกัวเตมาลาได้คาดการณ์ว่า กัวเตมาลาจะได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมูลค่าประมาณ 608.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ รัฐบาลของกัวเตมาลามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในภาคลอจิสติก การสื่อสาร การท่องเที่ยว และการผลิตในอุตสาหกรรมอีเล็คตรอนนิกส์ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์เพื่อการแพทย์ สินค้าพลาสติก ผลิตภัณธ์ยาง ผลิตภัณฑ์เคมี และอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า รวมทั้งการสำรวจขุดเจาะน้ำมัน

การลงทุนในโรงงานรีไซเคิ้ลกล่องบรรจุนมของบริษัท Tetra Pack ในกัวเตมาลา

บรษัท Tetra Pack ซึ่งทำการผลิตและบรรจุอาหารโดยเฉพาะในจำพวกนมและเครื่องดื่มของประเทศสวีเดน ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท Papelera Internacional ของกัวเตมาลา เป็นโรงงานที่ 4 ในภูมิภาคอเมริการกลาง จะเปิดโรงงานเพี่อทำการรีไซเคิ้ลกล่องบรรจุนมแบบกระดาษเคลื่อบ มูลค่าการลงทุน 500,000 เหรียญสหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2011 ที่เมือง Río Hondo รัฐ Zacapa โรงงานดังกล่าวมีความสามารถผลิตกล่องบรรจุนมและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ได้ประมาณ 200 ตันหรือ 6.3 ล้านกล่องต่อเดือน เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้านมและเครื่องดื่นที่บรรจุแล้ว โดยบริษัท Tetrapak กัวเตมาลาจะเป็นศูนย์รับและส่งสินค้าออกสินค้านมและเครื่องดื่มสำหรับประเทศเอลซัลวาดอร์และฮอนดูรัส บริษัท Tetra Pack มีโรงงานบรรจุนมและเครื่องดื่มอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกากลางอยู่ในประเทศปานามา คอสตาริกาและ สาธารณรัฐโดมินิกัน สำหรับศูนย์การผลิตสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกาโดยรวมตั้งอยู่ที่ประเทศเม็กซิโกและบราซิล นอกจากนี้แล้ว บริษัท Tetra Pack ยังมีแผนงานการขยายการลงทุนในอนาคตในด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับภูมิภาคดังกล่าว โดยจะขยายกิจการไปสู่การเก็บและรีไซเคิ้ลขยะหรือภาชนะบรรจุอาหารประเภทต่าง ๆ


บริษัท Pacific Rubiales ปะเทศแคนาดา ลงทุนสำรวจขุดเจาะน้ำมันในกัวเตมาลา

เมื่อต้นปี 2011 บริษัทสำรวจน้ำมัน Pacific Rubiales ของประเทศแคนาดา ได้รับอนุมัตให้ทำการสำรวจขุดเจาะหาน้ำมันในเขตพื้นที่ Quetzal ในประเทศกัวเตมาลา โดยได้ร่วมลงทุนกับบริษัท Flamingo Energy Investment Company และบริษัท Atlantic Petroleum โดยบริษัท Pacific Rubiales มีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 55 และได้รับอนุมัติพื้นที่การสำรวจทั้งหมด 5 สัมปทาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีน้ำมันที่จะขุดเจาะได้มากกว่า 4,000 ล้านบาเรล

กัวเตมาลาเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอเมริกากลางที่มีแหล่งน้ำมันภายในประเทศ โดยมีแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว 83.07 ล้านเบเรลจากปริมาณสำรองประมาณการณ์ 540 ล้านเบเรล อย่างไรก็ตาม การนำเข้าน้ำมันเป็นสินค้านำเข้าที่สำคัญที่สุดของกัวเตมาลา โดยในปี 2010 กัวเตมาลาได้นำเข้าน้ำมันมูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯ และโคลัมเบียเป็นสำคัญ กัวเตมาลามีความต้องการใช้นำมันประมาณ 79,000 เบเรลต่อวัน ในขณะที่มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 13,530 เบเรลต่อวัน ทั้งนี้รัฐบาลของกัวเตมาลาต้องการส่งเสริมการลงทุนในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันให้ถึงระดับ 100,000 เบเรลต่อวัน รวมทั้งการส่งเสริมการสำรวจขุดเจาะบ่อน้ำมันและการสร้างโรงกลั่นสำหรับภูมิภาคอเมริกากลาง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.reciclamos.org/reciclamos/?p=1380
http://www.beveragedaily.com/Processing-Packaging/Tetra-Pak-looks-to-turn-forestry-waste-into-plastic-packaging/?c=xktp2pe9cr5ulTiElZIWyA%3D%3D&
http://www.eluniversal.com.mx/finanzas/86066.html
http://www.pacificrubiales.com/operations/guatemala.html
http://insightcrime.org/insight-latest-news/item/1113-why-violence-could-boil-over-in-guatemala-elections
http://www.reuters.com/article/2010/06/01/guatemala-moodys-upgrade-idUSN0111569220100601
http://www.ahguatemala.com/general_information/energy
http://www.investinguatemala.org/index.php?option=com_content&task=view&id=47&Itemid=48&lang=english

Wednesday, July 27, 2011

US Mexico Trucking Dispute ends

เม็กซิโกและสหรัฐฯ ยุติความขัดแย้งเกี่ยวกับการเดินรถบรรทุกข้ามชายแดน

ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ได้กำหนดการเดินรถบรรทุกจากเม็กซิโกข้ามชายแดนสหรัฐฯ เป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของความตกลงฯ ในปี 1994 แต่สหภาพคนขับรถบรรทุกในสหรัฐฯ ได้ผลักดันให้วุฒิสภาของสหรัฐฯ ระงับข้อกำหนดดังกล่าวหลายครั้ง จนกระทั่งถึงวาระของประธานาธีบุช ได้มีการประนีประนอมโดยการริเริ่มโครงการนำร่อง อนุมัติการเดินรถบรรทุกข้ามแดนจากเม็กซิโก แต่กลับได้รับการต่อต้านและระงับโครงการดังกล่าว หลังจากการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโอบามา เมื่อเดือนมีนาคมปี 2009 อันเป็นผลให้เม็กซิโกดำเนินมาตรการโต้ตอบทางภาษี ขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราระหว่างร้อยละ 10 ถึง 45 สำหรับรายการสินค้าเกษตรรวม 99 รายการ ซึ่งรวมถึงผักผลไม้ ไวน์ และน้ำผลไม้ ที่นำจากสหรัฐอเมริกามูลค่ารวมประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ยกเว้นเฉพาะสำหรับรายการอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี และผลิตภัณท์เนื้อ เริ่มผลบังคับตั้งแต่วันพฤหัสที่ 19 มีนาคม 2009

การยุติความขัดแย้ง

เมื่อเดือนมีนาคม 2011 ในการเยือนเม็กซิโกของประธานาธบดีสหรัฐฯ ได้มีการกล่าวถึงความพร้อมของฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะยกเลิกการห้ามเดินรถบรรทุกข้ามชายแดน และในวันพุทธที่ 6 กรกฏาคม 2011 รัฐมนตรีคมนาคมของสหรัฐฯ นาย Ray Lahood ได้ลงนามความตกลง Cross-Border Motor Trucking (MOU) ร่วมกับรัฐมนตรีการสื่อสารและคมนาคมของเม็กซิโก นาย Dionisio Arturo Pèrez-Jàcome Friscione และในขณะเดียวกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโกได้ลงนามในความตกลง Agreement on Lifting of Retaliatory Measures โดยฝ่ายเม็กซิโกได้ตกลงที่จะยกเลิกการเก็บภาษีสำหรับครึ่งหนึ่งของรายการที่ได้ประกาศเก็บเมื่อปี 2009 ภายใน 10 วัน และส่วนที่เหลือนั้น จะยกเลิกทั้งหมดภายใน 5 วันหลังจากที่รถบรรทุกเม็กซิกันคันแรกได้รับใบอนุญาติการเดินทางข้ามชายแดนสหรัฐฯ ทั้งนี้ รถบรรทุกของเม็กซิโกจะได้รับการอนุมัติการเดินรถข้ามชายแดนในครั้งแรกเป็นระยะเวลา 18 เดือน และอาจจะได้รับการต่อใบอนุญาติเดินรถบรรทุกข้ามชายแดนอย่างถาวรในภายหลัง การเดินรถบรรทุกเม็กซิกันข้ามแดนสหรัฐฯ ได้รับอนุมัติให้ทำการขนส่งไปยังจุดรับส่งข้ามแดนเท่านั้น ไม่สามารถทำการรับส่งระหว่างจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในสหรัฐฯ และจะต้องติดตั้งระบบการสังเกตการณ์อีเล็กทรอนนิกส์ รวมทั้งจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เช่น การตรวจสอบความปลอดภัย การตรวจสอบยาเสพติด รวมทั้งการทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

แหล่งข่างอ้างอิง
http://www.dot.gov/affairs/2011/dot7911a.html
http://www.reuters.com/article/2011/07/06/us-mexico-usa-duties-idUSTRE7655HP20110706
http://online.wsj.com/article/SB10001424052702303365804576429911864563624.html?mod=googlenews_wsj
http://www.fmcsa.dot.gov/documents/Mexican_MOU_Eng.pdf

Wednesday, July 13, 2011

Mining in Mexico

อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในเม็กซิโก
Mexico Mining (1895-1910), Source: mx.kalipedia.com 

ภูมิหลังอุตสาหกรรเหมืองแร่ในเม็กซิโก

สภาพธรณีวิทยาที่สะสมแร่ธาตุหลากหลายชนิดจากการระเบิดภูเขาไฟในประวัติการณ์ เป็นเหตุให้ประเทศเม็กซิโกมีความอุดมสมบูรณ์สำหรับการทำเหมืองแร่มาแต่โบราณ อารยธรรมเก่าแก่ก่อนการยึดครองแผ่นดินของชาวสเปนมีความนิยมในแร่ทองสำหรับเครื่องประดับของผู้ปกครอง และการใช้ทองแดงสำหรับการทำอาวุธ แต่การทำเหมืองอย่างเป็นระบบได้ริเริ่มในยุคสมัยของราชอาณาจักรสเปนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยเฉพาะเพื่อการส่งออกแร่เงินไปสมทบเงินคลังของกษัตริย์สเปน

ในช่วงปี 1960-70 รัฐบาลเม็กซิกันได้ควบคุมการผลิตแร่โดยการถือครองความเป็นเจ้าของของเหมืองแร่ทั้งหมด เพื่อผลประโยชน์ด้านรายได้จากการทำเหมืองเพื่อสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาล จนกระทั่งช่วงปี 1980 จึงได้เริ่มขายกิจกรรมการทำเหมืองแต่คืนให้แก่ภาคเอกชน

พื้นที่การทำเหมืองแร่ในเม็กซิโก กระจุกตัวในพื้นที่ภาคกลางออกไปทางเหนือเล็กน้อย 3 อันได้แก่ รัฐโซโนรา ซากาเต็กกัส ชิวาวา ดูรังโก โคว์วิลลา และซานลุยโปโตซี

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเหมืองแร่

รัฐธรรมนูญของเม็กซิโกกำหนดว่า แร่ธาตุทุกประเภทที่ขุดค้นพบในผืนแผ่นดินเม็กซิกันเป็นทรัพสมบัติแห่งชาติ ได้รับการควบคุมโดยกฏหมายการลงทุน หน่วยงานที่ควบคุมภาคเหมืองแร่ ได้แก่ กระทรวงเศรษฐกิจ Secretaría de Economía และกระทรวงทรพัยากรและสิ่งแวดล้อม Secretaría de Medio Ambiente y Recursos Naturales (SEMARNAT) โดยรัฐบาลของเม็กซิโกอนุมัติให้ภาคเอกชนรับสัมปทานเพื่อการสำรวจขุดเจาะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นเฉพาะสำหรับน้ำมัน แร่กัมมันตรังสี และเกลือ อายุของสัมปทานการสำรวจเหมืองแร่มีอายุ 6 ปี และไม่สามรถต่ออายุได้ อายุของสัมปทานการขุดเหมืองแร่มีอายุ 50 ปี ซึ่งต่ออายุได้อีก 50 ปี จึงนับว่าเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการทำเหมืองที่เอื้ออำนวยกิจกรรมการทำเหมือง

นอกจากหน่วยงานของรัฐบาลแล้ว ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองได้รวมตัวกันในรูปสภาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ Mexican Chamber of Mines (CAMIMEX).และสมาคมวิศวกรเหมืองแร่ ผู้ชำนายด้านโลหกรรมและนักธรณีวิทยา Association of Mining Engineers, Metallurgists and Geologists of Mexico และมีการเปิดเผยผลสำรวจสภาพธรณีวิทยา Mexican Geological Survey ให้แก่นักลงทุนทั้งภายในและต่างชาติที่มีความสนใจทำการสำรวจหาแหล่งการทำเหมือง

ความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหมืองแร่ในเม็กซิโก

ในปี 2010 เม็กซิโกมีความสำคัญในการผลิตแรเงิน และทองคำเพิ่มขึ้น โดยได้แซงหน้าการผลิตเงินของเปรู กลายเป็นผู้ผลิตเงินที่สำคัญที่สุด นอกจากแร่เงินแล้ว เม็กซิโกยังเป็นผู้ผลิตอันดับสองของโลกสำหรับการผลิตแร่บิสมัท และ fluorspar ในปี 2008 เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 สำหรับ fuller’s earth และ strontium อันดับ 6 สำหรับแร่เหล็ก สังกะสี แคดเมียม เบไรท์ กราฟไฟท์ และ เพอร์ไลท์ อันดับ 7 สำหรับการผลิตสารหนู ไดโทไมท์ โมลิปดินัม ปูนขาว ยิปซัมและเกลือ อันดับ 8 สำหรับการผลิตแมงกานีส และอันดับ 10 สำหรับการผลิตเฟล์ดสปาร์ และกำมะถัน อันดับ 11 สำหรับการผลิตดินและกรวด อันดับ 12 สำหรับการผลิตซีเมนต์ และทองแดง

ถึงเม้ว่ามูลค่าของรายได้จากภาคเหมืองแร่จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.2 ของผลผลิตแห่งชาติ แต่รายได้จากการส่งออกแร่ เป็นรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำคัญเป็นอันดับสามรองจากการส่งออกน้ำมัน และการรับโอนเงินกลับจากต่างประเทศ และมากกว่ารายได้จากการท่องเที่ยว ประธานสภาเหมืองแร่งแห่งเม็กซิโกได้ประมาณการรายได้จากภาคเหมืองแร่สำหรับปี 2010 ว่าจะมีมูลค่าเกิน 13 พันล้านเหรยีญสหรัฐ ทั้งนี้ การลงทุนในภาคเหมืองแร่ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่าน ๆ มา โดยในช่วงระหว่างปี 2007-12 คาดว่ามูลค่าการลงทุนรวมสำหรับภาคเหมืองแร่จะเท่ากับ 21 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีการจ้างแรงงานประมาณ 2.9 แสนคน โดยปี 2008 ภาคเหมืองแร่ในเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตการณ์การเงิน และราคาของแร่หลายประเภทที่ลดลง เป็นผลให้มีการยกเลิกการแรงงานประมาณ 14,000 คน

แร่เงิน

เดิมเม็กซิโกเป็นผู้ผลิตแร่เงินเป็นอันดับสองของโลกรองจากเปรู แต่ในปี 2010 ผลผลิตเงินของเม็กซิโกมากกว่าของเปรู เนื่องจากการเปิดเหมืองใหม่ ปริมาณการผลิตเงินในปี 2010 เท่ากับ 141.8 ล้านออนซ์ (4,411 ตัน) บริษัทผู้ผลิตแร่เงินที่สำคัญของเม็กซิโก ได้แก่ บริษัท Fresnillo Plc. ผลผลิตแร่เงินของบริษัทฯ ในปี 2010 เท่ากับ 35.9 ล้านออนซ์ ในปี 2010 เม็กซิโกได้ส่งออกแร่เงินเป็นมูลค่า 2.54พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2009 ร้อยละ 80

เม็กซิโกได้เพิ่มการผลิตแร่เงินอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาโดยมีอัตราเฉลี่ยการขยายตัวร้อยละ 6 ต่อปี โดยในปี 2009 มีผลผลิตแร่เงินปริมาณ 3,553 ตัน เพิ่มจากปี 2008 ร้อยละ 9 ปริมาณผลผลิตเงิน 3,236 ตัน และสภาเหมืองแร่แห่งเม็กซิโกได้คาดว่า จะมีการขยายการผลิตแร่เงินใน 5 ปีข้างหน้าในอัตราร้อยละ 14

พื้นที่การทำเหมืองเงินที่สำคัญของเม็กซิโกอยู่ในพื้นที่ของรัฐ Zacatecas, Durango, Chihuahua, Guanajuato และ Queretaro เหมือง Fresnillo ของบริษัท Fresnillo Plc. ในรัฐ Zacatecas เป็นแหล่งแร่เงินที่ให้ผลผลิตเป็นอันดับสองของโลก มีปริมาณ 33.5 ล้านออนซ์ ในปี 2010 ได้มีการเปิดเหมืองใหม่ Peñasquito โดยบริษัท Goldcorp ในรัฐ Zacatecas ที่มีกำลังการผลิตแร่เงิน 28 ล้านออนซ์ เพิ่มจากการผลิตแร่ทองคำ สังกะสีและเหล็ก เหมืองเงินที่สำคัญรองลงมาได้แก่ เหมือง Tayuhua ผลผลิต 4 ล้านออนซ์ La Colorada ผลผลิต 3.96 ล้านออนซ์ Tizapa ผลผลิต 3.95 ล้านออนซ์ ส่วนบริษัทที่ผลิตเงินที่สำคัญนอกจาก Fresnillo Plc. มีบริษัท Industrias Penoles และกลุ่ม Grupo Mexico

แร่ทองคำ

ประเทศเม็กซิโกมีแหล่งแร่ทองคำสำรองปริมาณ 1,400 ตัน และในปี 2010 มีผลผลิตปริมาณ 72.6 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณการผลิตที่เพิ่มจากปี 2009 ที่ผลิตได้ 62 ตัน เป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้อยรายที่สามารถขยายการผลิตได้ในปริมาณมาก การส่งออกทองคำในปี 2009 มูลค่าการส่งออกแร่ทองคำในปี 2010 เท่ากับ 5.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มจากปี 2009 ร้อยละ 44

สภาเหมืองแร่แห่งเม็กซิโกได้คาดว่า การผลิตแร่ทองคำจะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 30 ใน 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากการสำรวจและการเปิดเหมืองใหม่เพิ่มขึ้น

การผลิตทองคำในเม็กซิโกมาจากเหมืองแร่ 18 แห่ง เป็นผลพลอยได้ข้างเคียงจากการขุดเหมืองเงินและทองแดง เหมืองแร่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของรัฐ Sonora, Durango และ Chihuahua เหมืองแร่ที่ผลิตทองคำได้มากที่สุดคือ เหมือง La Herradura ในรัฐ Sonora รองลงมาได้แก่ เหมือง La Cienega ที่รัฐ Durango บริษัทเหมืองแร่ที่ผลิตทองที่สำคัญที่สุดได้แก่ บริษัท Industrias Penoles, Goldcorp, Luismin และ Dowa Mining

แร่ตะกั่วและสังกะสี

ผลผลิตแร่ตะกั่วทั่วโลกในปี 2010 มีปริมาณรวม 4 .09 ล้านตัน ในปี 2010 เพิ่มจากปี 2009 ร้อยละ 6.2 โดยมีประเทศผู้ผลิตที่เพิ่มกำลังการผลิตอันได้แก่ ประเทศจีน เม็กซิโก และรัสเซีย ซึ่งเพิ่มการผลิตได้มากกว่าส่วนที่ได้ลดหายไปจากประเทศไอร์แลนด์ เปรูและสหรัฐฯ ราคาตะกั่วโลกในปี 2010 มีราคาเฉลี่ย 0.97 เซ็นต์ตอลิบรา เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.3 จากปี 2009 การผลิตแร่ตะกั่วในประเทศม็กซิโกในปี 2010 มีปริมาณ 192,620 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 78 ผู้ผลิตแร่ตะกั่วที่สำคัญสำหรับเม็กซิโกมาจากเหมือง Peñasquito ของบริษัท Goldcorp Inc.

สำหรับแร่สังกะสีนั้น ได้มีผลผลิตรวมทั่วโลก 12.3 ล้านตันในปี 2010 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากปี 2009 เนื่องจากการเพิ่มผลผลิตของประเทศจีน ออสเตรเลีย อินเดีย เม็กซิโก และรัสเซีย ผลผลิตของประเทศเม็กซิโกในปี 2010 มีปริมาณเท่ากับ 570,000 ตัน โดยมีผลผลิตสำคัญมาจากเหมือง Peñasquito ของบริษัท Goldcorp Inc. แต่บริษัทผู้ผลิตแร่สังกะสีที่สำคัญของเม็กซิโกได้แก่ บริษัท Industrias Peñoles

แร่ทองแดงและโมลิบดินัม

เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตทองแดงเป็นอันดับ 12 ของโลก และมีผลผลิตแร่ทองแดงในปี 2010 เท่ากับ 270,136 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปี 2009 ผู้บริโภคแร่ทองแดงที่สำคัญของโลกได้แก่ ประเทศจีนและอินเดีย ที่นับวันมีความต้องการแร่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า เหมืองทองแดงที่สำคัญของเม็กซิโก ได้แก่ เหมือง Cananea ที่ได้หยุดการผลิตมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว เนื่องจากความขัดแย้งกับสหภาพแรงงาน ได้เปิดทำการผลิตใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2010 โดยคาดว่าจะเร่งกำลังการผลิตได้เต็มกำลังในต้นปี 2011 และได้รับการลงทุนปรังปรุงเหมืองเพื่อขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัวหนึ่งสำหรับระยะ 5 ปีข้างหน้า ในปี 2011 นั้นมีบริษัทเหมืองแร่ทองแดง 3 แห่งที่ลงทุนขยายการผลิตเป็นมูลค่ารวม 3,884 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อการเพิ่มกำลังการผลิตรวม 525 ล้านตัน

สำหรับแร่โมลิบดินัมนั้น เม็กซิโกมีผลผลิตในปี 2010 เท่ากับ 10,846 ตัน เพิ่มจากปี 2009 ร้อยละ 6.7 ทั้งนี้ราคาของแร่โมลิดิบนัมที่ 10.91 เหรียญฯ ต่อลิบรา ในปี 2010 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับราคาในปี 2009 เหมืองผลิตโมลิบดีนัมที่สำคัญในเม็กซิโก ได้แก่ เหมือง La Caridad ของบริษัท Mexicana de Cobre ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Grupo Mexico ในปี 2010 นั้น กลุ่ม Grupo Mexico ได้ขยายกำลังการผลิตแร่โมลิบดินัม โดยการเปิดเหมืองใหม่ในพื้นที่ Cananea ซึ่งจะมีกำลังการผลิตแร่โมลิบดินัมเท่ากับ 2,000 ตันต่อไป

ถ่านหิน

ได้มีการคาดคะเนปริมาณถ่านหินสำรองของเม็กซิโกในปี 2007 ว่ามีปริมาณรวม 1,211 ล้านตัน โดยมีแหล่งสำคัญอยู่ในรัฐโควิลล่า เม็กซิโกมีผลผลิตแร่ถ่านหินในปี 2010 รวม 14,286 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 9.5 ผลผลิตดังกล่าวนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ มีสัดส่วนผลผลิตเทียบกับความต้องการใช้ถ่านหิน (ประมาณ 7 ล้านตัน)ได้ร้อยละ 58 ส่วนที่ขาดแคลนนั้นต้องนำเข้าจากประเทศสหรัฐฯ แคนาดา โคลัมเบีย และออสเตรเลีย เป็นสำคัญ ผู้ผลิตถ่านหินที่สำคัญของเม็กซิโกเป็นบริษัท Mission Energy จากสหรัฐฯ ซึ่งได้ซื้อกิจการเหมืองถ่านหินจากบริษัท Minera Carbonifera Rio Escondido (MICARE) ซึ่งเดิมเป็นรัฐวิสาหกิจ และได้รับการแปรูปให้ภาคเอกชนลงทุนซื้อเมื่อปี 1992

การลงทุนด้านเหมืองแร่ในเม็กซิโก

สภาอุตสาหกรรมเหมืองแร่แห่งเม็กซิโกได้คาดคะเนว่า ภาคเหมืองแร่จะขยายตัวต่ออย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีประมาณร้อยละ 6.43 ในระยะเวลา 5 ปีจากปี 2011 เป็นต้นไป โดยจะมีมูลค่ารวมประมาณ 156.6 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2015 ทั้งนี้ ได้มีการพัฒนาโครงการสำรวจแร่ที่แนวหน้าหลายร้อยโครงการทั่วประเทศเม็กซิโก ซึ่งได้รับการกระตุ้นจากความต้องการแร่ที่เพิ่มขึ้นจากประเทศจีน และการลงทุนจากต่างประเทศด้านเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้น ในปี 2010 เม็กซิโกเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจในการสำรวจขุดเจาะเหมืองแร่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากแคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ หรือเทียบได้เท่ากับร้อยละ 6 ของการลงทุนด้านเหมืองแร่โลกในปี 2010 เป็นมูลค่า 641 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

บริษัทด้านเหมืองแร่ที่สำคัญของเม็กซิโก

Grupo Mexico เป็นบริษัทเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก เป็นบริษัทผู้ผลิตแร่ทองแดงที่สำคัญเป็นอันดับสามของโลก เป็นผู้ผลิตแร่โมลิบดินัมเป็นอันดับสอง เป็นผู้ผลิตอันดับที่สี่สำหรับแร่เงิน และเป็นผู้ผลิตอันดับที่แปดสำหรับแร่สังกะสี กลุ่มเม็กซิโกมีแหล่งเหมืองแร่สำคัญในรัฐโซโนรา ซานหลุยโปโตซี และชิวาวา มีเหมืองรวมทั้งสิ้น 13 แห่ง เหมืองแร่ทองแดงที่สำคัญมีชื่อว่า เหมือง Cananea เป็นแหล่งแร่ทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสัดส่วนในผลผลิตแร่ทองแดงเป็นร้อยละ 87.5 ของผลผลิตแร่ทองแดงทั้งประเทศ ผลผลิตทองแดงของกลุ่มเม็กซิโกในปี 2010 มีปริมาณรวมประมาณ 7 แสนตัน มีการลงทุนในการขุดทองแดงในประเทศเปรูกับบริษัท Southern Copper Corporation และในสหรัฐฯ กับบริษัท ASARCO รัฐอาริโซนา นอกจากนี้แล้ว กลุ่มเม็กซิโกยังมีธุรกิจด้านการเดินรถไฟ (Ferromex) อีกด้วย รายได้ของกลุ่มฯ โดยรวมในปี 2010 มีมูลค่า 8.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผลกำไร 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Industrias Penoles, S.A. de C.V เป็นผู้ผลิตแร่เงินที่สำคัญในระดับโลก นอกจากแร่เงินแล้วยังมีผลผลิตที่สำคัญสำหรับแร่บิสมัทและโซเดียมซัลเฟต แหล่งที่ตั้งของเหมืองอยู่ที่รัฐโซโนร่า ชิวาวา ฮวนาวัตโต ซาคาเต็กกัส และเกเรโร่ มีบริษัทในเครือกว่า 50 บริษัท และจ้างงานประมาณหมื่นคน เหมืองที่สำคัญที่สุดของบริษัทฯ ได้แก่ เหมือง Fresnillo ในรัฐซาคาเต็กกัส

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Secreteria de Economia
http://www.camimex.org.mx/index.php
USGS Minerals Commodity Summaries 2011 (US Geological Survey)
http://www.infomine.com/countries/SOIR/mexico/welcome.asp
http://www.prlog.org/11548678-new-market-research-report-mexico-mining-report-2011.html

Wednesday, July 6, 2011

Gold Production - Mexico

การผลิตแร่ทองคำในเม็กซิโก
ภาวะการผลิตทองระหว่างประเทศ

รายงาน Mineral Commodity Summaries ของ US Geological Survey ปี 2011 ได้รายงานภาวะการผลิตแร่ทองคำโลกในปี 2010 ว่า มีผลผลิตทั้งหมดรวม 2,500 ตัน โดยประเทศจีนเป็นผู้นำการผลิตทองคำในปริมาณ 345 ตัน ผู้ผลิตอันดับสองและสามได้แก่ออสเตรเลีย ปริมาณการผลิตทองคำ 255 ตัน และ สหรัฐฯ ปริมาณการผลิตทองคำ 230 ตัน

เมื่อปี 2005 ราคาทองคำโลกมีมูลค่า 513 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากปีนั้นราคาทองคำโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 2008 มีมูลค่าเกิน 1,000 เหรียญฯต่อออนซ์ โดยมีแรงผลักดันจากวิกฤตการณ์การเงินของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สถาบันการเงิน นักธุรกิจ นักลงทุนระหว่างประเทศรวมทั้งผู้บริโภคทั่วไปขาดความมั่นใจในค่าของเงินตราต่างๆ หันมาซื้อทองเพิ่มขึ้น ในวันที่ 6 มิถุนายน 2011 ทองคำได้มีราคาสูงสุดที่ 1,549 เหรียญฯต่อออนซ์

ภาวะราคาทองคำแพงดังกล่าวได้ผลักดันให้มีการลงทุนขุดเหมืองทองคำเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในแหล่งทองคำใหม่ เช่น เม็กซิโก ทั้งนี้ ประเทศผู้ผลิตทองคำดั้งเดิมเช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ ไม่ได้รักษาอัตราขยายการผลิตในอัตราเดิม โดยรวมแล้วในหมู่ประเทศผู้ผลิตสำคัญ 8 ประเทศได้มีอัตราการผลิตลดลงในอัตราร้อยละ 16 จากปี 2001 เป็นต้นมา ประเทศจีนเป็นประเทศผู้ผลิตสำคัญเพียงประเทศเดียวที่ได้เพิ่มอัตราการผลิตอย่างสม่ำเสมอในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ทองคำที่ผลิตได้ในแต่ละปีนั้น มีสัดส่วนการนำไปใช้ในการทำเครื่องประดับเป็นร้อยละ 50 อีกร้อยละ 40 เป็นการถือทองเพื่อการลงทุน และร้อยละ 10 จะถูกนำไปใช้เป็นปัจจัยการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

ประเทศที่มีการบริโภคหรือซื้อทองคำมากที่สุดได้แก่ ประเทศอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วนการบริโภคทองคำเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการผลิตโลก หรือประมาณ 800 ตันต่อปี โดยจะนำเข้าทองในปริมาณประมาณ 400 ตันต่อปี ส่วนใหญ่เพื่อนำไปผลิตและขายเป็นเครื่องประดับ

ภาวะการผลิตทองคำโลก ปี 2010

ภาวะการผลิตทองในเม็กซิโก

ประเทศเม็กซิโกมีแหล่งแร่ทองคำสำรองปริมาณ 1,400 ตัน และในปี 2010 มีผลผลิตปริมาณ 72.6 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณการผลิตที่เพิ่มจากปี 2009 ที่ผลิตได้ 62 ตัน เป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้อยรายที่สามารถขยายการผลิตได้ในปริมาณมาก

เม็กซิโกส่งออกทองคำไปยังสหรัฐเป็นสำคัญ ในสัดส่วนร้อยละ 72.29 รองลงมาได้แก่ อังกฤษ และสวิสเซอร์แลนด์ ร้อยละ 17 และ ร้อยละะ 15 ตามลำดับ

การผลิตทองคำในเม็กซิโกมาจากเหมืองแร่ 18 แห่ง เป็นผลพลอยได้ข้างเคียงจากการขุดเหมืองเงินและทองแดง เหมืองแร่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของรัฐ Sonora Durango และ Chihuahua เหมืองแร่ที่ผลิตทองคำได้มากที่สุดคือ เหมือง La Herradura ในรัฐ Sonora รองลงมาได้แก่ เหมือง La Cienega ที่รัฐ Durango บริษัทเหมืองแร่ที่ผลิตทองที่สำคัญที่สุดได้แก่ บริษัท Industrias Penoles, Luismin และ Dowa Mining

นักลงทุนจากประเทศแคนาดามีความสำคัญมากสำหรับการขุดเหมืองทองคำ และควบคุมประมาณร้อยละ 70 ของการผลิตทองคำในเม็กซิโก ทั้งนี้ ได้มีการประมาณการผลิตทองคำเพิ่มขึ้นสำหรับปี 2011 โดยมีเหมืองใหม่ที่จะเปิดในปี 2011 คือ


การนำเข้าทองคำของไทยจากเม็กซิโก

ในปี 2010 ไทยได้นำเข้าทองคำ (HS 7108) จากเม็กซิโกในปริมาณ 1,470 กิโลกรัม มูลค่า 55.32 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 11 ในสัดส่วนร้อยละ 0.7 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมดในปีนั้น ในปี 2009 ไทยได้หยุดการนำเข้าทองจากเม็กซิโก เนื่องจากภาวะวิกฤตการณ์การเงิน แต่ได้กลับมาสั่งซื้อทองจากเม็กซิโกในปี 2010 ในปริมาณที่มากกว่าการนำเข้าในปี 2008 ซึ่งมีปริมาณนำเข้า 812 กก. มูลค่า 22.56 ล้านเหรียญฯ เทียบเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 145 ทั้งนี้ ไทยมีแหล่งนำเข้าทองคำสำคัญจากสวิสเซอร์แลนด์ (ร้อยละ 50.85 ปริมาณ 209,292 กก. มูลค่า 7,848 ล้านเหรียญฯ) และออสเตรเลียเป็นสำคัญ (ร้อยละ 20.37 ปริมาณ 105,707กก. มูลค่า3,991 ล้านเหรียญฯ)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.mbendi.com/indy/ming/gold/am/mx/p0005.htm
http://www.indexmundi.com/minerals/?country=mx&product=gold&graph=production
http://www.camimex.org.mx/

Wednesday, June 22, 2011

Deepwater gas found in Gulf of Mexico

บริษัทน้ำมันเม็กซิโก PEMEX ค้นพบแหล่งแก๊ซใหม่ในเขตน้ำลึกอ่าวเม็กซิโก

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 บริษัทน้ำมันเม็กซิกัน Pemex ได้แจ้งข่าวการขุดค้นพบบ่อก๊าซธรรมชาติใหม่ในเขตน้ำลึกในอ่าวเม็กซิโก ในพื้นที่การสำรวจที่เรียกว่า Piklis ซึ่งอยู่ในระยะประมาณ 144 กิโลเมตรในทิศตะวันตกเฉียงเหนือจากชายฝั่งของเมืองท่า Coatzacoalcos รัฐ Vera Cruz คาดว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองประมาณ 400-600 พันล้านคิวบิกฟุต

การสำรวจเจาะบ่อ Piklis เป็นการขุดบ่อน้ำลึก ความลึก 5.4 กิโลเมตร ที่ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี dynamic positioning/semi-submersible เป็นครั้งแรก ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เม็กซิโกประสบความสำเร็จในการขุดค้นพบก๊าซธรรมชาติได้มากกว่าน้ำมัน จากปี 2004 เป็นต้นมาได้ขุดค้นพบบ่อก๊าซธรรมชาติใหม่ทั้งหมด 9 แห่งในพื้นที่ทะเลน้ำลึก

เม็กซิโกมีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองรวม 359.7 พันล้านคิวบิกเมตร และมีความสามารถในการผลิตก๊าซได้ 6 หมื่นล้านคิวบิกเมตร โดยมีความต้องการบริโภคภายในประเทศ 5.9 หมื่นล้านคิวบิกเมตร มีการนำเข้าผ่านท่อส่งก๊าซจากสหรัฐฯ ประมาณ 1 หมื่นล้านคิวบิกเมตร และนำเข้าในรูปแบบ LNG จากทวีปแอฟิริกาอีกเล็กน้อย มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในจำนวน 0.6 หมื่นล้านคิวบิกเมตร

เม็กซิโกมีศูนย์ผลิตก๊าซธรรมชาติ 12 แห่ง กำลังการผลิต 5.9 Bcf ต่อวัน และมีระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจำนวนกว่า 13,594 กิโลเมตร ที่มีจุดข้ามเขตชายแดนต่อเข้ากับระบบท่อก๊าซของสหรัฐฯ 10 แห่ง และมีท่อส่งก๊าซ LNG 2,152 กม.

ก๊าซธรรมชาติในเม็กซิโกส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า และในกระบวนการผลิตน้ำมันและแก๊ซของ PEMEX เอง ในการประชุมสภาอุตสาหกรรมน้ำมันของเม็กซิโกประจำปี 2011 เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2011 รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของเม็กซิโก นาย José Antonio Meade Kuribreña ได้แสดงความพอใจในแผนงานปรับโครงสร้างพลังงาน โดยได้กล่าวว่ากำลังการผลิตน้ำมันของเม็กซิโกจะเพิ่มจาก 2.56 ล้านเบเรลเป็น 3 ล้านเบเรลภายใน 2016 สำหรับการผลิตก๊าซธรรมชาตินั้น มีแนวโน้มที่รักษาระดับการผลิตใกล้เคียงกับปริมาณเดิม ทั้งนี้ มีสาเหตุเพราะสภาวะราคาในตลาดโลกของก๊าซธรรมชาติไม่สูงพอสำหรับความคุ้มทุนในการลงทุนขุดเจาะและพัฒนาการผลิตเพิ่มขึ้น การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในสภาพดังกล่าว

แหล่งข่าวอ้างอิง
http://af.reuters.com/article/energyOilNews/idAFN2511782920110525
http://en.wikipedia.org/wiki/Petroleum_industry_in_Mexico
http://www.bloomberg.com/news/2011-05-25/pemex-makes-gas-discovery-in-deep-waters-of-gulf-of-mexico-1-.html

Monday, June 20, 2011

Tequila

การผลิตเหล้าเตกีลาในเม็กซิโก

เตกีลา (Tequila) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดกลั่น ดีกรีแรง เดิมนั้นผลิตกันในบริเวณเมืองเตกีลา (ในทางตะวันตกของรัฐฮาลิสโกของเม็กซิโก) โดยใช้วัตถุดิบคืออากาเบ (agave) เป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ซึ่งเป็นจำพวกเดียวกับป่านศรนารายณ์ ว่านหางจระเข้ หรือดอกโคม เป็นพืชอวบน้ำโดยมีชื่อเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า "มาเกย์" (Maguey) แต่เลือกเฉพาะพันธุ์สีฟ้าเท่านั้น โดยลักษณะผลอากาเบจะมีลักษณะเหมือนผลสับปะรด ซึ่งผลหนึ่งจะมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ภายในจะมีเนื้อและน้ำฉ่ำซึ่งเหมาะแก่การหมัก

กระบวนการทำเตกีลา: จะนำเอาผลอากาเบไปคั้นเอาน้ำเพื่อนำไปหมัก ใช้ระยะเวลาการหมักประมาณ 2 วัน แล้วจึงนำไปกลั่นก็จะได้น้ำใสที่มีแอลอฮอล์ประมาณ 104-106 ปรูฟ โดยปรกติเตกีลาจะไม่มีการบ่ม และจะนำไปบรรจุขวดจำหน่ายได้เลย อย่างไรก็ตาม การพัฒนายี่ห้อของเตกีลา ทำให้การบ่มประเภทต่างๆ ได้รับการพัฒนาขึ้น การบ่มจะช่วยทำให้รสของแอลกอฮอล์นุ่มนวนกว่าไม่บ่ม และการบ่มในถังไม้โอ๊กจะให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น รวมทั้งให้ได้กลิ่นของไม้โอ๊ก

ประเภทของเตกีลา

โดยทั่วไปสามารถแยกได้สองประเภท คือ เตกีลาประเภทผสมซึ่งมักจะมีส่วนของเตกีลาแท้ที่ผลิตมาจากอากาเบน้ำเงิน (blue agave) อย่างน้อยร้อยละ 51 และเตกีลาแท้ที่ทำจากผลอากาเบน้ำเงินเต็มส่วน ส่วนเตกีลาที่มีการเติมรสต่างๆ ไม่สามรถใช้ชื่อเรียกเป็นเตกีลา ในหมวดเตกีลาแท้สามารถจัดแยกออกได้อีก 5 ประเภท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการบ่มหมัก คือ
  1. เตกีลาขาว หรือเงิน (white “blanco/plata” tequila) เป็นเตกีลาที่ไม่ได้ผ่านการบ่ม หรือบ่มน้อยกว่า 2 เดือน 
  2. เตกีลาทอง (oro/joven) เป็นส่วนผสมระหว่างเตกีลาขาวกับเรโปซาโด 
  3. เตกีลาเรโปซาโด (Reposado) เป็นเตกีลาที่บ่มอย่างน้อยที่สุด 2 เดือนถึง 1 ปี ในถังไม้โอ๊กขนาดปกติ (20,000 ลิตร) 
  4. เตกีลาอันเยโฮ (Añejo) หรือเตกีลาแก่หรือมีอายุ ได้ผ่านการบ่มอย่างน้อย 1 ปี ถึง 3 ปี ในถังไม้โอ๊กขนาดเล็ก (200-600 ลิตร) 
  5. เตกีลาอันเยโฮเอ๊กตร้า (Extra Añejo) บ่มอย่างน้อย 3 ปีในถังไม้โอ๊ก จะมีสีที่ข้มขึ้น ได้เริ่มการผลิตจากปี 2006 เป็นต้นมา
สภาระเบียบเตกีลา (Consejo Regulador del Tequila) ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี1994 เพื่อควบคุมมาตรฐานและส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเตกีลา ได้รับการจดทะเบียนยีห้อที่ได้รับอนุมัติให้ขายในตลาดได้มีกว่า 2,000 ยี่ห้อจากผู้ผลิต 128 ราย เตกีลายี่ห้อที่เป็นที่นิยมในเม็กซิโกมี Sauza, Don Julio, Herradura, Jose Cuervo, Cazadores, El Tesoro, El Jimador เป็นต้น สำหรับยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยนั้น ได้แก่ Jose Cuervo และ Montezuma การนำเข้าเตกีลา (HS 220890) จากเม็กซิโกในปี 2010 มีมูลค่า 82,752 เหรียญสหรัฐ (ปริมาณ 12,570 ลิตร)

เครื่องหมายการค้าเตกีลา

การผลิตเตกีลาอย่างเป็นอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เมื่อขุนนางชาวสเปน Don Pedro Sánchez de Tagle Marquis of Altamira ได้นำเหล้าหมักผลอากาเบของชาวแอสเต็ก มากลั่นและบรรจุขวดในลักษณะโรงงานที่รัฐฮาลิสโก ต่อมาในต้นศตวรรษที่ 19 ครอบครัวที่ก่อตั้งเตกีลายี่ห้อ Sauza ได้เริ่มการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

เมื่อปี 2009 ภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจได้มีผลต่อการบริโภคเตกีลา ทำให้มีปริมาณการบริโภคลดลงต่ำกว่า 1 ล้านตันต่อปี แต่ได้ฟื้นฟูขึ้นในปี 2010 โดยมีปริมาณการบริโภค 257.4 ล้านลิตร (68 ล้านเกลอน) และการส่งออก 152.2 ล้านลิตร (40.2 ล้านแกลอน) ตลาดส่งออกเตกีลาที่สำคัญ ได้แก่สหรัฐอเมริกาและในปี 2010 ได้มีการส่งออกเตกีลาปริมาณ 118.4 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลาดส่งออกสำคัญรองลงมาคือ เยอรมัน (7.8 ล้านลิตร) สเปน (3.5 ล้านลิตร) ฝรั่งเศษ (2.6 ล้านลิตร) แคนาดา (2.3 ล้านลิตร) และอังกฤษ (1.3 ล้านลิตร)


การผลิตเตกีลามีระเบียบควบคุมมาตรฐานคือ NOM-006-SCFI-2005 ที่กำหนดการสงวนสิทธิการใช้ชื่อ “เตกีลา” สำหรับเหล้าที่ผลิตจากอากาเบน้ำเงิน (blue agave) เท่านั้น และควบคุมพื้นที่การผลิตเตกีลาให้สามารถผลิตได้เฉพาะในพื้นที่รัฐฮาลิสโก ฮวนาหัวดโต มิชัวกัน นายาริต และธัมเมาลิปัส สภาระเบียบเตกีลาได้รายงานว่า มีปริมาณต้นอากาเบน้ำเงินในพื้นที่ควบคุมดังกล่าวจำนวน 253 ล้านต้น มีอายุการให้ผลผลิตต้นละ 8 ปี

เนื่องจากเตกีลาเป็นเหล้าที่นิยมจึงเกิดการปลอมแปลงในหลายรูปแบบในสหรัฐฯ ยุโรป ออสเตรเลีย อิเมริกาใต้ และประเทศอื่น ๆ เช่น ในกรณีที่บริษัทแห่งหนึ่งในแอฟริกาใต้ได้ผลิตเครื่องดื่มจากผลไม้อื่น แต่เรียกเหล้าดังกล่าว อากาวา และส่งเสริมการขายให้มีความเข้าใจว่าเป็นเตกีลา นอกจากนี้แล้วการปลอมแปลงสินค้า หรือการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคจากพิษของแอลกอฮอลหรือสารอื่น ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน หากขาดการควบคุมอาจจะทำให้ชื่อเสียงของเตกีลาเสื่อมเสียไปในที่สุดได้ รัฐบาลของเม็กซิโกจึงได้ติดตามการปรามปรามการปลอมแปลงอย่างเข้มงวด ในปี 2007 ได้มีการยึดเหล้าเตกีลาปลอมในเม็กซิโกได้ 23,000 แกลอน และได้ประกาศห้ามขายเตกีลา 41 ยีห้อที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย

รัฐบาลของเม็กซิโกได้ปกป้องการใช้ชื่อ “เตกีลา” ภายใต้ความตกลง Lisbon Agreement for the Protection of Appellations of Origin (1967) แต่ความตกลงดังกล่าวมีประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกเพียง 27 ประเทศ (ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคี) ในปี 1977 เม็กซิโกจึงได้จดทะเบียนการสงวนสิทธิการใช้ชื่อ เตกีลา (Appellation of Origin) กับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ให้เป็นชื่อต้นกำเนิดที่มาได้จากพื้นที่ ๆ กำหนดไว้ในเม็กซิโกเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว เม็กซิโกยังผลักดันการยอมรับว่าเตกีลาเป็นชื่อที่ใช้ได้เฉพาะกับเหล้าเตกีลาที่ผลิตจากเม็กซิโกตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ กับตลาดสำคัญ ๆ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ในกรณีของสหรัฐฯ มีการแจ้งการยอมรับเกี่ยวกับเตกีลากำหนดไว้ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ-นาฟต้า และในปี 2006 เม็กซิโกได้มีความตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อควบคุมการส่งออกเตกีลาไปยังสหรัฐฯ ในลักษณะ bulk imports เพื่อยกเว้นกฏระเบียบเกี่ยวกับเขียนฉลาก (labeling) แต่ให้มีการติดตามควบคุมการบรรจุขวดเตกีลาในสหรัฐฯ ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง

การท่องเที่ยวสายเตกีลา

ในปี 2007 รัฐบาลของเม็กซิโกได้ริเริ่มการส่งเสริมการท่องเที่ยวสายเตกีลา "Tequila Route/La Ruta del Tequila" เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเครื่องหมายการค้าเตกีา ซึ่งเป็นการเดินทางโดยทางรถไฟ (Tequila Express) จากเมืองกัวดาลาฮาราไปยังเมือง El Arenal-Amatitán-Tequila และ Magdelena นอกจากการชมทิวทัศน์สวยงามที่เต็มไปด้วยต้นอากาเบน้ำเงิน ผู้เดินทางในทัวร์จะได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมใน hacienda โบราณ และโรงกลั่น ฟังดนตรีมาริอาชิ มีการบรรยายเกี่ยวกับประวัติเตกีลา (http://www.rutadeltequila.org.mx/)

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเตกีลา:

Consejo Regulador del Tequila
Av Patria No. 723 C.P. 45030,
Jardines de Guadalupe, Zapopan, Jalisco, México
Tel (0133) 1002-1900 Fax (0133) 1002-1925
Email:crt@crt.org.mx
Website: http://www.crt.org.mx/

Camara Nacional de la Industria Tequilera
Calzada Lázaro Cárdenas 3289 5th. Floor district. Chapalita C.P. 45000 Guadalajara, Jalisco, México
Phone. ++ 52 (33) 3121.5021 Fax. ++ 52 (33) 3647.2031
Email: camara@tequileros.org
Website: http://www.tequileros.org/main_en.php

Wednesday, June 15, 2011

Mexican rice producers protests cheap rice imports from US & Pakistan

เกษตรกรข้าวของเม็กซิโกต่อต้านการนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ และปากีสถาน

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2011 สภาผู้ผลิตข้าวแห่งเม็กซิโก (Consejo Mexicano del Arroz) ได้แจ้งข่าวผลผลิตข้าวภายในประเทศเม็กซิโกประจำปี 2011 คาดการณ์ผลผลิตจำนวน 340,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปี 2010 ร้อยละ 17 แต่ยังคงเทียบได้เพียงประมาณร้อยละ 30 ของปริมาณความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศเม็กซิโก ที่มีปริมาณความต้องการรวมประมาณปีละ 800,000 - 1 ล้านตันต่อปี

เม็กซิโกนำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก โดยในปี 2010 เม็กซิโกได้นำเข้าข้าวจากสหรัฐฯในปริมาณ 842,410 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 2.5 แหล่งนำเข้าข้าวรองจากสหรัฐฯ ได้แก่ อุรุกวัย (1,560 ตัน) ไทย (222 ตัน) อิตาลี (84 ตัน) และปากีสถาน (36 ตัน)

พื้นที่การเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของเม็กซิโกอยู่ในรัฐตอนกลางของเม็กซิโกของทั้งสองฝั่งมหาสมุทร ฝั่งแปซิฟิกได้แก่รัฐ Michoacan Nayarit Colima Sinaloa และ Jalisco ฝั่งแอทแลนติกได้แก่รัฐ Veracruz Campeche Tamaulipas และ Campeche การนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้มีจุดเริ่มต้นที่รัฐ Sinaloa และประเภทของข้าวที่เป็นที่รู้จักสำหรับผู้บริโภคเม็กซิกันแยกได้เป็นสองประเภทคือ ประเภท Sinaloa long grain หรือประเภท Morelos short grain โดยข้าวประเภท long grain มักจะเป็นข้าวที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ราคาของข้าว long grain ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ และปากีสถานมีราคาที่ต่ำกว่าราคาข้าวที่ผลิตภายในประเทศถึงร้อยละ 20 ได้ส่งผลให้ตลาดของข้าวประเภท Morelos ที่ผลิตภายในประเทศเป็นที่นิยมน้อยลง ถึงแม้ว่ารัฐบาลของเม็กซิโกจะได้เริ่มการรณรงค์ด้านโภชนากาารและสุขภาพ เมื่อต้นปี 2010 เพื่อส่งเสริมให้ชาวเม็กซิกันหันมาทานข้าวที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการบริโภคข้าวต่อหัวโดยทั่วไปได้แสดงแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากคนละ 5.8 กิโล เป็น 6.5 กิโลต่อปีในระหว่างปี 2009-2011

นอกจากปัจจัยด้านราคาข้าวนำเข้าที่ถูกกว่า สภาผู้ผลิตข้าวแห่งเม็กซิโก ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตข้าวไม่ขยายตัวเท่าที่ควร คือความล่าช้าในการปล่อยเครดิตให้แก่เกษตรกรของธนาคารเพื่อการพัฒนาชนบท และปัญหาระบบชลประทาน นอกจากนี้แล้ว โครงสร้างการจัดจำหน่ายข้าวยังมีความโน้นเอียงไปหาผู้ทำการบรรจุข้าวสำหรับตลาดปลีกย่อยที่นิยมซื้อข้าวจากผู้นำเข้าข้าวมากกว่าการซื้อจากผู้ผลิตภายในประเทศ

สภาผู้ผลิตข้าวแห่งเม็กซิโกได้แสดงความห่วงใยในกรณีการขายโรงสีข้าวในรัฐ Sinaloa แห่งหนึ่ง โดยโรงสีดังกล่าวเป็นผู้รับซื้อข้าวจากผู้ผลิตภายในประเภทในปริมาณถึงร้อยละ 35 ของผลผลิตภายในประเทศ ในขณะเดียวกันยังเป็นผู้นำเข้าข้าวจากสหรัฐที่สำคัญ โดยมีส่วนแบ่งในตลาดนำเข้าข้าวถึงร้อยละ 20-25 หากเจ้าของใหม่ผู้ที่ซื้อโรงสีดังกล่าว หันไปนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ ที่มีราคาถูกกว่าเพิ่มขึ้น จะบีบบังคับให้ผู้ผลิตข้าวภายในประเทศไม่มีแหล่งระบายผลผลิตของตน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศในอนาคตต่อไปได้

สภาผู้ผลิตข้าวแห่งเม็กซิโกได้เรียกร้องให้มีการบีบการแข่งขังจากข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยการใช้มาตรฐานด้านสุขภาพเป็นมาตรฐานควบคุม โดยข้าวเม็กซิกันมีข้อแตกต่างจากข้าวที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ประการหนึ่ง คือเป็นพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นข้าวจำลองพันธุ์ (transgenic) และเร่งรัดให้การรณรงค์ชาวเม็กซิกันได้ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างข้าวที่ผลิตในประเทศกับที่นำเข้าจากต่างประเทศให้มากขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
http://www.jornada.unam.mx/ultimas/2011/05/25/buscan-arroceros-contratos-para-enfrentar-importacion
http://www.yucatan.com.mx/20110523/nota-17/124964-el-arroz--tiene-buen-futuro.htm
http://agecon2.tamu.edu/people/faculty/salin-victoria/research/ricetrans.pdf